
#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
เมื่อปัญญาประดิษฐ์เริ่มทำงานแทนมนุษย์ ขณะที่การแข่งขันของมหาอำนาจกำลังเปลี่ยนกติกาการค้า ผู้ประกอบการจึงต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ไปพร้อมกัน คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้ร่วมบรรยายและนำเสนอแนวคิดธุรกิจไทยต้องเร่งนำเทคโนโลยีใหม่มาเพิ่มขีดความสามารถ พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือและกระจายคู่ค้า เพื่อรักษาโอกาสเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกโดยคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ได้กล่าวภายในงาน TNN Future Forum 2026 เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ในหัวข้อ The Entrepreneur’s Next Move: Winning in a Changing World จากจุดเปลี่ยนโลก สู่โอกาสใหม่ โดยนำประเด็นจากการเข้าร่วมประชุมซัมเมอร์ดาวอส (Summer Davos) ที่ประเทศจีน มาอธิบายถึงทิศทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศและทุกบริษัทจะได้รับประโยชน์เท่ากัน เพราะผู้ที่ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้จะมีโอกาสขยายตัว ขณะที่ผู้ซึ่งยังพึ่งพารูปแบบธุรกิจเดิมอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น จนช่องว่างระหว่างผู้ที่ปรับตัวทันกับผู้ที่ตามไม่ทันขยายกว้างออกไป"โลกของเราเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกแล้ว แต่เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4" เทคโนโลยีเปลี่ยนทั้งการผลิตและพฤติกรรมลูกค้าคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อธิบายว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ไม่ได้มีเพียงปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) แต่ยังรวมถึงการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) เทคโนโลยีความจริงเสริมและความจริงเสมือน (AR/VR) อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต (IoT) บล็อกเชน (Blockchain) และอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานชุดใหม่ที่จะเปลี่ยนวิธีดำเนินธุรกิจและความต้องการของผู้บริโภคโอกาสจึงไม่ได้อยู่เพียงการนำเครื่องมือใหม่มาใช้ในงานเดิม แต่รวมถึงการปรับวิธีผลิต การส่งมอบสินค้า และการให้บริการ ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ การพิมพ์สามมิติ หากอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งขาดอะไหล่ ผู้ใช้อาจส่งไฟล์แบบชิ้นส่วนไปยังผู้ให้บริการพิมพ์สามมิติใกล้บ้าน เพื่อผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการ แทนการพึ่งพาการสั่งซื้อและขนส่งผ่านห่วงโซ่อุปทานหลายทอดในภาพอนาคตคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา มองว่าไฟล์รูปดิจ
อ่านต่อ >10

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นวันนี้ (11 กันยายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยมีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้บริหารส่วนราชการ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมนายกรัฐมนตรีแถลงความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นคดีสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการไทย โดยย้ำว่า คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด อยู่ระหว่างดำเนินการขยายผลในทุกรูปแบบ การดำเนินการที่เสร็จสิ้นเป็นเพียงส่วนของกระทรวงมหาดไทย โดยมีการแจ้งชื่อทั้งหมดไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เพิกถอนผู้ที่มีคะแนนผิดปกติออกจากตำแหน่ง ขณะที่การดำเนินคดีทุจริตการสอบท้องถิ่นมีการทำงานที่กว้างกว่านั้นมาก นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาได้จัดทำ MOU 7 หน่วยงาน เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ โดยการดำเนินงานในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) สำนักงานตำรวจเเห่งชาติยึดและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงรวมกว่า 320.86 ล้านบาทผลจากการบูรณาการความร่วมมือ ทำให้สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้ว มูลค่ารวมกว่า 320 ล้านบาท ขณะที่สำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนและวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สิน รวมทั้งประสานข้อมูลและพยานหลักฐานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมโยงและขยายผลการดำเนินคดีต่อไปรัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายปกป้อง หรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำผิด“ขอถือโอกาสนี้ ยืนยันต่อหน่วยงานภาครัฐ และพี่น้องประชาชนอย่างชัดเจนที่ส
อ่านต่อ >15

