
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เตรียมยกระดับการดำเนินคดีกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินชื่อดังถูกจับกุมพร้อมยาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับ "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" พร้อมตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเร่งสืบสวนขยายผลถึงผู้บงการ นายทุน และผู้ร่วมขบวนการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อปราบปรามเครือข่ายลักลอบนำเข้าและส่งออกยาเสพติดอย่างเด็ดขาด การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอ.ปส.ตร.) เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกทั้งด้านการสืบสวน ขยายผล ปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการยึดทรัพย์เพื่อตัดวงจรทางการเงินของขบวนการค้ายาเสพติดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยว่า ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวอย่างเป็นทางการ พร้อมยกระดับแนวทางการดำเนินคดีในมิติของ "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" หลังพบว่าพฤติการณ์ของคดีอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดระหว่างประเทศคณะทำงานชุดดังกล่าวมี พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 และ พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 เป็นแกนหลัก บูรณาการการทำงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ตลอดจนตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนวทางการสืบสวนจะมุ่งรวบรวมพยานหลักฐานในทุกมิติ ทั้งการสอบปากคำเพื่อนสนิทของผู้ต้องหา คนขับรถส่งของ เจ้าของรถที่ใช้ในการขนส่ง การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงข้อมูลการติดต่อสื่อสาร เพื่อเชื่อมโยงบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี จากการสืบสวนในเบื้องต้นพบว่า คดีดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างต่อเ
อ่านต่อ >14

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
กทม.ติดอันดับเมืองเสี่ยงน้ำท่วมของโลก หากไม่เร่งรับมือภายในปี 2593ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมสูงที่สุดของโลก หากไม่มีมาตรการป้องกันและปรับตัวอย่างจริงจัง ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) พื้นที่ของกรุงเทพมหานครอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูงถึงร้อยละ 96 และส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 10 ล้านคนปัจจัยสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดฝนตกหนักและสภาพอากาศสุดขั้วบ่อยขึ้น ประกอบกับระดับน้ำทะเลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงปัญหาแผ่นดินทรุดตัวอย่างต่อเนื่อง นักวิชาการระบุว่า กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อนบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา มีระดับความสูงจากน้ำทะเลเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 เมตร ขณะที่แผ่นดินทรุดตัวเฉลี่ยปีละ 1-2 เซนติเมตร ซึ่งเป็นผลจากการใช้น้ำบาดาลในอดีตและน้ำหนักของสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากที่กดทับพื้นดินขณะเดียวกัน หลายหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของโลกประเมินว่า ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความเสี่ยงจากน้ำทะเลหนุนและน้ำท่วมชายฝั่งเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดฝนตกหนักพร้อมกับน้ำเหนือไหลหลากนอกจากนี้ การขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติลดลง ระบบท่อระบายน้ำหลายพื้นที่ยังมีขีดความสามารถจำกัด จึงอาจไม่รองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเพียงพอ สำหรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ พื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร เช่น บางนา มีนบุรี สะพานสูง สามวา รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่ริมแม่น้ำ เช่น บางขุนเทียน บางคอแหลม ตลอดจนจังหวัดปริมณฑลอย่างสมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงครามดร.สนธิ เสนอว่า ภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนแม่บทระยะยาวเพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วม โดยระดมผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนร่วมกำหนดแนวทางดำเนินงาน พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำ อาทิ การขยายระบบท่อระบายน้ำ การเพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำ การพัฒนาระบบเตือนภัยอัจฉริยะแบบเรียลไทม์ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ของการก่อสร้างเขื่อนหรือแนวป้องกันคลื่นทะเลบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาในส่วนของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด เตรียมอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมภายในบ้าน ยกระดับพื้นที่
อ่านต่อ >12

