
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
การรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งความพร้อมในการเปิดเดินขบวนรถสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงสถานีชุมทางแก่งคอย – ปากช่อง – นครราชสีมา ตั้งแต่วันนี้ (24) ภายหลังจากการดำเนินการตรวจสอบและรับรองด้านความปลอดภัยอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนผู้ใช้บริการภายหลังเหตุการณ์ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยในการเดินรถและการปฏิบัติงานก่อสร้างใกล้แนวทางรถไฟทั่วประเทศ โดยออกคำสั่งเฉพาะกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยที่ทุกหน่วยงานและผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก มาตรการสำคัญที่ดำเนินการ ได้แก่1. การดำเนินงานก่อสร้างที่มีความเสี่ยงต้องทำเฉพาะช่วงปิดทางและช่วงว่างจากการเดินรถ (Window Time)2. การตรวจพื้นที่และจัดทำบันทึกพิจารณาร่วมของทุกฝ่ายก่อนเริ่มงาน3. การจัดเจ้าหน้าที่ประจำต้นทาง–ปลายทาง และพนักงานเฝ้าระวัง (Lookout Man)4. การหยุดกิจกรรมก่อสร้างทันทีเมื่อมีการเปิดทางให้ขบวนรถผ่าน5. การกำกับควบคุมผู้รับจ้างโดยฝ่ายเจ้าของโครงการอย่างเคร่งครัด6.การกำหนดความเร็วขบวนรถและติดตั้งป้ายเตือนในพื้นที่ก่อสร้างอย่างครบถ้วนขณะเดียวกัน ได้ดำเนินการรื้อย้ายโครงสร้างและอุปกรณ์จากเหตุเครนก่อสร้างในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ออกจากพื้นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมซ่อมแซมและตรวจสอบสภาพทางรถไฟอย่างละเอียด รวมทั้ง นำรถโดยสารคันเกิดเหตุขนบรรทุกขึ้นรถเทรเลอร์ และรถไฟลำเลียงไปเก็บรักษาไว้ในพื้นที่ปิด มีประตูปิดล็อคและมี รปภ. ดูแลความปลอดภัยภายในโรงรถจักรนครราชสีมา วานนี้ (23) เจ้าหน้าที่ของการรถไฟฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริษัทผู้รับจ้าง ลงพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยขั้นสุดท้าย และมีการรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด โดยการเปิดเดินขบวนรถในเส้นทางดังกล่าว เที่ยวขึ้นจะเริ่มจากขบวนรถท้องถิ่นที่ 431 ชุมทางแก่งคอย – ขอนแก่น และเที่ยวล่องจะเป็นขบวนรถธรรมดาที่ 234 สุรินทร์ – กรุงเทพ (หัวลำโพง) นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การเปิดเดินรถครั้งนี้ดำเนินการตามมาตรการเพิ่มความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยจะมีการติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดทุกช่วงของการก่อสร้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างมั่นใจ การรถไฟแห่งประเทศไทยย
อ่านต่อ >25

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดรายละเอียดการจัดสรรเงินสมทบใหม่ปี 2569 หลังปรับเพดานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท ส่งผลให้ผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์ส่งเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน ยันได้รับสิทธิประโยชน์ครอบคลุมรอบด้าน ทั้งเงินชดเชยการขาดรายได้ ค่าคลอดบุตร และบำนาญชราภาพที่เป็นรากฐานสำคัญยามเกษียณนางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ระบบประกันสังคมเป็นการร่วมกันดูแลจาก 3 ฝ่าย คือ ลูกจ้าง (5%), นายจ้าง (5%) และรัฐบาล (2.75%) รวมเป็น 12.75% เพื่อสร้างหลักประกันชีวิตให้กับผู้ประกันตนใน 7 กรณีสำคัญ โดยเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 875 บาทนั้น ถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบเพื่อดูแลสิทธิประโยชน์ ดังนี้: 1. ดูแล 4 กรณีพื้นฐาน (จัดสรร 262.50 บาท)เป็นส่วนที่ดูแลความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ซึ่งสิทธิประโยชน์หลายด้านขยับเพิ่มขึ้นตามฐานเงินเดือนใหม่:กรณีเจ็บป่วย: รักษาฟรีไม่จำกัดวงเงินในโรงพยาบาลตามสิทธิ กรณีคลอดบุตร: รับค่าคลอดเหมาจ่าย 15,000 บาท บวกค่าฝากครรภ์ 1,500 บาท สำหรับผู้ประกันตนหญิงรับเพิ่มเงินสงเคราะห์หยุดงานเพื่อการคลอดบุตร (90 