
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยผลชันสูตรเบื้องต้นผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนและผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหมด 8 ราย โดยพบว่าทุกรายมีบาดแผลจากกระสุนปืน ตั้งแต่รายละ 1 นัด ไปจนถึงสูงสุด 4 นัด ส่วนใหญ่พบบาดแผลบริเวณอวัยวะสำคัญ ขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับลักษณะการเสียชีวิตของเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ ยังต้องรอการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนก่อนมีข้อสรุปเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า ร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถูกส่งมาตรวจชันสูตรครบทั้ง 8 รายแล้วจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นผู้เสียชีวิตภายในโรงเรียน 5 ราย ผู้เสียชีวิตภายในบ้านของเด็กชายผู้ก่อเหตุ 2 ราย และเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ ซึ่งเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 1 ราย ผลชันสูตรพบ 6 รายมีบาดแผลจากกระสุนรายละ 1 นัดผลการชันสูตรเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 8 รายมีบาดแผลจากกระสุนปืน โดย 6 รายมีบาดแผลรายละ 1 นัด ส่วนอีก 2 รายพบบาดแผลจากกระสุนจำนวน 3 นัด และ 4 นัดตามลำดับตำแหน่งบาดแผลของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่บริเวณอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะศีรษะและหน้าอก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สามารถทำให้เสียชีวิตได้ ขณะที่บางรายพบบาดแผลบริเวณแขนร่วมด้วยสำหรับกระสุนที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่พบว่าทะลุออกจากร่างกาย และมีเพียง 1 นัดที่พบกระสุนฝังอยู่ภายในร่าง ซึ่งเจ้าหน้าที่นิติเวชได้ดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการเด็กชายวัย 14 ปี พบบาดแผลศีรษะ 1 นัดผลชันสูตรเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ พบมีบาดแผลจากกระสุนเข้าบริเวณศีรษะด้านขวาจำนวน 1 นัด และทะลุออกจากร่างกาย จึงไม่พบหัวกระสุนตกค้างอยู่ภายในนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบเขม่าปืนบริเวณบาดแผล ซึ่งตามข้อมูลจากการชันสูตรเบื้องต้น เป็นลักษณะที่บ่งชี้ว่าปากกระบอกปืนอยู่ใกล้กับผิวหนังขณะเกิดบาดแผล อย่างไรก็ตาม การตรวจหาสารต่าง ๆ ภายในร่างกายของเด็กชายยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ประเด็นวิสามัญฯ ต้องรอพนักงานสอบสวนสรุปหลักฐานส่วนข้อสงสัยว่าเด็กชายวัย 14 ปีเสียชีวิตจากการวิสามัญฆาตกรรมหรือไม่นั้น พล.ต.ต.วิรุฬห์ ระบุว่า ผลการชันสูตรสามารถยืนยันได้ในส่วนของลักษณะบาดแผลจากกระสุนปืน และลักษณะบาดแผลที่สอดคล้องกับอาวุธปืนที่ใช้เท่
อ่านต่อ >18

#ข่าวการเงิน การลงทุน #ทันหุ้น
#ทันหุ้น "ภราดร" ชี้ใช้งบ พ.ร.ก.เงินกู้ทำ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน เหตุช่วยภาคธุรกิจรายเล็กจากวิกฤตสงคราม ส่วนไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ต้องให้ "เอกนิติ" ตัดสินใจเดินหน้าโครงการนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาขอใช้เงินกู้ ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯปี2569 มาใช้เพื่อดำเนินโครงการ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" ว่าโดยส่วนตัวมองว่าโครงการนี้ไม่ผิดวัตถุประสงค์การใช้เงินเพราะเป็นการนำเงินกู้ไปช่วยเหลือผู้ประกอบภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะรายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางอย่างไรก็ตามหากจะดำเนินการต้องไปกำหนดเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการว่าผู้ประกอบการรวมทั้งประชาชนที่ได้รับสิทธิ์จะต้องมีเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไรเมื่อถามย้ำว่า หากจะดำเนินการถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ฉุกเฉินใช่หรือไม่ นายภราดร ยืนยันว่าถือว่าเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ และสามารถทำได้ “โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสถือว่าเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ เพราะผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายเล็กได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศโดยตรง” นายภารดรกล่าวส่วนความชัดเจนการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟสสอง นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอความชัดเจนและตัดสินใจจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในขั้นตอนสุดท้ายเนื่องจาก กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาโครงการ“ขอให้โครงการสิ้นสุดเฟสแรกก่อน จากนั้นค่อยมาประเมินสถานการณ์ว่าตอนเป็นอย่างไร เพราะขณะนี้สถานการณ์สงครามก็ยังไม่สิ้นสุด“
