
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ญี่ปุ่นเผชิญเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 แมกนิจูด เขย่าจังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อเวลา 16.27 น. ของเมื่อวานนี้ (28 ก.ค.69) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึกประมาณ 10 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งอาคารพังถล่ม ระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมหยุดชะงัก มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหายจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งระดมกำลังทหารและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยเหลือ พร้อมสั่งอพยพประชาชนเพิ่มเติมกว่า 300,000 คน หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดคือห้างสรรพสินค้า อีออน มอลล์ (Aeon Mall) ในเมืองคาชิมะ ซึ่งเกิดเหตุระเบิดโดยไม่ทราบสาเหตุภายหลังแรงสั่นสะเทือน ส่งผลให้ชั้น 2 ของอาคารพังถล่ม และผนังด้านหนึ่งของอาคารทรุดตัวลงทั้งแถบ เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตหลายราย ขณะที่คนงานอีกประมาณ 20-30 คนยังคงสูญหาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ ปล่องไฟของโรงงานบริษัท นิปปอน เปเปอร์ อินดัสทรีส์ (Nippon Paper Industries) ยังพังถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้สูญหายหลายราย ขณะที่กำแพงหินบางส่วนของ ปราสาทคุมาโมโตะ โบราณสถานสำคัญของญี่ปุ่น ได้รับความเสียหายและพังทลายจากแรงสั่นสะเทือนผลกระทบจากแผ่นดินไหวยังทำให้ระบบสาธารณูปโภคได้รับความเสียหายอย่างหนัก บริษัทผู้ให้บริการไฟฟ้าบนเกาะคิวชูเปิดเผยว่า บ้านเรือนกว่า 48,000 หลังคาเรือนไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ ส่วนผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายงานว่า ระบบโทรศัพท์มือถือขัดข้องในหลายพื้นที่ เนื่องจากไฟฟ้าดับและโครงข่ายได้รับความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ถนนสายหลักหลายสายเกิดรอยแยกขนาดใหญ่ บริษัท เจอาร์ คิวชู ประกาศระงับการเดินรถทั้งหมด รวมถึงรถไฟชินคันเซ็น ขณะที่สนามบินคุมาโมโตะปิดรันเวย์ชั่วคราว ส่งผลให้เที่ยวบินจำนวนมากต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือยกเลิกสื่อญี่ปุ่นรายงานว่า โรงพยาบาลหลายแห่งรับผู้บาดเจ็บเข้ารักษามากกว่า 50 คน โดยอย่างน้อย 10 คนมีอาการสาหัส ขณะที่ผู้โดยสารจำนวนมากบนขบวนรถไฟความเร็วสูงในช่วงเกิดแผ่นดินไหวได้รับบาดเจ็บเช่นกันภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบไม่น้อย บริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ ได้แก่ ทีเอสเอ็มซี (TSMC), โซนี่, ฟูจิฟิล์ม, โตเกียว อิเล็กตรอน และฮอนด้า ต่างอพยพพนักงานและระงับการดำเนินงานของโรง
อ่านต่อ >30

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ เมตา (Meta) กำลังเดินหน้าโน้มน้าวให้นักลงทุนเห็นพ้องกับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต โดยเขาทำนายว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า ผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกจะมี ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Agent) ส่วนตัวเป็นของตัวเอง ทำนายในงานรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดโดยเขากล่าวว่า หากมองไปในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเป็นไปได้ยากมากที่เราจะไม่มี AI ส่วนตัวที่เข้าใจเป้าหมาย คอยทำงานแทนเราตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วัน เพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายในทุก ๆ ด้านเขาเสริมว่า AI Agent เหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทช่วยจัดการทั้งเรื่องการเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไปจนถึงงานบ้าน และเมื่อเราเข้าสู่ยุคที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับ AI หลากหลายตัว แอปพลิเคชันอย่าง วอตส์แอป (WhatsApp) และบริการส่งข้อความอื่น ๆ ของ เมตา (Meta) จะกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญอย่างมาก