วัน) รวมสูงสุด 26,250 บาทกรณีทุพพลภาพ: รับเงินทดแทนขาดรายได้ตลอดชีวิตสูงสุด 8,750 บาท/เดือนกรณีเสียชีวิต: รับค่าทำศพ 50,000 บาท จ่ายสมทบ 36 เดือน ขึ้นไปได้รับเพิ่มเงินสงเคราะห์กรณีตาย2. กรณีว่างงาน (จัดสรร 87.50 บาท) ผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนการขาดราย โดยได้รับสูงสุดประมาณ 10,500 บาท/เดือน3. เงินออมชราภาพและสงเคราะห์บุตร (จัดสรร 525 บาท)ถือเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเงินสมทบ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตในระยะยาว: เงินสงเคราะห์บุตร: รับเดือนละ 1,000 บาทต่อบุตรหนึ่งคน (สูงสุด 3 คน) จนอายุครบ 6 ปีเงินออมชราภาพ: เป็นเงินสะสมที่นายจ้างช่วยสมทบเพิ่มให้อีกเท่าตัว รวมเป็นเงินออมสูงถึง 1,050 บาทต่อเดือนแจงข้อสงสัย "ไม่ป่วย ไม่ตกงาน" คุ้มหรือไม่?ในกรณีที่ผู้ประกันตนไม่เคยใช้สิทธิการรักษาพยาบาล รวมถึงไม่มีครอบครัว อาจรู้สึกว่าไม่คุ้มกับเงินสมทบที่นำส่งนั้น ขอชี้แจงข้อมูลให้ทราบว่า ถึงแม้ผู้ประกันตนไม่เจ็บป่วย ไม่ได้ใช้สิทธิในการรักษาพยาบาล แต่กองทุนประกันสังคมได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลในลักษณะเหมาจ่ายให้กับโรงพยาบาลคู่สัญญาเป็นประจำทุกเดือน เพื่อรองรับความเสี่ยงและให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในยามจำเป็นหรือ ในเวลาฉุกเฉินได้ โดยไม่ต้องกังวลถึงค่าใช้จ่ายในก
อ่านต่อ >22

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
จากกรณีที่มีรายงานการแพร่ระบาดของ “โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์” (Nipah Virus) ในประเทศอินเดีย ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 รัฐบาลไทยได้สั่งการด่วนให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเพิ่มมาตรการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเข้าสู่ประเทศไทย สถานการณ์ในอินเดีย: ยืนยันผู้ป่วย 5 ราย สั่งกักตัวกลุ่มเสี่ยงนับร้อยนางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลว่า ขณะนี้ทางการอินเดียพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสนิปาห์รวม 5 ราย ในรัฐเวสต์เบงกอล และได้ดำเนินการกักกันผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คนเพื่อควบคุมโรคสำหรับประเทศไทย รัฐบาลขอยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศ อย่างไรก็ตาม ได้มีการกำชับด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศให้ตรวจคัดกรองผู้เดินทางที่มีอาการไข้สูงหรืออาการต้องสงสัยอย่างเข้มงวด เพื่อความไม่ประมาทความพร้อมด้านการแพทย์: ตรวจรู้ผลไวใน 8 ชั่วโมงกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันความพร้อมของห้องปฏิบัติการในการตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสนิปาห์ ด้วยวิธี Real-time RT-PCR ซึ่งมีมาตรฐานสากลและมีความแม่นยำสูง โดยสามารถรายงานผลได้ภายใน 8 ชั่วโมงหลังได้รับตัวอย่าง (เช่น เลือด, สารคัดหลั่ง หรือปัสสาวะ) เพื่อให้การควบคุมโรคเป็นไปอย่างทันท่วงที ทำความรู้จัก “ไวรัสนิปาห์” และวิธีป้องกันตนเองไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง ก่อให้เกิดภาวะสมองอักเสบและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะทางหรือวัคซีนป้องกัน ประชาชนจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะ: โดยเฉพาะค้างคาวผลไม้ สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ2. สุขอนามัยพื้นฐาน: ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์หรือเนื้อสัตว์3. ความสะอาดของอาหาร: ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน และหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของสัตว์รัฐบาลขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากทางราชการเป็นหลักและไม่ตื่นตระหนก หากพบผู้ป่วยต้องสงสัยหรือมีอาการผิดปกติหลังเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางทันที
อ่านต่อ >23

