
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายที่ประชาชนเผชิญอยู่ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานและค่าครองชีพในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนสำหรับรอบบิลค่าไฟเดือนมิถุนายน 2569 รัฐบาลจะเริ่มมาตรการค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ครอบคลุมกว่า 20 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 90% ของครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ช่วยลดภาระรายจ่ายประจำเดือนของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม รัชดา กล่าวว่า ค่าไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายของครัวเรือน แต่ยังเป็นต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ ราคาสินค้า และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลจึงเดินหน้าทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กัน โดยอยู่ระหว่างพิจารณาการปรับอัตราค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนแบบก้าวหน้าให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้นขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อทบทวนต้นทุนค่าไฟในด้านต่างๆ ทั้งค่าความพร้อมจ่าย ค่าพลังงานไฟฟ้า และเงื่อนไขสัญญาบางประเภทที่ทำไว้ในอดีต ว่ายังสอดคล้องกับสถานการณ์และต้นทุนปัจจุบันหรือไม่ ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการประคองค่าครองชีพและรักษาระดับกำลังซื้อของประชาชน ล่าสุดตลอด 7 วันแรกของโครงการมียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 17,473.66 ล้านบาท (ณ เวลา 23.00 น.) และมีผู้ใช้สิทธิครบ 1,000 บาทแล้วกว่า 508,0067 ราย สะท้อนการหมุนเวียนเม็ดเงินสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดชุมชน และภาคบริการในวงกว้างทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการเศรษฐกิจอื่นควบคู่กัน ทั้งการเร่งรัดการลงทุน การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ การอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ และการรักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเกิดผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดต้นทุนชีวิต เสริมกำลังซื้อ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
อ่านต่อ >20

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยกรณี การนำข้อมูลลดหย่อนของผู้เสียภาษีมาเป็นเกณฑ์คัดกรองนั้น ว่า จะไม่มีนโยบายในการตรวจสอบภาษีย้อนหลังแต่อย่างใด โดยได้สั่งการให้กรมสรรพากรให้นำข้อมูลมาตรวจสอบดูว่า ในบรรดาผู้ที่ยื่นแบบภาษีจำนวน 11 ล้านคน มีจำนวนกี่คนที่ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา จากนั้นจึงนำมาเทียบกับข้อมูลว่าบิดามารดาของบุคคลเหล่านั้นถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่หรือไม่ส่วนกรณีผู้ที่ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีแต่ไม่ได้กลับไปดูแลบิดามารดาจริง ถือว่าไม่สมควรที่จะได้รับสิทธิลดหย่อนดังกล่าวตั้งแต่แรก หากบิดามารดาถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพราะถูกลูกนำชื่อไปใช้หักลดหย่อนภาษี บิดามารดาสามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ได้โดยในกรณีที่มีการอุทธรณ์ กระทรวงการคลังจะพิจารณาฝั่งบิดามารดาเป็นหลัก เนื่องจากถือว่าเป็นเจ้าของสิทธิที่ถูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี หากบิดามารดายืนยันว่าไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากลูกจริงตามที่ลูกนำไปกล่าวอ้าง ผลที่ตามมาคือในปีภาษีหน้า ลูกก็จะไม่สามารถนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อีกสำหรับเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิ์ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลในวันที่ 17 ก.