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“ศุภจี” หารือภาคเอกชนไทย-อินเดีย เดินหน้า “Co-creation” ปูทางอัพเดท FTA เพื่อรองรับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเวที India–Thailand Regional Co-creation Partnership ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี หารือร่วมกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนอินเดีย เพื่อรับฟังข้อเสนอและอุปสรรค พร้อมหาแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และบริการ จากความสัมพันธ์แบบ “คู่ค้า” สู่ “Co-creation” หรือการร่วมสร้าง โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนภาครัฐ และภาคเอกชนไทย–อินเดียเข้าร่วมนางศุภจีกล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ไทยและอินเดียจำเป็นต้องมองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในมิติใหม่ โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต้องนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาเชื่อมโยงและสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน โดยเฉพาะการทำให้ไทยและอินเดียเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ของกันและกัน“การค้าระหว่างไทยกับอินเดียในปัจจุบันยังไม่สมดุล โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุล ดังนั้น หากต้องการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว ทั้งสองประเทศต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันและมีความสมดุลมากขึ้น”นางศุภจีกล่าวว่า แนวทางสำคัญของบทใหม่ความสัมพันธ์ไทย–อินเดีย คือ Co-creation ซึ่งไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไทยไปขายในอินเดีย หรือให้อินเดียเข้ามาลงทุนในไทย แต่เป็นการนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาเติมเต็มกัน ร่วมกันพัฒนาสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ ก่อนขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม“เราไม่ได้ต้องการเพียงขายสินค้าให้กับอินเดีย หรือให้อินเดียขายสินค้าให้กับไทย แต่ต้องการ ขายร่วมกับอินเดียไปสู่ตลาดโลก โดยใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน” สำหรับสาขาที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นความร่วมมือแบบ Co-creation ได้แก่ อาหารแห่งอนาคตและ Nutraceutical อาหารและความมั่นคงทางอาหาร เภสัชภัณฑ์ โลจิสติกส์และ Cold Chain พลังงานสีเขียว วัสดุก่อสร้างสีเขียว อุตสาหกรรมอวกาศ และบริการ โดยมีการหารือถึงการนำวัตถุดิบ เทคโนโลยี องค์ความรู้ และมาตรฐานของทั้งสองประเทศมาพัฒนาร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสในตลาดโลกนอกจากนี้ ยังมีโอกาสด้านบริการและระบบชำระเงิน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบ UPI ของอินเดียกับระบบการชำระเงินของไทย รวมถึงการส่งเสริมการ
อ่านต่อ >15

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เชื่อแยกแยะระหว่างพฤติกรรมของบุคคล-คุณค่าทางศาสนาได้วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า วัดดังกล่าวเป็นสถานที่สำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และการท่องเที่ยว มีพระนอนอันเป็นที่เคารพสักการะ พระราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ รวมถึงพระปรางค์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความงดงาม จึงถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ส่วนกรณีประเด็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายในวัดนั้น เห็นว่าประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถแยกแยะระหว่างพฤติกรรมของบุคคลกับคุณค่าทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และความศรัทธาที่มีต่อสถานที่ได้ โดยเชื่อมั่นว่าวัดพุทไธศวรรย์จะยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นสถานที่ที่ประชาชนเดินทางมากราบไหว้และเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง
อ่านต่อ >30