อ่านต่อ >7

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมภาคใต้ นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ประเทศไทยขณะนี้ บางพื้นที่เริ่มประสบสถานการณ์อุทกภัย ในขณะเดียวกัน มีอีกหลายจังหวัดยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์การขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด รัฐบาลตระหนักและให้ความสำคัญกับการป้องกัน แก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง รวมถึงการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอด ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรึว่าการกระทรวงมหาดไทยนางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ รวมถึงวางแผนการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนและระยะยาวครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งเกิดผลเป็นรูปธรรม ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจะประสบกับฤดูฝน 2 ช่วง โดยช่วงที่ 1 ฝั่งอันดามัน ฝนจะเริ่มตกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป และช่วงที่ 2 ฝั่งอ่าวไทย จะได้รับผลกระทบจากฝนในช่วงเดือนตุลาคมไปจนถึงมกราคมในปีถัดไป 14 จังหวัดภาคใต้เฝ้าระวังใกล้ชิดซักซ้อมรับมือกับภัยพิบัติ นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้เน้นย้ำเรื่องการเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ โดยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ ทั้ง 14 จังหวัด ซักซ้อมรับมือกับภัยพิบัติ และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถื่นสำรวจพื้นที่และเตรียมข้อมูลสำคัญ อาทิ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จุดจอดรถยนต์และยานพาหนะหากมีน้ำท่วมสูง พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบ จะช่วยลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมอุตุนิยมวิทยา นำเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อให้เกิดข้อมูลที่แม่นยำในการบริหารจัดการน้ำและการพิจารณาการปล่อยน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานการณ์ภัยต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น รัฐบาลเน้นย้ำให้จังหวัด หน่วยงานราชการส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการตามข้อสั่งการในการป้องก
อ่านต่อ >6

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
คุมเข้มอาวุธปืน–ยาเสพติด ป้องกันเหตุรุนแรงและอาชญากรรมในพื้นที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีนักเรียนใช้อาวุธปืนก่อเหตุ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต กรมการปกครอง จึงกำชับฝ่ายปกครองทั่วประเทศยกระดับมาตรการเชิงรุก เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและลดอาชญากรรม ตลอดจนป้องกันมิให้เกิดเหตุรุนแรงหรือเหตุการณ์ลอกเลียนแบบในพื้นที่อื่น เปิด 6 มาตรการเข้ม ป้องกันเหตุรุนแรงทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน ลดอาชญกรรมและป้องกันเหตุรุนแรง กรมการปกครอง ขอให้ทุกจังหวัดดำเนินการ ดังนี้1. คุมเข้มการครอบครองและพกพาอาวุธปืน ยกระดับมาตรการตรวจสอบและควบคุมการครอบครองและพกพาอาวุธปืนในพื้นที่อย่างจริงจังและเด็ดขาด 2. ให้นายทะเบียนอาวุธปืนแจ้งกำชับผู้ได้รับใบอนุญาตให้ดูแลและเก็บรักษาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่อยู่ในความครอบครองอย่างปลอดภัย มิให้บุคคลอื่นสามารถนำไปใช้ อันอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน3. ยกระดับปฏิบัติการเชิงรุก คุมเข้มอาวุธปืนและยาเสพติด ให้นายอำเภอบูรณาการกำลังฝ่ายปกครอง ทั้งปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (สมาชิก อส.