
#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
รัฐบาลเดินหน้ามาตรการปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางปรับโครงสร้างบุคลากรและหน่วยงาน โดยกำหนดเป้าหมายลดอัตรากำลังข้าราชการลงร้อยละ 15 ภายในปีงบประมาณ 2575 รวมถึงลดจำนวนหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคร้อยละ 10 ภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและบริหารงบประมาณภาครัฐให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการคลังของประเทศดร.นนฤทธิ์ พิสิฐบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ให้สัมภาษณ์รายการ “คนชนข่าว” ทาง TNN ช่อง 16 ว่า การเดินหน้าปฏิรูปกำลังคนภาครัฐมีความจำเป็น เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มฐานะการคลังและหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ซึ่งมีทิศทางเพิ่มขึ้นดร.นนฤทธิ์ระบุว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 65 ต่อ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มเข้าใกล้ระดับร้อยละ 70 ในอนาคต หากเศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ หรือวิกฤตด้านอื่น จึงเห็นด้วยกับหลักการที่ภาครัฐต้องบริหารรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรอย่างจริงจังยุบ 11 สายงาน ใช้วิธีทยอยลด ไม่กระทบคนทันทีหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปรับลด 11 สายงานภาครัฐ ซึ่งมีตัวอย่างสายงานด้านประชาสัมพันธ์ โสตทัศนศึกษา ห้องสมุด ช่างภาพ บรรณารักษ์ และผู้ประกาศข่าว โดยแนวทางไม่ได้หมายถึงการให้ออกจากราชการทันที แต่จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปเมื่อบุคลากรในตำแหน่งดังกล่าวเกษียณอายุหรือย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่น จะไม่เปิดรับบุคลากรใหม่เข้ามาทดแทนในตำแหน่งเดิม เพื่อทยอยลดกรอบอัตรากำลังตามแผนดร.นนฤทธิ์มองว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากบางภารกิจสามารถบูรณาการระหว่างหน่วยงาน รวมถึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้ภาครัฐสามารถจัดสรรบุคลากรและงบประมาณได้เหมาะสมขึ้นอย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามคือ หลังยุบตำแหน่งแล้วจะมีการจ้างงานในรูปแบบอื่นเข้ามาทดแทนมากน้อยเพียงใด เพราะหากลดกรอบข้าราชการ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายจากพนักงานภาครัฐ ลูกจ้าง หรือการทำสัญญาจ้างในระดับใกล้เคียงเดิม เป้าหมายด้านการลดภาระงบประมาณอาจเกิดผลได้ไม่เต็มที่ Early Retirement อายุ 40 ปี ต้องดูความคุ้มค่าทางการคลังอีกแนวทางคือโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retirement สำหรับบุคลากรบางกลุ่มตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป โดยภาครัฐอาจจัดแพ็กเกจ
อ่านต่อ >21

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
นายกฯ ขับเครื่องบินส่วนตัว เข้าตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เดินทางไปยังกองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา โดยเป็นผู้ขับเครื่องบินส่วนตัว Socata TBM 930 ด้วยตนเอง พร้อมด้วยพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อตรวจเยี่ยมหน่วยบินทางยุทธวิธี โดยมีพลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีมาถึง ได้ขึ้นแท่นรับความเคารพจากกองทหารเกียรติยศ มีเครื่องบิน F-16 บินผ่านเพื่อแสดงการต้อนรับ ก่อนชมการสาธิตภารกิจทางอากาศ โดยเครื่องบิน F-16 จำนวน 4 เครื่อง จำลองการโจมตีทางอากาศทั้งอากาศสู่พื้น (Air-to-Ground) และอากาศสู่อากาศ (Air-to-Air) รวมถึงการค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescue) โดยเฮลิคอปเตอร์ H225Mโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมผู้บังคับบัญชา กำลังพล และเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศที่ทุ่มเทเสียสละ โดยเฉพาะการปฏิบัติภารกิจบินขับไล่เพื่อปกป้องอธิปไตยและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพอากาศให้ดำรงศักยภาพในระดับสูงสุด มอบนโยบายสำคัญ ดังนี้- พัฒนาขีดความสามารถทางอากาศ ผลักดันการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศ และอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ (โดรนโจมตี) เพื่อยกระดับศักยภาพการปฏิบัติการทางอากาศ ควบคู่กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมและบุคลากรไทย- ยกระดับกิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง พัฒนาระบบลาดตระเวนและเฝ้าระวังทางอวกาศ พร้อมผลักดันศูนย์ประสานงานการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม- บรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน บูรณาการกำลังพลและยุทโธปกรณ์ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์- เชื่อมโยงกำลังรบ เร่งพัฒนา Tactical Data Link สู่ National Link เชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทย สนับสนุนแนวคิด “One Team ทัพไทย” ให้ทั้ง 3 เหล่าทัพปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ- พัฒนาอุตสาหกร
