
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนพายุฤดูร้อนฉบับที่ 3 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดในวันนี้( 28 เม.ย.) ส่งผลกระทบตั้งแต่ 29 เมษายนถึง 1 พฤษภาคม ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น มีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง เริ่มจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป โดยวันพรุ่งนี้(29 เมษายน) มี 34 จังหวัดได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ภาคเหนือ มี 6 จังหวัดเสี่ยงสูงได้รับผลกระทบ ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ส่วนภาคอีสาน กระทบ 10 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี นอกจากนียังมีพื้นที่เสี่ยงปานกลางได้รับผลกระทบในภาคเหนือ อีสาน และตะวันออกอีกเกือบ 20 จังหวัด ส่วนวันที่ 30 เมษายน มี 42 จังหวัดได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ภาคเหนือเสี่ยงสูง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย ตาก และกำแพงเพชร ส่วนภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์และสุรินทร์ ภาคกลาง กระทบ จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธย และภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และชลบุรี รวม 20 จังหวัด นอกจากนี้ยังมีอีกกว่า 22 จังหวัดเสี่ยงปานกลางได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนในช่วงวันที่ 30 เมษายน ได้แก่ ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภูขอนแก่น ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง: จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ภาคตะวันออก: จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราดและวันที่ 1 พฤษภาคม มีพื้นที่เสี่ยงปานกลางได้รับผลกระทบพายุฤดูร้อนรวม 31 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย ชัยภูมิ นครราชสีมา และบุรีรัมย์ ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานีลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรีรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และฉะเชิงเทรา
อ่านต่อ >22

#ข่าวประชาสัมพันธ์ #TNN ช่อง16
ปิดเทอมซัมเมอร์ทั้งที จะปล่อยให้เจ้าตัวเล็กอยู่แต่บ้านเหงา ๆ ได้อย่างไร ต้องหากิจกรรมที่สนุก ส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมปลดปล่อยพลังจินตนาการกันดีกว่า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ไม่รอช้าเปิดพื้นที่สร้างความสุข สนุก ให้น้อง กับ 7 Kids Club Camp 2026 ซึ่งจัดเป็นประจำรับปิดเทอม ในครั้งนี้ยังคงอัดแน่นด้วยความสนุกสนาน พร้อมสอดแทรกสาระการเรียนรู้ ให้แก๊งตัวจิ๋วได้ระเบิดพลัง พิชิตภารกิจสุดท้าทายในแต่ละฐานกิจกรรม ณ The Tara ถนนแจ้งวัฒนะนางอรวรรณ ไชยมาตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์ พร้อมด้วยผู้บริหาร และพี่ ๆ พนักงาน เปิดบ้านรับแขกตัวน้อยอย่างอบอุ่น น้อง ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม ไม่ได้มีเพียงแค่บุตรหลานพนักงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุตรหลานข้าราชการ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และพันธมิตร จำนวน 365 คน น้อง ๆ จะได้สัมผัสประสบการณ์กับฐานกิจกรรม ซึ่งมาในธีม “รวมพลังคิดส์ พิชิตภารกิจ 3 สร้าง 1 DNA” นโยบายของซีพี ออลล์ อาทิ - 7 พลังคิดส์ พิชิตโลก AI ชวนน้องตะลุยโลก Robot x IT ส่งเสริมการเรียนรู้ให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ น้อง ๆ จะได้ลองบังคับหุ่นยนต์จิ๋วให้เคลื่อนไหวตามที่ต้องการ หรือจะให้เตะฟุตบอลแข่งขันกัน พิชิตภารกิจ “สร้างคน”- 7 พลังคิดส์กับ ภารกิจ DIY Food ชวนน้อง DIY อาหารจานโปรดจากสินค้าในร้านเซเว่นฯ น้อง ๆ จะได้ลองแต่งหน้าขนมปัง และนำผลงานกลับไปอวดคุณพ่อคุณแม พิชิตภารกิจ “สร้างอาชีพ”- 7 พลังคิดส์ พิชิตโลกศิลปะ ชวนน้องตะลุยโลกศิลปะ พร้อมช่วยน้องหมาหน้าร้านเซเว่นฯ ไม่เพียงแค่ประดิษฐ์งานศิลปะ ยังมีกิจกรรมภายในฐานให้น้อง ๆ สนุกสนานตื่นเต้น พิชิตภารกิจ “สร้างชุมชนอุ่นใจ”- 7 พลังคิดส์ ตะลุย 7 Kids Club ทดลองเป็นพนักงานร้านเซเว่นฯ จำลอง