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
วันนี้ (4 ก.ค.) ที่รร.รอยัลริเวอร์ ในงานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติครบรอบ 29 ปี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน ตามพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในส่วน 2 แสนล้านบาทหลังว่าขณะนี้ พ.ร.ก.ถือว่ามีผลบังคับใช้และรัฐบาลได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งทำทันทีเพราะหากประเทศไทยเปลี่ยนผ่านช้าเกินไป อาจเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักหน่วงขึ้น ดังนั้นการใช้เงินตาม พ.ร.ก. จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีสัดส่วนกว่า 10% ของจีดีพีซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยในช่วงที่เกิดวิกฤตในตะวันออกกลางในช่วง 2 เดือนล่าสุด ไทยเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้เห็นถึงความจำเป็นว่าประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รวมทั้งวิกฤตค่าครองชีพในอนาคต นายเอกนิติ กล่าวว่าการรัฐบาลได้กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เม็ดเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้ 3 ด้านหลักและพร้อมเดินหน้าต่อทันทีหากคำพิพากษาของศาลไม่ได้สั่งระงับการดำเนินการ ได้แก่1.การเปลี่ยนผ่านด้านการใช้พลังงาน ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด เช่น แสงแดด โซลาร์เซลล์ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าและสามารถขายไฟฟ้าคืนได้ (Net Metering) ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนปรับปรุงระบบสายส่ง (Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้า และการขายไฟฟ้าคืนในระบบได้ 2.การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง (Transportation) โดยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลซึ่งมีมูลค่าสูงมาก โดยเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคขนส่ง หรือใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองในประเทศ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเอทานอล (น้ำมันบนดิน)3.การเปลี่ยนผ่านด้านบุคลากรที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะ และพัฒนาคนไทยให้เข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้แรงงานไทยเก่งขึ้นและมีรายได้สูงขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ นอกจากนี้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานนอกจากวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. รัฐบาลจะใช้การระดมทุนในรูปแบบต่างๆเช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) ม
อ่านต่อ >12

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ความคืบหน้าคดีแอร์โฮสเตสสาวไทยถูกจับกุมพร้อมเฮโรอีนที่ประเทศออสเตรเลีย ล่าสุด ตำรวจนครบาลร่วมกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ขยายผลจับกุมผู้ต้องสงสัยรายสำคัญ ซึ่งเป็นชายสวมเสื้อฮู้ดสีน้ำเงินที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด ขณะนำพัสดุไปส่งให้แอร์โฮสเตส ก่อนนำตัวเข้าตรวจค้นแหล่งกบดานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งการให้ชุดสืบสวนขยายผล หลังสอบปากคำนายอติราช หรือ “เป้” ผู้ต้องหา ซึ่งเป็นคนขับรถเก๋งคันที่ใช้เป็นพาหนะไปส่งเฮโรอีนและถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ ที่รับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากนายอุทัย คณาภิวัฒน์ อายุ 47 ปี ให้เป็นผู้ขับรถและร่วมส่งพัสดุให้กับ น.ส.มีนา แอร์โฮสเตสสาวไทยต่อมา ชุดสืบสวนกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล สืบทราบว่านายอุทัยหลบซ่อนตัวอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก จึงประสานตำรวจภูธรภาค 6 เข้าจับกุมได้บริเวณสถานีขนส่งเก่าเทศบาลนครพิษณุโลก เมื่อคืนวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา จากการสอบปากคำเบื้องต้น นายอุทัยรับสารภาพว่า เป็นชายที่สวมเสื้อฮู้ดสีน้ำเงินในภาพวงจรปิด และเป็นผู้ว่าจ้างนายอติราชให้ขับรถ รวมทั้งเป็นผู้นำกล่องพัสดุไปส่งให้ น.ส.มีนา ที่คอนโดมิเนียมย่านบางนา เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 นอกจากนี้ยังให้การว่า เคยนำส่งพัสดุในลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้งเจ้าหน้าที่นำตัวนายอุทัยเข้าตรวจค้นแหล่งกบดานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อค้นหาพยานหลักฐานและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการ ก่อนแจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือเฮโรอีน โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายเพื่อการค้า และร่วมกันส่งยาเสพติดออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
อ่านต่อ >13