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพิ่มความเข้มข้นในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และลาดตระเวนในพื้นที่สาธารณะ สถานที่สำคัญ จุดเสี่ยง สถานบริการ และสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ มิให้ผู้ใดพกพาอาวุธปินติดตัวโดยเด็ดขาด4. ยกระดับความปลอดภัยสถานที่สำคัญ โดยเฉพาะโรงเรียน สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า ให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน สถานศึกษา ศาสนสถาน ห้างสรรพสินค้า และสถานที่สำคัญต่าง ๆ ให้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม พร้อมทั้งจัดให้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและแนวทางการปฏิบัติตนเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ และประชาชนสามารถรับมือกับเหตุการณ์ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที 5. เฝ้าระวังบุคคลและพฤติกรรมเสี่ยง ป้องกันเหตุซ้ำและการเลียนแบบ ให้นายอำเภอใช้กลไกฝ่ายปกครองในพื้นที่ เฝ้าระวังบุคคลที่มีพฤติกรรมหรือแนวโน้มเสี่ยงต่อการก่อเหตุรุนแรง เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุซ้ำหรือเหตุการณ์ลอกเลียนแบบ พร้อมทั้งสร้างความเ
อ่านต่อ >27

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยผลชันสูตรเบื้องต้นผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนและผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหมด 8 ราย โดยพบว่าทุกรายมีบาดแผลจากกระสุนปืน ตั้งแต่รายละ 1 นัด ไปจนถึงสูงสุด 4 นัด ส่วนใหญ่พบบาดแผลบริเวณอวัยวะสำคัญ ขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับลักษณะการเสียชีวิตของเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ ยังต้องรอการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนก่อนมีข้อสรุปเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า ร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถูกส่งมาตรวจชันสูตรครบทั้ง 8 รายแล้วจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นผู้เสียชีวิตภายในโรงเรียน 5 ราย ผู้เสียชีวิตภายในบ้านของเด็กชายผู้ก่อเหตุ 2 ราย และเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ ซึ่งเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 1 ราย ผลชันสูตรพบ 6 รายมีบาดแผลจากกระสุนรายละ 1 นัดผลการชันสูตรเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 8 รายมีบาดแผลจากกระสุนปืน โดย 6 รายมีบาดแผลรายละ 1 นัด ส่วนอีก 2 รายพบบาดแผลจากกระสุนจำนวน 3 นัด และ 4 นัดตามลำดับตำแหน่งบาดแผลของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่บริเวณอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะศีรษะและหน้าอก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สามารถทำให้เสียชีวิตได้ ขณะที่บางรายพบบาดแผลบริเวณแขนร่วมด้วยสำหรับกระสุนที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่พบว่าทะลุออกจากร่างกาย และมีเพียง 1 นัดที่พบกระสุนฝังอยู่ภายในร่าง ซึ่งเจ้าหน้าที่นิติเวชได้ดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการเด็กชายวัย 14 ปี พบบาดแผลศีรษะ 1 นัดผลชันสูตรเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ พบมีบาดแผลจากกระสุนเข้าบริเวณศีรษะด้านขวาจำนวน 1 นัด และทะลุออกจากร่างกาย จึงไม่พบหัวกระสุนตกค้างอยู่ภายในนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบเขม่าปืนบริเวณบาดแผล ซึ่งตามข้อมูลจากการชันสูตรเบื้องต้น เป็นลักษณะที่บ่งชี้ว่าปากกระบอกปืนอยู่ใกล้กับผิวหนังขณะเกิดบาดแผล อย่างไรก็ตาม การตรวจหาสารต่าง ๆ ภายในร่างกายของเด็กชายยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ประเด็นวิสามัญฯ ต้องรอพนักงานสอบสวนสรุปหลักฐานส่วนข้อสงสัยว่าเด็กชายวัย 14 ปีเสียชีวิตจากการวิสามัญฆาตกรรมหรือไม่นั้น พล.ต.ต.วิรุฬห์ ระบุว่า ผลการชันสูตรสามารถยืนยันได้ในส่วนของลักษณะบาดแผลจากกระสุนปืน และลักษณะบาดแผลที่สอดคล้องกับอาวุธปืนที่ใช้เท่
อ่านต่อ >18

#ข่าวการเงิน การลงทุน #ทันหุ้น
#ทันหุ้น "ภราดร" ชี้ใช้งบ พ.ร.ก.เงินกู้ทำ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน เหตุช่วยภาคธุรกิจรายเล็กจากวิกฤตสงคราม ส่วนไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ต้องให้ "เอกนิติ" ตัดสินใจเดินหน้าโครงการนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาขอใช้เงินกู้ ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯปี2569 มาใช้เพื่อดำเนินโครงการ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" ว่าโดยส่วนตัวมองว่าโครงการนี้ไม่ผิดวัตถุประสงค์การใช้เงินเพราะเป็นการนำเงินกู้ไปช่วยเหลือผู้ประกอบภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะรายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางอย่างไรก็ตามหากจะดำเนินการต้องไปกำหนดเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการว่าผู้ประกอบการรวมทั้งประชาชนที่ได้รับสิทธิ์จะต้องมีเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไรเมื่อถามย้ำว่า หากจะดำเนินการถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ฉุกเฉินใช่หรือไม่ นายภราดร ยืนยันว่าถือว่าเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ และสามารถทำได้ “โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสถือว่าเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ เพราะผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายเล็กได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศโดยตรง” นายภารดรกล่าวส่วนความชัดเจนการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟสสอง นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอความชัดเจนและตัดสินใจจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในขั้นตอนสุดท้ายเนื่องจาก กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาโครงการ“ขอให้โครงการสิ้นสุดเฟสแรกก่อน จากนั้นค่อยมาประเมินสถานการณ์ว่าตอนเป็นอย่างไร เพราะขณะนี้สถานการณ์สงครามก็ยังไม่สิ้นสุด“
อ่านต่อ >7

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมภาคใต้ นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ประเทศไทยขณะนี้ บางพื้นที่เริ่มประสบสถานการณ์อุทกภัย ในขณะเดียวกัน มีอีกหลายจังหวัดยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์การขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด รัฐบาลตระหนักและให้ความสำคัญกับการป้องกัน แก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง รวมถึงการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอด ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรึว่าการกระทรวงมหาดไทยนางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ รวมถึงวางแผนการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนและระยะยาวครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งเกิดผลเป็นรูปธรรม ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจะประสบกับฤดูฝน 2 ช่วง โดยช่วงที่ 1 ฝั่งอันดามัน ฝนจะเริ่มตกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป และช่วงที่ 2 ฝั่งอ่าวไทย จะได้รับผลกระทบจากฝนในช่วงเดือนตุลาคมไปจนถึงมกราคมในปีถัดไป 14 จังหวัดภาคใต้เฝ้าระวังใกล้ชิดซักซ้อมรับมือกับภัยพิบัติ นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้เน้นย้ำเรื่องการเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ โดยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ ทั้ง 14 จังหวัด ซักซ้อมรับมือกับภัยพิบัติ และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถื่นสำรวจพื้นที่และเตรียมข้อมูลสำคัญ อาทิ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จุดจอดรถยนต์และยานพาหนะหากมีน้ำท่วมสูง พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบ จะช่วยลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมอุตุนิยมวิทยา นำเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อให้เกิดข้อมูลที่แม่นยำในการบริหารจัดการน้ำและการพิจารณาการปล่อยน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานการณ์ภัยต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น รัฐบาลเน้นย้ำให้จังหวัด หน่วยงานราชการส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการตามข้อสั่งการในการป้องก
อ่านต่อ >6

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
คุมเข้มอาวุธปืน–ยาเสพติด ป้องกันเหตุรุนแรงและอาชญากรรมในพื้นที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีนักเรียนใช้อาวุธปืนก่อเหตุ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต กรมการปกครอง จึงกำชับฝ่ายปกครองทั่วประเทศยกระดับมาตรการเชิงรุก เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและลดอาชญากรรม ตลอดจนป้องกันมิให้เกิดเหตุรุนแรงหรือเหตุการณ์ลอกเลียนแบบในพื้นที่อื่น เปิด 6 มาตรการเข้ม ป้องกันเหตุรุนแรงทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน ลดอาชญกรรมและป้องกันเหตุรุนแรง กรมการปกครอง ขอให้ทุกจังหวัดดำเนินการ ดังนี้1. คุมเข้มการครอบครองและพกพาอาวุธปืน ยกระดับมาตรการตรวจสอบและควบคุมการครอบครองและพกพาอาวุธปืนในพื้นที่อย่างจริงจังและเด็ดขาด 2. ให้นายทะเบียนอาวุธปืนแจ้งกำชับผู้ได้รับใบอนุญาตให้ดูแลและเก็บรักษาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่อยู่ในความครอบครองอย่างปลอดภัย มิให้บุคคลอื่นสามารถนำไปใช้ อันอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน3. ยกระดับปฏิบัติการเชิงรุก คุมเข้มอาวุธปืนและยาเสพติด ให้นายอำเภอบูรณาการกำลังฝ่ายปกครอง ทั้งปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (สมาชิก อส.