
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ผลวิจัยทั้งในและต่างประเทศชี้ชัด “ฝุ่น PM2.5” ไม่ได้ทำร้ายแค่ปอด แต่กระทบลึกถึง “สมอง” ทุกช่วงวัย ขณะที่ระดับฝุ่นที่พุ่งสูงทุก 5 ไมครอนฯ สัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และหากสะสมในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยง “อัลไซเมอร์” ในอนาคตผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช ผู้ช่วยคณบดีและหัวหน้าหน่วยวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ร่างกาย ผ่านระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด โดยผ่านกลไกสำคัญ เช่น ผนังกั้นปอด การแลกเปลี่ยนแก๊ซ กระแสเลือด (Lung-Gas-Blood Barrier) , ลำไส้ ไมโครเบียลและสมอง (Gut-Microbiota-Brain Axis) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย PM2.5 จะไปกระตุ้นให้เกิดภาวะ ความเครียดของเซลล์หลอดเลือด(oxidative stress) ส่งผลให้เซลล์หลอดเลือดทำงานผิดปกติ เกิดการอักเสบ และลดความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง ขณะเดียวกันมีหลักฐานจากการทดลองในสัตว์ โดยให้สัมผัส PM2.5 ผ่านการสูดดม ต่อเนื่องเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า PM2.5 ส่งผลทำให้หลอดเลือดในสมองเกิดการแข็งตัวได้ข้อมูลการศึกษาในระดับประชากรยังพบว่า การเพิ่มขึ้นของ PM2.5 มีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยทุกการเพิ่มขึ้นของ PM2.5 จำนวน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอัมพาตและการเกิดซ้ำของโรคหลอดเลือดสมองถึง 24% และเพิ่มความรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ถึง 30% โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้การได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากอากาศเป็นเวลาหลายปี ยังส่งผลให้สมองสะสมโปรตีนอะไมลอยด์ (Aβ42) มากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ โดยผลการศึกษาประชากรจำนวน 1,113 คน อายุ 45-75 ปี ที่มีสุขภาพสมองปกติ พบว่า• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 1 ปี ทำให้ระดับโปรตีนอะไมลอยด์ ลดลง 10.1%• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 3 ปี ทำให้ระดับ Aβ42 ลดลง 7.8%• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 5 ปี มีแนวโน้มลดลง 7.6% แต่ยังไม่แน่ชัดทางสถิติ ผศ.นพ. สุรัตน์ ตันประเวช ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การศึกษาในปี พ.ศ. 2566 ในวารสารด้านประสาทวิทยา ยืนยันว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5นี้ มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดความเสียหายของระบบประสาทในหลายมิติ ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก ส่งผลให้มีแนวโน้มพัฒนาการสมองล่าช้า ระดับส
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็น และเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟที เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในการพิจารณาครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ และ โฆษก กกพ. กล่าวว่า ในส่วนของข้อเสนอเพิ่มเติมที่อยากให้ภาครัฐตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยนั้น ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย ซึ่งการตรึงค่าไฟ ทุก 1 สตางค์ ต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท เพราะฉะนั้น หากจะตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 14.3 ล้านราย หรือคิดเป็น 62% ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท และกรณีผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 17.5 ล้านราย หรือคิดเป็น 76% ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 591 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน"การพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้า จึงต้องคำนึงถึงทั้งภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาว โดย กกพ. ยังคงยึดหลักการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน" โฆษก กกพ. ระบุนอกจากนี้ กกพ. ยังคงติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า ในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้เครื่องใช
อ่านต่อ >13

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
