
#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
สเตรทส์ไทมส์รายงาน ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนา ภาคใต้ฟิลิปปินส์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (8 มิ.ย.) นั้น เพิ่มเป็น 41 คน ยังสูญหาย 4 คน เจ้าหน้าที่กำลังค้นหาผู้สูญหาย ทั้งนี้ ศูนย์กลางแผ่นดินไหวดังกล่าวอยู่ที่ความลึก 33 กิโลเมตร ห่างจากชายฝั่งจังหวัดซารังกานี บนเกาะมินดาเนา 32 กิโลเมตร ทำให้เกิดสึนามิขนาดเล็กในหลายประเทศส่วนซินหัวรายงานผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บยังคงเพิ่มขึ้น ล่าสุดผู้บาดเจ็บเพิ่มเป็นประมาณ 500 คน ที่จังหวัดซารังกานี บนเกาะมินดาเนา เสียหายหนักสุด มีผู้เสียชีวิตจากดินถล่มทับบ้านหลายหลังรวม 14 คนในคราวเดียว ด้านกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์รายงาน ไฟฟ้าดับ 864,000 หลังคาเรือน ส่วนกระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์รายงาน โรงเรียนกระทบมากกว่า 8,600 แห่ง กระทบนักเรียนกว่า 4 ล้านคนด้านเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์รายงาน ประชาชนอพยพไร้ที่อยู่อาศัย 32,000 คน ในจำนวนนี้มีบางส่วนได้เข้าอยู่ในศูนย์พักพิงฉุกเฉินที่ทางการจัดให้ด้านนิวยอร์กไทมส์รายงาน แผ่นดินไหวครั้งนี้แรงสุดในรอบ 50 ปีของฟิลิปปินส์ แม้ตัวเลขผู้สูญหายเพียง 4 คน แต่กลัวว่า ยังมีคนถูกทับอยู่ใต้ซากปรักหักพังจำนวนมาก สเตรทส์ไทมส์รายงานต่อไปว่า เกิดอ๊าฟเตอร์ช็อคมากกว่า 1,000 ครั้งภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงหลังเกิดแผ่นดินไหวหลักนอกชายฝั่งมินดาเนาเมื่อเวลา 7.37 น. วันจันทร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนในพื้นที่รายงาน อ๊าฟเตอร์ช็อคที่ยังคงเกิดไม่หยุด เป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัย และเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยการประเมินความเสียหายเบื้องต้น โครงสร้างพื้นฐานรวมถึงถนน สะพาน เสียหายหนักมาก ทำให้หลายชุมชนอาจถูกตัดขาดจากโลกภายนอกไปอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์ บ้านเรือนเสียหาย 2,000 หลัง อาคารรัฐบาลเสียหายมากกว่า 100 แห่ง จนถึงขณะนี้ หลายพื้นที่ยังเข้าถึงไม่ได้ ต้องใช้เฮลิค็อปเตอร์เท่านั้น ผู้บาดเจ็บจำนวนมากจากแผ่นดินไหวล้นโรงพยาบาลหลายแห่ง บวกกับอาคารโรงพยาบาลเสียหาย และความกลัวว่าอาคารจะไม่แข็งแรงหลังเกิดแผ่นดินไหว ทำให้โรงพยาบาลประจำจังหวัดซารังกานี ต้องย้ายผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บจากแผ่นดินไหว ไปรักษาในเต็นท์หลายหลังที่ตั้งขึ้นกลางแจ้งนอกอาคารโรงพยาบาล ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุเมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.) รวมถึงการทำคลอดให้มารดา 1 รายในเต็นท์กลางแจ้ง ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีซึ่งอยู
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจากข้อมูลการใช้จ่ายในช่วง 8-9 วันที่ผ่านมา พบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วเกือบ 20,000 ล้านบาท และจะเริ่มเห็นผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจนภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า จะทำให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและความคึกคักทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ //เพราะประชาชนส่วนใหญ่ นำเงินไปใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สร้างประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ //เช่นเดียวกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่พบการจับจ่ายส่วนใหญ่ เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคภายในพื้นที่ ซึ่งเป็นร้านค้าระดับหมู่บ้าน ตำบล จึงประเมินผลของทั้งสองโครงการ จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ร้อยละ 0.6-0.8 พร้อมกันนี้ ยังเสนอแนะให้ภาครัฐ ดำเนินโครงการด้วยความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบประชาชนหรือร้านค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทำให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องนายธนวรรธน์ ยังมองแนวโน้มการผลักดันจีดีพีไทยให้เติบโต ว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย ราคาน้ำมันปรับลดลง จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตร้อยละ 2 ประกอบกับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงาน หรือการปรับโครงสร้างพลังงานตามพระราชกำหนดกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท มีโอกาสที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ เติบโตร้อยละ 2-2.5 ได้
