
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือมีความเหมาะสมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ปรับ 2 เกณฑ์หลัก คัดกรองผู้มีสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐการปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งนี้มีสาระสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ยกเลิกเกณฑ์กรณีบุตรนำชื่อบิดา-มารดามาประกอบการพิจารณา ในการขอรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนำหนี้เกษตรกรมารวมคำนวณกับเกณฑ์หนี้สินไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อใช้เป็นเกณฑ์คัดกรองผู้มีสิทธิเพิ่มกลุ่มเปราะบาง 5.4 ล้านคน รวมผู้มีสิทธิกว่า 18.8 ล้านรายครม.ยังเห็นชอบให้นำ กลุ่มเปราะบางจำนวน 5.4 ล้านคน เข้าร่วมพิจารณารับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เมื่อรวมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม 13.2 ล้านคน จะทำให้มีผู้ได้รับการพิจารณาสิทธิรวมประมาณ 18.8 ล้านคนประกาศผล 17 ก.ค. ผู้ถือบัตรเดิมไม่ต้องยืนยันตัวตนที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะประชุมรอบสุดท้ายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ก่อนประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569สำหรับผู้ผ่านการพิจารณา แบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ รวมถึงกรณีมอบอำนาจใช้สิทธิ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ ต้องยืนยันตัวตนการยืนยันตัวตนสามารถดำเนินการได้ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตังหรือที่สาขาธนาคารของรัฐ 5 แห่ง เช่นเดียวกับการยืนยันสิทธิในรอบที่ผ่านมา ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์อุทธรณ์ได้ 17-31 ก.ค.สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณา กระทรวงการคลังจะเปิดให้ยื่นอุทธรณ์ระหว่างวันที่ 17-31 กรกฎาคม 2569จากนั้นจะประกาศผลอุทธรณ์ในวันที่ 14 กันยายน 2569 และผู้ที่ผ่านการอุทธรณ์จะต้องยืนยันตัวตนเช่นเดียวกับผู้ผ่านรอบแรกทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับสิทธิรายใหม่ รวมถึงผู้ผ่านการอุทธรณ์ จะเริ่มใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569ผู้ถือบัตรเดิมใช้สิทธิได้ 1 ส.ค. 69ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ซึ่งไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ จะสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไปเช็กผลบัตรสวัสดิการแห่ง
อ่านต่อ >49

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
Cloud 11 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะ “ครีเอทีฟแลนด์มาร์ก” แห่งใหม่ของประเทศไทย พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ในการยกระดับย่านเซาท์สุขุมวิทสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และนวัตกรรมแห่งใหม่ของเอเชีย ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการกว่า 250,000 ตารางเมตร เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงครีเอเตอร์ ผู้ประกอบการ แบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคไว้ในพื้นที่เดียวนายพอล สิริสันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cloud 11 กล่าวเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ผลักดัน Cloud 11 สู่ “ครีเอทีฟแลนด์มาร์ก” แห่งใหม่ของเอเชีย ที่เชื่อมโยงครีเอเตอร์ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้บริโภคไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ครบวงจร และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาคCloud 11 พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Creative Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยออกแบบให้เป็นมากกว่าศูนย์การค้าหรือพื้นที่ไลฟ์สไตล์ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างหลากหลายอุตสาหกรรม หรือ Cross-Business Collaboration เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ของ GDP และสร้างการจ้างงานให้คนไทยมากกว่า 1 ล้านคน ขณะที่ภาพยนตร์ ซีรีส์ ดนตรี เกม และคอนเทนต์ไทย กำลังได้รับการยอมรับในระดับโลก ทำให้ Cloud 11 ตั้งเป้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยต่อยอดศักยภาพของอุตสาหกรรมเหล่านี้ นายพอล สิริสันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cloud 11 กล่าวว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในระยะต่อไป จำเป็นต้องมีพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงธุรกิจ ครีเอเตอร์ นักลงทุน และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการทดลอง พัฒนานวัตกรรม และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่เวทีโลกภายในโครงการรวบรวม 11 Passion Engines ครอบคลุมทั้งอาหาร แฟชั่น ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะ กีฬาและสุขภาพ เกม การสร้างคอนเทนต์ งานเทศกาล และ Urban Park พร้อมพื้นที่สร้างสรรค์ครบวงจร ทั้งสตูดิโอถ่ายทำมาตรฐานสากล ห้องบันทึกเสียง ห้องซ้อมเต้น โรงภาพยนตร์ แกลเลอรี พื้นที่จัดอีเวนต์ และ Co-working Space ที่เชื่อมโยงทุกขั้นตอนของการผลิตคอนเทนต์ไว้ในระบบเดียว
อ่านต่อ >34

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
"ใจพัง"น่ากลัวกว่า"กายล้า" ความรู้สึก "ถูกเอาเปรียบในที่ทำงาน" ทำลายสมองและจิตใจมากกว่าการทำงานหนัก!