สิ้นสุดมาตรการ “เตือนก่อนปรับ” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวก่อนหน้านี้ว่ามาตรการผ่อนปรน ได้สิ้นสุดตั้งแต่ 31 มีนาคม 2569 ก่อนดีเดย์จับปรับจริงตามกฎหมายจราจรทั่วประเทศในวันที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน “เตือนก่อนปรับ” ถึงมีนาคมสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแจ้งแนวทางปฏิบัติตามมาตรการ “เตือนก่อนปรับ” เพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ชัดเจน กับพี่น้องประชาชน เหมาะสมกับสถานการณ์ เกิดประโยชน์ต่อสังคม ดังนี้1. เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะดำเนินการว่ากล่าวตักเตือนก่อนออกไปสั่ง ผ่านระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร PTM “เฉพาะกับผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรที่อยู่ปรากฏตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในทันทีที่พบการกระทำผิด” เพื่อให้ผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรได้รับทราบการว่ากล่าวตักเตือนจากเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง2. เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะดำเนินการว่ากล่าวตักเตือนก่อนออกใบสั่ง เฉพาะกับผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรที่ “ไม่มีข้อมูลค้างชำระใบสั่ง” หากพบว่าเป็นผู้ที่ค้างชำระใบสั่งจะไม่ได้รับการว่ากล่าวตักเตือนก่อนออกใบสั่ง3. ผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรที่ได้รับการว่ากล่าวตักเตือนก่อนออกใบสั่งแล้ว หากกระทำผิดกฎหมายจราจรในคราวต่อมา ไม่ว่าจะซ้ำข้อหาเดิมหรือไม่ จะถูกออกใบสั่งตามปกติ “โดยจะมีโอกาสถูกเตือน 1 ครั้ง”ทั้งนี้ ผู้กระทำผิดกฎหมายในความผิดฐาน “ขับขี่รถที่มีควันดำเกินมาตรฐาน” จะไม่ได้รับการว่ากล่าวตักเตือนก่อนออกใบสั่ง แต่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่กำหนดไว้ เนื่องด้วยเป็นสาเหตุหนึ่งของสถานการณ์ฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบกับประชาชนโดยรวมของประเทศ ประกอบกับขณะนี้เป็นห้วงที่สถานการณ์มลพิษทางอากาศของประเทศไทยอยู่ในภาวะที่มีค่ามลพิษสูงมาก 1 เม.ย. เริ่มปรับจับจริง เข้ม 10 ข้อหาตั้งแต่ 1 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป จะเข้าสู่การบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัดใน 10 ข้อหาหลัก ที่เป็นสาเหตุที่มาของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน1. ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท (เดิม 1,000)2. ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร: ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท (เดิม 1,000)3. ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท4. ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ (โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม): ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท5. ขับรถย้อนศร: ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท (เดิม 500)6. ไม่สวมหมวกนิรภัย (ทั้งคนขับและคนซ้อน): ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท
อ่านต่อ >221

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ในช่วงเวลาที่โลกทั้งใบกำลังพยายามเดินหน้าเพื่อลดภาวะโลกร้อนและแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามอิหร่านในปี 2026 กลับกลายเป็นแรงฉุดรั้งครั้งใหญ่ที่ทำให้ความพยายามเหล่านั้นถอยหลังอย่างน่ากังวล สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปะทะกันของกำลังทหารหรืออำนาจทางการเมือง หากแต่เป็น “เหตุการณ์ด้านพลังงาน” ที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้โลกต้องจ่ายราคาที่หนักหน่วงผ่านสภาพภูมิอากาศที่ย่ำแย่ลง เมื่อมองลึกลงไป สงครามไม่ได้เพียงทำลายชีวิตและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดมหาศาล การโจมตีทางอากาศ การเคลื่อนกำลังทหาร และการเผาไหม้เชื้อเพลิงจำนวนมหาศาล ล้วนปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณที่เทียบเท่ากับการปล่อยทั้งปีของบางประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกการเคลื่อนไหวในสนามรบไม่ได้จบลงเพียงในพื้นที่สงคราม แต่ขยายผลไปถึงระบบนิเวศของโลกทั้งใบ ยิ่งไปกว่านั้น สงครามอิหร่านยังเผยให้เห็นถึง “จุดอ่อน” ของระบบพลังงานโลกที่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนัก เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เมื่อเกิดความไม่มั่นคง ย่อมส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานทั่วโลกทันที ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้หลายประเทศจำเป็นต้องหันกลับไปพึ่งพาพลังงานฟอสซิลมากขึ้น แทนที่จะเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดตามเป้าหมายที่เคยวางไว้ ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่ด้านพลังงาน