
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ในช่วงต้นปีของทุกปี ประเทศไทยมักเผชิญกับปัญหาค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่เอื้อต่อการกักเก็บฝุ่นละอองไว้ใกล้พื้นดิน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้างดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า ระดับฝุ่น PM2.5 ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลัก 4 ประการ ได้แก่ แหล่งกำเนิดมลพิษ อุณหภูมิ ความเร็วลม และความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ โดยปัจจัยแรก คือแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น แก๊สโซลีน น้ำมันดีเซล รวมถึงการเผาตอซัง ฟางข้าว วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการเผาในที่โล่ง เช่น ไฟป่า แหล่งกำเนิดเหล่านี้ก่อให้เกิดอนุภาคขนาดเล็กที่ลอยสะสมอยู่ในบรรยากาศปัจจัยที่สอง คืออุณหภูมิในบรรยากาศ หากอุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส และมีมวลอากาศเย็นปกคลุมใกล้พื้นดิน จะส่งผลให้ฝุ่น PM2.5 สะสมในระดับสูงขึ้น เนื่องจากอากาศเย็นมีลักษณะกดทับและกักเก็บมลพิษไว้ใกล้พื้นผิวโลกปัจจัยที่สาม คือความเร็วลม โดยเฉพาะลมในแนวราบ หากมีความเร็วต่ำกว่า 3 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะทำให้ฝุ่นไม่สามารถกระจายตัวออกไปได้ ส่งผลให้เกิดการสะสมและเพิ่มความรุนแรงของมลพิษทางอากาศ ปัจจัยสุดท้าย คือความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ซึ่งพบว่าหากอยู่ในช่วง 50-84% ระดับฝุ่นจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอนุภาคฝุ่นสามารถจับตัวกับความชื้นได้ดี แต่หากความชื้นสัมพัทธ์อยู่ในช่วง 30-50% จะช่วยลดระดับฝุ่นลง เนื่องจากเอื้อต่อการกระจายตัวของมลพิษในบรรยากาศ ทั้งนี้ ประเทศที่มีลักษณะอากาศร้อนชื้นจึงมักประสบปัญหาฝุ่นละอองสูงกว่าประเทศเขตหนาวดร.สนธิ ระบุเพิ่มเติมว่า แม้สภาพอากาศจะเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง แต่สิ่งที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมมือกันทำได้ คือการลดและควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นจากต้นทาง ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน
อ่านต่อ >18

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
สรุปเลือกตั้งล่วงหน้า ปี 2569 พบเจอปัญหาอะไรบ้าง แล้ว กกต. ออกมาแถลงต่อเรื่องนี้อย่างไร การเลือกตั้งล่วงหน้าเสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยปีนี้ มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าทั้งสิ้น 2,410,425 คน บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนแห่ออกมาใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของประชาชนที่ต้องการกำหนดอนาคตประเทศด้วยมือตัวเองแต่หลังจากปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้า ก็มีรายงานเรื่องปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้บนโซเชียลมีเดียทันที วันนี้ เราจะมาสรุปว่า เลือกตั้งล่วงหน้ารอบนี้ พบเจอปัญหาอะไรบ้าง เลือกตั้งล่วงหน้ามีปัญหาอะไรบ้าง ? เริ่มจากการรายงานข้อมูลของ Vote 62 ซึ่งเปิดระบบให้ผู้ไปใช้สิทธิ์รายงานปัญหา และความผิดปกติที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้งล่วงหน้า ผ่านระบบของ Vote 62 พบว่า จากการรายงานจำนวน 1,005 ราย 10 ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่รายงานเข้ามามากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เจ้าหน้าที่เขียนรหัสเขตเลือกตั้ง 4 ตัวบนหน้าซองผิด หรือไม่เขียนเลย จำนวน 637 รายปัญหานี้สอดคล้องกับการรายงานของ iLaw ที่ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยกรอกรหัสเขตเลือกตั้งผิด ซึ่งอาจทำให้บัตรเลือกตั้งถูกส่งไปผิดเขต และเสี่ยงต่อการนับคะแนนผิดเขตเลือกตั้ง โดยโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ต่อมากกว่าล้านแชร์บนดลกออนไลน์อันดับที่ 2 คือ เจ้าหน้าที่ไม่เซ็นชื่อบนรอยต่อซองจดหมาย 93 ราย แม้จะมีผู้ใช้สิทธิบางส่วนทักท้วงแล้ว