สวมบทบาทเป็นไรเดอร์ส่งของ หรือพนักงานเก็บเงิน พิชิตภารกิจ “สร้างชุมชนอุ่นใจ” - 7 พลังคิดส์กับ ภารกิจงานประดิษฐ์รักษ์โลก ชวนน้องเรียนรู้วิธีการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์งานประดิษฐ์รักษ์โลก และทำกิจกรรมศิลปะวัฒนธรรมไทย พิชิตภารกิจ “DNA ความดี 24 ชั่วโมง”- 7 พลังคิดส์กับ ภารกิจ Cyber Hero ชวนน้องเรียนรู้วิธีปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ พิชิตภารกิจ “DNA ความดี 24 ชั่วโมง”นอกเหนือจากกิจกรรมข้างต้น น้อง ๆ ยังได้เข้าฐานสนุกเรียนรู้ ที่โรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (SPIM) และเต็มอิ่
อ่านต่อ >11

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
คนไทยเตรียมเงินไปเที่ยวต่างประเทศแล้ว อาจต้องเตรียมเงินค่าออกนอกประเทศ นี่กลายเป็นประเด็นถกเถียงที่เกิดขึ้น หลังมีข่าวว่ารัฐบาลจะออกนโยบายใหม่นี้ ท่ามกลางทั้งเสียงเห็นด้วย และเสียงวิจารณ์ ที่มีทั้งมองว่า เงินนี้อาจเป็นรายได้มหาศาล ไปถึงว่าเราจะไปเที่ยวทำไมต้องมาโดนเก็บเงินอีก คนไทยจะไปเที่ยวต่างประเทศ เตรียมต้องจ่ายเงินค่าออกนอกประเทศจริงไหม ? จะโดนเก็บเท่าไหร่ และแนวคิดนี้กลายเป็นข้อบังคับจริงแล้วหรือไม่ ? แนวคิดการจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร หรือว่า Exit Fee เกิดขึ้นจากการที่ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เสนอแนวคิดฟื้น พ.ร.ก.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 หลังพูดคุยกับกระทรวงการคลัง โดยวัตถุประสงค์หลักของการเสนอเก็บเงินนั้นมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือโครงการ "ไทยเที่ยวไทย" ซึ่งรัฐบาลมองว่าในแต่ละปีมีคนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก หากมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมส่วนนี้ จะสามารถนำเม็ดเงินกลับมาเป็นงบประมาณหมุนเวียนเพื่ออุดหนุนการท่องเที่ยวในประเทศได้ตัวเลขสมมติฐาน ที่มีการนำเสนอคือ หากเก็บค่าธรรมเนียมที่ 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง และอ้างอิงจากสถิติที่มีคนไทยเดินทางออกนอกประเทศประมาณ 10 ล้านคน-ครั้งต่อปี จะทำให้รัฐมีรายได้ถึง 10,000 ล้านบาท เม็ดเงินมหาศาลนี้สามารถนำไปสร้างสิทธิประโยชน์ เช่น การอุดหนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศ 1,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ หรือนำไปทำโครงการในลักษณะเดียวกับ "เราเที่ยวด้วยกัน" หรือ "ทัวร์ทั่วไทย" เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในประเทศโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินหรือการกู้เงินเพียงอย่างเดียวแต่ภายหลังมีข่าวนี้เกิดขึ้น ก็มีทั้งกระแสคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ที่มองว่ารัฐควรเก็บนักท่องเที่ยวต่างชาติ มากกว่าเก็บคนไทยกันเอง ทั้งสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) เอง ก็มองว่า การจัดเก็บตอนนี้ไม่เหมาะสม เพราะธุรกิจการบินกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ผู้โดยสารได้รับผลกระทบจากการปรับค่าธรรมเนียมสนามบิน ถ้าเพิ่มค่า Exit Fee อีกจะเป็นการผลักภาระนักท่องเที่ยวไทย ทำให้คนท่องเที่ยวลดลง ซึ่งสุรศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวฯ ก็ได้ออกมาชี้แจงว่า ยังไม่มีการบังคับใช้มาตรการนี้ในเร็ววันนี้ และยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น ไม่มีวาระเสนอ ครม.ในเร็วๆ
อ่านต่อ >47

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน เตรียมขยายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกช่องทาง โดยจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อม Kick-off ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และเดินหน้าระยะที่ 2 อย่างต่อเนื่องกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Makro, Lotus’s, Big C, TOPS และ Go Wholesale จัดตั้งจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ใกล้บ้าน โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม ได้แก่ วันที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งมีการจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ผ่านห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ พร้อมขยายช่องทางไปยังร้านค้าปลีกท้องถิ่น รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, TikTok, GrabMart และ LINE MANสำหรับระยะที่ 2 โครงการจะต่อยอดสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยนำร่อง 2,000 ราย ให้นำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงตลาดใหม่ พร้อมมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ การสนับสนุนค่าขนส่งฟรี และคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ ขณะที่แพลตฟอร์มเอกชนร่วมยกเว้นค่า GP เพื่อลดภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้า House Brand ของห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งมีการลดราคาสูงสุดถึง 58% รวมถึงสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่ร่วมจัดโปรโมชันลดราคาทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนพายุฤดูร้อนฉบับที่ 3 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดในวันนี้( 28 เม.ย.) ส่งผลกระทบตั้งแต่ 29 เมษายนถึง 1 พฤษภาคม ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น มีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง เริ่มจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป โดยวันพรุ่งนี้(29 เมษายน) มี 34 จังหวัดได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ภาคเหนือ มี 6 จังหวัดเสี่ยงสูงได้รับผลกระทบ ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ส่วนภาคอีสาน กระทบ 10 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี นอกจากนียังมีพื้นที่เสี่ยงปานกลางได้รับผลกระทบในภาคเหนือ อีสาน และตะวันออกอีกเกือบ 20 จังหวัด ส่วนวันที่ 30 เมษายน มี 42 จังหวัดได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ภาคเหนือเสี่ยงสูง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย ตาก และกำแพงเพชร ส่วนภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์และสุรินทร์ ภาคกลาง กระทบ จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธย และภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และชลบุรี รวม 20 จังหวัด นอกจากนี้ยังมีอีกกว่า 22 จังหวัดเสี่ยงปานกลางได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนในช่วงวันที่ 30 เมษายน ได้แก่ ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภูขอนแก่น ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง: จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ภาคตะวันออก: จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราดและวันที่ 1 พฤษภาคม มีพื้นที่เสี่ยงปานกลางได้รับผลกระทบพายุฤดูร้อนรวม 31 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย ชัยภูมิ นครราชสีมา และบุรีรัมย์ ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานีลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรีรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และฉะเชิงเทรา
อ่านต่อ >22

#ข่าวประชาสัมพันธ์ #TNN ช่อง16
ปิดเทอมซัมเมอร์ทั้งที จะปล่อยให้เจ้าตัวเล็กอยู่แต่บ้านเหงา ๆ ได้อย่างไร ต้องหากิจกรรมที่สนุก ส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมปลดปล่อยพลังจินตนาการกันดีกว่า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ไม่รอช้าเปิดพื้นที่สร้างความสุข สนุก ให้น้อง กับ 7 Kids Club Camp 2026 ซึ่งจัดเป็นประจำรับปิดเทอม ในครั้งนี้ยังคงอัดแน่นด้วยความสนุกสนาน พร้อมสอดแทรกสาระการเรียนรู้ ให้แก๊งตัวจิ๋วได้ระเบิดพลัง พิชิตภารกิจสุดท้าทายในแต่ละฐานกิจกรรม ณ The Tara ถนนแจ้งวัฒนะนางอรวรรณ ไชยมาตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์ พร้อมด้วยผู้บริหาร และพี่ ๆ พนักงาน เปิดบ้านรับแขกตัวน้อยอย่างอบอุ่น น้อง ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม ไม่ได้มีเพียงแค่บุตรหลานพนักงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุตรหลานข้าราชการ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และพันธมิตร