อ่านต่อ >17

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
แจง “ยิงโจรขึ้นบ้าน” มีความผิด?พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีการนำคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเหตุผู้บุกรุกเข้าไปในบ้านพักและมีการใช้อาวุธปืนจนผู้บุกรุกเสียชีวิต ไปเผยแพร่และตีความทางสื่อสังคมออนไลน์ ขอชี้แจงว่า เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าผู้ยิงมีความผิดหรือไม่ อย่างไรตามประมวลกฎหมายอาญา การใช้อาวุธปืนยิงบุคคลอื่นโดยเจตนาและเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดยหลักย่อมเป็นการกระทำที่กฎหมายกำหนดเป็นความผิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ใน มาตรา 68 เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ระบุว่า ผู้ใดจำเป็นต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด ในทางกลับกัน หากภยันตรายนั้นสิ้นสุดลงแล้ว หรือไม่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึงอีกต่อไป แต่ยังมีการติดตามไปใช้กำลังหรือใช้อาวุธ ก็ต้องพิจารณาแตกต่างออกไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี รวมทั้งกรณีหากการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลก็จะพิจารณาตามข้อเท้จจริงของแต่ละคดีเช่นกันกระบวนการดำเนินคดีพล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกระบวนการดำเนินคดี เมื่อมีผู้เสียชีวิตจากการใช้อาวุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องตรวจสถานที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ สอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าขณะเกิดเหตุมีภยันตรายใกล้จะถึงหรือไม่ ผู้เสียชีวิตมีพฤติการณ์อย่างไร และการตอบโต้ของผู้ใช้อาวุธพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ โดยการที่ตำรวจต้องดำเนินการสอบสวน เป็นกระบวนการตามกฎหมายเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย การวินิจฉัยในแต่ละขั้นตอนเป็นหน้าที่ของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และหากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล ก็เป็นอำนาจของศาลที่จะวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดดังนั้น สาระสำคัญของคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่การบอกว่า ผู้บุกรุกเข้าบ้านแล้วเจ้าของบ้านไม่มีสิทธิป้องกันตัว แต่เป็นการย้ำหลั
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กกพ. มีมติปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประจำงวดเดือนกันยายน 2569 ลงเหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย จากเดิม 3.95 บาทต่อหน่วย พร้อมยกเลิกการเก็บค่าไฟถนนที่เป็นต้นทุนแฝงมานานกว่า 30 ปี ออกจากบิลประชาชน และเดินหน้าโครงสร้างใหม่ อุดหนุนค่าไฟบ้านช่วง 200 หน่วยแรก ไม่เกินหน่วยละ 3 บาท ปลดล็อกต้นทุนแฝงตัด "ค่าไฟฟ้าสาธารณะ" เซฟเงินประชาชนปีละ 1.8 หมื่นล้านนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็น การปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าว่า กกพ. ได้เตรียมแจ้งมติไปยัง 3 การไฟฟ้าเพื่อปฏิบัติตาม ส่งผลให้ บิลค่าไฟงวดเดือน ก.ย. 2569 ปรับลดลงทันทีประมาณ 6 สตางค์/หน่วยอัตราค่าไฟเฉลี่ยใหม่ เหลือประมาณ 3.89 บาทต่อหน่วย (จากเดิม 3.95 บาทต่อหน่วย ไม่รวม VAT) โดยจะ นำค่าใช้จ่าย "ไฟฟ้าสาธารณะ" (ไฟถนน) ออกจากอัตราค่าไฟฟ้าฐาน ตัดภาระต้นทุนแฝงที่ประชาชนต้องแบกรับมานานกว่า 30 ปี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านบาทต่อปีค่าไฟฟ้าฐานใหม่ ปรับลดจาก 3.78 บาท เหลือ 3.72 บาทต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าเอฟที (Ft) แล้ว ทำให้ค่าไฟเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 3.89 บาทต่อหน่วยเฮ! สูตรใหม่ "ค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท"นอกจากนี้ กกพ. ยังได้ปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบนโยบายของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยกำหนดให้ อัตราค่าพลังงานไฟฟ้าช่วง 200 หน่วยแรก ไม่เกินหน่วยละ 3 บาท กลุ่มที่ได้รับสิทธิ์ครอบคลุมผู้ใช้ไฟบ้านทุกกลุ่ม:1.