แต่เจ้าหน้าที่บางหน่วยไม่ดำเนินการแก้ไข หรือ บางเขตเซ็นชื่อด้านบน ไม่ได้เซ็นบนรอยต่อ เสี่ยงทำให้ซองถูกเปิดออกได้ง่าย อันดับที่ 3 ลงทะเบียนล้วงหน้าแล้ว แต่ไม่พบชื่อ จำนวน 55 ราย อันดับที่ 4 เจ้าหน้าที่ไม่ปิดรอบต่อด้วยเทปใส 53 ราย อันดับที่ 5 เป็นอันดับร่วม พบ 3 ปัญหา ได้แก่ ไม่มีกระดานแนะนำผู้สมัครหรือพรรคการเมือง, ข้อมูลไม่ถูกต้อง, และ พบสถานการณ์ผิดปกติอื่น ๆ โดยแต่ละกรณีมีการรายงานเข้ามา อย่างละ 46 รายเท่ากัน อันดับที่ 8 เจ้าหน้าที่เขียนจังหวัด เลขเขตผิด/ไม่เขียน 45 ราย อันดับที่ 9 ความผิดปกติที่คูหาอื่น ๆ 39 ราย และอันดับที่ 10 พบการแจกบัตรเลือกตั้งผิดเขต 35 รายกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีการรายงานปัญหาเลือกตั้งล่วงหน้าเข้ามามากที่สุด อยู่ที่ 441 ราย รองลงมาคือ สมุทรปราการ 95 ราย และนนทบุรี 65 ราย กกต. ตอบก
อ่านต่อ >31

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
มติที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองต่าง ๆ 28 คน หลังตรวจสอบพบว่า เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิ เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งเหตุแห่งการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 มาตรา 35 (2) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงานฯ เร่งยกร่างคำวินิจฉัย ก่อนที่จะให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ต่อไปขณะที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ และสั่งให้ กกต. ส่งเรื่องการจัดทำประชามติคืนให้รัฐสภา เพื่อแก้ไขมติให้ถูกต้องตรงกับคำบังคับในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยผ่านทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมทั้งมีคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยมีคำสั่งให้ กกต. ระงับการจัดทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ไว้ทั้งหมดทั่วประเทศ ทั้งนี้ หากศาลฯ มีคำสั่งถอนชื่อไม่ทันวันเลือกตั้ง จะยังคงถือว่าทั้ง 28 คน เป็นผู้สมัคร สส. ซึ่งถ้าได้รับเลือกตั้งมา กกต.ก็จะไม่ประกาศรับรองผล และ สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่พร้อมกันนี้ กกต.เตรียมพิจารณาเอาผิดผู้สมัครฐานรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิสมัคร แต่ยังลงสมัครตามมาตรา 151 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และ ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 20 ปี ขณะที่ หัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบด้วย ในฐานะผู้ที่ลงนามรับรองการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งตามมาตรา 56 ของ พ.ร.ปว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มีโทษตามมาตรา 120 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี ทั้งนี้ นายเรืองไกร ระบุเหตุผลของการยื่นฟ้องคดี ว่าจากที่ได้ตรวจดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการจะแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เห็นว่ารัฐสภาจะต้องลงมติเห็นชอบในการตั้งคำถามประชามติ โดยใช้คำว่าเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่มติของรัฐสภาตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ด่วนที่สุด ลงวันที่ 12 ธ.ค. 2568 เรื่องการออกเสียงประชามติครั้งที่หนึ่ง เพื่อให้ค
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
โดยตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนมกราคม ภาคใต้จะได้รับอิทธิพลจาก “ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ” ซึ่งพัดพาเอาไอน้ำและความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้ามายังแผ่นดิน ทำให้มีฝนตกชุกทางแถบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกก่อนชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกจากนั้นพอเข้าเดือนกุมภาพันธ์ ก็จะเริ่มมี “ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้” พัดพาเอาไอน้ำ ความชื้นและความร้อนจากเส้นศูนย์สูตรผ่านอ่าวไทย เข้ามายังแผ่นดิน