งานหนักไม่ค่อยฆ่าคน แต่ความรู้สึกว่า “ถูกเอาเปรียบ”ต่างหากที่ทำลายใจทำไมบางคนทำงานหนักได้ แต่ทนความไม่ยุติธรรมไม่ได้?หลายคนคิดว่าความเครียดในที่ทำงานเกิดจากงานเยอะเป็นหลัก แต่ในทางจิตวิทยา สิ่งที่บั่นทอนสุขภาพจิตมากกว่านั้นกลับเป็น *ความรู้สึกว่าเราได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม* ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนักกว่าคนอื่นแต่ได้ผลตอบแทนเท่าเดิม การทุ่มเทแต่ไม่เคยได้รับการยอมรับ หรือการต้องรับผิดชอบแทนคนอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แค่ร่างกายเหนื่อย แต่มันทำให้สมองตีความว่า “โลกใบนี้ไม่ปลอดภัยและไม่ยุติธรรมกับเรา”ในจิตวิทยาการทำงาน มีแนวคิดชื่อ Effort–Reward Imbalance (ERI) ซึ่งอธิบายว่า เมื่อความพยายามที่เราทุ่มเท (Effort) ไม่สมดุลกับสิ่งตอบแทนที่ได้รับ (Reward) ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน การยอมรับ ความก้าวหน้า หรือความเคารพ สมองจะเกิดความเครียดเรื้อรังมากกว่าการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ภาวะนี้สัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ภาวะหมดไฟ รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ ที่น่าสนใจคือ คนจำนวนมากสามารถทำงานวันละ 10–12 ชั่วโมงได้ หากพวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่ทำ มีความหมาย หรือ ได้รับความยุติธรรม แต่เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองถูกเอาเปรียบ แม้งานจะเท่าเดิม สมองกลับใช้พลังงานมากขึ้น เพราะต้องคอยตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นเรา” “ทำไมเขาไม่เห็นคุณค่า” หรือ “ทำไมอีกคนทำได้น้อยกว่าแต่ได้มากกว่า” ความคิดเหล่านี้จะวนซ้ำและกินพลังงานทางจิตใจตลอดทั้งวัน เปรียบเหมือนการแบกกระสอบทรายหนัก 20 กิโลกรัม หากรู้ว่ากำลังช่วยชีวิตใครสักคน เราอาจเดินต่อได้ไกลกว่าที่คิด แต่ถ้ารู้ว่ากำลังถูกหลอกให้แบกแทนคนที่แอบนั่งสบายอยู่ข้างทาง กระสอบใบเดิมจะหนักขึ้นทันที ทั้งที่น้ำหนักไม่ได้เปลี่ยนเลย สิ่งที่เปลี่ยนคือ “ความหมาย” ที่สมองมอบให้กับภาระนั้น ดังนั้น หากช่วงนี้คุณรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ ลองถามตัวเองดูว่า คุณกำลังเหนื่อยจากปริมาณงานจริงๆ หรือกำลังเหนื่อยจาก ความรู้สึกไม่ยุติธรรม เพราะหลายครั้ง สิ่งที่ทำให้เราอยากลาออก ไม่ใช่งาน แต่คือความรู้สึกว่า ความทุ่มเทของเราไม่มีคุณค่าในสายตาใครเลย และเมื่อความรู้สึกนี้สะสมเป็นเวลานาน มันอาจทำร้ายสุขภาพจิตได้มากกว่าความเหนื่อยทางกายเสียอีกข้อมูลจาก เพจ คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎาhttps://www.facebook.com/D2JED
อ่านต่อ >15

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
หลายคนอาจเคยได้กลิ่นเฉพาะตัวของผู้สูงอายุ จนเกิดคำเรียกติดปากว่า “กลิ่นแก่” บางคนเข้าใจว่าเกิดจากการอาบน้ำไม่สะอาด ขณะที่บางคนเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติของวัย แล้วความจริงเป็นอย่างไร?รศ.นพ.พีระศักดิ์ เลิศตระการนนท์หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มช.อธิบายว่า “กลิ่นแก่” มีพื้นฐานที่สามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนจะต้องมีกลิ่นลักษณะนี้ และไม่ได้เกิดจากการละเลยสุขอนามัยเพียงอย่างเดียว“กลิ่นแก่” เกิดจากอะไร?เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งการทำงานของผิวหนัง ฮอร์โมน การผลัดเซลล์ผิว และองค์ประกอบของไขมันบนผิวหนังงานวิจัยพบว่า ผู้ที่มีอายุมากขึ้นจะเริ่มมีการสะสมของสารชนิดหนึ่งชื่อ 2-Nonenal (ทู-โนนีนาล) (เอกสารอ้างอิงสาร 2-nonenal ตั้งแต่ปี 2001 ) ซึ่งเกิดจากการเสื่อมสลายของกรดไขมันบนผิวหนังจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน สารนี้มีกลิ่นเฉพาะตัวที่มักถูกอธิบายว่าเป็นกลิ่นคล้ายหญ้าแห้ง กระดาษเก่า หรือกลิ่นอับอ่อน ๆ และเป็นที่มาของคำว่า “กลิ่นแก่”โดยทั่วไปพบได้ตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และอาจชัดเจนมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุผู้สูงอายุทุกคนจะมีกลิ่นแก่หรือไม่?คำตอบคือ ไม่ แม้อายุจะเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ความรุนแรงของกลิ่นแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นพันธุกรรมสุขภาพโดยรวมการดูแลสุขอนามัยการดื่มน้ำการรับประทานอาหารการออกกำลังกายการใช้ยาบางชนิดโรคประจำตัวดังนั้น ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยก็ไม่มีกลิ่นตัวที่ผิดปกติไม่ใช่อายุอย่างเดียว โรคบางชนิดก็ทำให้กลิ่นตัวเปลี่ยนได้ หากกลิ่นตัวเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หรือมีกลิ่นผิดปกติร่วมกับอาการอื่น อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ควรได้รับการตรวจรักษา เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคตับ การติดเชื้อ แผลเรื้อรัง ปัญหาสุขภาพช่องปากหากสงสัยว่ากลิ่นตัวเปลี่ยนไปผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอาบน้ำอย่างเดียวอาจไม่พอ การลดกลิ่นตัวในผู้สูงอายุควรดูแลหลายด้านร่วมกัน ได้แก่-อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกายทุกวัน-เช็ดตัวให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ-เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นประจำ-ซักผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม และปลอกหมอนสม่ำเสมอ-ดื่มน้ำให้เพียงพอ-รับประทานอาหารครบ 5 หมู่-ออกกำลังกายตามความเหมาะสม-ควบคุมโรคประจำตัว-ตรวจสุขภาพเป็นประจำ สำหรับผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ลูกหลานควรช่วยดูแลเรื่อง
อ่านต่อ >21

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือมีความเหมาะสมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ปรับ 2 เกณฑ์หลัก คัดกรองผู้มีสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐการปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งนี้มีสาระสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ยกเลิกเกณฑ์กรณีบุตรนำชื่อบิดา-มารดามาประกอบการพิจารณา ในการขอรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนำหนี้เกษตรกรมารวมคำนวณกับเกณฑ์หนี้สินไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อใช้เป็นเกณฑ์คัดกรองผู้มีสิทธิเพิ่มกลุ่มเปราะบาง 5.4 ล้านคน รวมผู้มีสิทธิกว่า 18.8 ล้านรายครม.ยังเห็นชอบให้นำ กลุ่มเปราะบางจำนวน 5.4 ล้านคน เข้าร่วมพิจารณารับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เมื่อรวมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม 13.2 ล้านคน จะทำให้มีผู้ได้รับการพิจารณาสิทธิรวมประมาณ 18.8 ล้านคนประกาศผล 17 ก.