ผู้ใช้ไฟฟ้ามิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมแปร์: ประเภท 1.1 (กฟน.) และ ประเภท 1.1.1 (กฟภ.)2. ผู้ใช้ไฟฟ้ามิเตอร์เกิน 5 แอมแปร์: ประเภท 1.2 (กฟน.) และ ประเภท 1.1.2 (กฟภ.)หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าส่วนที่เกินตั้งแต่ 201–400 หน่วย และ 401 หน่วยขึ้นไป ยังคงคิดในอัตราเดิมสรุปที่มาของงบประมาณอุดหนุนการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ช่วยลดภาระให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยการนำเงินส่วนนี้ไปบริหารจัดการค่าไฟสาธารณะแยกต่างหาก ส่วนเงินที่ใช้อุดหนุนโครงการ "ค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท" จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากทั้ง 3 การไฟฟ้า เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของครัวเรือนไทยอย่างยั่งยืน
อ่านต่อ >28

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
รัฐบาลเดินหน้ามาตรการปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางปรับโครงสร้างบุคลากรและหน่วยงาน โดยกำหนดเป้าหมายลดอัตรากำลังข้าราชการลงร้อยละ 15 ภายในปีงบประมาณ 2575 รวมถึงลดจำนวนหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคร้อยละ 10 ภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและบริหารงบประมาณภาครัฐให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการคลังของประเทศดร.นนฤทธิ์ พิสิฐบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ให้สัมภาษณ์รายการ “คนชนข่าว” ทาง TNN ช่อง 16 ว่า การเดินหน้าปฏิรูปกำลังคนภาครัฐมีความจำเป็น เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มฐานะการคลังและหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ซึ่งมีทิศทางเพิ่มขึ้นดร.นนฤทธิ์ระบุว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 65 ต่อ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มเข้าใกล้ระดับร้อยละ 70 ในอนาคต หากเศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ หรือวิกฤตด้านอื่น จึงเห็นด้วยกับหลักการที่ภาครัฐต้องบริหารรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรอย่างจริงจังยุบ 11 สายงาน ใช้วิธีทยอยลด ไม่กระทบคนทันทีหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปรับลด 11 สายงานภาครัฐ ซึ่งมีตัวอย่างสายงานด้านประชาสัมพันธ์ โสตทัศนศึกษา ห้องสมุด ช่างภาพ บรรณารักษ์ และผู้ประกาศข่าว โดยแนวทางไม่ได้หมายถึงการให้ออกจากราชการทันที แต่จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปเมื่อบุคลากรในตำแหน่งดังกล่าวเกษียณอายุหรือย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่น จะไม่เปิดรับบุคลากรใหม่เข้ามาทดแทนในตำแหน่งเดิม เพื่อทยอยลดกรอบอัตรากำลังตามแผนดร.นนฤทธิ์มองว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากบางภารกิจสามารถบูรณาการระหว่างหน่วยงาน รวมถึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้ภาครัฐสามารถจัดสรรบุคลากรและงบประมาณได้เหมาะสมขึ้นอย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามคือ หลังยุบตำแหน่งแล้วจะมีการจ้างงานในรูปแบบอื่นเข้ามาทดแทนมากน้อยเพียงใด เพราะหากลดกรอบข้าราชการ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายจากพนักงานภาครัฐ ลูกจ้าง หรือการทำสัญญาจ้างในระดับใกล้เคียงเดิม เป้าหมายด้านการลดภาระงบประมาณอาจเกิดผลได้ไม่เต็มที่ Early Retirement อายุ 40 ปี ต้องดูความคุ้มค่าทางการคลังอีกแนวทางคือโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retirement สำหรับบุคลากรบางกลุ่มตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป โดยภาครัฐอาจจัดแพ็กเกจ
อ่านต่อ >21

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
นายกฯ ขับเครื่องบินส่วนตัว เข้าตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เดินทางไปยังกองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา โดยเป็นผู้ขับเครื่องบินส่วนตัว Socata TBM 930 ด้วยตนเอง พร้อมด้วยพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อตรวจเยี่ยมหน่วยบินทางยุทธวิธี โดยมีพลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีมาถึง ได้ขึ้นแท่นรับความเคารพจากกองทหารเกียรติยศ มีเครื่องบิน F-16 บินผ่านเพื่อแสดงการต้อนรับ ก่อนชมการสาธิตภารกิจทางอากาศ โดยเครื่องบิน F-16 จำนวน 4 เครื่อง จำลองการโจมตีทางอากาศทั้งอากาศสู่พื้น (Air-to-Ground) และอากาศสู่อากาศ (Air-to-Air) รวมถึงการค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescue) โดยเฮลิคอปเตอร์ H225Mโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมผู้บังคับบัญชา กำลังพล และเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศที่ทุ่มเทเสียสละ โดยเฉพาะการปฏิบัติภารกิจบินขับไล่เพื่อปกป้องอธิปไตยและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพอากาศให้ดำรงศักยภาพในระดับสูงสุด มอบนโยบายสำคัญ ดังนี้- พัฒนาขีดความสามารถทางอากาศ ผลักดันการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศ และอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ (โดรนโจมตี) เพื่อยกระดับศักยภาพการปฏิบัติการทางอากาศ ควบคู่กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมและบุคลากรไทย- ยกระดับกิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง พัฒนาระบบลาดตระเวนและเฝ้าระวังทางอวกาศ พร้อมผลักดันศูนย์ประสานงานการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม- บรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน บูรณาการกำลังพลและยุทโธปกรณ์ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์- เชื่อมโยงกำลังรบ เร่งพัฒนา Tactical Data Link สู่ National Link เชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทย สนับสนุนแนวคิด “One Team ทัพไทย” ให้ทั้ง 3 เหล่าทัพปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ- พัฒนาอุตสาหกร
อ่านต่อ >17

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
แจง “ยิงโจรขึ้นบ้าน” มีความผิด?พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีการนำคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเหตุผู้บุกรุกเข้าไปในบ้านพักและมีการใช้อาวุธปืนจนผู้บุกรุกเสียชีวิต ไปเผยแพร่และตีความทางสื่อสังคมออนไลน์ ขอชี้แจงว่า เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าผู้ยิงมีความผิดหรือไม่ อย่างไรตามประมวลกฎหมายอาญา การใช้อาวุธปืนยิงบุคคลอื่นโดยเจตนาและเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดยหลักย่อมเป็นการกระทำที่กฎหมายกำหนดเป็นความผิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ใน มาตรา 68 เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ระบุว่า ผู้ใดจำเป็นต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด ในทางกลับกัน หากภยันตรายนั้นสิ้นสุดลงแล้ว หรือไม่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึงอีกต่อไป แต่ยังมีการติดตามไปใช้กำลังหรือใช้อาวุธ ก็ต้องพิจารณาแตกต่างออกไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี รวมทั้งกรณีหากการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลก็จะพิจารณาตามข้อเท้จจริงของแต่ละคดีเช่นกันกระบวนการดำเนินคดีพล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกระบวนการดำเนินคดี เมื่อมีผู้เสียชีวิตจากการใช้อาวุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องตรวจสถานที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ สอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าขณะเกิดเหตุมีภยันตรายใกล้จะถึงหรือไม่ ผู้เสียชีวิตมีพฤติการณ์อย่างไร และการตอบโต้ของผู้ใช้อาวุธพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ โดยการที่ตำรวจต้องดำเนินการสอบสวน เป็นกระบวนการตามกฎหมายเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย การวินิจฉัยในแต่ละขั้นตอนเป็นหน้าที่ของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และหากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล ก็เป็นอำนาจของศาลที่จะวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดดังนั้น สาระสำคัญของคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่การบอกว่า ผู้บุกรุกเข้าบ้านแล้วเจ้าของบ้านไม่มีสิทธิป้องกันตัว แต่เป็นการย้ำหลั
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กกพ. มีมติปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประจำงวดเดือนกันยายน 2569 ลงเหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย จากเดิม 3.95 บาทต่อหน่วย พร้อมยกเลิกการเก็บค่าไฟถนนที่เป็นต้นทุนแฝงมานานกว่า 30 ปี ออกจากบิลประชาชน และเดินหน้าโครงสร้างใหม่ อุดหนุนค่าไฟบ้านช่วง 200 หน่วยแรก ไม่เกินหน่วยละ 3 บาท ปลดล็อกต้นทุนแฝงตัด "ค่าไฟฟ้าสาธารณะ" เซฟเงินประชาชนปีละ 1.8 หมื่นล้านนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็น การปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าว่า กกพ. ได้เตรียมแจ้งมติไปยัง 3 การไฟฟ้าเพื่อปฏิบัติตาม ส่งผลให้ บิลค่าไฟงวดเดือน ก.