อ่านต่อ >22

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน วงเงิน 400,000 ล้านบาท นัดแรก ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนกระทรวงการคลังอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวด้วย สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบรัฐบาลในการใช้เงินกู้กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนที่อนุมัติเงิน 18,800 ล้านบาท เพื่อใช้ในสวัสดิการตามปีงบประมาณ 2569 นั้น กระทรวงการคลังได้รับทราบเรื่องแล้ว และยืนยันว่าได้เคยชี้แจงในประเด็นดังกล่าวไปแล้วเช่นกัน แต่เมื่อมีกระบวนการนี้เกิดขึ้น ขณะนี้ทางฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการคลังได้เร่งพิจารณาข้อมูลอยู่ และยืนยันว่าเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทได้ถูกใช้ไปตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ได้เตรียมข้อมูลเพื่อจะชี้แจงเรื่องนี้อย่างละเอียดทั้งนี้กระทรวงการคลังได้เคยชี้แจงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการใช้เงินและกู้เงินตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวไปแล้ว แต่เมื่อมีกระบวนการนี้เกิดขึ้น เราก็พร้อมจะชี้แจงอีก ซึ่งฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการคลังกำลังเร่งเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงเรื่องนี้อย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการที่จะขอใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น คาดว่าคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้อยู่ระหว่างนัดหมายเพื่อกำหนดวันประชุมอีกครั้ง โดยเบื้องต้นทราบว่าขณะนี้มีหน่วยงานที่เตรียมเสนอโครงการเพื่อขอใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินเข้ามา ซึ่งรายละเอียดต่างๆ อยู่ระหว่างให้ สบน.พิจารณา ก่อนจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาอีกครั้ง
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์โรคไข้มาลาเรียและดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองจากยุงก้นปล่อง ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้มาลาเรีย โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเดินทาง ทำงาน หรือพักค้างคืนในพื้นที่เสี่ยงวันนี้ (10 มิถุนายน 2569) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคไข้มาลาเรียเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัวในกลุ่มพลาสโมเดียม โดยมียุงก้นปล่องเพศเมียเป็นพาหะนำโรค หลังถูกกัดผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอาจมีไข้เป็นระยะ หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวข้อมูลจากระบบมาลาเรียออนไลน์ กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 10 มิถุนายน 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรียสะสม 5,126 ราย เสียชีวิต 1 ราย พบมากในกลุ่มวัยทำงาน ช่วงอายุ 25 – 44 ปี อาชีพเกษตรกรรม ชนิดเชื้อที่พบส่วนใหญ่คือ Plasmodium vivax ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตก ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง ชุมพร แม่ฮ่องสอน ราชบุรี และเพชรบุรี โดยพบได้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ ทั้งนี้ยังไม่มีการล็อกดาวน์ (Lockdown) พื้นที่ใดในประเทศตามที่มีข่าวก่อนหน้านี้ นายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคไข้มาลาเรียมียารักษาเฉพาะ และสามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว สำหรับการป้องกันโรคไข้มาลาเรีย ประชาชนควรป้องกันตนเองจากการถูกยุงกัด ดังนี้ 1) สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เมื่อต้องเข้าพื้นที่ป่าเขาหรือพื้นที่เสี่ยง 2) ทายากันยุงบริเวณผิวหนังที่อยู่นอกร่มผ้า 3) นอนในมุ้ง หรือมุ้งชุบสารเคมีทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อต้องพักค้างคืนในพื้นที่เสี่ยง 4) หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มียุงชุกชุมในช่วงพลบค่ำจนถึงรุ่งเช้า 5) ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการควบคุมและป้องกันโรค ทั้งนี้ หากเดินทางกลับจากพื้นที่ป่าหรือพื้นที่เสี่ยงแล้วมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยง
อ่านต่อ >13

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
สเตรทส์ไทมส์รายงาน ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนา ภาคใต้ฟิลิปปินส์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (8 มิ.ย.) นั้น เพิ่มเป็น 41 คน ยังสูญหาย 4 คน เจ้าหน้าที่กำลังค้นหาผู้สูญหาย ทั้งนี้ ศูนย์กลางแผ่นดินไหวดังกล่าวอยู่ที่ความลึก 33 กิโลเมตร ห่างจากชายฝั่งจังหวัดซารังกานี บนเกาะมินดาเนา 32 กิโลเมตร ทำให้เกิดสึนามิขนาดเล็กในหลายประเทศส่วนซินหัวรายงานผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บยังคงเพิ่มขึ้น ล่าสุดผู้บาดเจ็บเพิ่มเป็นประมาณ 500 คน ที่จังหวัดซารังกานี บนเกาะมินดาเนา เสียหายหนักสุด มีผู้เสียชีวิตจากดินถล่มทับบ้านหลายหลังรวม 14 คนในคราวเดียว ด้านกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์รายงาน ไฟฟ้าดับ 864,000 หลังคาเรือน ส่วนกระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์รายงาน โรงเรียนกระทบมากกว่า 8,600 แห่ง กระทบนักเรียนกว่า 4 ล้านคนด้านเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์รายงาน ประชาชนอพยพไร้ที่อยู่อาศัย 32,000 คน ในจำนวนนี้มีบางส่วนได้เข้าอยู่ในศูนย์พักพิงฉุกเฉินที่ทางการจัดให้ด้านนิวยอร์กไทมส์รายงาน แผ่นดินไหวครั้งนี้แรงสุดในรอบ 50 ปีของฟิลิปปินส์ แม้ตัวเลขผู้สูญหายเพียง 4 คน แต่กลัวว่า ยังมีคนถูกทับอยู่ใต้ซากปรักหักพังจำนวนมาก สเตรทส์ไทมส์รายงานต่อไปว่า เกิดอ๊าฟเตอร์ช็อคมากกว่า 1,000 ครั้งภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงหลังเกิดแผ่นดินไหวหลักนอกชายฝั่งมินดาเนาเมื่อเวลา 7.37 น. วันจันทร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนในพื้นที่รายงาน อ๊าฟเตอร์ช็อคที่ยังคงเกิดไม่หยุด เป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัย และเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยการประเมินความเสียหายเบื้องต้น โครงสร้างพื้นฐานรวมถึงถนน สะพาน เสียหายหนักมาก ทำให้หลายชุมชนอาจถูกตัดขาดจากโลกภายนอกไปอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์ บ้านเรือนเสียหาย 2,000 หลัง อาคารรัฐบาลเสียหายมากกว่า 100 แห่ง จนถึงขณะนี้ หลายพื้นที่ยังเข้าถึงไม่ได้ ต้องใช้เฮลิค็อปเตอร์เท่านั้น ผู้บาดเจ็บจำนวนมากจากแผ่นดินไหวล้นโรงพยาบาลหลายแห่ง บวกกับอาคารโรงพยาบาลเสียหาย และความกลัวว่าอาคารจะไม่แข็งแรงหลังเกิดแผ่นดินไหว ทำให้โรงพยาบาลประจำจังหวัดซารังกานี ต้องย้ายผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บจากแผ่นดินไหว ไปรักษาในเต็นท์หลายหลังที่ตั้งขึ้นกลางแจ้งนอกอาคารโรงพยาบาล ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุเมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.) รวมถึงการทำคลอดให้มารดา 1 รายในเต็นท์กลางแจ้ง ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีซึ่งอยู
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจากข้อมูลการใช้จ่ายในช่วง 8-9 วันที่ผ่านมา พบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วเกือบ 20,000 ล้านบาท และจะเริ่มเห็นผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจนภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า จะทำให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและความคึกคักทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ //เพราะประชาชนส่วนใหญ่ นำเงินไปใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สร้างประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ //เช่นเดียวกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่พบการจับจ่ายส่วนใหญ่ เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคภายในพื้นที่ ซึ่งเป็นร้านค้าระดับหมู่บ้าน ตำบล จึงประเมินผลของทั้งสองโครงการ จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ร้อยละ 0.6-0.8 พร้อมกันนี้ ยังเสนอแนะให้ภาครัฐ ดำเนินโครงการด้วยความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบประชาชนหรือร้านค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทำให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องนายธนวรรธน์ ยังมองแนวโน้มการผลักดันจีดีพีไทยให้เติบโต ว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย ราคาน้ำมันปรับลดลง จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตร้อยละ 2 ประกอบกับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงาน หรือการปรับโครงสร้างพลังงานตามพระราชกำหนดกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท มีโอกาสที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ เติบโตร้อยละ 2-2.5 ได้
อ่านต่อ >22

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน วงเงิน 400,000 ล้านบาท นัดแรก ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนกระทรวงการคลังอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวด้วย สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบรัฐบาลในการใช้เงินกู้กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนที่อนุมัติเงิน 18,800 ล้านบาท เพื่อใช้ในสวัสดิการตามปีงบประมาณ 2569 นั้น กระทรวงการคลังได้รับทราบเรื่องแล้ว และยืนยันว่าได้เคยชี้แจงในประเด็นดังกล่าวไปแล้วเช่นกัน แต่เมื่อมีกระบวนการนี้เกิดขึ้น ขณะนี้ทางฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการคลังได้เร่งพิจารณาข้อมูลอยู่ และยืนยันว่าเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทได้ถูกใช้ไปตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ได้เตรียมข้อมูลเพื่อจะชี้แจงเรื่องนี้อย่างละเอียดทั้งนี้กระทรวงการคลังได้เคยชี้แจงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการใช้เงินและกู้เงินตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวไปแล้ว แต่เมื่อมีกระบวนการนี้เกิดขึ้น เราก็พร้อมจะชี้แจงอีก ซึ่งฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการคลังกำลังเร่งเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงเรื่องนี้อย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการที่จะขอใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น คาดว่าคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้อยู่ระหว่างนัดหมายเพื่อกำหนดวันประชุมอีกครั้ง โดยเบื้องต้นทราบว่าขณะนี้มีหน่วยงานที่เตรียมเสนอโครงการเพื่อขอใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินเข้ามา ซึ่งรายละเอียดต่างๆ อยู่ระหว่างให้ สบน.พิจารณา ก่อนจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาอีกครั้ง
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์โรคไข้มาลาเรียและดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองจากยุงก้นปล่อง ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้มาลาเรีย โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเดินทาง ทำงาน หรือพักค้างคืนในพื้นที่เสี่ยงวันนี้ (10 มิถุนายน 2569) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคไข้มาลาเรียเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัวในกลุ่มพลาสโมเดียม โดยมียุงก้นปล่องเพศเมียเป็นพาหะนำโรค หลังถูกกัดผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอาจมีไข้เป็นระยะ หากไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวข้อมูลจากระบบมาลาเรียออนไลน์ กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 10 มิถุนายน 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรียสะสม 5,126 ราย เสียชีวิต 1 ราย พบมากในกลุ่มวัยทำงาน ช่วงอายุ 25 – 44 ปี อาชีพเกษตรกรรม ชนิดเชื้อที่พบส่วนใหญ่คือ Plasmodium