
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เปิดไทม์ไลน์รับร่างผู้เสียชีวิต เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวภายหลังเหตุเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เจ้าหน้าที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ได้ทยอยส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ญาติ เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาตามภูมิลำเนาและวัดต่าง ๆ โดยตลอดวันที่ 13-14 กรกฎาคม 2569 มีญาติเดินทางมารับร่างผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าล่าสุด มีการส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ญาติแล้ว 17 ราย โดยมีรายละเอียดดังนี้ ไทม์ไลน์ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569เวลา 17.41 น.ญาติรับร่าง สิบโท พิษณุ แตงโสภา สารวัตรทหาร เป็นผู้เสียชีวิตรายแรกที่นำออกจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดหนองบัวทอง ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีเวลา 18.10 น.ญาติรับร่าง นางสาวมณีรัตน์ บ่มกลาง อายุ 38 ปี เพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์เวลา 19.00 น.ญาติรับร่าง สิบตำรวจตรีหญิง เปมิกา อ่อนศรี อายุ 24 ปี สังกัดกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล นำกลับไปประกอบพิธีที่ บ้านสันทรายงาม ตำบลสันทรายงาม อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายเวลา 20.30 น.ญาติรับร่าง นายจรัญ เลิกนอก อายุ 27 ปี พนักงานโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู นำไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดไทรทอง ตำบลท่ามะไฟหวาน อำเภอแก่งค้อ จังหวัดชัยภูมิเวลา 20.50 น.ญาติรับร่าง นางสาวนิภาพร แจ่มแจ้ง ไปประกอบพิธีที่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษเวลา 20.50 น.ญาติรับร่าง นางสาวอัชราภรณ์ สุทธิสิน ไปประกอบพิธีที่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ไทม์ไลน์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2569เวลา 09.40 น.ญาติรับร่าง นางสาวชิตชนก ชวนรัมย์ ไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดสะพานสูง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานครเวลา 12.44 น.ญาติรับร่าง นายสโรบล (ท๊อป) อายุ 35 ปี ไปประกอบพิธีที่ วัดสุคันธาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานครเวลา 13.30 น.ญาติรับร่าง นางสาวทัตพิชา สีหาบุญมาก เพื่อนำกลับภูมิลำเนา บ้านหนองไผ่ ตำบลหนองไผ่ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคามเวลา 14.30 น.ญาติรับร่าง นางสาวพลอยไพลิน ทึมหลวง ไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดราชประคองธรรม อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีเวลา 14.40 น.ญาติรับร่าง นายสุวิชชา ศิริสลุง (ลี่) และ นางสาวน้ำทิพย์ ทับสุข (ไอซ์) สองสามีภรรยา เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาร่วมกันที่ วัดกลาง คลอง 30 อำเภอองค์ร
อ่านต่อ >33

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
กล่าวถ้อยแถลงพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference) ภายใต้หัวข้อ “AI Partnership for a Brighter Future” ณ ศูนย์การประชุม Shanghai World Reception Hall นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศ องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการเข้าร่วมภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญดังนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดย AI ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการที่ทุกประเทศร่วมกันกำหนดทิศทางและกติกาในการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ ธรรมาภิบาล AI ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ นายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมจีนที่ริเริ่มการประชุมและความร่วมมือระหว่างประเทศด้านธรรมาภิบาล AI รวมถึงข้อริเริ่มในการจัดตั้ง “องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก” (World Artifical Intelligence Cooperation Organization) และสนับสนุนการหารือระดับโลกด้านธรรมาภิบาล AI ของสหประชาชาติ (United Nations Global Dialogue on AI Governance) เป็นครั้งแรก เพื่อร่วมกันสร้างระบบพหุภาคีที่เปิดกว้างและครอบคลุม โดยมีเป้าหมายร่วมคือ "การสร้างอนาคตของ AI ที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง" นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ธรรมาภิบาล AI ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity)การคุ้มครองประชาชน (Protection) AI ต้องรับใช้มนุษยชาติ คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขณะเดียวกัน ก็พร้อมรับมือความเสี่ยงที่เกิดจากอคติ การสร้างความเกลียดชัง และการใช้ AI ในทางที่ผิด ทั้งการสร้างข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่บิดเบียน หรือตกไปอยู่ในมือผู้ที่จงใจใช้เทคโนโลยีเพื่อหลบหนีช่องว่างทางกฏหมาย ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์เกิดผลกระทบที่เสียหายต่อสังคมติดตามมา ประชาคมโลกจึงต้องทำงานร่วมกัน เ
