
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ประกันภัยพิบัติแห่งชาตินางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมระดับครัวเรือน 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนสู่ “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” ซึ่งประชาชนจะได้รับสิทธิความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนนางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่า ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กรณีเกิดอุทกภัย ระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเกิดวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหม จะดำเนินการภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง โดยมีวงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน สำหรับความคุ้มครองต่อชีวิต กรณีมีการเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาทภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันนางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาตินี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน โดยจะมีค่าเบี้ยประกันต่อปีประมาณ 15,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นวงเงินที่น้อยกว่าวงเงินการจ่ายเงินเยียวยาที่ภาครัฐจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง ค่าอาหาร หากไม่เกิดสถานการณ์ขึ้น วงเงินที่รัฐเสียไปถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิม และเป็นการจำกัดความเสี่ยง ภาครัฐจ่ายเงินลดน้อยลง แต่การคุ้มครองจะครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนมากขึ้น “รัฐบาล โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยจะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษา
อ่านต่อ >14

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองอุตุนิยมวิทยาการบิน กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า แบบจำลองสภาพอากาศคาดการณ์ในช่วง 7-21 ก.ย.69 ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกต่อเนื่อง หนัก-เบาสลับกันไป และฝนจะเริ่มตกชุกหนาแน่นมากขึ้น ระหว่าง 9-12 ก.ย.69 โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่ที่มีฝนน้อยในช่วงที่ผ่านมา ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคอีสานตอนกลาง-ล่าง ภาคตะวันออก กทม. ปริมณฑล ภาคใต้ตอนบนและฝั่งอันดามัน มีฝนเพิ่มขึ้นและตกต่อเนื่อง (สูงสุดช่วง 10-11 ก.ย.69) ต้องเตรียมรับมือและเฝ้าระวังฝนตกหนักและฝนตกสะสม เป็นพิเศษ ซึ่งอาจทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากมีตัวแปรเสริมที่ทำให้อากาศแปรปรวนคือมีความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมาปกคลุมทางภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ดันให้ร่องมรสุมที่เลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลาง ภาคอีสานตอนล่าง ภาคตะวันออก มรสุมมีกำลังแรงขึ้นพัดปกคลุมประเทศไทย ทิศทางลมตอนบนแปรปรวน ประกอบกับ มีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมภาคอีสาน ช่วงท้ายๆ (13 - 17 ก.ย.69) ยังต้องติดตามพายุด้วยที่มีโอกาสเคลื่อนเข้าสู่ภาคอีสาน หากไม่อ่อนกำลังลงก่อน เป็นพฤติกรรมตามปกติของสภาพอากาศในช่วงปลายฤดูฝน เตรียมความพร้อมรับมือและบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ ทั้งพื้นที่ที่มีฝนน้อย ควรเร่งเตรียมการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้า แต่พื้นที่ที่มีฝนมากต้องเร่งพร่องน้ำหรือระบายน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมขัง หรือน้ำรอการระบาย โดยเฉพาะใน กทม.และปริมณฑล ภาคใต้ฝั่งอันดามัน คลื่นลมแรง ชาวเรือ ชาวประมง เดินเรือด้วยความระวัง รายละเอียดดังนี้ จากนั้นคาดการณ์ช่วงวันที่ 13-21 ก.ย.69 สถานการณ์ฝนเริ่มเบาลงทางตอนบนของภาคเหนือ แต่ยังมีฝน/ฝนฟ้าคะนองต่อเนื่อง บริเวณภาคกลางตอนล่าง ภาคอีสานตอนล่าง ภาคตะวันออก กทม. ปริมณฑล และภาคใต้ ยังตกกระจาย ปริมาณเล็กน้อย-ปานกลาง และตกหนักบางพื้นที่ ตามแนวร่องมรสุมและด้านรับมรสุม อาจเกิดขึ้นซ้ำๆ ในพื้นที่เดิม แต่ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้มีโอกาสกักเก็บและสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้า ซึ่งคาดว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญจะรุนแรงขึ้น ใกล้เป็นโค้งสุดท้ายแล้ว สถานการณ์พายุหมุนเขตร้อนบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีนใต้ ช่วงวันที่ 14-17 ก.ย.69 พอมีสัญญาณการก่อตัวของพายุบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน และมีแนวโน้มที่จะแรงขึ้น และมีทิศทางที่จะเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งประเทศเวียดนาม สปป.ลาว ภาคอีสานและต