ค.2569 และชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวถูกตัดสิทธิ์ด้วยเกณฑ์ข้อใด และในแต่ละเกณฑ์นั้น มีผู้ที่ถูกคัดกรองออกไปเป็นจำนวนเท่าใดทั้งนี้ ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์จะได้รับทราบข้อมูลโดยตรงด้วยว่าตนเองหลุดจากสิทธิบัตรสวัสดิการด้วยเกณฑ์ข้อใด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิสามารถดำเนินการยื่นอุทธรณ์ได้ตรงตามความเป็นจริง ตั้งแต่วันที่ 17-31 ก.ค.2569 กระบวนการทุกอย่างจำเป็นต้องรอให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนก่อนว่า หลังจากการคัดกรองแล้วมีผู้ที่หลุดออกจากสิทธิจำนวนเท่าใด และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มรายชื่อใหม่ที่กระทรวงมหาดไทยสำรวจเพิ่มเติมซึ่งเบื้องต้นคาดว่ามีอยู่ราว 1 ล้านคน จากนั้นรัฐบาลจึงจะนำข้อมูลมาบริหารจัดการว่า สิ่งที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ภายใต้วงเงินงบประมาณที่มีอยู่นั้นสามารถทำสิ่งใดได้บ้างโดยรัฐบาลจะยังคงดูแลประชาชนทุกคน แต่รูปแบบการให้ความช่วยเหลือจะปรับเปลี่ยนไปอยู่บนภาพของความเหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจะไม่ใช้รูปแบบการช่วยเหลือแบบเหมารวมอีกต่อไป
อ่านต่อ >14

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
เมื่อวานนี้ (8 มิถุนายน) เวลา 06.38 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8 บริเวณภาคใต้ของฟิลิปปินส์ คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 37 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 200 คน สภาการลดความเสี่ยงและการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของฟิลิปปินส์ รายงาน แผ่นดินไหวมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดซารังกานี แรงสะเทือนเขย่าทั่วเกาะมินดาเนาของฟิลิปปินส์ และไปไกลถึงเมืองมานาโด ในอินโดนีเซีย ที่อยู่ห่างไป 420 กิโลเมตร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศการเตือนภัยเฝ้าระวังสึนามิหลายประเทศ ก่อนจะยกเลิกภายหลังเกิดสึนามิขนาดเล็กใน 3 ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น โดยระดับสูงสุด 1.48 เมตรที่จังหวัดซารังกานี ซึ่งไม่แรงพอจะสร้างความเสียหาย หลังเหตุแผ่นดินไหว เกิดอาฟเตอร์ช็อกแล้วกว่า 200 ครั้ง มีผู้สูญหาย 12 คน ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากตึกถล่มทับคน ดินถล่มทับคน และเศษซากปรักหักพังตกทับภาพวิดีโอบนโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นถึงแรงสั่นสะเทือนระหว่างเกิดแผ่นดินไหว ร้านค้าบางแห่งถล่มลงมา เสียงเด็กกรีดร้อง วิ่งหนีตาย เพราะวันเกิดเหตุเป็นวันที่โรงเรียนเปิดเทอมพอดี ด้านสำนักข่าว CCTV รายงานว่า อาคารโรงเรียน 2 ชั้น 1 หลังพังถล่มทับนักเรียนติดอยู่ใต้ซากหลายคนในเมืองเจอเนอรอล ซานโตส เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบรายละเอียด มหาวิทยาลัยและภัตตาคารหลายแห่งพังถล่ม หรือเสียหายหน้าต่างแตก ป้ายร้านหล่น ชาวบ้านตื่นกลัววิ่งหนีออกจากอาคารบ้านเรือนไปอยู่กลางแจ้ง เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ สั่งปิดโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จนกว่าจะมีคำสั่งเพิ่มเติม โดยกระทรวงศึกษาธิการคาดว่า มีโรงเรียนราว 8,642 แห่งใน 6 ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ สนามบินนานาชาติปิดเกือบตลอดวันวานนี้ เพื่อตรวจสอบความปลอดภัย ยกเลิกเที่ยวบิน และให้สงวนเที่ยวบินขึ้นลงที่สนามบินแห่งนี้ ไว้เฉพาะเที่ยวบินเจ้าหน้าที่รัฐบาล กองทัพและเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เท่านั้นตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 11 มิถุนายนนี้ทั้งนี้ เมื่อ 8 เดือนก่อน ฟิลิปปินส์เพิ่งเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงติด ๆ กัน 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดในระดับตื้นความแรง 6.9 ที่เมืองเซบู มีผู้เสียชีวิต 79 คนในครั้งนั้น ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวที่มีผู้เสียชีวิตมากสุดในรอบ 12 ปี เพียงอีก 2 สัปดาห์หลังจากนั้น เกิดแผ่นดินไหวแรงอีก 2 ครั้ง ครั้งที่แรงที่สุด 7.4 เขย่าเกาะมินดาเนาแหล่งข้อมู
