
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
คมนาคมเร่งสอบเหตุรถไฟชนรถเมล์ คาดรู้ผลเบื้องต้น 20 พ.ค.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุรถไฟขนส่งสินค้าชนรถโดยสารปรับอากาศสาย 206 ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. บริเวณจุดตัดทางรถไฟย่านมักกะสัน ว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกด้าน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์การตรวจสอบครอบคลุมทั้งมาตรฐานผู้ขับขี่ ระบบควบคุมราง ระบบแจ้งเตือน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระบวนการตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ โดยคาดว่าจะสามารถสรุปผลสอบสวนเบื้องต้นได้ไม่เกินวันที่ 20 พฤษภาคม 2569ชี้ “ใบขับขี่รถไฟ” กับ “ใบอนุญาตกรมราง” คนละส่วนกันนายสิริพงศ์ กล่าวถึงประเด็นข้อสงสัยเรื่องใบอนุญาตของพนักงานขับรถไฟว่า ใบขับขี่รถไฟที่ใช้ปฏิบัติงานเดิม กับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เป็นคนละส่วนกันที่ผ่านมา พนักงานขับรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยมีใบขับขี่สำหรับปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว แต่หลัง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ได้กำหนดให้พนักงานขับรถไฟและรถไฟฟ้าต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางรางเพิ่มเติมกฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่าน 120 วัน เพื่อให้พนักงานขับรถไฟเข้าสู่ระบบและยืนยันตัวตน โดยกรณีของพนักงานขับรถไฟที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ยังไม่ได้ดำเนินการยืนยันตัวตน แต่ยังอยู่ภายในระยะเวลาผ่อนผันตามกฎหมายรมช.คมนาคม ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวอาจสะท้อน “ช่องว่างของกฎหมาย” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมผลตรวจสารเสพติดอยู่ระหว่างสอบสวนนายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับรายงานทางการแพทย์เบื้องต้นเกี่ยวกับผลตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถไฟ ซึ่งมีค่าเป็น Positive อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกันนี้ ได้ตรวจสอบเอกสารคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่กำหนดให้ผู้ขับรถไฟต้องเข้าสู่กระบวนการยืนยันตัวตน โดยมีผู้บังคับบัญชารับรองข้อมูลในแต่ละขั้นตอน ซึ่งจะต้องตรวจสอบต่อไปว่า มีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวบ้าง สั่งพักงานคนขับรถไฟและเจ้าหน้าที่ควบคุมรางกระทรวงคมนาคมมีคำสั่งให้พนักงานขับรถไฟและเจ้าหน้าที่ควบคุมรางในจุดเกิดเหตุ พักการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคร
อ่านต่อ >25

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน วงเงินช่วยเหลือสูงสุดคนละ 4,000 บาท ตลอดระยะเวลาโครงการ 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 โดยขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติโครงการอย่างเป็นทางการโครงการดังกล่าวแบ่งกลุ่มผู้ได้รับสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มประชาชนทั่วไปในรูปแบบ “60/40”กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้สิทธิอัตโนมัติสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านคน จะได้รับวงเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยรัฐสนับสนุนเต็ม 100% ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ และสามารถใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐได้ทันทีนอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิช่วยเหลืออื่นตามมาตรการสวัสดิการเดิม ได้แก่ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อเดือนค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะรวม 750 บาทต่อคนต่อเดือนค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนค่าน้ำประปา 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนเบี้ยความพิการเพิ่มเติม 200 บาทต่อเดือน สำหรับผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มประชาชนทั่วไป ใช้สิทธิแบบ 60/40ส่วนประชาชนทั่วไปจำนวน 30 ล้านคน จะใช้รูปแบบ “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่าย 40%” โดยรัฐสนับสนุนวงเงิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน รวมสูงสุด 4,000 บาทตลอดโครงการผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569คุณสมบัติผู้ลงทะเบียนผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการในกลุ่ม 60/40 ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้มีสัญชาติไทยอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียนมีบัตรประจำตัวประชาชนไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569ไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการรัฐก่อนหน้า เช่น คนละครึ่ง เฟส 1-5 และคนละครึ่งพลัส ใช้สิทธิซื้ออะไรได้บ้างโครงการไทยช่วยไทยพลัส เปิดให้ใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมหลากหลายประเภท เช่นร้านอาหารร้านเครื่องดื่มร้านค้าทั่วไประบบขนส่งสาธารณะรถโดยสารประจำทางรถสามล้อรถจักรยานยนต์รับจ้างอย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นบางประเภทที่ไม่สามารถใช้สิทธิได้ เช่น บริการนวด สปา ทำเล็บ และทำผมร้านค้าเข้าร่วมต้องทำอย่างไรร้านค้าเดิม กดยอมรับเงื่อนไ
อ่านต่อ >20