โดยจะเริ่มพัดปกคลุมภาคใต้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน พัดในช่วงฤดูร้อนนั่นเอง ทำให้มีอุณหภูมิสูงและมีฝนตกได้นั่นเอง และเมื่อเข้าฤดูฝน ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ก็จะเริ่มเปลี่ยนทิศเป็น “ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้” ซึ่งพัดพาเอาไอน้ำและความชื้นจากมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามันเข้ามายังแผ่นดิน โดยจะเริ่มพัดปกคลุม ในช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนกันยายน ทำให้เริ่มมีฝนตกชุกทางแถบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกก่อนชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกทั้งเรื่องของลักษณะภูมิประเทศและทิศทางลมในแต่ละฤดู เป็นเหตุผลที่ทำให้ภาคใต้ไม่ว่าจะฝั่งอ่าวไทยหรืออันดามัน ถึงฝนชุกได้เกือบตลอดปีนั่นเอง
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ในช่วงต้นปีของทุกปี ประเทศไทยมักเผชิญกับปัญหาค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่เอื้อต่อการกักเก็บฝุ่นละอองไว้ใกล้พื้นดิน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้างดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า ระดับฝุ่น PM2.5 ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลัก 4 ประการ ได้แก่ แหล่งกำเนิดมลพิษ อุณหภูมิ ความเร็วลม และความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ โดยปัจจัยแรก คือแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น แก๊สโซลีน น้ำมันดีเซล รวมถึงการเผาตอซัง ฟางข้าว วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการเผาในที่โล่ง เช่น ไฟป่า แหล่งกำเนิดเหล่านี้ก่อให้เกิดอนุภาคขนาดเล็กที่ลอยสะสมอยู่ในบรรยากาศปัจจัยที่สอง คืออุณหภูมิในบรรยากาศ หากอุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส และมีมวลอากาศเย็นปกคลุมใกล้พื้นดิน จะส่งผลให้ฝุ่น PM2.5 สะสมในระดับสูงขึ้น เนื่องจากอากาศเย็นมีลักษณะกดทับและกักเก็บมลพิษไว้ใกล้พื้นผิวโลกปัจจัยที่สาม คือความเร็วลม โดยเฉพาะลมในแนวราบ หากมีความเร็วต่ำกว่า 3 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะทำให้ฝุ่นไม่สามารถกระจายตัวออกไปได้ ส่งผลให้เกิดการสะสมและเพิ่มความรุนแรงของมลพิษทางอากาศ ปัจจัยสุดท้าย คือความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ซึ่งพบว่าหากอยู่ในช่วง 50-84% ระดับฝุ่นจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอนุภาคฝุ่นสามารถจับตัวกับความชื้นได้ดี แต่หากความชื้นสัมพัทธ์อยู่ในช่วง 30-50% จะช่วยลดระดับฝุ่นลง เนื่องจากเอื้อต่อการกระจายตัวของมลพิษในบรรยากาศ ทั้งนี้ ประเทศที่มีลักษณะอากาศร้อนชื้นจึงมักประสบปัญหาฝุ่นละอองสูงกว่าประเทศเขตหนาวดร.สนธิ ระบุเพิ่มเติมว่า แม้สภาพอากาศจะเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง แต่สิ่งที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมมือกันทำได้ คือการลดและควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นจากต้นทาง ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน
อ่านต่อ >18

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
สรุปเลือกตั้งล่วงหน้า ปี 2569 พบเจอปัญหาอะไรบ้าง แล้ว กกต. ออกมาแถลงต่อเรื่องนี้อย่างไร การเลือกตั้งล่วงหน้าเสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยปีนี้ มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าทั้งสิ้น 2,410,425 คน บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนแห่ออกมาใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของประชาชนที่ต้องการกำหนดอนาคตประเทศด้วยมือตัวเองแต่หลังจากปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้า ก็มีรายงานเรื่องปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้บนโซเชียลมีเดียทันที วันนี้ เราจะมาสรุปว่า เลือกตั้งล่วงหน้ารอบนี้ พบเจอปัญหาอะไรบ้าง เลือกตั้งล่วงหน้ามีปัญหาอะไรบ้าง ? เริ่มจากการรายงานข้อมูลของ Vote 62 