อ่านต่อ >232

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
จุดเริ่มต้นของกระแสอยู่ที่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เมื่อผู้ใช้ TikTok บัญชี @ATOMISATOM เผยแพร่คลิปบรรยากาศการแสดงช้างภายในฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ภาพในคลิปแสดงให้เห็นอัฒจันทร์ที่มีผู้ชมนั่งอยู่คนเดียว ขณะที่เจ้าหน้าที่และช้างยังคงทำการแสดงเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับรอบที่มีผู้ชมเต็มลานคลิปได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ไทยรัฐออนไลน์รายงานเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ว่ายอดรับชมทะลุ 4.5 ล้านครั้ง ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2569 เจ้าของคลิปโพสต์ภาพถ่ายคู่กับผู้บริหารฟาร์มที่มอบตุ๊กตาช้างให้เป็นการขอบคุณ พร้อมข้อความว่า "ผอ. ไม่รู้จะให้อะไรดี ให้ช้างแทนคำขอบคุณทุกคนนะ สวนสัตว์เริ่มดีขึ้นแล้ว"ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการเปลี่ยนไปอย่างไรการเปลี่ยนแปลงเห็นได้ภายในสัปดาห์เดียว วันที่ 5 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศภายในฟาร์มคึกคักตลอดทั้งวัน มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาชมการแสดงจำนวนมาก หลายครอบครัวพาบุตรหลานมาชมความสามารถของช้างแสนรู้ "พลายสมรักษ์" และ "พลายแบงค์" รวมถึงการแสดงโชว์จับจระเข้นายจรูญ ยังประภากร ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร บริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ระบุว่า หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป ความสนใจกลับมาอีกครั้ง ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมาก และทางฟาร์มต้องเพิ่มรอบการแสดงโชว์จับจระเข้เพื่อรองรับผู้ชมทำไมฟาร์มถึงเงียบเหงาความเงียบก่อนหน้านั้นมีที่มาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เรื่องฤดูกาลท่องเที่ยว ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 2493 ก่อตั้งโดย ดร.อุทัย ยังประภากร และอยู่คู่จังหวัดมากว่า 70 ปี จนถูกบรรจุไว้ในคำขวัญประจำจังหวัดสมุทรปราการในวรรค "ฟาร์มจระเข้ใหญ่"จุดหักเหอยู่ที่วันที่ 26 มกราคม 2564 เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เรื่องชำระบัญชีเลิกบริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์บางปะกง จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการฟาร์มแห่งนี้ โดยให้เจ้าหนี้ยื่นคำทวงหนี้ต่อผู้ชำระบัญชีที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการภายใน 1 เดือน ก่อนที่ฟาร์มจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 1 เมษายน 2567นายจรูญระบุว่า ฟาร์มประสบภาวะซบเซาอย่างหนักนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงการประคองกิจการ สถานที่เริ่มชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา และหลังกลับมาเปิดพร้อมจัดการแสดงช้างแสนรู้เพื่อดึงดูดนักท่
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ออกคำเตือนเฝ้าระวังปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” หลังระบบพยากรณ์อากาศระดับโลกส่งสัญญาณสอดคล้องกันว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มเพิ่มระดับขึ้นสู่ความรุนแรงขั้นสูงสุดในช่วงปลายปีนี้ ก่อนส่งอิทธิพลต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าศาสตราจารย์เซเลสเต เซาโล เลขาธิการ WMO เปิดเผยว่า สัญญาณทางอุตุนิยมวิทยาทั้งบริเวณผิวน้ำและใต้ผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน สะท้อนการสะสมความร้อนที่สูงผิดปกติ ส่งผลให้ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกมีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย เพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งภัยแล้ง คลื่นความร้อน และฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายภูมิภาค อย่างไรก็ตาม WMO ระบุว่า ผลกระทบจากเอลนีโญอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากยังมีปัจจัยด้านภูมิอากาศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสภาวะของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งอาจช่วยเสริมหรือลดทอนอิทธิพลของเอลนีโญในระดับภูมิภาคWMO