แต่ลุกลามไปสู่เศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อเร่งตัว และประเทศที่เปราะบางทางเศรษฐกิจต้องเผชิญกับแรงกดดันที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม ขณะเดียวกัน ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงกลั่นน้ำมันหรือแหล่งก๊าซ ยังทิ้งมลพิษระยะยาวไว้ในสิ่งแวดล้อม ทั้งในดิน น้ำ และอากาศ ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายปี สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ วิกฤตครั้งนี้กำลังทำให้เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของโลกถอยหลังอย่างชัดเจน เมื่อประเทศต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานในระยะสั้น นโยบายด้านพลังงานสะอาดจึงถูกชะลอ หรือแม้แต่ถูกลดความสำคัญลง การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น กลับกลายเป็นการตอกย้ำวงจรเดิมที่ทำให้การปล่อยคาร์บอนสูงขึ้น และทำให้ก
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ผลวิจัยทั้งในและต่างประเทศชี้ชัด “ฝุ่น PM2.5” ไม่ได้ทำร้ายแค่ปอด แต่กระทบลึกถึง “สมอง” ทุกช่วงวัย ขณะที่ระดับฝุ่นที่พุ่งสูงทุก 5 ไมครอนฯ สัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และหากสะสมในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยง “อัลไซเมอร์” ในอนาคตผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช ผู้ช่วยคณบดีและหัวหน้าหน่วยวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ร่างกาย ผ่านระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด โดยผ่านกลไกสำคัญ เช่น ผนังกั้นปอด การแลกเปลี่ยนแก๊ซ กระแสเลือด (Lung-Gas-Blood Barrier) , ลำไส้ ไมโครเบียลและสมอง (Gut-Microbiota-Brain Axis) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย PM2.5 จะไปกระตุ้นให้เกิดภาวะ ความเครียดของเซลล์หลอดเลือด(oxidative stress) ส่งผลให้เซลล์หลอดเลือดทำงานผิดปกติ เกิดการอักเสบ และลดความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง ขณะเดียวกันมีหลักฐานจากการทดลองในสัตว์ โดยให้สัมผัส PM2.5 ผ่านการสูดดม ต่อเนื่องเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า PM2.5 ส่งผลทำให้หลอดเลือดในสมองเกิดการแข็งตัวได้ข้อมูลการศึกษาในระดับประชากรยังพบว่า การเพิ่มขึ้นของ PM2.5 มีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยทุกการเพิ่มขึ้นของ PM2.5 จำนวน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอัมพาตและการเกิดซ้ำของโรคหลอดเลือดสมองถึง 24% และเพิ่มความรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ถึง 30% โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้การได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากอากาศเป็นเวลาหลายปี ยังส่งผลให้สมองสะสมโปรตีนอะไมลอยด์ (Aβ42) มากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ โดยผลการศึกษาประชากรจำนวน 1,113 คน อายุ 45-75 ปี ที่มีสุขภาพสมองปกติ พบว่า• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 1 ปี ทำให้ระดับโปรตีนอะไมลอยด์ ลดลง 10.1%• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 3 ปี ทำให้ระดับ Aβ42 ลดลง 7.8%• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 5 ปี มีแนวโน้มลดลง 7.6% แต่ยังไม่แน่ชัดทางสถิติ ผศ.นพ. สุรัตน์ ตันประเวช ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การศึกษาในปี พ.ศ. 2566 ในวารสารด้านประสาทวิทยา ยืนยันว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5นี้ มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดความเสียหายของระบบประสาทในหลายมิติ ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก ส่งผลให้มีแนวโน้มพัฒนาการสมองล่าช้า ระดับส
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็น และเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟที เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในการพิจารณาครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ และ โฆษก กกพ. กล่าวว่า ในส่วนของข้อเสนอเพิ่มเติมที่อยากให้ภาครัฐตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยนั้น ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย ซึ่งการตรึงค่าไฟ ทุก 1 สตางค์ ต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท เพราะฉะนั้น หากจะตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 14.3 ล้านราย หรือคิดเป็น 62% ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท และกรณีผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 17.5 ล้านราย หรือคิดเป็น 76% ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 591 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน"การพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้า จึงต้องคำนึงถึงทั้งภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาว โดย กกพ. ยังคงยึดหลักการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน" โฆษก กกพ. ระบุนอกจากนี้ กกพ. ยังคงติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า ในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้เครื่องใช
