
#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) และรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวปาฐกถาในงาน GCNT Expo 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park ภายใต้แนวคิด “From SHOCK to SHIFT: Thailand's Sustainable Transition in a Fractured World – จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน” โดยระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของโลก จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะหัวใจของการพัฒนานายศุภชัย กล่าวว่า ปัจจุบันสมาคม GCNT มีสมาชิกมากกว่า 160 องค์กร และในปีนี้ GCNT Expo 2026 ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานของการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม โดยแนวคิดของทั้งสองเวทีมีความเชื่อมโยงกันในเรื่องความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศอีกประเด็นที่ให้ความสำคัญร่วมกันคือ “คน” ซึ่งไม่ควรเป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากการพัฒนา แต่ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างการพัฒนาและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตไปสู่ความยั่งยืนเหลือไม่ถึง 4 ปี สู่เป้าหมาย SDGs 2030นายศุภชัย กล่าวว่า โลกเหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปีก่อนถึงปี 2030 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals: SDGs ทั้ง 17 ข้อ แต่สถานการณ์โลกกลับกำลังเผชิญความเสี่ยงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง รวมถึงเพิ่มความไม่เท่าเทียมในหลายรูปแบบความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร สามารถส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลตั้งแต่ปัญหาภัยแล้งที่กระทบรายได้เกษตรกร ไปจนถึงน้ำป่าและภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายแก่ชุมชนขณะเดียวกัน อาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์สร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ส่วนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI แม้สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนา แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเพิ่มช่องว่างระหว่างผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์จาก AI กับผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวได้ เตือนกติกาสีเขียวอาจกระทบ SMEs หากปรับตัวไม่ทันนายศุภชัย กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎกติกาด้านความยั่งยืนว่า มาตรฐานใหม่สามารถช่วยยกระดับก
อ่านต่อ >24

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ก่อนปี 2023 เหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปี สำหรับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ SDGs ทั้ง 17 ข้อ แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้าง สร้างความไม่เท่าเทียมในรูปแบบต่างๆ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร กลายเป็นราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อภาคการเกษตรและกระทบรายได้ของเกษตรกร ภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายให้กับชุมชน ตลอดจนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์ ที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ขณะเดียวกันการเข้าถึงเทคโนโลยี AI อาจสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับผู้คนในสังคม การยกระดับด้านความยั่งยืนอาจสร้างมาตรฐานใหม่ แต่ก็อาจผลักให้ SMEs และผู้ค้ารายเล็กต้องออกจากตลาดเพราะขาดความสามารถในการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมแบบใหม่ แต่ก็อาจทิ้งแรงงานจากอุตสาหกรรมแบบเดิมข้างหลัง ดังนั้นโจทย์สำคัญในปัจจุบันคือการสร้างศักยภาพความมั่งคั่งและโอกาสของคนให้เติบโตทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ของเทคโนโลยี และความเสี่ยงที่ตามมาได้อย่างไร โดยเน้นไปที่ประสานงานทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด ทั้งภาครัฐบาล ภาคเองชน UN ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา ฯลฯ ที่มีคนเป็นศูนย์กลางเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ สร้างงาน สร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs สำเร็จ คือ SHIFT ที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจากการจัดทำรายงานว่าด้วยบทบาทของภาคธุรกิจในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยสมาคมร่วมกับ UNGC และภาคีเครือข่ายพบว่ากว่า 100 องค์กร ดำเนินการโดยนำ SDGs เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะข้อ 12 ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ แต่การบริหารจัดการน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และระบบนิเวศบนบก ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเร่งขับเคลื่อนให้มีการนำไปปฏิบัติมากขึ้น รายงานนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้ภาคเอกชนได้เปลี่ยนจากนโยบายสู่การปฏิบัติตามแนวทาง SDGs อย่างจริงจังแล้ว ภาคธุรกิจยังต้องเร่งปรับเปลี่ยนการทำงานแบบบูรณาการ ไม่เป็น Solo Cilo ทั้งในและนอกองค์กร เนื่องจากทุกข้อของ นั้นต่างมีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นโลกร้อนหรือความเท่าเทียม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้จริง หรือ “From Ac