จำนวน 365 คน น้อง ๆ จะได้สัมผัสประสบการณ์กับฐานกิจกรรม ซึ่งมาในธีม “รวมพลังคิดส์ พิชิตภารกิจ 3 สร้าง 1 DNA” นโยบายของซีพี ออลล์ อาทิ - 7 พลังคิดส์ พิชิตโลก AI ชวนน้องตะลุยโลก Robot x IT ส่งเสริมการเรียนรู้ให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ น้อง ๆ จะได้ลองบังคับหุ่นยนต์จิ๋วให้เคลื่อนไหวตามที่ต้องการ หรือจะให้เตะฟุตบอลแข่งขันกัน พิชิตภารกิจ “สร้างคน”- 7 พลังคิดส์กับ ภารกิจ DIY Food ชวนน้อง DIY อาหารจานโปรดจากสินค้าในร้านเซเว่นฯ น้อง ๆ จะได้ลองแต่งหน้าขนมปัง และนำผลงานกลับไปอวดคุณพ่อคุณแม พิชิตภารกิจ “สร้างอาชีพ”- 7 พลังคิดส์ พิชิตโลกศิลปะ ชวนน้องตะลุยโลกศิลปะ พร้อมช่วยน้องหมาหน้าร้านเซเว่นฯ ไม่เพียงแค่ประดิษฐ์งานศิลปะ ยังมีกิจกรรมภายในฐานให้น้อง ๆ สนุกสนานตื่นเต้น พิชิตภารกิจ “สร้างชุมชนอุ่นใจ”- 7 พลังคิดส์ ตะลุย 7 Kids Club ทดลองเป็นพนักงานร้านเซเว่นฯ จำลอง สวมบทบาทเป็นไรเดอร์ส่งของ หรือพนักงานเก็บเงิน พิชิตภารกิจ “สร้างชุมชนอุ่นใจ” - 7 พลังคิดส์กับ ภารกิจงานประดิษฐ์รักษ์โลก ชวนน้องเรียนรู้วิธีการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์งานประดิษฐ์รักษ์โลก และทำกิจกรรมศิลปะวัฒนธรรมไทย พิชิตภารกิจ “DNA ความดี 24 ชั่วโมง”- 7 พลังคิดส์กับ ภารกิจ Cyber Hero ชวนน้องเรียนรู้วิธีปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ พิชิตภารกิจ “DNA ความดี 24 ชั่วโมง”นอกเหนือจากกิจกรรมข้างต้น น้อง ๆ ยังได้เข้าฐานสนุกเรียนรู้ ที่โรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (SPIM) และเต็มอิ่
อ่านต่อ >11

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
คนไทยเตรียมเงินไปเที่ยวต่างประเทศแล้ว อาจต้องเตรียมเงินค่าออกนอกประเทศ นี่กลายเป็นประเด็นถกเถียงที่เกิดขึ้น หลังมีข่าวว่ารัฐบาลจะออกนโยบายใหม่นี้ ท่ามกลางทั้งเสียงเห็นด้วย และเสียงวิจารณ์ ที่มีทั้งมองว่า เงินนี้อาจเป็นรายได้มหาศาล ไปถึงว่าเราจะไปเที่ยวทำไมต้องมาโดนเก็บเงินอีก คนไทยจะไปเที่ยวต่างประเทศ เตรียมต้องจ่ายเงินค่าออกนอกประเทศจริงไหม ? จะโดนเก็บเท่าไหร่ และแนวคิดนี้กลายเป็นข้อบังคับจริงแล้วหรือไม่ ? แนวคิดการจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร หรือว่า Exit Fee เกิดขึ้นจากการที่ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เสนอแนวคิดฟื้น พ.ร.ก.ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 หลังพูดคุยกับกระทรวงการคลัง โดยวัตถุประสงค์หลักของการเสนอเก็บเงินนั้นมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือโครงการ "ไทยเที่ยวไทย" ซึ่งรัฐบาลมองว่าในแต่ละปีมีคนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก หากมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมส่วนนี้ จะสามารถนำเม็ดเงินกลับมาเป็นงบประมาณหมุนเวียนเพื่ออุดหนุนการท่องเที่ยวในประเทศได้ตัวเลขสมมติฐาน ที่มีการนำเสนอคือ หากเก็บค่าธรรมเนียมที่ 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง และอ้างอิงจากสถิติที่มีคนไทยเดินทางออกนอกประเทศประมาณ 10 ล้านคน-ครั้งต่อปี จะทำให้รัฐมีรายได้ถึง 10,000 ล้านบาท เม็ดเงินมหาศาลนี้สามารถนำไปสร้างสิทธิประโยชน์ เช่น การอุดหนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศ 1,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ หรือนำไปทำโครงการในลักษณะเดียวกับ "เราเที่ยวด้วยกัน" หรือ "ทัวร์ทั่วไทย" เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในประเทศโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินหรือการกู้เงินเพียงอย่างเดียวแต่ภายหลังมีข่าวนี้เกิดขึ้น ก็มีทั้งกระแสคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ที่มองว่ารัฐควรเก็บนักท่องเที่ยวต่างชาติ มากกว่าเก็บคนไทยกันเอง ทั้งสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) เอง ก็มองว่า การจัดเก็บตอนนี้ไม่เหมาะสม เพราะธุรกิจการบินกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ผู้โดยสารได้รับผลกระทบจากการปรับค่าธรรมเนียมสนามบิน ถ้าเพิ่มค่า Exit Fee อีกจะเป็นการผลักภาระนักท่องเที่ยวไทย ทำให้คนท่องเที่ยวลดลง ซึ่งสุรศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวฯ ก็ได้ออกมาชี้แจงว่า ยังไม่มีการบังคับใช้มาตรการนี้ในเร็ววันนี้ และยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น ไม่มีวาระเสนอ ครม.ในเร็วๆ