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติอนุมัติโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งจะเป็นการใช้วงเงิน 1.75 แสนล้านบาท โดยเป็นการทยอยกู้ในระยะ 4 เดือน ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ในวงเงินรวม 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงการคลัง ย้ำว่า มาตรการดังกล่าว เป็นการช่วยบรรเทาปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไม่ใช่เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด เปิดเงื่อนไขโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เพื่อช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคนในการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตเศรษฐกิจ ด้วยวงเงินช่วยเหลือสูงสุด 4,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ 4 เดือน ระยะเวลาโครงการ: ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. 691. กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (13.18 ล้านคน) รับวงเงินช่วยเหลือ 1,000 บาท/คน/เดือน (รัฐสนับสนุน 100%) ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ได้สิทธิโดยอัตโนมัติเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านธงฟ้าฯสิทธิประชารัฐสวัสดิการ-วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/เดือน-วงเงินรวมค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาท/คน/เดือน-มาตรการบรรเทาภาระค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้า 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน ค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน-เบี้ยความพิการเพิ่มเติม (มติ ครม. 28 ม.ค.63) จำนวน 200 บาท/เดือนให้แก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับบัตรฯ2. กลุ่มคนทั่วไป หรือ "สิทธิ 60/40 (30 ล้านคน) รัฐสนับสนุน 60% ประชาชนจ่าย 40% วงเงินจากรัฐ 1,000 บาท/คน/เดือน รวม 4,000 บาทตลอดโครงการ เปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปฯ "เป๋าตัง" ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค. 69คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียน (สำหรับกลุ่ม 60/40) สัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน มีบัตรประจำตัวประชาชน ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ณ วันที่ 18 พ.ค. 69) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการรัฐที่ผ่านมา (คนละครึ่ง เฟส 1-5 และคนละครึ่งพลัส)เงื่อนไขการใช้สิทธิและประเภทร้านค้าร้านค้าที่เข้าร่วม: ร้านอาหาร, เครื่องดื่ม, สินค้าทั่วไป, บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถโดยสารประจำทาง, รถสามล้อ, รถจักรยานยนต์รับจ้าง เป็นต้น-ร้านค้าเดิม กดยอมรับเงื่อนไข 25 พ.ค.-30 ก.ย.69-ร้านค้าใหม่ เริ่มลงทะเบีย
อ่านต่อ >26

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ได้ส่งผลต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพและผู้ประกอบการอย่างฉับพลัน รุนแรง มีความไม่แน่นอนสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อ ผ่านแหล่งเงินเพิ่มเติมภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยในระยะสั้นหากไม่ดำเนินมาตรการช่วยเหลือและประคับประคองเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที จะส่งผลให้เกิดการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การปิดกิจการ และการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะมุ่งเน้น (1) ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) และ (2) บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม สำหรับโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อให้ผู้มีบัตรฯ ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับเป็นวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ และวงเงินค่าไฟฟ้าและน้ำประปา รวมทั้งเป็นเบี้ยสวัสดิการเพิ่มเติมให้แก่คนพิการ และได้อนุมัติโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง โดยผู้มีบัตรฯ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวล
อ่านต่อ >20