อ่านต่อ >14

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้แทนจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมแถลงข่าวกรณีการกำกับดูแล ศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการประปานครหลวง (MWA) ร่วมชี้แจงข้อมูลด้านการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ และประเด็นด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง กทม.ชะลอใบอนุญาต Data Center 3 แห่งนายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครไม่ได้เพิกเฉยต่อประเด็น Data Center และได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างมาโดยตลอด โดยเมื่อประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ชะลอการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้า การประปา และกรมธุรกิจพลังงาน ยังไม่มีการอนุญาตเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสำรองถังน้ำมัน โดยกระบวนการออกใบอนุญาตในประเด็นดังกล่าวถูกชะลอไว้ก่อนปัจจุบันมี Data Center แบบ Standalone หรือศูนย์ข้อมูลที่จัดตั้งเป็นอาคารเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 6 แห่ง โดย 3 แห่งได้รับใบอนุญาตแล้วตั้งแต่ปี 2566 ส่วนอีก 3 แห่ง กทม.ได้ชะลอการอนุญาตไว้ เพื่อให้ผู้ประกอบการกลับไปทบทวนและดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกทม.เร่งทบทวนกฎหมาย Data Centerผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า Data Center คือศูนย์รวมคอมพิวเตอร์สำหรับจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ซึ่งมีการใช้งานมานานแล้ว แต่ในอดีตส่วนใหญ่เป็นระบบที่อยู่ภายในองค์กรหรือบริษัท และใช้สำหรับการดำเนินงานของหน่วยงานนั้น ๆอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิด Data Center ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ มีขนาดใหญ่ขึ้น และให้บริการแก่หน่วยงานหรือบริษัทอื่น จึงทำให้ช่วงที่ผ่านมา มี Data Center ลักษณะดังกล่าวเข้ามาขออนุญาตจากกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นหนึ่งในปัญหาสำคัญคือที่ผ่านมา Data Center ยังไม่มีนิยามที่ชัดเจนในกฎหมาย เมื่อมีการยื่นขออนุญาตจึงอาจถูกพิจารณาตามลักษณะของอาคาร เช่น อาคารคลังสินค้า ขณะที่ด้านผังเมืองยังไม่มีข้อกำหนดเฉพาะสำหรับ Data Centerนอกจากนี้ ในบางกรณี Data Center อาจไม่ได้อยู่ในประเภทกิจการที่ต้องจัดทำ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA รวมถึงไม่ได้อยู่ในข่าย
อ่านต่อ >20

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาบนเวที GCNT Expo 2026 ชี้การขับเคลื่อน SDGs ต้องพิจารณาความเร่งด่วนของแต่ละเป้าหมาย ไม่ควรรอถึงปี 2030 พร้อมเสนอใช้แนวคิด “Nature Positive” วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม และเศรษฐกิจหมุนเวียน ฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่สร้างรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ ย้ำรัฐบาลต้องลงทุนในงานวิจัยที่มีความเสี่ยง ขณะที่ภาคเอกชนช่วยขยายผลสู่ระดับประเทศได้ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาภายในงาน GCNT Expo 2026 ว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับตน เนื่องจากในช่วงทำงานมหาวิทยาลัยเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนหลายด้าน โดยเฉพาะ SDG 9 ด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึง SDG 3 ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน SDGs ไม่ควรมองเพียงปี 2030 เป็นเส้นตายเดียวกันสำหรับทุกเป้าหมาย เพราะแต่ละประเด็นมีระดับความเร่งด่วนและกรอบเวลาที่แตกต่างกัน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้แนวคิด “Backcasting” หรือกำหนดภาพเป้าหมายที่ต้องการ แล้ววางแผนย้อนกลับมาว่าวันนี้ต้องดำเนินการอะไร เพื่อให้สามารถไปถึงเป้าหมายนั้นได้ทันเวลาศ.ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่างจากการลงพื้นที่จังหวัดน่านเพื่อรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยระบุว่า แม้การช่วยเหลือสถานการณ์เฉพาะหน้าอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน แต่สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญต่อคือคำถามว่า ปีหน้าจะรับมือกับภัยพิบัติอย่างไร ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมในภาคกลาง และความเสี่ยงด้านภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ดังกล่าวทำให้การหาทางลดความเสี่ยงในระยะยาวกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะบางเป้าหมายของการพัฒนาอาจไม่สามารถรอได้อีกต่อไป และความเสียหายบางอย่างที่เกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องหาทางฟื้นคืนกลับมาการดำเนินการจึงต้องอาศัยทั้ง เทคโนโลยี ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนกลไกทางการเงิน เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ดัน “Nature Positive” ฟื้นธรรมชาติควบคู่เศรษฐกิจศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า หากย้อนกลับไปพิจารณาพื้นฐานของหลายเป้าหมาย SDGs จะพบว่า “ธรรมชาติ” เชื่อมโยงกับหลา
อ่านต่อ >12

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) และรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวปาฐกถาในงาน GCNT Expo 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park ภายใต้แนวคิด “From SHOCK to SHIFT: Thailand's Sustainable Transition in a Fractured World – จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน” โดยระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของโลก จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะหัวใจของการพัฒนานายศุภชัย กล่าวว่า ปัจจุบันสมาคม GCNT มีสมาชิกมากกว่า 160 องค์กร และในปีนี้ GCNT Expo 2026 ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานของการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม โดยแนวคิดของทั้งสองเวทีมีความเชื่อมโยงกันในเรื่องความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศอีกประเด็นที่ให้ความสำคัญร่วมกันคือ “คน” ซึ่งไม่ควรเป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากการพัฒนา แต่ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างการพัฒนาและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตไปสู่ความยั่งยืนเหลือไม่ถึง 4 ปี สู่เป้าหมาย SDGs 2030นายศุภชัย กล่าวว่า โลกเหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปีก่อนถึงปี 2030 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals: SDGs ทั้ง 17 ข้อ แต่สถานการณ์โลกกลับกำลังเผชิญความเสี่ยงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง รวมถึงเพิ่มความไม่เท่าเทียมในหลายรูปแบบความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร สามารถส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลตั้งแต่ปัญหาภัยแล้งที่กระทบรายได้เกษตรกร ไปจนถึงน้ำป่าและภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายแก่ชุมชนขณะเดียวกัน อาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์สร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ส่วนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI แม้สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนา แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเพิ่มช่องว่างระหว่างผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์จาก AI กับผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวได้ เตือนกติกาสีเขียวอาจกระทบ SMEs หากปรับตัวไม่ทันนายศุภชัย กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎกติกาด้านความยั่งยืนว่า มาตรฐานใหม่สามารถช่วยยกระดับก
อ่านต่อ >24

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ก่อนปี 2023 เหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปี สำหรับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ SDGs ทั้ง 17 ข้อ แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้าง สร้างความไม่เท่าเทียมในรูปแบบต่างๆ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร กลายเป็นราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อภาคการเกษตรและกระทบรายได้ของเกษตรกร ภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายให้กับชุมชน ตลอดจนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์ ที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ขณะเดียวกันการเข้าถึงเทคโนโลยี AI อาจสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับผู้คนในสังคม การยกระดับด้านความยั่งยืนอาจสร้างมาตรฐานใหม่ แต่ก็อาจผลักให้ SMEs และผู้ค้ารายเล็กต้องออกจากตลาดเพราะขาดความสามารถในการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมแบบใหม่ แต่ก็อาจทิ้งแรงงานจากอุตสาหกรรมแบบเดิมข้างหลัง ดังนั้นโจทย์สำคัญในปัจจุบันคือการสร้างศักยภาพความมั่งคั่งและโอกาสของคนให้เติบโตทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ของเทคโนโลยี และความเสี่ยงที่ตามมาได้อย่างไร โดยเน้นไปที่ประสานงานทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด ทั้งภาครัฐบาล ภาคเองชน UN ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา ฯลฯ ที่มีคนเป็นศูนย์กลางเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ สร้างงาน สร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs สำเร็จ คือ SHIFT ที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจากการจัดทำรายงานว่าด้วยบทบาทของภาคธุรกิจในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยสมาคมร่วมกับ UNGC และภาคีเครือข่ายพบว่ากว่า 100 องค์กร ดำเนินการโดยนำ SDGs เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะข้อ 12 ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ แต่การบริหารจัดการน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และระบบนิเวศบนบก ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเร่งขับเคลื่อนให้มีการนำไปปฏิบัติมากขึ้น รายงานนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้ภาคเอกชนได้เปลี่ยนจากนโยบายสู่การปฏิบัติตามแนวทาง SDGs อย่างจริงจังแล้ว ภาคธุรกิจยังต้องเร่งปรับเปลี่ยนการทำงานแบบบูรณาการ ไม่เป็น Solo Cilo ทั้งในและนอกองค์กร เนื่องจากทุกข้อของ นั้นต่างมีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นโลกร้อนหรือความเท่าเทียม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้จริง หรือ “From Ac
อ่านต่อ >14

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้แทนจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมแถลงข่าวกรณีการกำกับดูแล ศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการประปานครหลวง (MWA) ร่วมชี้แจงข้อมูลด้านการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ และประเด็นด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง กทม.ชะลอใบอนุญาต Data Center 3 แห่งนายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครไม่ได้เพิกเฉยต่อประเด็น Data Center และได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างมาโดยตลอด โดยเมื่อประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ชะลอการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้า การประปา และกรมธุรกิจพลังงาน ยังไม่มีการอนุญาตเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสำรองถังน้ำมัน โดยกระบวนการออกใบอนุญาตในประเด็นดังกล่าวถูกชะลอไว้ก่อนปัจจุบันมี Data Center แบบ Standalone หรือศูนย์ข้อมูลที่จัดตั้งเป็นอาคารเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 6 แห่ง โดย 3 แห่งได้รับใบอนุญาตแล้วตั้งแต่ปี 2566 ส่วนอีก 3 แห่ง กทม.ได้ชะลอการอนุญาตไว้ เพื่อให้ผู้ประกอบการกลับไปทบทวนและดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกทม.เร่งทบทวนกฎหมาย Data Centerผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า Data Center คือศูนย์รวมคอมพิวเตอร์สำหรับจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ซึ่งมีการใช้งานมานานแล้ว แต่ในอดีตส่วนใหญ่เป็นระบบที่อยู่ภายในองค์กรหรือบริษัท และใช้สำหรับการดำเนินงานของหน่วยงานนั้น ๆอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิด Data Center ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ มีขนาดใหญ่ขึ้น และให้บริการแก่หน่วยงานหรือบริษัทอื่น จึงทำให้ช่วงที่ผ่านมา มี Data Center ลักษณะดังกล่าวเข้ามาขออนุญาตจากกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นหนึ่งในปัญหาสำคัญคือที่ผ่านมา Data Center ยังไม่มีนิยามที่ชัดเจนในกฎหมาย เมื่อมีการยื่นขออนุญาตจึงอาจถูกพิจารณาตามลักษณะของอาคาร เช่น อาคารคลังสินค้า ขณะที่ด้านผังเมืองยังไม่มีข้อกำหนดเฉพาะสำหรับ Data Centerนอกจากนี้ ในบางกรณี Data Center อาจไม่ได้อยู่ในประเภทกิจการที่ต้องจัดทำ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA รวมถึงไม่ได้อยู่ในข่าย
อ่านต่อ >20