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เตรียมยกระดับการดำเนินคดีกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินชื่อดังถูกจับกุมพร้อมยาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับ "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" พร้อมตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเร่งสืบสวนขยายผลถึงผู้บงการ นายทุน และผู้ร่วมขบวนการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อปราบปรามเครือข่ายลักลอบนำเข้าและส่งออกยาเสพติดอย่างเด็ดขาด การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอ.ปส.ตร.) เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกทั้งด้านการสืบสวน ขยายผล ปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการยึดทรัพย์เพื่อตัดวงจรทางการเงินของขบวนการค้ายาเสพติดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยว่า ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวอย่างเป็นทางการ พร้อมยกระดับแนวทางการดำเนินคดีในมิติของ "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" หลังพบว่าพฤติการณ์ของคดีอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดระหว่างประเทศคณะทำงานชุดดังกล่าวมี พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 และ พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 เป็นแกนหลัก บูรณาการการทำงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ตลอดจนตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนวทางการสืบสวนจะมุ่งรวบรวมพยานหลักฐานในทุกมิติ ทั้งการสอบปากคำเพื่อนสนิทของผู้ต้องหา คนขับรถส่งของ เจ้าของรถที่ใช้ในการขนส่ง การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงข้อมูลการติดต่อสื่อสาร เพื่อเชื่อมโยงบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี จากการสืบสวนในเบื้องต้นพบว่า คดีดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างต่อเ
อ่านต่อ >14

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
กทม.ติดอันดับเมืองเสี่ยงน้ำท่วมของโลก หากไม่เร่งรับมือภายในปี 2593ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมสูงที่สุดของโลก หากไม่มีมาตรการป้องกันและปรับตัวอย่างจริงจัง ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) พื้นที่ของกรุงเทพมหานครอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูงถึงร้อยละ 96 และส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 10 ล้านคนปัจจัยสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดฝนตกหนักและสภาพอากาศสุดขั้วบ่อยขึ้น ประกอบกับระดับน้ำทะเลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงปัญหาแผ่นดินทรุดตัวอย่างต่อเนื่อง นักวิชาการระบุว่า กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อนบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา มีระดับความสูงจากน้ำทะเลเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 เมตร ขณะที่แผ่นดินทรุดตัวเฉลี่ยปีละ 1-2 เซนติเมตร ซึ่งเป็นผลจากการใช้น้ำบาดาลในอดีตและน้ำหนักของสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากที่กดทับพื้นดินขณะเดียวกัน หลายหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของโลกประเมินว่า ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความเสี่ยงจากน้ำทะเลหนุนและน้ำท่วมชายฝั่งเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดฝนตกหนักพร้อมกับน้ำเหนือไหลหลากนอกจากนี้ การขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติลดลง ระบบท่อระบายน้ำหลายพื้นที่ยังมีขีดความสามารถจำกัด จึงอาจไม่รองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเพียงพอ สำหรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ พื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร เช่น บางนา มีนบุรี สะพานสูง สามวา รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่ริมแม่น้ำ เช่น บางขุนเทียน บางคอแหลม ตลอดจนจังหวัดปริมณฑลอย่างสมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงครามดร.สนธิ เสนอว่า ภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนแม่บทระยะยาวเพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วม โดยระดมผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนร่วมกำหนดแนวทางดำเนินงาน พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำ อาทิ การขยายระบบท่อระบายน้ำ การเพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำ การพัฒนาระบบเตือนภัยอัจฉริยะแบบเรียลไทม์ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ของการก่อสร้างเขื่อนหรือแนวป้องกันคลื่นทะเลบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาในส่วนของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด เตรียมอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมภายในบ้าน ยกระดับพื้นที่
อ่านต่อ >12

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
วันนี้ (4 ก.ค.) ที่รร.รอยัลริเวอร์ ในงานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติครบรอบ 29 ปี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน ตามพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในส่วน 2 แสนล้านบาทหลังว่าขณะนี้ พ.ร.ก.ถือว่ามีผลบังคับใช้และรัฐบาลได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งทำทันทีเพราะหากประเทศไทยเปลี่ยนผ่านช้าเกินไป อาจเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักหน่วงขึ้น ดังนั้นการใช้เงินตาม พ.ร.ก. จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีสัดส่วนกว่า 10% ของจีดีพีซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยในช่วงที่เกิดวิกฤตในตะวันออกกลางในช่วง 2 เดือนล่าสุด ไทยเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้เห็นถึงความจำเป็นว่าประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รวมทั้งวิกฤตค่าครองชีพในอนาคต นายเอกนิติ กล่าวว่าการรัฐบาลได้กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เม็ดเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้ 3 ด้านหลักและพร้อมเดินหน้าต่อทันทีหากคำพิพากษาของศาลไม่ได้สั่งระงับการดำเนินการ ได้แก่1.การเปลี่ยนผ่านด้านการใช้พลังงาน ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด เช่น แสงแดด โซลาร์เซลล์ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าและสามารถขายไฟฟ้าคืนได้ (Net Metering) ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนปรับปรุงระบบสายส่ง (Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้า และการขายไฟฟ้าคืนในระบบได้ 2.การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง (Transportation) โดยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลซึ่งมีมูลค่าสูงมาก โดยเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคขนส่ง หรือใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองในประเทศ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเอทานอล (น้ำมันบนดิน)3.การเปลี่ยนผ่านด้านบุคลากรที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะ และพัฒนาคนไทยให้เข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้แรงงานไทยเก่งขึ้นและมีรายได้สูงขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ นอกจากนี้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานนอกจากวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. รัฐบาลจะใช้การระดมทุนในรูปแบบต่างๆเช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) ม
อ่านต่อ >12