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
คมนาคมเร่งสอบเหตุรถไฟชนรถเมล์ คาดรู้ผลเบื้องต้น 20 พ.ค.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุรถไฟขนส่งสินค้าชนรถโดยสารปรับอากาศสาย 206 ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. บริเวณจุดตัดทางรถไฟย่านมักกะสัน ว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกด้าน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์การตรวจสอบครอบคลุมทั้งมาตรฐานผู้ขับขี่ ระบบควบคุมราง ระบบแจ้งเตือน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระบวนการตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ โดยคาดว่าจะสามารถสรุปผลสอบสวนเบื้องต้นได้ไม่เกินวันที่ 20 พฤษภาคม 2569ชี้ “ใบขับขี่รถไฟ” กับ “ใบอนุญาตกรมราง” คนละส่วนกันนายสิริพงศ์ กล่าวถึงประเด็นข้อสงสัยเรื่องใบอนุญาตของพนักงานขับรถไฟว่า ใบขับขี่รถไฟที่ใช้ปฏิบัติงานเดิม กับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เป็นคนละส่วนกันที่ผ่านมา พนักงานขับรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยมีใบขับขี่สำหรับปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว แต่หลัง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ได้กำหนดให้พนักงานขับรถไฟและรถไฟฟ้าต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางรางเพิ่มเติมกฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่าน 120 วัน เพื่อให้พนักงานขับรถไฟเข้าสู่ระบบและยืนยันตัวตน โดยกรณีของพนักงานขับรถไฟที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ยังไม่ได้ดำเนินการยืนยันตัวตน แต่ยังอยู่ภายในระยะเวลาผ่อนผันตามกฎหมายรมช.คมนาคม ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวอาจสะท้อน “ช่องว่างของกฎหมาย” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมผลตรวจสารเสพติดอยู่ระหว่างสอบสวนนายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับรายงานทางการแพทย์เบื้องต้นเกี่ยวกับผลตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถไฟ ซึ่งมีค่าเป็น Positive อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกันนี้ ได้ตรวจสอบเอกสารคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่กำหนดให้ผู้ขับรถไฟต้องเข้าสู่กระบวนการยืนยันตัวตน โดยมีผู้บังคับบัญชารับรองข้อมูลในแต่ละขั้นตอน ซึ่งจะต้องตรวจสอบต่อไปว่า มีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวบ้าง สั่งพักงานคนขับรถไฟและเจ้าหน้าที่ควบคุมรางกระทรวงคมนาคมมีคำสั่งให้พนักงานขับรถไฟและเจ้าหน้าที่ควบคุมรางในจุดเกิดเหตุ พักการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคร
อ่านต่อ >25

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน วงเงินช่วยเหลือสูงสุดคนละ 4,000 บาท ตลอดระยะเวลาโครงการ 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 โดยขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติโครงการอย่างเป็นทางการโครงการดังกล่าวแบ่งกลุ่มผู้ได้รับสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มประชาชนทั่วไปในรูปแบบ “60/40”กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้สิทธิอัตโนมัติสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านคน จะได้รับวงเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยรัฐสนับสนุนเต็ม 100% ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ และสามารถใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐได้ทันทีนอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิช่วยเหลืออื่นตามมาตรการสวัสดิการเดิม ได้แก่ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อเดือนค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะรวม 750 บาทต่อคนต่อเดือนค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนค่าน้ำประปา 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนเบี้ยความพิการเพิ่มเติม 200 บาทต่อเดือน สำหรับผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มประชาชนทั่วไป ใช้สิทธิแบบ 60/40ส่วนประชาชนทั่วไปจำนวน 30 ล้านคน จะใช้รูปแบบ “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่าย 40%” โดยรัฐสนับสนุนวงเงิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน รวมสูงสุด 4,000 บาทตลอดโครงการผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569คุณสมบัติผู้ลงทะเบียนผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการในกลุ่ม 60/40 ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้มีสัญชาติไทยอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียนมีบัตรประจำตัวประชาชนไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569ไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการรัฐก่อนหน้า เช่น คนละครึ่ง เฟส 1-5 และคนละครึ่งพลัส ใช้สิทธิซื้ออะไรได้บ้างโครงการไทยช่วยไทยพลัส เปิดให้ใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมหลากหลายประเภท เช่นร้านอาหารร้านเครื่องดื่มร้านค้าทั่วไประบบขนส่งสาธารณะรถโดยสารประจำทางรถสามล้อรถจักรยานยนต์รับจ้างอย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นบางประเภทที่ไม่สามารถใช้สิทธิได้ เช่น บริการนวด สปา ทำเล็บ และทำผมร้านค้าเข้าร่วมต้องทำอย่างไรร้านค้าเดิม กดยอมรับเงื่อนไ
อ่านต่อ >20

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติอนุมัติโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งจะเป็นการใช้วงเงิน 1.75 แสนล้านบาท โดยเป็นการทยอยกู้ในระยะ 4 เดือน ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ในวงเงินรวม 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงการคลัง ย้ำว่า มาตรการดังกล่าว เป็นการช่วยบรรเทาปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไม่ใช่เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด เปิดเงื่อนไขโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เพื่อช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคนในการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตเศรษฐกิจ ด้วยวงเงินช่วยเหลือสูงสุด 4,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ 4 เดือน ระยะเวลาโครงการ: ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. 691. กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (13.18 ล้านคน) รับวงเงินช่วยเหลือ 1,000 บาท/คน/เดือน (รัฐสนับสนุน 100%) ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ได้สิทธิโดยอัตโนมัติเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านธงฟ้าฯสิทธิประชารัฐสวัสดิการ-วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/เดือน-วงเงินรวมค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาท/คน/เดือน-มาตรการบรรเทาภาระค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้า 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน ค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน-เบี้ยความพิการเพิ่มเติม (มติ ครม. 28 ม.ค.63) จำนวน 200 บาท/เดือนให้แก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับบัตรฯ2. กลุ่มคนทั่วไป หรือ "สิทธิ 60/40 (30 ล้านคน) รัฐสนับสนุน 60% ประชาชนจ่าย 40% วงเงินจากรัฐ 1,000 บาท/คน/เดือน รวม 4,000 บาทตลอดโครงการ เปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปฯ "เป๋าตัง" ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค. 69คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียน (สำหรับกลุ่ม 60/40) สัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน มีบัตรประจำตัวประชาชน ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ณ วันที่ 18 พ.ค. 69) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการรัฐที่ผ่านมา (คนละครึ่ง เฟส 1-5 และคนละครึ่งพลัส)เงื่อนไขการใช้สิทธิและประเภทร้านค้าร้านค้าที่เข้าร่วม: ร้านอาหาร, เครื่องดื่ม, สินค้าทั่วไป, บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถโดยสารประจำทาง, รถสามล้อ, รถจักรยานยนต์รับจ้าง เป็นต้น-ร้านค้าเดิม กดยอมรับเงื่อนไข 25 พ.ค.-30 ก.ย.69-ร้านค้าใหม่ เริ่มลงทะเบีย
อ่านต่อ >26