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดีย ล่าสุดพบผู้ป่วยยืนยันรวม 5 ราย เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 ราย โดยผู้ป่วยรายใหม่ 3 ราย ตรวจพบในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ทางการอินเดียได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรค กักกันและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเวสต์เบงกอล พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างเข้มข้น กรมควบคุมโรคได้มอบหมายให้กองระบาดวิทยา ประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมด้านการเฝ้าระวังโรค ซึ่งปัจจุบันไทยยังดำเนินมาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เข้มงวดอยู่แล้ว อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวเพิ่มเติมว่า โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาทและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยในคน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ระยะฟักตัวของโรคมักอยู่ที่ 4 – 14 วันหลังสัมผัสเชื้อ (แต่บางรายอาจนานถึง 45 วัน) ผู้ติดเชื้ออาจมีความรุนแรงตั้งแต่ไม่แสดงอาการ ไปจนถึงการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน และสมองอักเสบที่อาจเสียชีวิตได้ อาการทั่วไป คือ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน และเจ็บคอ ก่อนจะมีอาการทางระบบประสาท เช่น ง่วงซึม ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง และสมองอักเสบเฉียบพลัน บางรายอาจมีปอดอักเสบและภาวะหายใจล้มเหลวรุนแรง ในรายรุนแรงอาจเกิดอาการชักและเข้าสู่ภาวะโคม่าภายใน 24 – 48 ชั่วโมง สามารถป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ ดังนี้ 1) ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำหลังจากสัมผัสสัตว์หรือไปในพื้นที่เสี่ยง 2) หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัด หรือผลไม้ที่ตกอยู่กับพื้น และควรล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน 3) เลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย เช่น ค้างคาว หรือสุกร โดยตรง และหากพบสัตว์ป่วยตายผิดปกติควรรีบแจ้งผู้รับผิดชอบในพื้นที่ 4) ปรุงอาหารให้สุก และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้สดที่เก็บจากต้น หรือกินผลไม้ที่มีรอยสัตว์กัดแทะหากมีประวัติเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง หรือมีประวัติเดินป่า เก็บมูลค้างคาว ร่วมกับมีอาการน่าสงสัยโรคนิปาห์ดังกล่าวข้างต้น ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติเสี่ยงแก่บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เพื่
อ่านต่อ >18

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
การรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งความพร้อมในการเปิดเดินขบวนรถสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงสถานีชุมทางแก่งคอย – ปากช่อง – นครราชสีมา ตั้งแต่วันนี้ (24) ภายหลังจากการดำเนินการตรวจสอบและรับรองด้านความปลอดภัยอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนผู้ใช้บริการภายหลังเหตุการณ์ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยในการเดินรถและการปฏิบัติงานก่อสร้างใกล้แนวทางรถไฟทั่วประเทศ โดยออกคำสั่งเฉพาะกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยที่ทุกหน่วยงานและผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก มาตรการสำคัญที่ดำเนินการ ได้แก่1. การดำเนินงานก่อสร้างที่มีความเสี่ยงต้องทำเฉพาะช่วงปิดทางและช่วงว่างจากการเดินรถ (Window Time)2. การตรวจพื้นที่และจัดทำบันทึกพิจารณาร่วมของทุกฝ่ายก่อนเริ่มงาน3. การจัดเจ้าหน้าที่ประจำต้นทาง–ปลายทาง และพนักงานเฝ้าระวัง (Lookout Man)4. การหยุดกิจกรรมก่อสร้างทันทีเมื่อมีการเปิดทางให้ขบวนรถผ่าน5. การกำกับควบคุมผู้รับจ้างโดยฝ่ายเจ้าของโครงการอย่างเคร่งครัด6.