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ความคืบหน้าคดีแอร์โฮสเตสสาวไทยถูกจับกุมพร้อมเฮโรอีนที่ประเทศออสเตรเลีย ล่าสุด ตำรวจนครบาลร่วมกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ขยายผลจับกุมผู้ต้องสงสัยรายสำคัญ ซึ่งเป็นชายสวมเสื้อฮู้ดสีน้ำเงินที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด ขณะนำพัสดุไปส่งให้แอร์โฮสเตส ก่อนนำตัวเข้าตรวจค้นแหล่งกบดานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งการให้ชุดสืบสวนขยายผล หลังสอบปากคำนายอติราช หรือ “เป้” ผู้ต้องหา ซึ่งเป็นคนขับรถเก๋งคันที่ใช้เป็นพาหนะไปส่งเฮโรอีนและถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ ที่รับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากนายอุทัย คณาภิวัฒน์ อายุ 47 ปี ให้เป็นผู้ขับรถและร่วมส่งพัสดุให้กับ น.ส.มีนา แอร์โฮสเตสสาวไทยต่อมา ชุดสืบสวนกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล สืบทราบว่านายอุทัยหลบซ่อนตัวอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก จึงประสานตำรวจภูธรภาค 6 เข้าจับกุมได้บริเวณสถานีขนส่งเก่าเทศบาลนครพิษณุโลก เมื่อคืนวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา จากการสอบปากคำเบื้องต้น นายอุทัยรับสารภาพว่า เป็นชายที่สวมเสื้อฮู้ดสีน้ำเงินในภาพวงจรปิด และเป็นผู้ว่าจ้างนายอติราชให้ขับรถ รวมทั้งเป็นผู้นำกล่องพัสดุไปส่งให้ น.ส.มีนา ที่คอนโดมิเนียมย่านบางนา เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 นอกจากนี้ยังให้การว่า เคยนำส่งพัสดุในลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้งเจ้าหน้าที่นำตัวนายอุทัยเข้าตรวจค้นแหล่งกบดานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อค้นหาพยานหลักฐานและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการ ก่อนแจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือเฮโรอีน โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายเพื่อการค้า และร่วมกันส่งยาเสพติดออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
อ่านต่อ >13

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เตรียมยกระดับการดำเนินคดีกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินชื่อดังถูกจับกุมพร้อมยาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับ "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" พร้อมตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเร่งสืบสวนขยายผลถึงผู้บงการ นายทุน และผู้ร่วมขบวนการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อปราบปรามเครือข่ายลักลอบนำเข้าและส่งออกยาเสพติดอย่างเด็ดขาด การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอ.ปส.ตร.) เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกทั้งด้านการสืบสวน ขยายผล ปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการยึดทรัพย์เพื่อตัดวงจรทางการเงินของขบวนการค้ายาเสพติดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยว่า ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวอย่างเป็นทางการ พร้อมยกระดับแนวทางการดำเนินคดีในมิติของ "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" หลังพบว่าพฤติการณ์ของคดีอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดระหว่างประเทศคณะทำงานชุดดังกล่าวมี พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 และ พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 เป็นแกนหลัก บูรณาการการทำงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ตลอดจนตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนวทางการสืบสวนจะมุ่งรวบรวมพยานหลักฐานในทุกมิติ ทั้งการสอบปากคำเพื่อนสนิทของผู้ต้องหา คนขับรถส่งของ เจ้าของรถที่ใช้ในการขนส่ง การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงข้อมูลการติดต่อสื่อสาร เพื่อเชื่อมโยงบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี จากการสืบสวนในเบื้องต้นพบว่า คดีดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างต่อเ
อ่านต่อ >14