อ่านต่อ >13

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
สิ้นสุดมาตรการ “เตือนก่อนปรับ” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวก่อนหน้านี้ว่ามาตรการผ่อนปรน ได้สิ้นสุดตั้งแต่ 31 มีนาคม 2569 ก่อนดีเดย์จับปรับจริงตามกฎหมายจราจรทั่วประเทศในวันที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน “เตือนก่อนปรับ” ถึงมีนาคมสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแจ้งแนวทางปฏิบัติตามมาตรการ “เตือนก่อนปรับ” เพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ชัดเจน กับพี่น้องประชาชน เหมาะสมกับสถานการณ์ เกิดประโยชน์ต่อสังคม ดังนี้1. เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะดำเนินการว่ากล่าวตักเตือนก่อนออกไปสั่ง ผ่านระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร PTM “เฉพาะกับผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรที่อยู่ปรากฏตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในทันทีที่พบการกระทำผิด” เพื่อให้ผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรได้รับทราบการว่ากล่าวตักเตือนจากเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง2. เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะดำเนินการว่ากล่าวตักเตือนก่อนออกใบสั่ง เฉพาะกับผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรที่ “ไม่มีข้อมูลค้างชำระใบสั่ง” หากพบว่าเป็นผู้ที่ค้างชำระใบสั่งจะไม่ได้รับการว่ากล่าวตักเตือนก่อนออกใบสั่ง3. ผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรที่ได้รับการว่ากล่าวตักเตือนก่อนออกใบสั่งแล้ว หากกระทำผิดกฎหมายจราจรในคราวต่อมา ไม่ว่าจะซ้ำข้อหาเดิมหรือไม่ จะถูกออกใบสั่งตามปกติ “โดยจะมีโอกาสถูกเตือน 1 ครั้ง”ทั้งนี้ ผู้กระทำผิดกฎหมายในความผิดฐาน “ขับขี่รถที่มีควันดำเกินมาตรฐาน” จะไม่ได้รับการว่ากล่าวตักเตือนก่อนออกใบสั่ง แต่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่กำหนดไว้ เนื่องด้วยเป็นสาเหตุหนึ่งของสถานการณ์ฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบกับประชาชนโดยรวมของประเทศ ประกอบกับขณะนี้เป็นห้วงที่สถานการณ์มลพิษทางอากาศของประเทศไทยอยู่ในภาวะที่มีค่ามลพิษสูงมาก 1 เม.ย. เริ่มปรับจับจริง เข้ม 10 ข้อหาตั้งแต่ 1 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป จะเข้าสู่การบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัดใน 10 ข้อหาหลัก ที่เป็นสาเหตุที่มาของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน1. ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท (เดิม 1,000)2. ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร: ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท (เดิม 1,000)3. ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท4. ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ (โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม): ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท5. ขับรถย้อนศร: ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท (เดิม 500)6. ไม่สวมหมวกนิรภัย (ทั้งคนขับและคนซ้อน): ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท
อ่านต่อ >221

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ในช่วงเวลาที่โลกทั้งใบกำลังพยายามเดินหน้าเพื่อลดภาวะโลกร้อนและแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามอิหร่านในปี 2026 กลับกลายเป็นแรงฉุดรั้งครั้งใหญ่ที่ทำให้ความพยายามเหล่านั้นถอยหลังอย่างน่ากังวล สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปะทะกันของกำลังทหารหรืออำนาจทางการเมือง หากแต่เป็น “เหตุการณ์ด้านพลังงาน” ที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้โลกต้องจ่ายราคาที่หนักหน่วงผ่านสภาพภูมิอากาศที่ย่ำแย่ลง เมื่อมองลึกลงไป สงครามไม่ได้เพียงทำลายชีวิตและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดมหาศาล การโจมตีทางอากาศ การเคลื่อนกำลังทหาร และการเผาไหม้เชื้อเพลิงจำนวนมหาศาล