การกำหนดความเร็วขบวนรถและติดตั้งป้ายเตือนในพื้นที่ก่อสร้างอย่างครบถ้วนขณะเดียวกัน ได้ดำเนินการรื้อย้ายโครงสร้างและอุปกรณ์จากเหตุเครนก่อสร้างในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ออกจากพื้นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมซ่อมแซมและตรวจสอบสภาพทางรถไฟอย่างละเอียด รวมทั้ง นำรถโดยสารคันเกิดเหตุขนบรรทุกขึ้นรถเทรเลอร์ และรถไฟลำเลียงไปเก็บรักษาไว้ในพื้นที่ปิด มีประตูปิดล็อคและมี รปภ. ดูแลความปลอดภัยภายในโรงรถจักรนครราชสีมา วานนี้ (23) เจ้าหน้าที่ของการรถไฟฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริษัทผู้รับจ้าง ลงพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยขั้นสุดท้าย และมีการรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด โดยการเปิดเดินขบวนรถในเส้นทางดังกล่าว เที่ยวขึ้นจะเริ่มจากขบวนรถท้องถิ่นที่ 431 ชุมทางแก่งคอย – ขอนแก่น และเที่ยวล่องจะเป็นขบวนรถธรรมดาที่ 234 สุรินทร์ – กรุงเทพ (หัวลำโพง) นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การเปิดเดินรถครั้งนี้ดำเนินการตามมาตรการเพิ่มความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยจะมีการติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดทุกช่วงของการก่อสร้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างมั่นใจ การรถไฟแห่งประเทศไทยย
อ่านต่อ >25

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดรายละเอียดการจัดสรรเงินสมทบใหม่ปี 2569 หลังปรับเพดานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท ส่งผลให้ผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์ส่งเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน ยันได้รับสิทธิประโยชน์ครอบคลุมรอบด้าน ทั้งเงินชดเชยการขาดรายได้ ค่าคลอดบุตร และบำนาญชราภาพที่เป็นรากฐานสำคัญยามเกษียณนางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ระบบประกันสังคมเป็นการร่วมกันดูแลจาก 3 ฝ่าย คือ ลูกจ้าง (5%), นายจ้าง (5%) และรัฐบาล (2.75%) รวมเป็น 12.75% เพื่อสร้างหลักประกันชีวิตให้กับผู้ประกันตนใน 7 กรณีสำคัญ โดยเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 875 บาทนั้น ถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบเพื่อดูแลสิทธิประโยชน์ ดังนี้: 1. ดูแล 4 กรณีพื้นฐาน (จัดสรร 262.50 บาท)เป็นส่วนที่ดูแลความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ซึ่งสิทธิประโยชน์หลายด้านขยับเพิ่มขึ้นตามฐานเงินเดือนใหม่:กรณีเจ็บป่วย: รักษาฟรีไม่จำกัดวงเงินในโรงพยาบาลตามสิทธิ กรณีคลอดบุตร: รับค่าคลอดเหมาจ่าย 15,000 บาท บวกค่าฝากครรภ์ 1,500 บาท สำหรับผู้ประกันตนหญิงรับเพิ่มเงินสงเคราะห์หยุดงานเพื่อการคลอดบุตร (90 วัน) รวมสูงสุด 26,250 บาทกรณีทุพพลภาพ: รับเงินทดแทนขาดรายได้ตลอดชีวิตสูงสุด 8,750 บาท/เดือนกรณีเสียชีวิต: รับค่าทำศพ 50,000 บาท จ่ายสมทบ 36 เดือน ขึ้นไปได้รับเพิ่มเงินสงเคราะห์กรณีตาย2. กรณีว่างงาน (จัดสรร 87.50 บาท) ผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนการขาดราย โดยได้รับสูงสุดประมาณ 10,500 บาท/เดือน3. เงินออมชราภาพและสงเคราะห์บุตร (จัดสรร 525 บาท)ถือเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเงินสมทบ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตในระยะยาว: เงินสงเคราะห์บุตร: รับเดือนละ 1,000 บาทต่อบุตรหนึ่งคน (สูงสุด 3 คน) จนอายุครบ 6 ปีเงินออมชราภาพ: เป็นเงินสะสมที่นายจ้างช่วยสมทบเพิ่มให้อีกเท่าตัว รวมเป็นเงินออมสูงถึง 1,050 บาทต่อเดือนแจงข้อสงสัย "ไม่ป่วย ไม่ตกงาน" คุ้มหรือไม่?ในกรณีที่ผู้ประกันตนไม่เคยใช้สิทธิการรักษาพยาบาล รวมถึงไม่มีครอบครัว อาจรู้สึกว่าไม่คุ้มกับเงินสมทบที่นำส่งนั้น ขอชี้แจงข้อมูลให้ทราบว่า ถึงแม้ผู้ประกันตนไม่เจ็บป่วย ไม่ได้ใช้สิทธิในการรักษาพยาบาล แต่กองทุนประกันสังคมได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลในลักษณะเหมาจ่ายให้กับโรงพยาบาลคู่สัญญาเป็นประจำทุกเดือน เพื่อรองรับความเสี่ยงและให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในยามจำเป็นหรือ ในเวลาฉุกเฉินได้ โดยไม่ต้องกังวลถึงค่าใช้จ่ายในก
อ่านต่อ >22

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
จากกรณีที่มีรายงานการแพร่ระบาดของ “โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์” (Nipah Virus) ในประเทศอินเดีย ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 รัฐบาลไทยได้สั่งการด่วนให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเพิ่มมาตรการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเข้าสู่ประเทศไทย สถานการณ์ในอินเดีย: ยืนยันผู้ป่วย 5 ราย สั่งกักตัวกลุ่มเสี่ยงนับร้อยนางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลว่า ขณะนี้ทางการอินเดียพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสนิปาห์รวม 5 ราย ในรัฐเวสต์เบงกอล และได้ดำเนินการกักกันผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คนเพื่อควบคุมโรคสำหรับประเทศไทย รัฐบาลขอยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศ อย่างไรก็ตาม ได้มีการกำชับด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศให้ตรวจคัดกรองผู้เดินทางที่มีอาการไข้สูงหรืออาการต้องสงสัยอย่างเข้มงวด เพื่อความไม่ประมาทความพร้อมด้านการแพทย์: ตรวจรู้ผลไวใน 8 ชั่วโมงกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันความพร้อมของห้องปฏิบัติการในการตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสนิปาห์ ด้วยวิธี Real-time RT-PCR ซึ่งมีมาตรฐานสากลและมีความแม่นยำสูง โดยสามารถรายงานผลได้ภายใน 8 ชั่วโมงหลังได้รับตัวอย่าง (เช่น เลือด, สารคัดหลั่ง หรือปัสสาวะ) เพื่อให้การควบคุมโรคเป็นไปอย่างทันท่วงที ทำความรู้จัก “ไวรัสนิปาห์” และวิธีป้องกันตนเองไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง ก่อให้เกิดภาวะสมองอักเสบและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะทางหรือวัคซีนป้องกัน ประชาชนจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะ: โดยเฉพาะค้างคาวผลไม้ สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ2. สุขอนามัยพื้นฐาน: ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์หรือเนื้อสัตว์3. ความสะอาดของอาหาร: ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน และหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของสัตว์รัฐบาลขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากทางราชการเป็นหลักและไม่ตื่นตระหนก หากพบผู้ป่วยต้องสงสัยหรือมีอาการผิดปกติหลังเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางทันที
อ่านต่อ >23

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดีย ล่าสุดพบผู้ป่วยยืนยันรวม 5 ราย เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 ราย โดยผู้ป่วยรายใหม่ 3 ราย ตรวจพบในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ทางการอินเดียได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรค กักกันและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเวสต์เบงกอล พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างเข้มข้น กรมควบคุมโรคได้มอบหมายให้กองระบาดวิทยา ประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมด้านการเฝ้าระวังโรค ซึ่งปัจจุบันไทยยังดำเนินมาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เข้มงวดอยู่แล้ว อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวเพิ่มเติมว่า โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาทและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยในคน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ระยะฟักตัวของโรคมักอยู่ที่ 4 – 14 วันหลังสัมผัสเชื้อ (แต่บางรายอาจนานถึง 45 วัน) ผู้ติดเชื้ออาจมีความรุนแรงตั้งแต่ไม่แสดงอาการ ไปจนถึงการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน และสมองอักเสบที่อาจเสียชีวิตได้ อาการทั่วไป