ซึ่งเปิดระบบให้ผู้ไปใช้สิทธิ์รายงานปัญหา และความผิดปกติที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้งล่วงหน้า ผ่านระบบของ Vote 62 พบว่า จากการรายงานจำนวน 1,005 ราย 10 ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่รายงานเข้ามามากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เจ้าหน้าที่เขียนรหัสเขตเลือกตั้ง 4 ตัวบนหน้าซองผิด หรือไม่เขียนเลย จำนวน 637 รายปัญหานี้สอดคล้องกับการรายงานของ iLaw ที่ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยกรอกรหัสเขตเลือกตั้งผิด ซึ่งอาจทำให้บัตรเลือกตั้งถูกส่งไปผิดเขต และเสี่ยงต่อการนับคะแนนผิดเขตเลือกตั้ง โดยโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ต่อมากกว่าล้านแชร์บนดลกออนไลน์อันดับที่ 2 คือ เจ้าหน้าที่ไม่เซ็นชื่อบนรอยต่อซองจดหมาย 93 ราย แม้จะมีผู้ใช้สิทธิบางส่วนทักท้วงแล้ว แต่เจ้าหน้าที่บางหน่วยไม่ดำเนินการแก้ไข หรือ บางเขตเซ็นชื่อด้านบน ไม่ได้เซ็นบนรอยต่อ เสี่ยงทำให้ซองถูกเปิดออกได้ง่าย อันดับที่ 3 ลงทะเบียนล้วงหน้าแล้ว แต่ไม่พบชื่อ จำนวน 55 ราย อันดับที่ 4 เจ้าหน้าที่ไม่ปิดรอบต่อด้วยเทปใส 53 ราย อันดับที่ 5 เป็นอันดับร่วม พบ 3 ปัญหา ได้แก่ ไม่มีกระดานแนะนำผู้สมัครหรือพรรคการเมือง, ข้อมูลไม่ถูกต้อง, และ พบสถานการณ์ผิดปกติอื่น ๆ โดยแต่ละกรณีมีการรายงานเข้ามา อย่างละ 46 รายเท่ากัน อันดับที่ 8 เจ้าหน้าที่เขียนจังหวัด เลขเขตผิด/ไม่เขียน 45 ราย อันดับที่ 9 ความผิดปกติที่คูหาอื่น ๆ 39 ราย และอันดับที่ 10 พบการแจกบัตรเลือกตั้งผิดเขต 35 รายกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีการรายงานปัญหาเลือกตั้งล่วงหน้าเข้ามามากที่สุด อยู่ที่ 441 ราย รองลงมาคือ สมุทรปราการ 95 ราย และนนทบุรี 65 ราย กกต. ตอบก
อ่านต่อ >31

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
มติที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองต่าง ๆ 28 คน หลังตรวจสอบพบว่า เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิ เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งเหตุแห่งการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 มาตรา 35 (2) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงานฯ เร่งยกร่างคำวินิจฉัย ก่อนที่จะให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ต่อไปขณะที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ และสั่งให้ กกต. ส่งเรื่องการจัดทำประชามติคืนให้รัฐสภา เพื่อแก้ไขมติให้ถูกต้องตรงกับคำบังคับในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยผ่านทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมทั้งมีคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยมีคำสั่งให้ กกต. ระงับการจัดทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ไว้ทั้งหมดทั่วประเทศ ทั้งนี้ หากศาลฯ มีคำสั่งถอนชื่อไม่ทันวันเลือกตั้ง จะยังคงถือว่าทั้ง 28 คน เป็นผู้สมัคร สส. ซึ่งถ้าได้รับเลือกตั้งมา กกต.ก็จะไม่ประกาศรับรองผล และ สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่พร้อมกันนี้ กกต.เตรียมพิจารณาเอาผิดผู้สมัครฐานรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิสมัคร แต่ยังลงสมัครตามมาตรา 151 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และ ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 20 ปี ขณะที่ หัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบด้วย ในฐานะผู้ที่ลงนามรับรองการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งตามมาตรา 56 ของ พ.ร.ปว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มีโทษตามมาตรา 120 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี ทั้งนี้ นายเรืองไกร ระบุเหตุผลของการยื่นฟ้องคดี ว่าจากที่ได้ตรวจดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการจะแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เห็นว่ารัฐสภาจะต้องลงมติเห็นชอบในการตั้งคำถามประชามติ โดยใช้คำว่าเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่มติของรัฐสภาตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ด่วนที่สุด ลงวันที่ 12 ธ.ค. 2568 เรื่องการออกเสียงประชามติครั้งที่หนึ่ง เพื่อให้ค