อ่านต่อ >1

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ได้มอบหมายให้ นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ ติดตามการให้ความช่วยเหลือด้านการประกันภัยแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทประกันภัยในการตรวจสอบสิทธิความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบและทายาทผู้เสียชีวิตได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยอย่างครบถ้วนและเป็นธรรมนายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ เปิดเผยว่า จากการประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวน 33 ราย โดยสามารถตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลและมีข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนแล้วจำนวน 28 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า สถานประกอบการที่เกิดเหตุได้จัดทำประกันอัคคีภัยไว้กับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) วงเงิน เอาประกันภัยรวม 40 ล้านบาท ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า และการระเบิดของแก๊สที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัย โดยทรัพย์สินที่ได้รับความคุ้มครองประกอบด้วย อาคาร วงเงิน 25 ล้านบาท เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ วงเงิน 13 ล้านบาท และสต็อกสินค้าและเครื่องดื่ม วงเงิน 2 ล้านบาท มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2570 โดยสำนักงาน คปภ. ได้ประสานบริษัทผู้รับประกันภัยให้ดำเนินการสำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อประกอบการพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยนอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้ประสานบริษัทประกันภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อมูลการทำประกันภัยของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมว่า มีความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันชีวิต ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) ประกันสุขภาพ หรือกรมธรรม์ประกันภัยประเภทอื่นหรือไม่ เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนและสิทธิประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นธรรม โดยจากการตรวจสอบผู้เสียชีวิตจำนวน 33 ราย ซึ่งมีข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนแล้วจำนวน 28 ราย พบผู้เสียชีวิตจำนวน 11 ราย ที่มีกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ ประกันสินเชื่อ และกรมธรรม์ประกันภัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงาน
อ่านต่อ >10

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
คลังเปิดขาย “พันธบัตรออมพลัส” 31 กรกฎาคม 2569 นี้ ดอกเบี้ยสูงสุด 2.80% ลงทุนเริ่มแค่ 100 บาท คลังเปิดตัว "พันธบัตรออมพลัส" ทางเลือกออมเงินยุคใหม่กระทรวงการคลังเตรียมเปิดจำหน่าย พันธบัตรรัฐบาล "ออมพลัส" ครั้งแรกในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ชูจุดเด่นลงทุนง่าย เริ่มต้นเพียง 100 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" พร้อมเปิดช่องทางซื้อผ่านธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ และแอปพลิเคชัน Streaming หวังขยายฐานผู้ลงทุนสู่คนรุ่นใหม่และผู้เริ่มต้นออมเงินนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พันธบัตรออมพลัสถูกออกแบบเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายกว่าเดิม พร้อมได้รับผลตอบแทนที่จูงใจ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการระดมทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศดอกเบี้ย 2 รุ่น สูงสุด 2.80% ต่อปีสำหรับการจำหน่ายครั้งแรกในปีงบประมาณ 2569 วงเงินรวม 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 รุ่น ได้แก่* รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.80% ต่อปี* รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.80% ต่อปีทั้งสองรุ่นจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน และเป็นพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลการถือครองผ่านระบบดิจิทัลได้ซื้อได้ตั้งแต่ 100 บาท ผ่าน 2 ช่องทางกระทรวงการคลังแบ่งการจำหน่ายออกเป็น 2 ช่องทาง เพื่อรองรับผู้ลงทุนหลายกลุ่ม1. วอลเล็ต สบม. บนแอปฯ เป๋าตังเปิดจำหน่ายวันที่ 31 กรกฎาคม - 31 สิงหาคม 2569 วงเงิน 2,000 ล้านบาท* ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท* ซื้อสูงสุด 3 ล้านบาทต่อครั้ง* วงเงินสะสมไม่เกิน 50 ล้านบาท* ใช้วิธีจัดสรร