อ่านต่อ >21

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ จัดกิจกรรม ‘สมาร์ทโชห่วย ค้าปลีกยุคใหม่ : เพิ่มกำไร สร้างเครือข่าย ด้วยเทคโนโลยี’ เพื่อสร้างความรู้ที่จำเป็นและเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการร้านโชห่วย/ร้านค้าปลีกท้องถิ่น อาทิ ความรู้ด้านเทคโนโลยี AI การบริหารร้านค้าปลีกยุคใหม่ เทคนิคการบริหารร้านค้าปลีกให้ทันสมัย บัญชี ภาษี และ เทคนิคการจัดวางสินค้า และยังได้รับความร่วมมือจากห้างมาเธอร์ มาร์เช่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และ ห้างบิ๊กเบน ซุปเปอร์ค้าส่ง ซึ่งเป็นห้างท้องถิ่นที่ได้รับการยกระดับให้เป็นร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบของกรมฯ ในจังหวัดกระบี่ เข้าร่วมสนับสนุนจัดกิจกรรมลดราคาสินค้ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาพิเศษ มากกว่า 60 รายการ รวมถึงมีร้านค้าโชห่วย และร้านค้าปลีกอื่นๆ เช่น ร้านขายยา สินค้าเบ็ดเตล็ด อุปกรณ์เบเกอรี วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์การเกษตร ในจังหวัดกระบี่ และจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมงานด้วย นอกจากนี้ ยังได้เชิญชวนร้านโชห่วย และร้านค้าปลีกท้องถิ่นสมัครเข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ของรัฐบาล โดยร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส ตั้งแต่วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2569 และสมัครเป็นร้านธงฟ้าราคาประหยัดของกระทรวงพาณิชย์เพื่อรองรับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนทั่วสารทิศรวมกว่า 49 ล้านคน ช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มรายได้ให้ร้านค้าฯ ตลอดการดำเนินโครงการฯ 4 เดือน รวมทั้ง พิจารณาเข้าร่วมโครงการฯ ต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ โดยผู้ประกอบการร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกชุมชนที่เข้าร่วมงานฯ จะได้รับคูปองส่วนลดซื้อสินค้า 700 บาท สำหรับใช้ซื้อสินค้าชุมชน สินค้า OTOP สินค้าอุปโภค-บริโภคจากร้านค้าภายในงานฯ เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน-เพิ่มกำไรให้กับร้านค้ารวมทั้งสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่างร้านค้าปลีกกับร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาจากกรมฯ และเพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนา พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น ‘สมาร์ทโชห่วย’ ในอนาคต
อ่านต่อ >22

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายที่ประชาชนเผชิญอยู่ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานและค่าครองชีพในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนสำหรับรอบบิลค่าไฟเดือนมิถุนายน 2569 รัฐบาลจะเริ่มมาตรการค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ครอบคลุมกว่า 20 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 90% ของครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ช่วยลดภาระรายจ่ายประจำเดือนของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม รัชดา กล่าวว่า ค่าไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายของครัวเรือน แต่ยังเป็นต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ ราคาสินค้า และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลจึงเดินหน้าทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กัน โดยอยู่ระหว่างพิจารณาการปรับอัตราค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนแบบก้าวหน้าให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้นขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อทบทวนต้นทุนค่าไฟในด้านต่างๆ ทั้งค่าความพร้อมจ่าย ค่าพลังงานไฟฟ้า และเงื่อนไขสัญญาบางประเภทที่ทำไว้ในอดีต ว่ายังสอดคล้องกับสถานการณ์และต้นทุนปัจจุบันหรือไม่ ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการประคองค่าครองชีพและรักษาระดับกำลังซื้อของประชาชน ล่าสุดตลอด 7 วันแรกของโครงการมียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 17,473.66 ล้านบาท (ณ เวลา 23.00 น.) และมีผู้ใช้สิทธิครบ 1,000 บาทแล้วกว่า 508,0067 ราย สะท้อนการหมุนเวียนเม็ดเงินสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดชุมชน และภาคบริการในวงกว้างทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการเศรษฐกิจอื่นควบคู่กัน ทั้งการเร่งรัดการลงทุน การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ การอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ และการรักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเกิดผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดต้นทุนชีวิต เสริมกำลังซื้อ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
อ่านต่อ >20

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยกรณี การนำข้อมูลลดหย่อนของผู้เสียภาษีมาเป็นเกณฑ์คัดกรองนั้น ว่า จะไม่มีนโยบายในการตรวจสอบภาษีย้อนหลังแต่อย่างใด โดยได้สั่งการให้กรมสรรพากรให้นำข้อมูลมาตรวจสอบดูว่า ในบรรดาผู้ที่ยื่นแบบภาษีจำนวน 11 ล้านคน มีจำนวนกี่คนที่ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา จากนั้นจึงนำมาเทียบกับข้อมูลว่าบิดามารดาของบุคคลเหล่านั้นถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่หรือไม่ส่วนกรณีผู้ที่ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีแต่ไม่ได้กลับไปดูแลบิดามารดาจริง ถือว่าไม่สมควรที่จะได้รับสิทธิลดหย่อนดังกล่าวตั้งแต่แรก หากบิดามารดาถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพราะถูกลูกนำชื่อไปใช้หักลดหย่อนภาษี บิดามารดาสามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ได้โดยในกรณีที่มีการอุทธรณ์ กระทรวงการคลังจะพิจารณาฝั่งบิดามารดาเป็นหลัก เนื่องจากถือว่าเป็นเจ้าของสิทธิที่ถูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี หากบิดามารดายืนยันว่าไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากลูกจริงตามที่ลูกนำไปกล่าวอ้าง ผลที่ตามมาคือในปีภาษีหน้า ลูกก็จะไม่สามารถนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อีกสำหรับเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิ์ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลในวันที่ 17 ก.ค.2569 และชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวถูกตัดสิทธิ์ด้วยเกณฑ์ข้อใด และในแต่ละเกณฑ์นั้น มีผู้ที่ถูกคัดกรองออกไปเป็นจำนวนเท่าใดทั้งนี้ ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์จะได้รับทราบข้อมูลโดยตรงด้วยว่าตนเองหลุดจากสิทธิบัตรสวัสดิการด้วยเกณฑ์ข้อใด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิสามารถดำเนินการยื่นอุทธรณ์ได้ตรงตามความเป็นจริง ตั้งแต่วันที่ 17-31 ก.ค.2569 กระบวนการทุกอย่างจำเป็นต้องรอให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนก่อนว่า หลังจากการคัดกรองแล้วมีผู้ที่หลุดออกจากสิทธิจำนวนเท่าใด และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับกลุ่มรายชื่อใหม่ที่กระทรวงมหาดไทยสำรวจเพิ่มเติมซึ่งเบื้องต้นคาดว่ามีอยู่ราว 1 ล้านคน จากนั้นรัฐบาลจึงจะนำข้อมูลมาบริหารจัดการว่า สิ่งที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ภายใต้วงเงินงบประมาณที่มีอยู่นั้นสามารถทำสิ่งใดได้บ้างโดยรัฐบาลจะยังคงดูแลประชาชนทุกคน แต่รูปแบบการให้ความช่วยเหลือจะปรับเปลี่ยนไปอยู่บนภาพของความเหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจะไม่ใช้รูปแบบการช่วยเหลือแบบเหมารวมอีกต่อไป
อ่านต่อ >14

