
#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
กระทรวงการคลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ พร้อมโครงการคนละครึ่งพลัส ภายใต้มหกรรม "ไทยช่วยไทยพลัส" เริ่มเปิดรับสิทธิ 25 พฤษภาคม 2569 นี้ แบ่งจ่าย 2 เฟส เน้นคัดกรองกลุ่มเป้าหมายให้ตรงจุด พร้อมเติมเงินพิเศษช่วยค่าครองชีพนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุด โดยยืนยันกำหนดการเปิดลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ และ โครงการคนละครึ่งพลัส พร้อมกันในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ และจะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เจาะลึกสิทธิประโยชน์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ รัฐบาลแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ (2 + 2 เดือน) โดยมีรายละเอียดในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนี้:ระยะที่ 1 (มิถุนายน - กรกฎาคม): ผู้ถือบัตรจะได้รับวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคปกติ 300 บาทต่อเดือน และรัฐบาลจะเติมเงินส่วนเพิ่มให้อีก 700 บาทต่อเดือน รวมเป็นได้รับความช่วยเหลือรวม 1,000 บาทต่อเดือนระยะที่ 2 (สิงหาคม - กันยายน): จะมีการทบทวนสิทธิจากฐานข้อมูลการลงทะเบียนรอบใหม่ หากใครที่ผ่านเกณฑ์ความยากจนจะได้รับสิทธิต่อเนื่อง แต่หากใครที่รายได้พ้นเกณฑ์ความยากจนแล้ว จะถูกปรับสิทธิไปรับเงินผ่านโครงการ คนละครึ่งพลัส แทน ในวงเงิน 1,000 บาท นาน 2 เดือน เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปผนึกมหาดไทยคัดกรองเข้ม "เป้าหมายต้องชัดเจน"ในการลงทะเบียนรอบนี้ กระทรวงการคลังจะทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ โดยตั้งเป้าคัดกรองให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือนหลังเปิดลงทะเบียน เพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือจะไปถึงกลุ่มคนที่ลำบากจริงๆ และคัดกรองกลุ่มที่พ้นความยากจนแล้วออกไปสู่มาตรการอื่นอย่างเหมาะสม ยกระดับ "ไทยช่วยไทยพลัส" ดึง AI ช่วยร้านค้าตัวเล็กนอกจากการช่วยเหลือฝั่งผู้บริโภคแล้ว รัฐบาลยังเตรียมเปลี่ยนโฉมแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" สำหรับร้านค้ากว่า 1.5 ล้านราย สู่ระบบ ไทยช่วยไทยพลัส โดยการนำระบบ AI เข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยในการ:1. วิเคราะห์ยอดขาย: ตรวจสอบพฤติกรรมการซื้อเพื่อวางแผนการขาย2. บริหารต้นทุน: ช่วยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นสร้าง Statement อัตโนมัติ: เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการขอสินเชื่อจากธนาคารรัฐ ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น และลดการพึ
อ่านต่อ >44

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญของความพยายามคลี่คลายสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา หลังผู้นำทั้งสองประเทศได้เข้าร่วมหารือสามฝ่ายร่วมกับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน เพื่อเปิดพื้นที่พูดคุยบนพื้นฐานของสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงเมืองเซบู โดยมีนางดีตา อังการา-มาทาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ และผู้ว่าราชการจังหวัดเซบู ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ ก่อนเข้าสู่ภารกิจสำคัญในการหารือสามฝ่ายระหว่างไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ในช่วงค่ำวันเดียวกันการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากการประสานงานของฝ่ายฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งต้องการเปิดพื้นที่ให้ทั้งไทยและกัมพูชาได้พูดคุยกันโดยตรง ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดจากประเด็นชายแดนทั้งทางบกและทางทะเลที่ยืดเยื้อมายาวนานนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การหารือไม่ได้มีลักษณะของการแทรกแซงจากภายนอก แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองประเทศสามารถพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา พร้อมย้ำว่าฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับการสร้าง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ระหว่างกันอีกครั้ง หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของฝ่ายไทย คือ การหลีกเลี่ยง “สงครามวาจา” หรือการกล่าวหากันบนเวทีระหว่างประเทศ เพราะมองว่าจะไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศการเจรจาในระยะต่อไปขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องในการฟื้นความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์และแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ผ่านกลไกความร่วมมือของหน่วยงานตำรวจที่มีอยู่เดิม รวมถึงสนับสนุนการติดต่อระดับประชาชนผ่านสมาคมมิตรภาพไทย–กัมพูชา เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในระดับสังคมควบคู่ไปด้วยอีกประเด็นที่ถูกจับตา คือ การเตรียมเดินหน้าหารือระหว่างนายสีหศักดิ์ กับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา เพื่อกำหนดกรอบมาตรการสร้างความเชื่อมั่นร่วมกัน รวมถึงการพิจารณาส่งอุปทูตกลับไปประจำการในสถานทูตของแต่ละฝ่าย ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการตามขั้นตอนทางการทูตในประเด็นเขตแดนทางทะเล ฝ่ายไทยได้ชี้แจงเหตุผลของการยกเลิก MOU 2544 โดยระบุว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา การดำเนินการภาย
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (7 พฤษภาคม 2569) เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง นายแพทย์มณเฑียร กล่าวว่า ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ซึ่งอาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว 2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวายนายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 – 40 ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการฟอกไตในรายที่
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สิงคโปร์และไทยติดอันดับเศรษฐกิจที่มี ‘ความทุกข์ยากน้อยที่สุด’ (Least Miserable) ของโลก จากการจัดอันดับประจำปีโดยนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ พร้อมระบุว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือหนึ่งในภูมิภาคที่เศรษฐกิจมีสุขภาพดีที่สุดของโลกสำหรับดัชนี Hanke’s Annual Misery Index (HAMI) ปี 2025 จัดทำโดย สตีฟ แฮงคี (Steve Hanke) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มีจุดประสงค์เพื่อวัด ‘อุณหภูมิเศรษฐกิจ’ ของแต่ละประเทศ และประเมินว่าประชาชนทั่วไปรับรู้สภาพเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันอย่างไรรายงานปีนี้ระบุว่า เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศมีอัตราเงินเฟ้อต่ำ, การจ้างงานมั่นคง, ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับที่จัดการได้ และรายได้เติบโต ส่งผลให้ภาคครัวเรือนเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจน้อยลง สำหรับ ดัชนีนี้พิจารณา 4 องค์ประกอบ คือ การนำอัตราว่างงาน, อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร มารวมกัน แล้วลบด้วยอัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง โดยหากคะแนน HAMI ยิ่งต่ำเท่าไหร่ เศรษฐกิจของประเทศนั้นยิ่ง ‘แข็งแรง’ มากเท่านั้น สะท้อนถึงตลาดงานสมบูรณ์, ราคาสินค้ามั่นคง, สินเชื่อจ่ายไหว และรายได้กำลังเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน “คะแนน HAMI ที่สูงหมายความว่าเศรษฐกิจกำลังเป็นไข้ และผู้คนกำลังทุกข์ทรมาน อย่างไรก็ตาม ดัชนีนี้ไม่ได้คำนึงถึงขนาดของประเทศ, น้ำหนักทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือรายได้ต่อหัว สำหรับในปีนี้มีเศรษฐกิจที่ถูกจัดอันดับทั้งหมด 178 ประเทศ โดยคะแนนของเวเนซุเอลาขึ้นนำที่อันดับ 1 ด้วยคะแนน 556.5 ซึ่งเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ หลัง นิโคลัส มาดูโร ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2024 ส่งผลให้รายได้จากน้ำมันถูกจำกัด และค่าเงินดิ่งลง ประเทศจากอเมริกาใต้แห่งนี้มีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในโลกที่ 475% ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งแตะ 35% สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ไม่มีความสุขที่สุดในโลกในทางกลับกันอันดับ 1 ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีความสุขที่สุดในโลก ตกเป็นของไต้หวัน ด้วยคะแนน 2.1 จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ AI ทั่วโลก ที่ดัน GDP ที่แท้จริงต่อหัวให้เติบโตถึง 9.2% ควบคู่กับอัตราว่างงาน, เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำสิงคโปร์ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนน 2.6 จากตลาดแรงงานที่ตึงตัวด้วยอัตราว่างงานเพียง 2.0%, อัตราเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ดีที่ 1.2% และ GDP
อ่านต่อ >19

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
กระทรวงการคลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ พร้อมโครงการคนละครึ่งพลัส ภายใต้มหกรรม "ไทยช่วยไทยพลัส" เริ่มเปิดรับสิทธิ 25 พฤษภาคม 2569 นี้ แบ่งจ่าย 2 เฟส เน้นคัดกรองกลุ่มเป้าหมายให้ตรงจุด พร้อมเติมเงินพิเศษช่วยค่าครองชีพนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุด โดยยืนยันกำหนดการเปิดลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ และ โครงการคนละครึ่งพลัส พร้อมกันในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ และจะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เจาะลึกสิทธิประโยชน์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ รัฐบาลแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ (2 + 2 เดือน) โดยมีรายละเอียดในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนี้:ระยะที่ 1 (มิถุนายน - กรกฎาคม): ผู้ถือบัตรจะได้รับวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคปกติ 300 บาทต่อเดือน และรัฐบาลจะเติมเงินส่วนเพิ่มให้อีก 700 บาทต่อเดือน รวมเป็นได้รับความช่วยเหลือรวม 1,000 บาทต่อเดือนระยะที่ 2 (สิงหาคม - กันยายน): จะมีการทบทวนสิทธิจากฐานข้อมูลการลงทะเบียนรอบใหม่ หากใครที่ผ่านเกณฑ์ความยากจนจะได้รับสิทธิต่อเนื่อง แต่หากใครที่รายได้พ้นเกณฑ์ความยากจนแล้ว จะถูกปรับสิทธิไปรับเงินผ่านโครงการ คนละครึ่งพลัส แทน ในวงเงิน 1,000 บาท นาน 2 เดือน เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปผนึกมหาดไทยคัดกรองเข้ม "เป้าหมายต้องชัดเจน"ในการลงทะเบียนรอบนี้ กระทรวงการคลังจะทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ โดยตั้งเป้าคัดกรองให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือนหลังเปิดลงทะเบียน เพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือจะไปถึงกลุ่มคนที่ลำบากจริงๆ และคัดกรองกลุ่มที่พ้นความยากจนแล้วออกไปสู่มาตรการอื่นอย่างเหมาะสม ยกระดับ "ไทยช่วยไทยพลัส" ดึง AI ช่วยร้านค้าตัวเล็กนอกจากการช่วยเหลือฝั่งผู้บริโภคแล้ว รัฐบาลยังเตรียมเปลี่ยนโฉมแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" สำหรับร้านค้ากว่า 1.5 ล้านราย สู่ระบบ ไทยช่วยไทยพลัส โดยการนำระบบ AI เข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยในการ:1. วิเคราะห์ยอดขาย: ตรวจสอบพฤติกรรมการซื้อเพื่อวางแผนการขาย2. บริหารต้นทุน: ช่วยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นสร้าง Statement อัตโนมัติ: เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการขอสินเชื่อจากธนาคารรัฐ ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น และลดการพึ
อ่านต่อ >44

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญของความพยายามคลี่คลายสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา หลังผู้นำทั้งสองประเทศได้เข้าร่วมหารือสามฝ่ายร่วมกับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน เพื่อเปิดพื้นที่พูดคุยบนพื้นฐานของสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงเมืองเซบู โดยมีนางดีตา อังการา-มาทาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ และผู้ว่าราชการจังหวัดเซบู ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ ก่อนเข้าสู่ภารกิจสำคัญในการหารือสามฝ่ายระหว่างไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ในช่วงค่ำวันเดียวกันการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากการประสานงานของฝ่ายฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งต้องการเปิดพื้นที่ให้ทั้งไทยและกัมพูชาได้พูดคุยกันโดยตรง ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดจากประเด็นชายแดนทั้งทางบกและทางทะเลที่ยืดเยื้อมายาวนานนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การหารือไม่ได้มีลักษณะของการแทรกแซงจากภายนอก แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองประเทศสามารถพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา พร้อมย้ำว่าฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับการสร้าง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ระหว่างกันอีกครั้ง หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของฝ่ายไทย คือ การหลีกเลี่ยง “สงครามวาจา” หรือการกล่าวหากันบนเวทีระหว่างประเทศ เพราะมองว่าจะไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศการเจรจาในระยะต่อไปขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องในการฟื้นความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์และแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ผ่านกลไกความร่วมมือของหน่วยงานตำรวจที่มีอยู่เดิม รวมถึงสนับสนุนการติดต่อระดับประชาชนผ่านสมาคมมิตรภาพไทย–กัมพูชา เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในระดับสังคมควบคู่ไปด้วยอีกประเด็นที่ถูกจับตา คือ การเตรียมเดินหน้าหารือระหว่างนายสีหศักดิ์ กับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา เพื่อกำหนดกรอบมาตรการสร้างความเชื่อมั่นร่วมกัน รวมถึงการพิจารณาส่งอุปทูตกลับไปประจำการในสถานทูตของแต่ละฝ่าย ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการตามขั้นตอนทางการทูตในประเด็นเขตแดนทางทะเล ฝ่ายไทยได้ชี้แจงเหตุผลของการยกเลิก MOU 2544 โดยระบุว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา การดำเนินการภาย
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (7 พฤษภาคม 2569) เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง นายแพทย์มณเฑียร กล่าวว่า ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ซึ่งอาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว 2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวายนายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 – 40 ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการฟอกไตในรายที่
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สิงคโปร์และไทยติดอันดับเศรษฐกิจที่มี ‘ความทุกข์ยากน้อยที่สุด’ (Least Miserable) ของโลก จากการจัดอันดับประจำปีโดยนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ พร้อมระบุว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือหนึ่งในภูมิภาคที่เศรษฐกิจมีสุขภาพดีที่สุดของโลกสำหรับดัชนี Hanke’s Annual Misery Index (HAMI) ปี 2025 จัดทำโดย สตีฟ แฮงคี (Steve Hanke) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มีจุดประสงค์เพื่อวัด ‘อุณหภูมิเศรษฐกิจ’ ของแต่ละประเทศ และประเมินว่าประชาชนทั่วไปรับรู้สภาพเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันอย่างไรรายงานปีนี้ระบุว่า เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศมีอัตราเงินเฟ้อต่ำ, การจ้างงานมั่นคง, ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับที่จัดการได้ และรายได้เติบโต ส่งผลให้ภาคครัวเรือนเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจน้อยลง สำหรับ ดัชนีนี้พิจารณา 4 องค์ประกอบ คือ การนำอัตราว่างงาน, อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร มารวมกัน แล้วลบด้วยอัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง โดยหากคะแนน HAMI ยิ่งต่ำเท่าไหร่ เศรษฐกิจของประเทศนั้นยิ่ง ‘แข็งแรง’ มากเท่านั้น สะท้อนถึงตลาดงานสมบูรณ์, ราคาสินค้ามั่นคง, สินเชื่อจ่ายไหว และรายได้กำลังเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน “คะแนน HAMI ที่สูงหมายความว่าเศรษฐกิจกำลังเป็นไข้ และผู้คนกำลังทุกข์ทรมาน อย่างไรก็ตาม ดัชนีนี้ไม่ได้คำนึงถึงขนาดของประเทศ, น้ำหนักทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือรายได้ต่อหัว สำหรับในปีนี้มีเศรษฐกิจที่ถูกจัดอันดับทั้งหมด 178 ประเทศ โดยคะแนนของเวเนซุเอลาขึ้นนำที่อันดับ 1 ด้วยคะแนน 556.5 ซึ่งเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ หลัง นิโคลัส มาดูโร ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2024 ส่งผลให้รายได้จากน้ำมันถูกจำกัด และค่าเงินดิ่งลง ประเทศจากอเมริกาใต้แห่งนี้มีอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในโลกที่ 475% ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งแตะ 35% สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ไม่มีความสุขที่สุดในโลกในทางกลับกันอันดับ 1 ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีความสุขที่สุดในโลก ตกเป็นของไต้หวัน ด้วยคะแนน 2.1 จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ AI ทั่วโลก ที่ดัน GDP ที่แท้จริงต่อหัวให้เติบโตถึง 9.2% ควบคู่กับอัตราว่างงาน, เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำสิงคโปร์ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนน 2.6 จากตลาดแรงงานที่ตึงตัวด้วยอัตราว่างงานเพียง 2.0%, อัตราเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ดีที่ 1.2% และ GDP
อ่านต่อ >19

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
กระทรวงการคลังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ พร้อมโครงการคนละครึ่งพลัส ภายใต้มหกรรม "ไทยช่วยไทยพลัส" เริ่มเปิดรับสิทธิ 25 พฤษภาคม 2569 นี้ แบ่งจ่าย 2 เฟส เน้นคัดกรองกลุ่มเป้าหมายให้ตรงจุด พร้อมเติมเงินพิเศษช่วยค่าครองชีพนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุด โดยยืนยันกำหนดการเปิดลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ และ โครงการคนละครึ่งพลัส พร้อมกันในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ และจะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เจาะลึกสิทธิประโยชน์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ รัฐบาลแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ (2 + 2 เดือน) โดยมีรายละเอียดในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนี้:ระยะที่ 1 (มิถุนายน - กรกฎาคม): ผู้ถือบัตรจะได้รับวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคปกติ 300 บาทต่อเดือน และรัฐบาลจะเติมเงินส่วนเพิ่มให้อีก 700 บาทต่อเดือน รวมเป็นได้รับความช่วยเหลือรวม 1,000 บาทต่อเดือนระยะที่ 2 (สิงหาคม - กันยายน): จะมีการทบทวนสิทธิจากฐานข้อมูลการลงทะเบียนรอบใหม่ หากใครที่ผ่านเกณฑ์ความยากจนจะได้รับสิทธิต่อเนื่อง แต่หากใครที่รายได้พ้นเกณฑ์ความยากจนแล้ว จะถูกปรับสิทธิไปรับเงินผ่านโครงการ คนละครึ่งพลัส แทน ในวงเงิน 1,000 บาท นาน 2 เดือน เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปผนึกมหาดไทยคัดกรองเข้ม "เป้าหมายต้องชัดเจน"ในการลงทะเบียนรอบนี้ กระทรวงการคลังจะทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ โดยตั้งเป้าคัดกรองให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือนหลังเปิดลงทะเบียน เพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือจะไปถึงกลุ่มคนที่ลำบากจริงๆ และคัดกรองกลุ่มที่พ้นความยากจนแล้วออกไปสู่มาตรการอื่นอย่างเหมาะสม ยกระดับ "ไทยช่วยไทยพลัส" ดึง AI ช่วยร้านค้าตัวเล็กนอกจากการช่วยเหลือฝั่งผู้บริโภคแล้ว รัฐบาลยังเตรียมเปลี่ยนโฉมแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" สำหรับร้านค้ากว่า 1.5 ล้านราย สู่ระบบ ไทยช่วยไทยพลัส โดยการนำระบบ AI เข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยในการ:1. วิเคราะห์ยอดขาย: ตรวจสอบพฤติกรรมการซื้อเพื่อวางแผนการขาย2. บริหารต้นทุน: ช่วยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นสร้าง Statement อัตโนมัติ: เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการขอสินเชื่อจากธนาคารรัฐ ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น และลดการพึ
อ่านต่อ >44