ย. 2569 ปรับลดลงทันทีประมาณ 6 สตางค์/หน่วยอัตราค่าไฟเฉลี่ยใหม่ เหลือประมาณ 3.89 บาทต่อหน่วย (จากเดิม 3.95 บาทต่อหน่วย ไม่รวม VAT) โดยจะ นำค่าใช้จ่าย "ไฟฟ้าสาธารณะ" (ไฟถนน) ออกจากอัตราค่าไฟฟ้าฐาน ตัดภาระต้นทุนแฝงที่ประชาชนต้องแบกรับมานานกว่า 30 ปี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านบาทต่อปีค่าไฟฟ้าฐานใหม่ ปรับลดจาก 3.78 บาท เหลือ 3.72 บาทต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าเอฟที (Ft) แล้ว ทำให้ค่าไฟเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 3.89 บาทต่อหน่วยเฮ! สูตรใหม่ "ค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท"นอกจากนี้ กกพ. ยังได้ปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบนโยบายของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยกำหนดให้ อัตราค่าพลังงานไฟฟ้าช่วง 200 หน่วยแรก ไม่เกินหน่วยละ 3 บาท กลุ่มที่ได้รับสิทธิ์ครอบคลุมผู้ใช้ไฟบ้านทุกกลุ่ม:1.ผู้ใช้ไฟฟ้ามิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมแปร์: ประเภท 1.1 (กฟน.) และ ประเภท 1.1.1 (กฟภ.)2. ผู้ใช้ไฟฟ้ามิเตอร์เกิน 5 แอมแปร์: ประเภท 1.2 (กฟน.) และ ประเภท 1.1.2 (กฟภ.)หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าส่วนที่เกินตั้งแต่ 201–400 หน่วย และ 401 หน่วยขึ้นไป ยังคงคิดในอัตราเดิมสรุปที่มาของงบประมาณอุดหนุนการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ช่วยลดภาระให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยการนำเงินส่วนนี้ไปบริหารจัดการค่าไฟสาธารณะแยกต่างหาก ส่วนเงินที่ใช้อุดหนุนโครงการ "ค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท" จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากทั้ง 3 การไฟฟ้า เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของครัวเรือนไทยอย่างยั่งยืน
อ่านต่อ >28

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
รัฐบาลเดินหน้ามาตรการปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางปรับโครงสร้างบุคลากรและหน่วยงาน โดยกำหนดเป้าหมายลดอัตรากำลังข้าราชการลงร้อยละ 15 ภายในปีงบประมาณ 2575 รวมถึงลดจำนวนหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคร้อยละ 10 ภายในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและบริหารงบประมาณภาครัฐให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการคลังของประเทศดร.นนฤทธิ์ พิสิฐบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ให้สัมภาษณ์รายการ “คนชนข่าว” ทาง TNN ช่อง 16 ว่า การเดินหน้าปฏิรูปกำลังคนภาครัฐมีความจำเป็น เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มฐานะการคลังและหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ซึ่งมีทิศทางเพิ่มขึ้นดร.นนฤทธิ์ระบุว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 65 ต่อ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มเข้าใกล้ระดับร้อยละ 70 ในอนาคต หากเศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ หรือวิกฤตด้านอื่น จึงเห็นด้วยกับหลักการที่ภาครัฐต้องบริหารรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรอย่างจริงจังยุบ 11 สายงาน ใช้วิธีทยอยลด ไม่กระทบคนทันทีหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปรับลด 11 สายงานภาครัฐ ซึ่งมีตัวอย่างสายงานด้านประชาสัมพันธ์ โสตทัศนศึกษา ห้องสมุด ช่างภาพ บรรณารักษ์ และผู้ประกาศข่าว โดยแนวทางไม่ได้หมายถึงการให้ออกจากราชการทันที แต่จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปเมื่อบุคลากรในตำแหน่งดังกล่าวเกษียณอายุหรือย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่น จะไม่เปิดรับบุคลากรใหม่เข้ามาทดแทนในตำแหน่งเดิม เพื่อทยอยลดกรอบอัตรากำลังตามแผนดร.นนฤทธิ์มองว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากบางภารกิจสามารถบูรณาการระหว่างหน่วยงาน รวมถึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้ภาครัฐสามารถจัดสรรบุคลากรและงบประมาณได้เหมาะสมขึ้นอย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามคือ หลังยุบตำแหน่งแล้วจะมีการจ้างงานในรูปแบบอื่นเข้ามาทดแทนมากน้อยเพียงใด เพราะหากลดกรอบข้าราชการ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายจากพนักงานภาครัฐ ลูกจ้าง หรือการทำสัญญาจ้างในระดับใกล้เคียงเดิม เป้าหมายด้านการลดภาระงบประมาณอาจเกิดผลได้ไม่เต็มที่ Early Retirement อายุ 40 ปี ต้องดูความคุ้มค่าทางการคลังอีกแนวทางคือโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retirement สำหรับบุคลากรบางกลุ่มตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป โดยภาครัฐอาจจัดแพ็กเกจ
อ่านต่อ >21