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
เมื่อวานนี้ (8 มิถุนายน) เวลา 06.38 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8 บริเวณภาคใต้ของฟิลิปปินส์ คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 37 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 200 คน สภาการลดความเสี่ยงและการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของฟิลิปปินส์ รายงาน แผ่นดินไหวมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดซารังกานี แรงสะเทือนเขย่าทั่วเกาะมินดาเนาของฟิลิปปินส์ และไปไกลถึงเมืองมานาโด ในอินโดนีเซีย ที่อยู่ห่างไป 420 กิโลเมตร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศการเตือนภัยเฝ้าระวังสึนามิหลายประเทศ ก่อนจะยกเลิกภายหลังเกิดสึนามิขนาดเล็กใน 3 ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น โดยระดับสูงสุด 1.48 เมตรที่จังหวัดซารังกานี ซึ่งไม่แรงพอจะสร้างความเสียหาย หลังเหตุแผ่นดินไหว เกิดอาฟเตอร์ช็อกแล้วกว่า 200 ครั้ง มีผู้สูญหาย 12 คน ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากตึกถล่มทับคน ดินถล่มทับคน และเศษซากปรักหักพังตกทับภาพวิดีโอบนโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นถึงแรงสั่นสะเทือนระหว่างเกิดแผ่นดินไหว ร้านค้าบางแห่งถล่มลงมา เสียงเด็กกรีดร้อง วิ่งหนีตาย เพราะวันเกิดเหตุเป็นวันที่โรงเรียนเปิดเทอมพอดี ด้านสำนักข่าว CCTV รายงานว่า อาคารโรงเรียน 2 ชั้น 1 หลังพังถล่มทับนักเรียนติดอยู่ใต้ซากหลายคนในเมืองเจอเนอรอล ซานโตส เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบรายละเอียด มหาวิทยาลัยและภัตตาคารหลายแห่งพังถล่ม หรือเสียหายหน้าต่างแตก ป้ายร้านหล่น ชาวบ้านตื่นกลัววิ่งหนีออกจากอาคารบ้านเรือนไปอยู่กลางแจ้ง เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ สั่งปิดโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จนกว่าจะมีคำสั่งเพิ่มเติม โดยกระทรวงศึกษาธิการคาดว่า มีโรงเรียนราว 8,642 แห่งใน 6 ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ สนามบินนานาชาติปิดเกือบตลอดวันวานนี้ เพื่อตรวจสอบความปลอดภัย ยกเลิกเที่ยวบิน และให้สงวนเที่ยวบินขึ้นลงที่สนามบินแห่งนี้ ไว้เฉพาะเที่ยวบินเจ้าหน้าที่รัฐบาล กองทัพและเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เท่านั้นตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 11 มิถุนายนนี้ทั้งนี้ เมื่อ 8 เดือนก่อน ฟิลิปปินส์เพิ่งเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงติด ๆ กัน 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดในระดับตื้นความแรง 6.9 ที่เมืองเซบู มีผู้เสียชีวิต 79 คนในครั้งนั้น ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวที่มีผู้เสียชีวิตมากสุดในรอบ 12 ปี เพียงอีก 2 สัปดาห์หลังจากนั้น เกิดแผ่นดินไหวแรงอีก 2 ครั้ง ครั้งที่แรงที่สุด 7.4 เขย่าเกาะมินดาเนาแหล่งข้อมู
อ่านต่อ >21

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ จัดกิจกรรม ‘สมาร์ทโชห่วย ค้าปลีกยุคใหม่ : เพิ่มกำไร สร้างเครือข่าย ด้วยเทคโนโลยี’ เพื่อสร้างความรู้ที่จำเป็นและเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการร้านโชห่วย/ร้านค้าปลีกท้องถิ่น อาทิ ความรู้ด้านเทคโนโลยี AI การบริหารร้านค้าปลีกยุคใหม่ เทคนิคการบริหารร้านค้าปลีกให้ทันสมัย บัญชี ภาษี และ เทคนิคการจัดวางสินค้า และยังได้รับความร่วมมือจากห้างมาเธอร์ มาร์เช่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และ ห้างบิ๊กเบน ซุปเปอร์ค้าส่ง ซึ่งเป็นห้างท้องถิ่นที่ได้รับการยกระดับให้เป็นร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบของกรมฯ ในจังหวัดกระบี่ เข้าร่วมสนับสนุนจัดกิจกรรมลดราคาสินค้ากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาพิเศษ มากกว่า 60 รายการ รวมถึงมีร้านค้าโชห่วย และร้านค้าปลีกอื่นๆ เช่น ร้านขายยา