vivax ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตก ได้แก่ ตาก กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง ชุมพร แม่ฮ่องสอน ราชบุรี และเพชรบุรี โดยพบได้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ ทั้งนี้ยังไม่มีการล็อกดาวน์ (Lockdown) พื้นที่ใดในประเทศตามที่มีข่าวก่อนหน้านี้ นายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคไข้มาลาเรียมียารักษาเฉพาะ และสามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว สำหรับการป้องกันโรคไข้มาลาเรีย ประชาชนควรป้องกันตนเองจากการถูกยุงกัด ดังนี้ 1) สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เมื่อต้องเข้าพื้นที่ป่าเขาหรือพื้นที่เสี่ยง 2) ทายากันยุงบริเวณผิวหนังที่อยู่นอกร่มผ้า 3) นอนในมุ้ง หรือมุ้งชุบสารเคมีทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อต้องพักค้างคืนในพื้นที่เสี่ยง 4) หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มียุงชุกชุมในช่วงพลบค่ำจนถึงรุ่งเช้า 5) ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการควบคุมและป้องกันโรค ทั้งนี้ หากเดินทางกลับจากพื้นที่ป่าหรือพื้นที่เสี่ยงแล้วมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยง
อ่านต่อ >13

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
สเตรทส์ไทมส์รายงาน ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนา ภาคใต้ฟิลิปปินส์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (8 มิ.ย.) นั้น เพิ่มเป็น 41 คน ยังสูญหาย 4 คน เจ้าหน้าที่กำลังค้นหาผู้สูญหาย ทั้งนี้ ศูนย์กลางแผ่นดินไหวดังกล่าวอยู่ที่ความลึก 33 กิโลเมตร ห่างจากชายฝั่งจังหวัดซารังกานี บนเกาะมินดาเนา 32 กิโลเมตร ทำให้เกิดสึนามิขนาดเล็กในหลายประเทศส่วนซินหัวรายงานผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บยังคงเพิ่มขึ้น ล่าสุดผู้บาดเจ็บเพิ่มเป็นประมาณ 500 คน ที่จังหวัดซารังกานี บนเกาะมินดาเนา เสียหายหนักสุด มีผู้เสียชีวิตจากดินถล่มทับบ้านหลายหลังรวม 14 คนในคราวเดียว ด้านกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์รายงาน ไฟฟ้าดับ 864,000 หลังคาเรือน ส่วนกระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์รายงาน โรงเรียนกระทบมากกว่า 8,600 แห่ง กระทบนักเรียนกว่า 4 ล้านคนด้านเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์รายงาน ประชาชนอพยพไร้ที่อยู่อาศัย 32,000 คน ในจำนวนนี้มีบางส่วนได้เข้าอยู่ในศูนย์พักพิงฉุกเฉินที่ทางการจัดให้ด้านนิวยอร์กไทมส์รายงาน แผ่นดินไหวครั้งนี้แรงสุดในรอบ 50 ปีของฟิลิปปินส์ แม้ตัวเลขผู้สูญหายเพียง 4 คน แต่กลัวว่า ยังมีคนถูกทับอยู่ใต้ซากปรักหักพังจำนวนมาก สเตรทส์ไทมส์รายงานต่อไปว่า เกิดอ๊าฟเตอร์ช็อคมากกว่า 1,000 ครั้งภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงหลังเกิดแผ่นดินไหวหลักนอกชายฝั่งมินดาเนาเมื่อเวลา 7.37 น. วันจันทร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนในพื้นที่รายงาน อ๊าฟเตอร์ช็อคที่ยังคงเกิดไม่หยุด เป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัย และเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยการประเมินความเสียหายเบื้องต้น โครงสร้างพื้นฐานรวมถึงถนน สะพาน เสียหายหนักมาก ทำให้หลายชุมชนอาจถูกตัดขาดจากโลกภายนอกไปอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์ บ้านเรือนเสียหาย 2,000 หลัง อาคารรัฐบาลเสียหายมากกว่า 100 แห่ง จนถึงขณะนี้ หลายพื้นที่ยังเข้าถึงไม่ได้ ต้องใช้เฮลิค็อปเตอร์เท่านั้น ผู้บาดเจ็บจำนวนมากจากแผ่นดินไหวล้นโรงพยาบาลหลายแห่ง บวกกับอาคารโรงพยาบาลเสียหาย และความกลัวว่าอาคารจะไม่แข็งแรงหลังเกิดแผ่นดินไหว ทำให้โรงพยาบาลประจำจังหวัดซารังกานี ต้องย้ายผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บจากแผ่นดินไหว ไปรักษาในเต็นท์หลายหลังที่ตั้งขึ้นกลางแจ้งนอกอาคารโรงพยาบาล ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุเมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.) รวมถึงการทำคลอดให้มารดา 1 รายในเต็นท์กลางแจ้ง ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีซึ่งอยู
อ่านต่อ >12