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ได้ส่งผลต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพและผู้ประกอบการอย่างฉับพลัน รุนแรง มีความไม่แน่นอนสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อ ผ่านแหล่งเงินเพิ่มเติมภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยในระยะสั้นหากไม่ดำเนินมาตรการช่วยเหลือและประคับประคองเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที จะส่งผลให้เกิดการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การปิดกิจการ และการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะมุ่งเน้น (1) ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) และ (2) บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม สำหรับโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อให้ผู้มีบัตรฯ ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับเป็นวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ และวงเงินค่าไฟฟ้าและน้ำประปา รวมทั้งเป็นเบี้ยสวัสดิการเพิ่มเติมให้แก่คนพิการ และได้อนุมัติโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง โดยผู้มีบัตรฯ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวล
อ่านต่อ >20

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
คมนาคมเร่งสอบเหตุรถไฟชนรถเมล์ คาดรู้ผลเบื้องต้น 20 พ.ค.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุรถไฟขนส่งสินค้าชนรถโดยสารปรับอากาศสาย 206 ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. บริเวณจุดตัดทางรถไฟย่านมักกะสัน ว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกด้าน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์การตรวจสอบครอบคลุมทั้งมาตรฐานผู้ขับขี่ ระบบควบคุมราง ระบบแจ้งเตือน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระบวนการตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ โดยคาดว่าจะสามารถสรุปผลสอบสวนเบื้องต้นได้ไม่เกินวันที่ 20 พฤษภาคม 2569ชี้ “ใบขับขี่รถไฟ” กับ “ใบอนุญาตกรมราง” คนละส่วนกันนายสิริพงศ์ กล่าวถึงประเด็นข้อสงสัยเรื่องใบอนุญาตของพนักงานขับรถไฟว่า ใบขับขี่รถไฟที่ใช้ปฏิบัติงานเดิม กับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เป็นคนละส่วนกันที่ผ่านมา พนักงานขับรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยมีใบขับขี่สำหรับปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว แต่หลัง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ได้กำหนดให้พนักงานขับรถไฟและรถไฟฟ้าต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางรางเพิ่มเติมกฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่าน 120 วัน เพื่อให้พนักงานขับรถไฟเข้าสู่ระบบและยืนยันตัวตน โดยกรณีของพนักงานขับรถไฟที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ยังไม่ได้ดำเนินการยืนยันตัวตน แต่ยังอยู่ภายในระยะเวลาผ่อนผันตามกฎหมายรมช.คมนาคม ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวอาจสะท้อน “ช่องว่างของกฎหมาย” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมผลตรวจสารเสพติดอยู่ระหว่างสอบสวนนายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับรายงานทางการแพทย์เบื้องต้นเกี่ยวกับผลตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถไฟ ซึ่งมีค่าเป็น Positive อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกันนี้ ได้ตรวจสอบเอกสารคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่กำหนดให้ผู้ขับรถไฟต้องเข้าสู่กระบวนการยืนยันตัวตน โดยมีผู้บังคับบัญชารับรองข้อมูลในแต่ละขั้นตอน ซึ่งจะต้องตรวจสอบต่อไปว่า มีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวบ้าง สั่งพักงานคนขับรถไฟและเจ้าหน้าที่ควบคุมรางกระทรวงคมนาคมมีคำสั่งให้พนักงานขับรถไฟและเจ้าหน้าที่ควบคุมรางในจุดเกิดเหตุ พักการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคร
อ่านต่อ >25