สินค้าเบ็ดเตล็ด อุปกรณ์เบเกอรี วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์การเกษตร ในจังหวัดกระบี่ และจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมงานด้วย นอกจากนี้ ยังได้เชิญชวนร้านโชห่วย และร้านค้าปลีกท้องถิ่นสมัครเข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60/40’ ของรัฐบาล โดยร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส ตั้งแต่วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2569 และสมัครเป็นร้านธงฟ้าราคาประหยัดของกระทรวงพาณิชย์เพื่อรองรับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนทั่วสารทิศรวมกว่า 49 ล้านคน ช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มรายได้ให้ร้านค้าฯ ตลอดการดำเนินโครงการฯ 4 เดือน รวมทั้ง พิจารณาเข้าร่วมโครงการฯ ต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ โดยผู้ประกอบการร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกชุมชนที่เข้าร่วมงานฯ จะได้รับคูปองส่วนลดซื้อสินค้า 700 บาท สำหรับใช้ซื้อสินค้าชุมชน สินค้า OTOP สินค้าอุปโภค-บริโภคจากร้านค้าภายในงานฯ เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน-เพิ่มกำไรให้กับร้านค้ารวมทั้งสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่างร้านค้าปลีกกับร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาจากกรมฯ และเพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนา พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น ‘สมาร์ทโชห่วย’ ในอนาคต
อ่านต่อ >22

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายที่ประชาชนเผชิญอยู่ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานและค่าครองชีพในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนสำหรับรอบบิลค่าไฟเดือนมิถุนายน 2569 รัฐบาลจะเริ่มมาตรการค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ครอบคลุมกว่า 20 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 90% ของครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ช่วยลดภาระรายจ่ายประจำเดือนของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม รัชดา กล่าวว่า ค่าไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายของครัวเรือน แต่ยังเป็นต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ ราคาสินค้า และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลจึงเดินหน้าทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กัน โดยอยู่ระหว่างพิจารณาการปรับอัตราค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนแบบก้าวหน้าให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้นขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อทบทวนต้นทุนค่าไฟในด้านต่างๆ ทั้งค่าความพร้อมจ่าย ค่าพลังงานไฟฟ้า และเงื่อนไขสัญญาบางประเภทที่ทำไว้ในอดีต ว่ายังสอดคล้องกับสถานการณ์และต้นทุนปัจจุบันหรือไม่ ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการประคองค่าครองชีพและรักษาระดับกำลังซื้อของประชาชน ล่าสุดตลอด 7 วันแรกของโครงการมียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 17,473.66 ล้านบาท (ณ เวลา 23.00 น.) และมีผู้ใช้สิทธิครบ 1,000 บาทแล้วกว่า 508,0067 ราย สะท้อนการหมุนเวียนเม็ดเงินสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดชุมชน และภาคบริการในวงกว้างทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการเศรษฐกิจอื่นควบคู่กัน ทั้งการเร่งรัดการลงทุน การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ การอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ และการรักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเกิดผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดต้นทุนชีวิต เสริมกำลังซื้อ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
อ่านต่อ >20