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
เมื่อปัญญาประดิษฐ์เริ่มทำงานแทนมนุษย์ ขณะที่การแข่งขันของมหาอำนาจกำลังเปลี่ยนกติกาการค้า ผู้ประกอบการจึงต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ไปพร้อมกัน คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้ร่วมบรรยายและนำเสนอแนวคิดธุรกิจไทยต้องเร่งนำเทคโนโลยีใหม่มาเพิ่มขีดความสามารถ พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือและกระจายคู่ค้า เพื่อรักษาโอกาสเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกโดยคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ได้กล่าวภายในงาน TNN Future Forum 2026 เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ในหัวข้อ The Entrepreneur’s Next Move: Winning in a Changing World จากจุดเปลี่ยนโลก สู่โอกาสใหม่ โดยนำประเด็นจากการเข้าร่วมประชุมซัมเมอร์ดาวอส (Summer Davos) ที่ประเทศจีน มาอธิบายถึงทิศทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศและทุกบริษัทจะได้รับประโยชน์เท่ากัน เพราะผู้ที่ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้จะมีโอกาสขยายตัว ขณะที่ผู้ซึ่งยังพึ่งพารูปแบบธุรกิจเดิมอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น จนช่องว่างระหว่างผู้ที่ปรับตัวทันกับผู้ที่ตามไม่ทันขยายกว้างออกไป"โลกของเราเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกแล้ว แต่เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4" เทคโนโลยีเปลี่ยนทั้งการผลิตและพฤติกรรมลูกค้าคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อธิบายว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ไม่ได้มีเพียงปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) แต่ยังรวมถึงการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) เทคโนโลยีความจริงเสริมและความจริงเสมือน (AR/VR) อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต (IoT) บล็อกเชน (Blockchain) และอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานชุดใหม่ที่จะเปลี่ยนวิธีดำเนินธุรกิจและความต้องการของผู้บริโภคโอกาสจึงไม่ได้อยู่เพียงการนำเครื่องมือใหม่มาใช้ในงานเดิม แต่รวมถึงการปรับวิธีผลิต การส่งมอบสินค้า และการให้บริการ ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ การพิมพ์สามมิติ หากอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งขาดอะไหล่ ผู้ใช้อาจส่งไฟล์แบบชิ้นส่วนไปยังผู้ให้บริการพิมพ์สามมิติใกล้บ้าน เพื่อผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการ แทนการพึ่งพาการสั่งซื้อและขนส่งผ่านห่วงโซ่อุปทานหลายทอดในภาพอนาคตคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา มองว่าไฟล์รูปดิจ
อ่านต่อ >10

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นวันนี้ (11 กันยายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยมีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้บริหารส่วนราชการ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมนายกรัฐมนตรีแถลงความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นคดีสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการไทย โดยย้ำว่า คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด อยู่ระหว่างดำเนินการขยายผลในทุกรูปแบบ การดำเนินการที่เสร็จสิ้นเป็นเพียงส่วนของกระทรวงมหาดไทย โดยมีการแจ้งชื่อทั้งหมดไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เพิกถอนผู้ที่มีคะแนนผิดปกติออกจากตำแหน่ง ขณะที่การดำเนินคดีทุจริตการสอบท้องถิ่นมีการทำงานที่กว้างกว่านั้นมาก นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาได้จัดทำ MOU 7 หน่วยงาน เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ โดยการดำเนินงานในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) สำนักงานตำรวจเเห่งชาติยึดและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงรวมกว่า 320.86 ล้านบาทผลจากการบูรณาการความร่วมมือ ทำให้สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้ว มูลค่ารวมกว่า 320 ล้านบาท ขณะที่สำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนและวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สิน รวมทั้งประสานข้อมูลและพยานหลักฐานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมโยงและขยายผลการดำเนินคดีต่อไปรัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายปกป้อง หรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำผิด“ขอถือโอกาสนี้ ยืนยันต่อหน่วยงานภาครัฐ และพี่น้องประชาชนอย่างชัดเจนที่ส
อ่านต่อ >15

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“ศุภจี” หารือภาคเอกชนไทย-อินเดีย เดินหน้า “Co-creation” ปูทางอัพเดท FTA เพื่อรองรับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเวที India–Thailand Regional Co-creation Partnership ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี หารือร่วมกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนอินเดีย เพื่อรับฟังข้อเสนอและอุปสรรค พร้อมหาแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และบริการ จากความสัมพันธ์แบบ “คู่ค้า” สู่ “Co-creation” หรือการร่วมสร้าง โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนภาครัฐ และภาคเอกชนไทย–อินเดียเข้าร่วมนางศุภจีกล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ไทยและอินเดียจำเป็นต้องมองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในมิติใหม่ โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต้องนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาเชื่อมโยงและสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน โดยเฉพาะการทำให้ไทยและอินเดียเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ของกันและกัน“การค้าระหว่างไทยกับอินเดียในปัจจุบันยังไม่สมดุล โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุล ดังนั้น หากต้องการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว ทั้งสองประเทศต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันและมีความสมดุลมากขึ้น”นางศุภจีกล่าวว่า แนวทางสำคัญของบทใหม่ความสัมพันธ์ไทย–อินเดีย คือ Co-creation ซึ่งไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไทยไปขายในอินเดีย หรือให้อินเดียเข้ามาลงทุนในไทย แต่เป็นการนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาเติมเต็มกัน ร่วมกันพัฒนาสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ ก่อนขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม“เราไม่ได้ต้องการเพียงขายสินค้าให้กับอินเดีย หรือให้อินเดียขายสินค้าให้กับไทย แต่ต้องการ ขายร่วมกับอินเดียไปสู่ตลาดโลก โดยใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน” สำหรับสาขาที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นความร่วมมือแบบ Co-creation ได้แก่ อาหารแห่งอนาคตและ Nutraceutical อาหารและความมั่นคงทางอาหาร เภสัชภัณฑ์ โลจิสติกส์และ Cold Chain พลังงานสีเขียว วัสดุก่อสร้างสีเขียว อุตสาหกรรมอวกาศ และบริการ โดยมีการหารือถึงการนำวัตถุดิบ เทคโนโลยี องค์ความรู้ และมาตรฐานของทั้งสองประเทศมาพัฒนาร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสในตลาดโลกนอกจากนี้ ยังมีโอกาสด้านบริการและระบบชำระเงิน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบ UPI ของอินเดียกับระบบการชำระเงินของไทย รวมถึงการส่งเสริมการ
อ่านต่อ >15