อ่านต่อ >47

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน เตรียมขยายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกช่องทาง โดยจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อม Kick-off ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และเดินหน้าระยะที่ 2 อย่างต่อเนื่องกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Makro, Lotus’s, Big C, TOPS และ Go Wholesale จัดตั้งจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ใกล้บ้าน โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม ได้แก่ วันที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งมีการจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ผ่านห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ พร้อมขยายช่องทางไปยังร้านค้าปลีกท้องถิ่น รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, TikTok, GrabMart และ LINE MANสำหรับระยะที่ 2 โครงการจะต่อยอดสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยนำร่อง 2,000 ราย ให้นำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงตลาดใหม่ พร้อมมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ การสนับสนุนค่าขนส่งฟรี และคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ ขณะที่แพลตฟอร์มเอกชนร่วมยกเว้นค่า GP เพื่อลดภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้า House Brand ของห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งมีการลดราคาสูงสุดถึง 58% รวมถึงสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่ร่วมจัดโปรโมชันลดราคาทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนพายุฤดูร้อนฉบับที่ 3 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดในวันนี้( 28 เม.ย.) ส่งผลกระทบตั้งแต่ 29 เมษายนถึง 1 พฤษภาคม ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น มีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง เริ่มจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป โดยวันพรุ่งนี้(29 เมษายน) มี 34 จังหวัดได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ภาคเหนือ มี 6 จังหวัดเสี่ยงสูงได้รับผลกระทบ ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ส่วนภาคอีสาน กระทบ 10 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี นอกจากนียังมีพื้นที่เสี่ยงปานกลางได้รับผลกระทบในภาคเหนือ อีสาน และตะวันออกอีกเกือบ 20 จังหวัด ส่วนวันที่ 30 เมษายน มี 42 จังหวัดได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ภาคเหนือเสี่ยงสูง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย ตาก และกำแพงเพชร ส่วนภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์และสุรินทร์ ภาคกลาง กระทบ จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธย และภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และชลบุรี รวม 20 จังหวัด นอกจากนี้ยังมีอีกกว่า 22 จังหวัดเสี่ยงปานกลางได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนในช่วงวันที่ 30 เมษายน ได้แก่ ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภูขอนแก่น ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง: จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ภาคตะวันออก: จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราดและวันที่ 1 พฤษภาคม มีพื้นที่เสี่ยงปานกลางได้รับผลกระทบพายุฤดูร้อนรวม 31 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย ชัยภูมิ นครราชสีมา และบุรีรัมย์ ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานีลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรีรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และฉะเชิงเทรา
อ่านต่อ >22