First-Come, First-Served หรือมาก่อนได้ก่อนผู้สนใจควรลงทะเบียนและยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชันเป๋าตัง รวมทั้งเติมเงินเข้าวอลเล็ต สบม. ให้พร้อมก่อนวันเปิดขาย2. Bond Connect Platformเปิดจองซื้อวันที่ 3-5 สิงหาคม 2569 วงเงิน 2,000 ล้านบาทสำหรับผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ สามารถจองผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมทั้ง 24 แห่ง และแอปพลิเคชัน Streaming* ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท* ไม่จำกัดวงเงินต่อราย* ใช้วิธีจัดสรรแบบ Small Lot First เพื่อกระจายสิทธิให้ผู้ลงทุนรายย่อยได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึง* ประกาศผลจัดสรรและคืนเงินผู้ไม่ได้รับสิทธิในวันที่ 6 สิงหาคม 2569ชูจุดเด่น "4 พลัส"กระทรวงการคลังระบุว่า พันธบัตรออมพลัสมีจุดเด่นมากกว่าพันธบัตรออมทรัพย์
อ่านต่อ >27

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เปิดไทม์ไลน์รับร่างผู้เสียชีวิต เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวภายหลังเหตุเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เจ้าหน้าที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ได้ทยอยส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ญาติ เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาตามภูมิลำเนาและวัดต่าง ๆ โดยตลอดวันที่ 13-14 กรกฎาคม 2569 มีญาติเดินทางมารับร่างผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าล่าสุด มีการส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ญาติแล้ว 17 ราย โดยมีรายละเอียดดังนี้ ไทม์ไลน์ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569เวลา 17.41 น.ญาติรับร่าง สิบโท พิษณุ แตงโสภา สารวัตรทหาร เป็นผู้เสียชีวิตรายแรกที่นำออกจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดหนองบัวทอง ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีเวลา 18.10 น.ญาติรับร่าง นางสาวมณีรัตน์ บ่มกลาง อายุ 38 ปี เพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์เวลา 19.00 น.ญาติรับร่าง สิบตำรวจตรีหญิง เปมิกา อ่อนศรี อายุ 24 ปี สังกัดกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล นำกลับไปประกอบพิธีที่ บ้านสันทรายงาม ตำบลสันทรายงาม อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายเวลา 20.30 น.ญาติรับร่าง นายจรัญ เลิกนอก อายุ 27 ปี พนักงานโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู นำไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดไทรทอง ตำบลท่ามะไฟหวาน อำเภอแก่งค้อ จังหวัดชัยภูมิเวลา 20.50 น.ญาติรับร่าง นางสาวนิภาพร แจ่มแจ้ง ไปประกอบพิธีที่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษเวลา 20.50 น.ญาติรับร่าง นางสาวอัชราภรณ์ สุทธิสิน ไปประกอบพิธีที่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ไทม์ไลน์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2569เวลา 09.40 น.ญาติรับร่าง นางสาวชิตชนก ชวนรัมย์ ไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดสะพานสูง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานครเวลา 12.44 น.ญาติรับร่าง นายสโรบล (ท๊อป) อายุ 35 ปี ไปประกอบพิธีที่ วัดสุคันธาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานครเวลา 13.30 น.ญาติรับร่าง นางสาวทัตพิชา สีหาบุญมาก เพื่อนำกลับภูมิลำเนา บ้านหนองไผ่ ตำบลหนองไผ่ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคามเวลา 14.30 น.ญาติรับร่าง นางสาวพลอยไพลิน ทึมหลวง ไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดราชประคองธรรม อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีเวลา 14.40 น.ญาติรับร่าง นายสุวิชชา ศิริสลุง (ลี่) และ นางสาวน้ำทิพย์ ทับสุข (ไอซ์) สองสามีภรรยา เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาร่วมกันที่ วัดกลาง คลอง 30 อำเภอองค์ร
อ่านต่อ >33

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
กล่าวถ้อยแถลงพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference) ภายใต้หัวข้อ “AI Partnership for a Brighter Future” ณ ศูนย์การประชุม Shanghai World Reception Hall นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศ องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการเข้าร่วมภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญดังนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดย AI ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการที่ทุกประเทศร่วมกันกำหนดทิศทางและกติกาในการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ ธรรมาภิบาล AI ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ นายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมจีนที่ริเริ่มการประชุมและความร่วมมือระหว่างประเทศด้านธรรมาภิบาล