จึงเร่งประสานความร่วมมือกับเครือข่ายอุตุนิยมวิทยาและองค์กรด้านมนุษยธรรมทั่วโลก เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และยกระดับการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า พร้อมเรียกร้องให้แต่ละประเทศเร่งวางมาตรการปกป้องประชาชนและบริหารจัดการความเสี่ยง โดยเฉพาะในภาคการเกษตร สาธารณสุข พลังงาน และทรัพยากรน้ำขณะที่ นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เปิดเผยถึงแนวโน้มเอลนีโญในประเทศไทยว่า สถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน โดยมีโอกาสสูงถึง 91% ที่จะยกระดับเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ถึงเดือนมกราคมปีหน้า ส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าปกติ แม้แบบจำลองสภาพอากาศบางส่วนจะประเมินว่าความร้อนอาจพุ่งสูงกว่าค่าปกติอย่างมาก แต่ สทนช. ประเมินว่า สถานการณ์อาจยังไม่รุนแรงถึงระดับที่เกิดขึ้นในรอบพันปี อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นสำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมประมาณ 54,739 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 68% ของความจุอ่าง ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่ 54% ถือเป็นปริมาณน้ำต้นทุนที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งม
อ่านต่อ >38

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ประกันภัยพิบัติแห่งชาตินางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมระดับครัวเรือน 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนสู่ “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” ซึ่งประชาชนจะได้รับสิทธิความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนนางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่า ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กรณีเกิดอุทกภัย ระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเกิดวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหม จะดำเนินการภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง โดยมีวงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน สำหรับความคุ้มครองต่อชีวิต กรณีมีการเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาทภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันนางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาตินี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน โดยจะมีค่าเบี้ยประกันต่อปีประมาณ 15,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นวงเงินที่น้อยกว่าวงเงินการจ่ายเงินเยียวยาที่ภาครัฐจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง ค่าอาหาร หากไม่เกิดสถานการณ์ขึ้น วงเงินที่รัฐเสียไปถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิม และเป็นการจำกัดความเสี่ยง ภาครัฐจ่ายเงินลดน้อยลง แต่การคุ้มครองจะครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนมากขึ้น “รัฐบาล โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยจะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษา
อ่านต่อ >14

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองอุตุนิยมวิทยาการบิน กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า แบบจำลองสภาพอากาศคาดการณ์ในช่วง 7-21 ก.ย.69 ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกต่อเนื่อง หนัก-เบาสลับกันไป และฝนจะเริ่มตกชุกหนาแน่นมากขึ้น ระหว่าง 9-12 ก.ย.69 โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่ที่มีฝนน้อยในช่วงที่ผ่านมา ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคอีสานตอนกลาง-ล่าง ภาคตะวันออก กทม. ปริมณฑล ภาคใต้ตอนบนและฝั่งอันดามัน มีฝนเพิ่มขึ้นและตกต่อเนื่อง (สูงสุดช่วง 10-11 ก.ย.69) ต้องเตรียมรับมือและเฝ้าระวังฝนตกหนักและฝนตกสะสม เป็นพิเศษ ซึ่งอาจทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากมีตัวแปรเสริมที่ทำให้อากาศแปรปรวนคือมีความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมาปกคลุมทางภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ดันให้ร่องมรสุมที่เลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลาง ภาคอีสานตอนล่าง ภาคตะวันออก มรสุมมีกำลังแรงขึ้นพัดปกคลุมประเทศไทย ทิศทางลมตอนบนแปรปรวน ประกอบกับ มีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมภาคอีสาน ช่วงท้ายๆ (13 - 17 ก.