ซึ่งปัจจุบัน WhatsApp ถือเป็นช่องทางหลักที่ผู้ใช้โต้ตอบกับปัญญาประดิษฐ์ของเมตา (Meta AI) อยู่แล้ว การแข่งขันในตลาด AI Agent ที่กำลังเดือดพล่านเมตา (Meta) ไม่ใช่ผู้เล่นเพียงรายเดียวที่ตั้งคาดหวังไว้สูงกับ AI Agent ที่สามารถลงมือทำการแทนมนุษย์ได้ มากกว่าแค่การตอบคำถามทั่วไปบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นเช่น กูเกิล (Google) ก็ได้เน้นย้ำเรื่องการพัฒนาผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์แบบส่วนตัว (Custom AI Agent) ในการยกเครื่องระบบค้นหา แม้จะเจอกระแสต้านจากผู้ใช้ที่รู้สึกว่าผลการค้นหาแน่นไปด้วย AI มากเกินไปส่วนทางฝั่งของแอนโทรปิก (Anthropic) มีรายงานว่ายอดสมัครใช้งาน คล็อด (Claude) พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากวิศวกรจำนวนมากหันมาชื่นชอบ Claude Code ซึ่งเป็นผู้ช่วยเขียนโค้ดทรงพลังความกังวลของนักลงทุน และตัวเลขการเงินของ Metaแม้วิสัยทัศน์จะยิ่งใหญ่ แต่ เมตา (Meta) อาจไม่ได้มั่นคงในสายตานักลงทุนเท่าคู่แข่ง เนื่องจากบริษัทยังคงทุ่มเงินมหาศาลไปกับโครงการนวัตกรรม ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะคุ้มทุนหรือไม่ ส่งผลให้หุ้นของบริษัทร่วงลงเกือบร้อยละ 10 หลังประกาศผลประกอบการโดยปัจจุบันบริษัทมีหลายโครงการที่ต้องดูแล ตัวอย่างเช่น แผนก เรียลลิตี้ แล็บส์ (Reality Labs) แผนกที่พัฒนาแว่นตา AR, หูฟัง VR และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง ขาดทุนในไตรมาสนี้ราว 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 153,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขขาดทุนในทุกไตรมาสนับตั้งแต่ปี 2021 รวมแล้วสูญเงินไปกว่า 88,
อ่านต่อ >18

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยทางถนนตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565–2570 โดยตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนให้เหลือไม่เกิน 12 คนต่อประชากร 100,000 คน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ (UN)น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ลงนามความร่วมมือเชื่อมโยงข้อมูล ใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม โดยปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลปกครอง หลักนิติธรรม และมาตรฐานสากล ใบสั่งจราจรระบบใหม่ ตรวจสอบข้อมูลได้ก่อนชำระค่าปรับระบบใหม่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดใบสั่งของตนเองได้อย่างครบถ้วนก่อนชำระค่าปรับ โดยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ ได้แก่สำเนาใบสั่งจราจรสำเนาหนังสือแจ้งเตือนสำเนาหลักฐานการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตอบรับข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรผู้ออกใบสั่งการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความโปร่งใส และให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายได้เริ่มใช้ 1 สิงหาคม 2569 กระบวนการใช้เวลาประมาณ 60-90 วันมาตรการดังกล่าวจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยหากผู้ได้รับใบสั่งยังไม่ชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งหนังสือแจ้งเตือนตามขั้นตอนของกฎหมายหากยังไม่มีการชำระค่าปรับ ข้อมูลจะถูกเชื่อมโยงไปยังกรมการขนส่งทางบก ซึ่งกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การออกใบสั่งจนถึงการส่งข้อมูล จะใช้เวลาประมาณ 60-90 วัน ค้างค่าปรับใบสั่ง ยังต่อภาษีรถได้ แต่ยังไม่ได้ป้ายภาษีสำหรับผู้ที่มีใบสั่งค้างชำระ สามารถตรวจสอบข้อมูลและชำระค่าปรับผ่านนายทะเบียนขนส่งได้ทันทีอย่างไรก็ตาม หากถึงกำหนดต่อภาษีรถประจำปี แม้จะยังสามารถดำเนินการต่อภาษีได้ตามปกติ แต่หากยังไม่ได้ชำระค่าปรับใบสั่งจราจร จะยัง ไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ (ป้ายภาษี) จนกว่าจะชำระค่าปรับทั้งหมดเรียบร้อยน.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกในครั้งนี้ จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นมาตรการสำคัญในการสร้างวินัยจราจร ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนและ
อ่านต่อ >15

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
การจากไปของ "ฮลุน โซโล่" ยูทูบเบอร์สายแบกเป้ท่องเที่ยวชาวไทย สร้างความเสียใจให้กับผู้ติดตามจำนวนมาก หลังจากครอบครัวประกาศตามหาภายหลังไม่สามารถติดต่อได้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนล่าสุดมีรายงานจากสื่อในประเทศจอร์เจียว่า พบร่างของเจ้าตัวแล้วภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงทบิลิซี เมืองหลวงของประเทศต่อมาผู้สร้างคอนเทนต์ท่องเที่ยว "ว่านไฉ อาสาพาไปหลง" เปิดเผยว่า ได้รับการยืนยันข้อมูลและได้แจ้งให้ครอบครัวรับทราบแล้ว พร้อมขอให้รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์เป็นหน้าที่ของครอบครัวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการชี้แจงอย่างเป็นทางการขาดการติดต่อหลังวันที่ 13 กรกฎาคมก่อนหน้านี้ ครอบครัวของฮลุนเปิดเผยว่า สามารถติดต่อกับเขาได้เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม โดยเจ้าตัวแจ้งเพียงว่ากำลังเดินทางอยู่ในประเทศจอร์เจียและมีภารกิจถ่ายทำคอนเทนต์ จึงอาจตอบข้อความล่าช้าหลังจากนั้น ทั้งพี่ชาย ญาติ และเพื่อนสนิท พยายามติดต่อผ่านหลายช่องทาง แต่ไม่มีการตอบกลับ แตกต่างจากพฤติกรรมปกติ เนื่องจากฮลุนมักติดต่อกลับครอบครัวภายในไม่กี่วัน แม้จะเดินทางอยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่าสองสัปดาห์ ครอบครัวจึงเข้าแจ้งความและประสานสถานเอกอัครราชทูตไทย เพื่อขอความช่วยเหลือในการติดตามตัว ทางการไทยและจอร์เจียร่วมประสานค้นหาภายหลังได้รับแจ้งเหตุ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ซึ่งรับผิดชอบดูแลด้านกงสุลในประเทศจอร์เจีย ได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจีย หน่วยงานท้องถิ่น กงสุลกิตติมศักดิ์ไทย และเครือข่ายคนไทยในพื้นที่ เพื่อเร่งติดตามเบาะแสอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกัน ผู้สร้างคอนเทนต์ท่องเที่ยวหลายคน รวมถึงเครือข่ายชาวไทยในจอร์เจีย ได้ช่วยเผยแพร่ข้อมูลและประสานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหาสื่อจอร์เจียรายงานพบร่างในกรุงทบิลิซีล่าสุด สื่อท้องถิ่นของจอร์เจียรายงานว่า พบร่างของฮลุนภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงทบิลิซี โดยกระทรวงมหาดไทยของจอร์เจียยืนยันการพบผู้เสียชีวิตรายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายของประเทศจอร์เจีย อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการประกาศผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการด้วยเหตุนี้ หลายประเด็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงลำดับเหตุการณ์ก่อนเสียชีวิต ยังคงต้องรอข้
อ่านต่อ >27

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ญี่ปุ่นเผชิญเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 แมกนิจูด เขย่าจังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อเวลา 16.27 น. ของเมื่อวานนี้ (28 ก.ค.69) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึกประมาณ 10 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งอาคารพังถล่ม ระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมหยุดชะงัก มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหายจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งระดมกำลังทหารและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยเหลือ พร้อมสั่งอพยพประชาชนเพิ่มเติมกว่า 300,000 คน หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดคือห้างสรรพสินค้า อีออน มอลล์ (Aeon Mall) ในเมืองคาชิมะ ซึ่งเกิดเหตุระเบิดโดยไม่ทราบสาเหตุภายหลังแรงสั่นสะเทือน ส่งผลให้ชั้น 2 ของอาคารพังถล่ม และผนังด้านหนึ่งของอาคารทรุดตัวลงทั้งแถบ เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตหลายราย ขณะที่คนงานอีกประมาณ 20-30 คนยังคงสูญหาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ ปล่องไฟของโรงงานบริษัท นิปปอน เปเปอร์ อินดัสทรีส์ (Nippon Paper Industries) ยังพังถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้สูญหายหลายราย