AI รวมถึงข้อริเริ่มในการจัดตั้ง “องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก” (World Artifical Intelligence Cooperation Organization) และสนับสนุนการหารือระดับโลกด้านธรรมาภิบาล AI ของสหประชาชาติ (United Nations Global Dialogue on AI Governance) เป็นครั้งแรก เพื่อร่วมกันสร้างระบบพหุภาคีที่เปิดกว้างและครอบคลุม โดยมีเป้าหมายร่วมคือ "การสร้างอนาคตของ AI ที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง" นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ธรรมาภิบาล AI ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity)การคุ้มครองประชาชน (Protection) AI ต้องรับใช้มนุษยชาติ คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขณะเดียวกัน ก็พร้อมรับมือความเสี่ยงที่เกิดจากอคติ การสร้างความเกลียดชัง และการใช้ AI ในทางที่ผิด ทั้งการสร้างข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่บิดเบียน หรือตกไปอยู่ในมือผู้ที่จงใจใช้เทคโนโลยีเพื่อหลบหนีช่องว่างทางกฏหมาย ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์เกิดผลกระทบที่เสียหายต่อสังคมติดตามมา ประชาคมโลกจึงต้องทำงานร่วมกัน เ
อ่านต่อ >1

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ได้มอบหมายให้ นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ ติดตามการให้ความช่วยเหลือด้านการประกันภัยแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทประกันภัยในการตรวจสอบสิทธิความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบและทายาทผู้เสียชีวิตได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยอย่างครบถ้วนและเป็นธรรมนายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ เปิดเผยว่า จากการประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวน 33 ราย โดยสามารถตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลและมีข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนแล้วจำนวน 28 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า สถานประกอบการที่เกิดเหตุได้จัดทำประกันอัคคีภัยไว้กับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) วงเงิน เอาประกันภัยรวม 40 ล้านบาท ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า และการระเบิดของแก๊สที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัย โดยทรัพย์สินที่ได้รับความคุ้มครองประกอบด้วย อาคาร วงเงิน 25 ล้านบาท เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ วงเงิน 13 ล้านบาท และสต็อกสินค้าและเครื่องดื่ม วงเงิน 2 ล้านบาท มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2570 โดยสำนักงาน คปภ. ได้ประสานบริษัทผู้รับประกันภัยให้ดำเนินการสำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อประกอบการพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยนอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังได้ประสานบริษัทประกันภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อมูลการทำประกันภัยของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมว่า มีความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันชีวิต ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) ประกันสุขภาพ หรือกรมธรรม์ประกันภัยประเภทอื่นหรือไม่ เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนและสิทธิประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นธรรม โดยจากการตรวจสอบผู้เสียชีวิตจำนวน 33 ราย ซึ่งมีข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนแล้วจำนวน 28 ราย พบผู้เสียชีวิตจำนวน 11 ราย ที่มีกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ ประกันสินเชื่อ และกรมธรรม์ประกันภัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงาน
อ่านต่อ >10

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
คลังเปิดขาย “พันธบัตรออมพลัส” 31 กรกฎาคม 2569 นี้ ดอกเบี้ยสูงสุด 2.80% ลงทุนเริ่มแค่ 100 บาท คลังเปิดตัว "พันธบัตรออมพลัส" ทางเลือกออมเงินยุคใหม่กระทรวงการคลังเตรียมเปิดจำหน่าย พันธบัตรรัฐบาล "ออมพลัส" ครั้งแรกในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ชูจุดเด่นลงทุนง่าย เริ่มต้นเพียง 100 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" พร้อมเปิดช่องทางซื้อผ่านธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ และแอปพลิเคชัน Streaming หวังขยายฐานผู้ลงทุนสู่คนรุ่นใหม่และผู้เริ่มต้นออมเงินนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พันธบัตรออมพลัสถูกออกแบบเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายกว่าเดิม พร้อมได้รับผลตอบแทนที่จูงใจ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการระดมทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศดอกเบี้ย 