ย.69) ยังต้องติดตามพายุด้วยที่มีโอกาสเคลื่อนเข้าสู่ภาคอีสาน หากไม่อ่อนกำลังลงก่อน เป็นพฤติกรรมตามปกติของสภาพอากาศในช่วงปลายฤดูฝน เตรียมความพร้อมรับมือและบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ ทั้งพื้นที่ที่มีฝนน้อย ควรเร่งเตรียมการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้า แต่พื้นที่ที่มีฝนมากต้องเร่งพร่องน้ำหรือระบายน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมขัง หรือน้ำรอการระบาย โดยเฉพาะใน กทม.และปริมณฑล ภาคใต้ฝั่งอันดามัน คลื่นลมแรง ชาวเรือ ชาวประมง เดินเรือด้วยความระวัง รายละเอียดดังนี้ จากนั้นคาดการณ์ช่วงวันที่ 13-21 ก.ย.69 สถานการณ์ฝนเริ่มเบาลงทางตอนบนของภาคเหนือ แต่ยังมีฝน/ฝนฟ้าคะนองต่อเนื่อง บริเวณภาคกลางตอนล่าง ภาคอีสานตอนล่าง ภาคตะวันออก กทม. ปริมณฑล และภาคใต้ ยังตกกระจาย ปริมาณเล็กน้อย-ปานกลาง และตกหนักบางพื้นที่ ตามแนวร่องมรสุมและด้านรับมรสุม อาจเกิดขึ้นซ้ำๆ ในพื้นที่เดิม แต่ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้มีโอกาสกักเก็บและสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้า ซึ่งคาดว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญจะรุนแรงขึ้น ใกล้เป็นโค้งสุดท้ายแล้ว สถานการณ์พายุหมุนเขตร้อนบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีนใต้ ช่วงวันที่ 14-17 ก.ย.69 พอมีสัญญาณการก่อตัวของพายุบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน และมีแนวโน้มที่จะแรงขึ้น และมีทิศทางที่จะเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งประเทศเวียดนาม สปป.ลาว ภาคอีสานและต
อ่านต่อ >232

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
จุดเริ่มต้นของกระแสอยู่ที่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เมื่อผู้ใช้ TikTok บัญชี @ATOMISATOM เผยแพร่คลิปบรรยากาศการแสดงช้างภายในฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ภาพในคลิปแสดงให้เห็นอัฒจันทร์ที่มีผู้ชมนั่งอยู่คนเดียว ขณะที่เจ้าหน้าที่และช้างยังคงทำการแสดงเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับรอบที่มีผู้ชมเต็มลานคลิปได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ไทยรัฐออนไลน์รายงานเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ว่ายอดรับชมทะลุ 4.5 ล้านครั้ง ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2569 เจ้าของคลิปโพสต์ภาพถ่ายคู่กับผู้บริหารฟาร์มที่มอบตุ๊กตาช้างให้เป็นการขอบคุณ พร้อมข้อความว่า "ผอ. ไม่รู้จะให้อะไรดี ให้ช้างแทนคำขอบคุณทุกคนนะ สวนสัตว์เริ่มดีขึ้นแล้ว"ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการเปลี่ยนไปอย่างไรการเปลี่ยนแปลงเห็นได้ภายในสัปดาห์เดียว วันที่ 5 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศภายในฟาร์มคึกคักตลอดทั้งวัน มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาชมการแสดงจำนวนมาก หลายครอบครัวพาบุตรหลานมาชมความสามารถของช้างแสนรู้ "พลายสมรักษ์" และ "พลายแบงค์" รวมถึงการแสดงโชว์จับจระเข้นายจรูญ ยังประภากร ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร บริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ระบุว่า หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป ความสนใจกลับมาอีกครั้ง ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมาก และทางฟาร์มต้องเพิ่มรอบการแสดงโชว์จับจระเข้เพื่อรองรับผู้ชมทำไมฟาร์มถึงเงียบเหงาความเงียบก่อนหน้านั้นมีที่มาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เรื่องฤดูกาลท่องเที่ยว ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 2493 ก่อตั้งโดย ดร.อุทัย ยังประภากร และอยู่คู่จังหวัดมากว่า 70 ปี จนถูกบรรจุไว้ในคำขวัญประจำจังหวัดสมุทรปราการในวรรค "ฟาร์มจระเข้ใหญ่"จุดหักเหอยู่ที่วันที่ 26 มกราคม 2564 เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เรื่องชำระบัญชีเลิกบริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์บางปะกง จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการฟาร์มแห่งนี้ โดยให้เจ้าหนี้ยื่นคำทวงหนี้ต่อผู้ชำระบัญชีที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการภายใน 1 เดือน ก่อนที่ฟาร์มจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 1 เมษายน 2567นายจรูญระบุว่า ฟาร์มประสบภาวะซบเซาอย่างหนักนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงการประคองกิจการ สถานที่เริ่มชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา และหลังกลับมาเปิดพร้อมจัดการแสดงช้างแสนรู้เพื่อดึงดูดนักท่