ล้วนปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณที่เทียบเท่ากับการปล่อยทั้งปีของบางประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกการเคลื่อนไหวในสนามรบไม่ได้จบลงเพียงในพื้นที่สงคราม แต่ขยายผลไปถึงระบบนิเวศของโลกทั้งใบ ยิ่งไปกว่านั้น สงครามอิหร่านยังเผยให้เห็นถึง “จุดอ่อน” ของระบบพลังงานโลกที่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนัก เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เมื่อเกิดความไม่มั่นคง ย่อมส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานทั่วโลกทันที ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้หลายประเทศจำเป็นต้องหันกลับไปพึ่งพาพลังงานฟอสซิลมากขึ้น แทนที่จะเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดตามเป้าหมายที่เคยวางไว้ ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่ด้านพลังงาน แต่ลุกลามไปสู่เศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อเร่งตัว และประเทศที่เปราะบางทางเศรษฐกิจต้องเผชิญกับแรงกดดันที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม ขณะเดียวกัน ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงกลั่นน้ำมันหรือแหล่งก๊าซ ยังทิ้งมลพิษระยะยาวไว้ในสิ่งแวดล้อม ทั้งในดิน น้ำ และอากาศ ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายปี สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ วิกฤตครั้งนี้กำลังทำให้เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของโลกถอยหลังอย่างชัดเจน เมื่อประเทศต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานในระยะสั้น นโยบายด้านพลังงานสะอาดจึงถูกชะลอ หรือแม้แต่ถูกลดความสำคัญลง การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น กลับกลายเป็นการตอกย้ำวงจรเดิมที่ทำให้การปล่อยคาร์บอนสูงขึ้น และทำให้ก
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ผลวิจัยทั้งในและต่างประเทศชี้ชัด “ฝุ่น PM2.5” ไม่ได้ทำร้ายแค่ปอด แต่กระทบลึกถึง “สมอง” ทุกช่วงวัย ขณะที่ระดับฝุ่นที่พุ่งสูงทุก 5 ไมครอนฯ สัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และหากสะสมในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยง “อัลไซเมอร์” ในอนาคตผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช ผู้ช่วยคณบดีและหัวหน้าหน่วยวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ร่างกาย ผ่านระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด โดยผ่านกลไกสำคัญ เช่น ผนังกั้นปอด การแลกเปลี่ยนแก๊ซ กระแสเลือด (Lung-Gas-Blood Barrier) , ลำไส้ ไมโครเบียลและสมอง (Gut-Microbiota-Brain Axis) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย PM2.5 จะไปกระตุ้นให้เกิดภาวะ ความเครียดของเซลล์หลอดเลือด(oxidative stress) ส่งผลให้เซลล์หลอดเลือดทำงานผิดปกติ เกิดการอักเสบ และลดความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง ขณะเดียวกันมีหลักฐานจากการทดลองในสัตว์ โดยให้สัมผัส PM2.5 ผ่านการสูดดม ต่อเนื่องเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า PM2.5 ส่งผลทำให้หลอดเลือดในสมองเกิดการแข็งตัวได้ข้อมูลการศึกษาในระดับประชากรยังพบว่า การเพิ่มขึ้นของ PM2.5 มีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยทุกการเพิ่มขึ้นของ PM2.5 จำนวน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอัมพาตและการเกิดซ้ำของโรคหลอดเลือดสมองถึง 24% และเพิ่มความรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ถึง 30% โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้การได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากอากาศเป็นเวลาหลายปี ยังส่งผลให้สมองสะสมโปรตีนอะไมลอยด์ (Aβ42) มากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ โดยผลการศึกษาประชากรจำนวน 1,113 คน อายุ 45-75 ปี ที่มีสุขภาพสมองปกติ พบว่า• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 1 ปี ทำให้ระดับโปรตีนอะไมลอยด์ ลดลง 10.1%• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 3 ปี ทำให้ระดับ Aβ42 ลดลง 7.8%• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 5 ปี มีแนวโน้มลดลง 7.6% แต่ยังไม่แน่ชัดทางสถิติ ผศ.นพ. สุรัตน์ ตันประเวช ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การศึกษาในปี พ.ศ. 2566 ในวารสารด้านประสาทวิทยา ยืนยันว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5นี้ มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดความเสียหายของระบบประสาทในหลายมิติ ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก ส่งผลให้มีแนวโน้มพัฒนาการสมองล่าช้า ระดับส
อ่านต่อ >12