ขณะที่กำแพงหินบางส่วนของ ปราสาทคุมาโมโตะ โบราณสถานสำคัญของญี่ปุ่น ได้รับความเสียหายและพังทลายจากแรงสั่นสะเทือนผลกระทบจากแผ่นดินไหวยังทำให้ระบบสาธารณูปโภคได้รับความเสียหายอย่างหนัก บริษัทผู้ให้บริการไฟฟ้าบนเกาะคิวชูเปิดเผยว่า บ้านเรือนกว่า 48,000 หลังคาเรือนไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ ส่วนผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายงานว่า ระบบโทรศัพท์มือถือขัดข้องในหลายพื้นที่ เนื่องจากไฟฟ้าดับและโครงข่ายได้รับความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ถนนสายหลักหลายสายเกิดรอยแยกขนาดใหญ่ บริษัท เจอาร์ คิวชู ประกาศระงับการเดินรถทั้งหมด รวมถึงรถไฟชินคันเซ็น ขณะที่สนามบินคุมาโมโตะปิดรันเวย์ชั่วคราว ส่งผลให้เที่ยวบินจำนวนมากต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือยกเลิกสื่อญี่ปุ่นรายงานว่า โรงพยาบาลหลายแห่งรับผู้บาดเจ็บเข้ารักษามากกว่า 50 คน โดยอย่างน้อย 10 คนมีอาการสาหัส ขณะที่ผู้โดยสารจำนวนมากบนขบวนรถไฟความเร็วสูงในช่วงเกิดแผ่นดินไหวได้รับบาดเจ็บเช่นกันภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบไม่น้อย บริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ ได้แก่ ทีเอสเอ็มซี (TSMC), โซนี่, ฟูจิฟิล์ม, โตเกียว อิเล็กตรอน และฮอนด้า ต่างอพยพพนักงานและระงับการดำเนินงานของโรง
อ่านต่อ >30

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ เมตา (Meta) กำลังเดินหน้าโน้มน้าวให้นักลงทุนเห็นพ้องกับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต โดยเขาทำนายว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า ผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกจะมี ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Agent) ส่วนตัวเป็นของตัวเอง ทำนายในงานรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดโดยเขากล่าวว่า หากมองไปในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเป็นไปได้ยากมากที่เราจะไม่มี AI ส่วนตัวที่เข้าใจเป้าหมาย คอยทำงานแทนเราตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วัน เพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายในทุก ๆ ด้านเขาเสริมว่า AI Agent เหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทช่วยจัดการทั้งเรื่องการเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไปจนถึงงานบ้าน และเมื่อเราเข้าสู่ยุคที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับ AI หลากหลายตัว แอปพลิเคชันอย่าง วอตส์แอป (WhatsApp) และบริการส่งข้อความอื่น ๆ ของ เมตา (Meta) จะกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญอย่างมาก ซึ่งปัจจุบัน WhatsApp ถือเป็นช่องทางหลักที่ผู้ใช้โต้ตอบกับปัญญาประดิษฐ์ของเมตา (Meta AI) อยู่แล้ว การแข่งขันในตลาด AI Agent ที่กำลังเดือดพล่านเมตา (Meta) ไม่ใช่ผู้เล่นเพียงรายเดียวที่ตั้งคาดหวังไว้สูงกับ AI Agent ที่สามารถลงมือทำการแทนมนุษย์ได้ มากกว่าแค่การตอบคำถามทั่วไปบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นเช่น กูเกิล (Google) ก็ได้เน้นย้ำเรื่องการพัฒนาผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์แบบส่วนตัว (Custom AI Agent) ในการยกเครื่องระบบค้นหา แม้จะเจอกระแสต้านจากผู้ใช้ที่รู้สึกว่าผลการค้นหาแน่นไปด้วย AI มากเกินไปส่วนทางฝั่งของแอนโทรปิก (Anthropic) มีรายงานว่ายอดสมัครใช้งาน คล็อด (Claude) พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากวิศวกรจำนวนมากหันมาชื่นชอบ Claude Code ซึ่งเป็นผู้ช่วยเขียนโค้ดทรงพลังความกังวลของนักลงทุน และตัวเลขการเงินของ Metaแม้วิสัยทัศน์จะยิ่งใหญ่ แต่ เมตา (Meta) อาจไม่ได้มั่นคงในสายตานักลงทุนเท่าคู่แข่ง เนื่องจากบริษัทยังคงทุ่มเงินมหาศาลไปกับโครงการนวัตกรรม ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะคุ้มทุนหรือไม่ ส่งผลให้หุ้นของบริษัทร่วงลงเกือบร้อยละ 10 หลังประกาศผลประกอบการโดยปัจจุบันบริษัทมีหลายโครงการที่ต้องดูแล ตัวอย่างเช่น แผนก เรียลลิตี้ แล็บส์ (Reality Labs) แผนกที่พัฒนาแว่นตา AR, หูฟัง VR และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง ขาดทุนในไตรมาสนี้ราว 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 153,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขขาดทุนในทุกไตรมาสนับตั้งแต่ปี 2021 รวมแล้วสูญเงินไปกว่า 88,