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ออกคำเตือนเฝ้าระวังปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” หลังระบบพยากรณ์อากาศระดับโลกส่งสัญญาณสอดคล้องกันว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มเพิ่มระดับขึ้นสู่ความรุนแรงขั้นสูงสุดในช่วงปลายปีนี้ ก่อนส่งอิทธิพลต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าศาสตราจารย์เซเลสเต เซาโล เลขาธิการ WMO เปิดเผยว่า สัญญาณทางอุตุนิยมวิทยาทั้งบริเวณผิวน้ำและใต้ผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน สะท้อนการสะสมความร้อนที่สูงผิดปกติ ส่งผลให้ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกมีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย เพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งภัยแล้ง คลื่นความร้อน และฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายภูมิภาค อย่างไรก็ตาม WMO ระบุว่า ผลกระทบจากเอลนีโญอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากยังมีปัจจัยด้านภูมิอากาศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสภาวะของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งอาจช่วยเสริมหรือลดทอนอิทธิพลของเอลนีโญในระดับภูมิภาคWMO จึงเร่งประสานความร่วมมือกับเครือข่ายอุตุนิยมวิทยาและองค์กรด้านมนุษยธรรมทั่วโลก เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และยกระดับการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า พร้อมเรียกร้องให้แต่ละประเทศเร่งวางมาตรการปกป้องประชาชนและบริหารจัดการความเสี่ยง โดยเฉพาะในภาคการเกษตร สาธารณสุข พลังงาน และทรัพยากรน้ำขณะที่ นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เปิดเผยถึงแนวโน้มเอลนีโญในประเทศไทยว่า สถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน โดยมีโอกาสสูงถึง 91% ที่จะยกระดับเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ถึงเดือนมกราคมปีหน้า ส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าปกติ แม้แบบจำลองสภาพอากาศบางส่วนจะประเมินว่าความร้อนอาจพุ่งสูงกว่าค่าปกติอย่างมาก แต่ สทนช. ประเมินว่า สถานการณ์อาจยังไม่รุนแรงถึงระดับที่เกิดขึ้นในรอบพันปี อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นสำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมประมาณ 54,739 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 68% ของความจุอ่าง ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่ 54% ถือเป็นปริมาณน้ำต้นทุนที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งม
อ่านต่อ >38

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ประกันภัยพิบัติแห่งชาตินางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมระดับครัวเรือน 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนสู่ “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” ซึ่งประชาชนจะได้รับสิทธิความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนนางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่า ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กรณีเกิดอุทกภัย ระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเกิดวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหม จะดำเนินการภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง โดยมีวงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน สำหรับความคุ้มครองต่อชีวิต กรณีมีการเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาทภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันนางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาตินี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน โดยจะมีค่าเบี้ยประกันต่อปีประมาณ 15,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นวงเงินที่น้อยกว่าวงเงินการจ่ายเงินเยียวยาที่ภาครัฐจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง ค่าอาหาร หากไม่เกิดสถานการณ์ขึ้น วงเงินที่รัฐเสียไปถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิม และเป็นการจำกัดความเสี่ยง ภาครัฐจ่ายเงินลดน้อยลง แต่การคุ้มครองจะครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนมากขึ้น “รัฐบาล โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยจะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษา
อ่านต่อ >14