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
โดยตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนมกราคม ภาคใต้จะได้รับอิทธิพลจาก “ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ” ซึ่งพัดพาเอาไอน้ำและความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้ามายังแผ่นดิน ทำให้มีฝนตกชุกทางแถบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกก่อนชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกจากนั้นพอเข้าเดือนกุมภาพันธ์ ก็จะเริ่มมี “ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้” พัดพาเอาไอน้ำ ความชื้นและความร้อนจากเส้นศูนย์สูตรผ่านอ่าวไทย เข้ามายังแผ่นดิน โดยจะเริ่มพัดปกคลุมภาคใต้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน พัดในช่วงฤดูร้อนนั่นเอง ทำให้มีอุณหภูมิสูงและมีฝนตกได้นั่นเอง และเมื่อเข้าฤดูฝน ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ก็จะเริ่มเปลี่ยนทิศเป็น “ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้” ซึ่งพัดพาเอาไอน้ำและความชื้นจากมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามันเข้ามายังแผ่นดิน โดยจะเริ่มพัดปกคลุม ในช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนกันยายน ทำให้เริ่มมีฝนตกชุกทางแถบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกก่อนชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกทั้งเรื่องของลักษณะภูมิประเทศและทิศทางลมในแต่ละฤดู เป็นเหตุผลที่ทำให้ภาคใต้ไม่ว่าจะฝั่งอ่าวไทยหรืออันดามัน ถึงฝนชุกได้เกือบตลอดปีนั่นเอง
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ในช่วงต้นปีของทุกปี ประเทศไทยมักเผชิญกับปัญหาค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่เอื้อต่อการกักเก็บฝุ่นละอองไว้ใกล้พื้นดิน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้างดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า ระดับฝุ่น PM2.5 ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลัก 4 ประการ ได้แก่ แหล่งกำเนิดมลพิษ อุณหภูมิ ความเร็วลม และความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ โดยปัจจัยแรก คือแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น แก๊สโซลีน น้ำมันดีเซล รวมถึงการเผาตอซัง ฟางข้าว วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการเผาในที่โล่ง เช่น ไฟป่า แหล่งกำเนิดเหล่านี้ก่อให้เกิดอนุภาคขนาดเล็กที่ลอยสะสมอยู่ในบรรยากาศปัจจัยที่สอง คืออุณหภูมิในบรรยากาศ หากอุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส และมีมวลอากาศเย็นปกคลุมใกล้พื้นดิน จะส่งผลให้ฝุ่น PM2.5 สะสมในระดับสูงขึ้น เนื่องจากอากาศเย็นมีลักษณะกดทับและกักเก็บมลพิษไว้ใกล้พื้นผิวโลกปัจจัยที่สาม คือความเร็วลม โดยเฉพาะลมในแนวราบ หากมีความเร็วต่ำกว่า 3 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะทำให้ฝุ่นไม่สามารถกระจายตัวออกไปได้ ส่งผลให้เกิดการสะสมและเพิ่มความรุนแรงของมลพิษทางอากาศ ปัจจัยสุดท้าย คือความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ซึ่งพบว่าหากอยู่ในช่วง 50-84% ระดับฝุ่นจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอนุภาคฝุ่นสามารถจับตัวกับความชื้นได้ดี แต่หากความชื้นสัมพัทธ์อยู่ในช่วง 30-50% จะช่วยลดระดับฝุ่นลง เนื่องจากเอื้อต่อการกระจายตัวของมลพิษในบรรยากาศ ทั้งนี้ ประเทศที่มีลักษณะอากาศร้อนชื้นจึงมักประสบปัญหาฝุ่นละอองสูงกว่าประเทศเขตหนาวดร.สนธิ ระบุเพิ่มเติมว่า แม้สภาพอากาศจะเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง แต่สิ่งที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมมือกันทำได้ คือการลดและควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นจากต้นทาง ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน
อ่านต่อ >18