อ่านต่อ >18

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยทางถนนตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565–2570 โดยตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนให้เหลือไม่เกิน 12 คนต่อประชากร 100,000 คน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ (UN)น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ลงนามความร่วมมือเชื่อมโยงข้อมูล ใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม โดยปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลปกครอง หลักนิติธรรม และมาตรฐานสากล ใบสั่งจราจรระบบใหม่ ตรวจสอบข้อมูลได้ก่อนชำระค่าปรับระบบใหม่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดใบสั่งของตนเองได้อย่างครบถ้วนก่อนชำระค่าปรับ โดยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ ได้แก่สำเนาใบสั่งจราจรสำเนาหนังสือแจ้งเตือนสำเนาหลักฐานการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตอบรับข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรผู้ออกใบสั่งการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความโปร่งใส และให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายได้เริ่มใช้ 1 สิงหาคม 2569 กระบวนการใช้เวลาประมาณ 60-90 วันมาตรการดังกล่าวจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยหากผู้ได้รับใบสั่งยังไม่ชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งหนังสือแจ้งเตือนตามขั้นตอนของกฎหมายหากยังไม่มีการชำระค่าปรับ ข้อมูลจะถูกเชื่อมโยงไปยังกรมการขนส่งทางบก ซึ่งกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การออกใบสั่งจนถึงการส่งข้อมูล จะใช้เวลาประมาณ 60-90 วัน ค้างค่าปรับใบสั่ง ยังต่อภาษีรถได้ แต่ยังไม่ได้ป้ายภาษีสำหรับผู้ที่มีใบสั่งค้างชำระ สามารถตรวจสอบข้อมูลและชำระค่าปรับผ่านนายทะเบียนขนส่งได้ทันทีอย่างไรก็ตาม หากถึงกำหนดต่อภาษีรถประจำปี แม้จะยังสามารถดำเนินการต่อภาษีได้ตามปกติ แต่หากยังไม่ได้ชำระค่าปรับใบสั่งจราจร จะยัง ไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ (ป้ายภาษี) จนกว่าจะชำระค่าปรับทั้งหมดเรียบร้อยน.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกในครั้งนี้ จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นมาตรการสำคัญในการสร้างวินัยจราจร ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนและ
อ่านต่อ >15

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
การจากไปของ "ฮลุน โซโล่" ยูทูบเบอร์สายแบกเป้ท่องเที่ยวชาวไทย สร้างความเสียใจให้กับผู้ติดตามจำนวนมาก หลังจากครอบครัวประกาศตามหาภายหลังไม่สามารถติดต่อได้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนล่าสุดมีรายงานจากสื่อในประเทศจอร์เจียว่า พบร่างของเจ้าตัวแล้วภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงทบิลิซี เมืองหลวงของประเทศต่อมาผู้สร้างคอนเทนต์ท่องเที่ยว "ว่านไฉ อาสาพาไปหลง" เปิดเผยว่า ได้รับการยืนยันข้อมูลและได้แจ้งให้ครอบครัวรับทราบแล้ว พร้อมขอให้รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์เป็นหน้าที่ของครอบครัวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการชี้แจงอย่างเป็นทางการขาดการติดต่อหลังวันที่ 13 กรกฎาคมก่อนหน้านี้ ครอบครัวของฮลุนเปิดเผยว่า สามารถติดต่อกับเขาได้เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม โดยเจ้าตัวแจ้งเพียงว่ากำลังเดินทางอยู่ในประเทศจอร์เจียและมีภารกิจถ่ายทำคอนเทนต์ จึงอาจตอบข้อความล่าช้าหลังจากนั้น ทั้งพี่ชาย ญาติ และเพื่อนสนิท พยายามติดต่อผ่านหลายช่องทาง แต่ไม่มีการตอบกลับ แตกต่างจากพฤติกรรมปกติ เนื่องจากฮลุนมักติดต่อกลับครอบครัวภายในไม่กี่วัน แม้จะเดินทางอยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปนานกว่าสองสัปดาห์ ครอบครัวจึงเข้าแจ้งความและประสานสถานเอกอัครราชทูตไทย เพื่อขอความช่วยเหลือในการติดตามตัว ทางการไทยและจอร์เจียร่วมประสานค้นหาภายหลังได้รับแจ้งเหตุ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ซึ่งรับผิดชอบดูแลด้านกงสุลในประเทศจอร์เจีย ได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจีย หน่วยงานท้องถิ่น กงสุลกิตติมศักดิ์ไทย และเครือข่ายคนไทยในพื้นที่ เพื่อเร่งติดตามเบาะแสอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกัน ผู้สร้างคอนเทนต์ท่องเที่ยวหลายคน รวมถึงเครือข่ายชาวไทยในจอร์เจีย ได้ช่วยเผยแพร่ข้อมูลและประสานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหาสื่อจอร์เจียรายงานพบร่างในกรุงทบิลิซีล่าสุด สื่อท้องถิ่นของจอร์เจียรายงานว่า พบร่างของฮลุนภายในโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงทบิลิซี โดยกระทรวงมหาดไทยของจอร์เจียยืนยันการพบผู้เสียชีวิตรายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายของประเทศจอร์เจีย อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการประกาศผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการด้วยเหตุนี้ หลายประเด็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงลำดับเหตุการณ์ก่อนเสียชีวิต ยังคงต้องรอข้
อ่านต่อ >27

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ญี่ปุ่นเผชิญเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 แมกนิจูด เขย่าจังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อเวลา 16.27 น. ของเมื่อวานนี้ (28 ก.ค.69) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึกประมาณ 10 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งอาคารพังถล่ม ระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมหยุดชะงัก มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหายจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งระดมกำลังทหารและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยเหลือ พร้อมสั่งอพยพประชาชนเพิ่มเติมกว่า 300,000 คน หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดคือห้างสรรพสินค้า อีออน มอลล์ (Aeon Mall) ในเมืองคาชิมะ ซึ่งเกิดเหตุระเบิดโดยไม่ทราบสาเหตุภายหลังแรงสั่นสะเทือน ส่งผลให้ชั้น 2 ของอาคารพังถล่ม และผนังด้านหนึ่งของอาคารทรุดตัวลงทั้งแถบ เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตหลายราย ขณะที่คนงานอีกประมาณ 20-30 คนยังคงสูญหาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ ปล่องไฟของโรงงานบริษัท นิปปอน เปเปอร์ อินดัสทรีส์ (Nippon Paper Industries) ยังพังถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้สูญหายหลายราย ขณะที่กำแพงหินบางส่วนของ ปราสาทคุมาโมโตะ โบราณสถานสำคัญของญี่ปุ่น ได้รับความเสียหายและพังทลายจากแรงสั่นสะเทือนผลกระทบจากแผ่นดินไหวยังทำให้ระบบสาธารณูปโภคได้รับความเสียหายอย่างหนัก บริษัทผู้ให้บริการไฟฟ้าบนเกาะคิวชูเปิดเผยว่า บ้านเรือนกว่า 48,000 หลังคาเรือนไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ ส่วนผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายงานว่า ระบบโทรศัพท์มือถือขัดข้องในหลายพื้นที่ เนื่องจากไฟฟ้าดับและโครงข่ายได้รับความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ถนนสายหลักหลายสายเกิดรอยแยกขนาดใหญ่ บริษัท เจอาร์ คิวชู ประกาศระงับการเดินรถทั้งหมด รวมถึงรถไฟชินคันเซ็น ขณะที่สนามบินคุมาโมโตะปิดรันเวย์ชั่วคราว ส่งผลให้เที่ยวบินจำนวนมากต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือยกเลิกสื่อญี่ปุ่นรายงานว่า โรงพยาบาลหลายแห่งรับผู้บาดเจ็บเข้ารักษามากกว่า 50 คน โดยอย่างน้อย 10 คนมีอาการสาหัส ขณะที่ผู้โดยสารจำนวนมากบนขบวนรถไฟความเร็วสูงในช่วงเกิดแผ่นดินไหวได้รับบาดเจ็บเช่นกันภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบไม่น้อย บริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ ได้แก่ ทีเอสเอ็มซี (TSMC), โซนี่, ฟูจิฟิล์ม, โตเกียว อิเล็กตรอน และฮอนด้า ต่างอพยพพนักงานและระงับการดำเนินงานของโรง
อ่านต่อ >30