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพิ่มความเข้มข้นในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และลาดตระเวนในพื้นที่สาธารณะ สถานที่สำคัญ จุดเสี่ยง สถานบริการ และสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ มิให้ผู้ใดพกพาอาวุธปินติดตัวโดยเด็ดขาด4. ยกระดับความปลอดภัยสถานที่สำคัญ โดยเฉพาะโรงเรียน สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า ให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน สถานศึกษา ศาสนสถาน ห้างสรรพสินค้า และสถานที่สำคัญต่าง ๆ ให้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม พร้อมทั้งจัดให้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและแนวทางการปฏิบัติตนเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ และประชาชนสามารถรับมือกับเหตุการณ์ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที 5. เฝ้าระวังบุคคลและพฤติกรรมเสี่ยง ป้องกันเหตุซ้ำและการเลียนแบบ ให้นายอำเภอใช้กลไกฝ่ายปกครองในพื้นที่ เฝ้าระวังบุคคลที่มีพฤติกรรมหรือแนวโน้มเสี่ยงต่อการก่อเหตุรุนแรง เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุซ้ำหรือเหตุการณ์ลอกเลียนแบบ พร้อมทั้งสร้างความเ
อ่านต่อ >27

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยผลชันสูตรเบื้องต้นผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนและผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหมด 8 ราย โดยพบว่าทุกรายมีบาดแผลจากกระสุนปืน ตั้งแต่รายละ 1 นัด ไปจนถึงสูงสุด 4 นัด ส่วนใหญ่พบบาดแผลบริเวณอวัยวะสำคัญ ขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับลักษณะการเสียชีวิตของเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ ยังต้องรอการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนก่อนมีข้อสรุปเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า ร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถูกส่งมาตรวจชันสูตรครบทั้ง 8 รายแล้วจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นผู้เสียชีวิตภายในโรงเรียน 5 ราย ผู้เสียชีวิตภายในบ้านของเด็กชายผู้ก่อเหตุ 2 ราย และเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ ซึ่งเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 1 ราย ผลชันสูตรพบ 6 รายมีบาดแผลจากกระสุนรายละ 1 นัดผลการชันสูตรเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 8 รายมีบาดแผลจากกระสุนปืน โดย 6 รายมีบาดแผลรายละ 1 นัด ส่วนอีก 2 รายพบบาดแผลจากกระสุนจำนวน 3 นัด และ 4 นัดตามลำดับตำแหน่งบาดแผลของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่บริเวณอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะศีรษะและหน้าอก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สามารถทำให้เสียชีวิตได้ ขณะที่บางรายพบบาดแผลบริเวณแขนร่วมด้วยสำหรับกระสุนที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่พบว่าทะลุออกจากร่างกาย และมีเพียง 1 นัดที่พบกระสุนฝังอยู่ภายในร่าง ซึ่งเจ้าหน้าที่นิติเวชได้ดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการเด็กชายวัย 14 ปี พบบาดแผลศีรษะ 1 นัดผลชันสูตรเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ พบมีบาดแผลจากกระสุนเข้าบริเวณศีรษะด้านขวาจำนวน 1 นัด และทะลุออกจากร่างกาย จึงไม่พบหัวกระสุนตกค้างอยู่ภายในนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบเขม่าปืนบริเวณบาดแผล ซึ่งตามข้อมูลจากการชันสูตรเบื้องต้น เป็นลักษณะที่บ่งชี้ว่าปากกระบอกปืนอยู่ใกล้กับผิวหนังขณะเกิดบาดแผล อย่างไรก็ตาม การตรวจหาสารต่าง ๆ ภายในร่างกายของเด็กชายยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ประเด็นวิสามัญฯ ต้องรอพนักงานสอบสวนสรุปหลักฐานส่วนข้อสงสัยว่าเด็กชายวัย 14 ปีเสียชีวิตจากการวิสามัญฆาตกรรมหรือไม่นั้น พล.ต.ต.วิรุฬห์ ระบุว่า ผลการชันสูตรสามารถยืนยันได้ในส่วนของลักษณะบาดแผลจากกระสุนปืน และลักษณะบาดแผลที่สอดคล้องกับอาวุธปืนที่ใช้เท่
อ่านต่อ >18