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาบนเวที GCNT Expo 2026 ชี้การขับเคลื่อน SDGs ต้องพิจารณาความเร่งด่วนของแต่ละเป้าหมาย ไม่ควรรอถึงปี 2030 พร้อมเสนอใช้แนวคิด “Nature Positive” วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม และเศรษฐกิจหมุนเวียน ฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่สร้างรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ ย้ำรัฐบาลต้องลงทุนในงานวิจัยที่มีความเสี่ยง ขณะที่ภาคเอกชนช่วยขยายผลสู่ระดับประเทศได้ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาภายในงาน GCNT Expo 2026 ว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับตน เนื่องจากในช่วงทำงานมหาวิทยาลัยเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนหลายด้าน โดยเฉพาะ SDG 9 ด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึง SDG 3 ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน SDGs ไม่ควรมองเพียงปี 2030 เป็นเส้นตายเดียวกันสำหรับทุกเป้าหมาย เพราะแต่ละประเด็นมีระดับความเร่งด่วนและกรอบเวลาที่แตกต่างกัน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้แนวคิด “Backcasting” หรือกำหนดภาพเป้าหมายที่ต้องการ แล้ววางแผนย้อนกลับมาว่าวันนี้ต้องดำเนินการอะไร เพื่อให้สามารถไปถึงเป้าหมายนั้นได้ทันเวลาศ.ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่างจากการลงพื้นที่จังหวัดน่านเพื่อรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยระบุว่า แม้การช่วยเหลือสถานการณ์เฉพาะหน้าอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน แต่สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญต่อคือคำถามว่า ปีหน้าจะรับมือกับภัยพิบัติอย่างไร ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมในภาคกลาง และความเสี่ยงด้านภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ดังกล่าวทำให้การหาทางลดความเสี่ยงในระยะยาวกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะบางเป้าหมายของการพัฒนาอาจไม่สามารถรอได้อีกต่อไป และความเสียหายบางอย่างที่เกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องหาทางฟื้นคืนกลับมาการดำเนินการจึงต้องอาศัยทั้ง เทคโนโลยี ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนกลไกทางการเงิน เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ดัน “Nature Positive” ฟื้นธรรมชาติควบคู่เศรษฐกิจศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า หากย้อนกลับไปพิจารณาพื้นฐานของหลายเป้าหมาย SDGs จะพบว่า “ธรรมชาติ” เชื่อมโยงกับหลา
อ่านต่อ >12

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) และรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวปาฐกถาในงาน GCNT Expo 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park ภายใต้แนวคิด “From SHOCK to SHIFT: Thailand's Sustainable Transition in a Fractured World – จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน” โดยระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของโลก จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะหัวใจของการพัฒนานายศุภชัย กล่าวว่า ปัจจุบันสมาคม GCNT มีสมาชิกมากกว่า 160 องค์กร และในปีนี้ GCNT Expo 2026 ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานของการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม โดยแนวคิดของทั้งสองเวทีมีความเชื่อมโยงกันในเรื่องความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศอีกประเด็นที่ให้ความสำคัญร่วมกันคือ “คน” ซึ่งไม่ควรเป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากการพัฒนา แต่ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างการพัฒนาและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตไปสู่ความยั่งยืนเหลือไม่ถึง 4 ปี สู่เป้าหมาย SDGs 2030นายศุภชัย กล่าวว่า โลกเหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปีก่อนถึงปี 2030 ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals: SDGs ทั้ง 17 ข้อ แต่สถานการณ์โลกกลับกำลังเผชิญความเสี่ยงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง รวมถึงเพิ่มความไม่เท่าเทียมในหลายรูปแบบความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร สามารถส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลตั้งแต่ปัญหาภัยแล้งที่กระทบรายได้เกษตรกร ไปจนถึงน้ำป่าและภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายแก่ชุมชนขณะเดียวกัน อาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์สร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ส่วนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI แม้สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนา แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเพิ่มช่องว่างระหว่างผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์จาก AI กับผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวได้ เตือนกติกาสีเขียวอาจกระทบ SMEs หากปรับตัวไม่ทันนายศุภชัย กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎกติกาด้านความยั่งยืนว่า มาตรฐานใหม่สามารถช่วยยกระดับก
อ่านต่อ >24