คือ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน และเจ็บคอ ก่อนจะมีอาการทางระบบประสาท เช่น ง่วงซึม ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง และสมองอักเสบเฉียบพลัน บางรายอาจมีปอดอักเสบและภาวะหายใจล้มเหลวรุนแรง ในรายรุนแรงอาจเกิดอาการชักและเข้าสู่ภาวะโคม่าภายใน 24 – 48 ชั่วโมง สามารถป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ ดังนี้ 1) ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำหลังจากสัมผัสสัตว์หรือไปในพื้นที่เสี่ยง 2) หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัด หรือผลไม้ที่ตกอยู่กับพื้น และควรล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน 3) เลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย เช่น ค้างคาว หรือสุกร โดยตรง และหากพบสัตว์ป่วยตายผิดปกติควรรีบแจ้งผู้รับผิดชอบในพื้นที่ 4) ปรุงอาหารให้สุก และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้สดที่เก็บจากต้น หรือกินผลไม้ที่มีรอยสัตว์กัดแทะหากมีประวัติเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง หรือมีประวัติเดินป่า เก็บมูลค้างคาว ร่วมกับมีอาการน่าสงสัยโรคนิปาห์ดังกล่าวข้างต้น ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติเสี่ยงแก่บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เพื่
อ่านต่อ >18

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
การรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งความพร้อมในการเปิดเดินขบวนรถสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงสถานีชุมทางแก่งคอย – ปากช่อง – นครราชสีมา ตั้งแต่วันนี้ (24) ภายหลังจากการดำเนินการตรวจสอบและรับรองด้านความปลอดภัยอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนผู้ใช้บริการภายหลังเหตุการณ์ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยในการเดินรถและการปฏิบัติงานก่อสร้างใกล้แนวทางรถไฟทั่วประเทศ โดยออกคำสั่งเฉพาะกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยที่ทุกหน่วยงานและผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก มาตรการสำคัญที่ดำเนินการ ได้แก่1. การดำเนินงานก่อสร้างที่มีความเสี่ยงต้องทำเฉพาะช่วงปิดทางและช่วงว่างจากการเดินรถ (Window Time)2. การตรวจพื้นที่และจัดทำบันทึกพิจารณาร่วมของทุกฝ่ายก่อนเริ่มงาน3. การจัดเจ้าหน้าที่ประจำต้นทาง–ปลายทาง และพนักงานเฝ้าระวัง (Lookout Man)4. การหยุดกิจกรรมก่อสร้างทันทีเมื่อมีการเปิดทางให้ขบวนรถผ่าน5. การกำกับควบคุมผู้รับจ้างโดยฝ่ายเจ้าของโครงการอย่างเคร่งครัด6.การกำหนดความเร็วขบวนรถและติดตั้งป้ายเตือนในพื้นที่ก่อสร้างอย่างครบถ้วนขณะเดียวกัน ได้ดำเนินการรื้อย้ายโครงสร้างและอุปกรณ์จากเหตุเครนก่อสร้างในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ออกจากพื้นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมซ่อมแซมและตรวจสอบสภาพทางรถไฟอย่างละเอียด รวมทั้ง นำรถโดยสารคันเกิดเหตุขนบรรทุกขึ้นรถเทรเลอร์ และรถไฟลำเลียงไปเก็บรักษาไว้ในพื้นที่ปิด มีประตูปิดล็อคและมี รปภ. ดูแลความปลอดภัยภายในโรงรถจักรนครราชสีมา วานนี้ (23) เจ้าหน้าที่ของการรถไฟฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริษัทผู้รับจ้าง ลงพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยขั้นสุดท้าย และมีการรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด โดยการเปิดเดินขบวนรถในเส้นทางดังกล่าว เที่ยวขึ้นจะเริ่มจากขบวนรถท้องถิ่นที่ 431 ชุมทางแก่งคอย – ขอนแก่น และเที่ยวล่องจะเป็นขบวนรถธรรมดาที่ 234 สุรินทร์ – กรุงเทพ (หัวลำโพง) นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การเปิดเดินรถครั้งนี้ดำเนินการตามมาตรการเพิ่มความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยจะมีการติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดทุกช่วงของการก่อสร้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างมั่นใจ การรถไฟแห่งประเทศไทยย
อ่านต่อ >25