2 รุ่น สูงสุด 2.80% ต่อปีสำหรับการจำหน่ายครั้งแรกในปีงบประมาณ 2569 วงเงินรวม 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 รุ่น ได้แก่* รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.80% ต่อปี* รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.80% ต่อปีทั้งสองรุ่นจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน และเป็นพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลการถือครองผ่านระบบดิจิทัลได้ซื้อได้ตั้งแต่ 100 บาท ผ่าน 2 ช่องทางกระทรวงการคลังแบ่งการจำหน่ายออกเป็น 2 ช่องทาง เพื่อรองรับผู้ลงทุนหลายกลุ่ม1. วอลเล็ต สบม. บนแอปฯ เป๋าตังเปิดจำหน่ายวันที่ 31 กรกฎาคม - 31 สิงหาคม 2569 วงเงิน 2,000 ล้านบาท* ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท* ซื้อสูงสุด 3 ล้านบาทต่อครั้ง* วงเงินสะสมไม่เกิน 50 ล้านบาท* ใช้วิธีจัดสรร First-Come, First-Served หรือมาก่อนได้ก่อนผู้สนใจควรลงทะเบียนและยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชันเป๋าตัง รวมทั้งเติมเงินเข้าวอลเล็ต สบม. ให้พร้อมก่อนวันเปิดขาย2. Bond Connect Platformเปิดจองซื้อวันที่ 3-5 สิงหาคม 2569 วงเงิน 2,000 ล้านบาทสำหรับผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ สามารถจองผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมทั้ง 24 แห่ง และแอปพลิเคชัน Streaming* ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท* ไม่จำกัดวงเงินต่อราย* ใช้วิธีจัดสรรแบบ Small Lot First เพื่อกระจายสิทธิให้ผู้ลงทุนรายย่อยได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึง* ประกาศผลจัดสรรและคืนเงินผู้ไม่ได้รับสิทธิในวันที่ 6 สิงหาคม 2569ชูจุดเด่น "4 พลัส"กระทรวงการคลังระบุว่า พันธบัตรออมพลัสมีจุดเด่นมากกว่าพันธบัตรออมทรัพย์
อ่านต่อ >27

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เปิดไทม์ไลน์รับร่างผู้เสียชีวิต เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวภายหลังเหตุเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เจ้าหน้าที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ได้ทยอยส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ญาติ เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาตามภูมิลำเนาและวัดต่าง ๆ โดยตลอดวันที่ 13-14 กรกฎาคม 2569 มีญาติเดินทางมารับร่างผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าล่าสุด มีการส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ญาติแล้ว 17 ราย โดยมีรายละเอียดดังนี้ ไทม์ไลน์ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569เวลา 17.41 น.ญาติรับร่าง สิบโท พิษณุ แตงโสภา สารวัตรทหาร เป็นผู้เสียชีวิตรายแรกที่นำออกจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดหนองบัวทอง ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีเวลา 18.10 น.ญาติรับร่าง นางสาวมณีรัตน์ บ่มกลาง อายุ 38 ปี เพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์เวลา 19.00 น.ญาติรับร่าง สิบตำรวจตรีหญิง เปมิกา อ่อนศรี อายุ 24 ปี สังกัดกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล นำกลับไปประกอบพิธีที่ บ้านสันทรายงาม ตำบลสันทรายงาม อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายเวลา 20.30 น.ญาติรับร่าง นายจรัญ เลิกนอก อายุ 27 ปี พนักงานโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู นำไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดไทรทอง ตำบลท่ามะไฟหวาน อำเภอแก่งค้อ จังหวัดชัยภูมิเวลา 20.50 น.ญาติรับร่าง นางสาวนิภาพร แจ่มแจ้ง ไปประกอบพิธีที่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษเวลา 20.50 น.ญาติรับร่าง นางสาวอัชราภรณ์ สุทธิสิน ไปประกอบพิธีที่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ไทม์ไลน์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2569เวลา 09.40 น.ญาติรับร่าง นางสาวชิตชนก ชวนรัมย์ ไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดสะพานสูง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานครเวลา 12.44 น.ญาติรับร่าง นายสโรบล (ท๊อป) อายุ 35 ปี ไปประกอบพิธีที่ วัดสุคันธาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานครเวลา 13.30 น.ญาติรับร่าง นางสาวทัตพิชา สีหาบุญมาก เพื่อนำกลับภูมิลำเนา บ้านหนองไผ่ ตำบลหนองไผ่ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคามเวลา 14.30 น.ญาติรับร่าง นางสาวพลอยไพลิน ทึมหลวง ไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดราชประคองธรรม อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีเวลา 14.40 น.ญาติรับร่าง นายสุวิชชา ศิริสลุง (ลี่) และ นางสาวน้ำทิพย์ ทับสุข (ไอซ์) สองสามีภรรยา เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาร่วมกันที่ วัดกลาง คลอง 30 อำเภอองค์ร
อ่านต่อ >33