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เชื่อแยกแยะระหว่างพฤติกรรมของบุคคล-คุณค่าทางศาสนาได้วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า วัดดังกล่าวเป็นสถานที่สำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และการท่องเที่ยว มีพระนอนอันเป็นที่เคารพสักการะ พระราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ รวมถึงพระปรางค์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความงดงาม จึงถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ส่วนกรณีประเด็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายในวัดนั้น เห็นว่าประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถแยกแยะระหว่างพฤติกรรมของบุคคลกับคุณค่าทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และความศรัทธาที่มีต่อสถานที่ได้ โดยเชื่อมั่นว่าวัดพุทไธศวรรย์จะยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นสถานที่ที่ประชาชนเดินทางมากราบไหว้และเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง
อ่านต่อ >30

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
เมื่อปัญญาประดิษฐ์เริ่มทำงานแทนมนุษย์ ขณะที่การแข่งขันของมหาอำนาจกำลังเปลี่ยนกติกาการค้า ผู้ประกอบการจึงต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ไปพร้อมกัน คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้ร่วมบรรยายและนำเสนอแนวคิดธุรกิจไทยต้องเร่งนำเทคโนโลยีใหม่มาเพิ่มขีดความสามารถ พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือและกระจายคู่ค้า เพื่อรักษาโอกาสเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกโดยคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ได้กล่าวภายในงาน TNN Future Forum 2026 เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ในหัวข้อ The Entrepreneur’s Next Move: Winning in a Changing World จากจุดเปลี่ยนโลก สู่โอกาสใหม่ โดยนำประเด็นจากการเข้าร่วมประชุมซัมเมอร์ดาวอส (Summer Davos) ที่ประเทศจีน มาอธิบายถึงทิศทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศและทุกบริษัทจะได้รับประโยชน์เท่ากัน เพราะผู้ที่ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้จะมีโอกาสขยายตัว ขณะที่ผู้ซึ่งยังพึ่งพารูปแบบธุรกิจเดิมอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น จนช่องว่างระหว่างผู้ที่ปรับตัวทันกับผู้ที่ตามไม่ทันขยายกว้างออกไป"โลกของเราเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกแล้ว แต่เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4" เทคโนโลยีเปลี่ยนทั้งการผลิตและพฤติกรรมลูกค้าคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อธิบายว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ไม่ได้มีเพียงปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) แต่ยังรวมถึงการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) เทคโนโลยีความจริงเสริมและความจริงเสมือน (AR/VR) อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต (IoT) บล็อกเชน (Blockchain) และอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานชุดใหม่ที่จะเปลี่ยนวิธีดำเนินธุรกิจและความต้องการของผู้บริโภคโอกาสจึงไม่ได้อยู่เพียงการนำเครื่องมือใหม่มาใช้ในงานเดิม แต่รวมถึงการปรับวิธีผลิต การส่งมอบสินค้า และการให้บริการ ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ การพิมพ์สามมิติ หากอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งขาดอะไหล่ ผู้ใช้อาจส่งไฟล์แบบชิ้นส่วนไปยังผู้ให้บริการพิมพ์สามมิติใกล้บ้าน เพื่อผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการ แทนการพึ่งพาการสั่งซื้อและขนส่งผ่านห่วงโซ่อุปทานหลายทอดในภาพอนาคตคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา มองว่าไฟล์รูปดิจ
อ่านต่อ >10