ค. ผู้ถือบัตรเดิมไม่ต้องยืนยันตัวตนที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะประชุมรอบสุดท้ายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ก่อนประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569สำหรับผู้ผ่านการพิจารณา แบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ รวมถึงกรณีมอบอำนาจใช้สิทธิ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ ต้องยืนยันตัวตนการยืนยันตัวตนสามารถดำเนินการได้ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตังหรือที่สาขาธนาคารของรัฐ 5 แห่ง เช่นเดียวกับการยืนยันสิทธิในรอบที่ผ่านมา ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์อุทธรณ์ได้ 17-31 ก.ค.สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณา กระทรวงการคลังจะเปิดให้ยื่นอุทธรณ์ระหว่างวันที่ 17-31 กรกฎาคม 2569จากนั้นจะประกาศผลอุทธรณ์ในวันที่ 14 กันยายน 2569 และผู้ที่ผ่านการอุทธรณ์จะต้องยืนยันตัวตนเช่นเดียวกับผู้ผ่านรอบแรกทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับสิทธิรายใหม่ รวมถึงผู้ผ่านการอุทธรณ์ จะเริ่มใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569ผู้ถือบัตรเดิมใช้สิทธิได้ 1 ส.ค. 69ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ซึ่งไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ จะสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไปเช็กผลบัตรสวัสดิการแห่ง
อ่านต่อ >49

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
Cloud 11 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะ “ครีเอทีฟแลนด์มาร์ก” แห่งใหม่ของประเทศไทย พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ในการยกระดับย่านเซาท์สุขุมวิทสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และนวัตกรรมแห่งใหม่ของเอเชีย ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท บนพื้นที่โครงการกว่า 250,000 ตารางเมตร เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงครีเอเตอร์ ผู้ประกอบการ แบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภคไว้ในพื้นที่เดียวนายพอล สิริสันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cloud 11 กล่าวเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ผลักดัน Cloud 11 สู่ “ครีเอทีฟแลนด์มาร์ก” แห่งใหม่ของเอเชีย ที่เชื่อมโยงครีเอเตอร์ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้บริโภคไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ครบวงจร และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาคCloud 11 พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Creative Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยออกแบบให้เป็นมากกว่าศูนย์การค้าหรือพื้นที่ไลฟ์สไตล์ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างหลากหลายอุตสาหกรรม หรือ Cross-Business Collaboration เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ของ GDP และสร้างการจ้างงานให้คนไทยมากกว่า 1 ล้านคน ขณะที่ภาพยนตร์ ซีรีส์ ดนตรี เกม และคอนเทนต์ไทย กำลังได้รับการยอมรับในระดับโลก ทำให้ Cloud 11 ตั้งเป้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยต่อยอดศักยภาพของอุตสาหกรรมเหล่านี้ นายพอล สิริสันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cloud 11 กล่าวว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในระยะต่อไป จำเป็นต้องมีพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงธุรกิจ ครีเอเตอร์ นักลงทุน และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการทดลอง พัฒนานวัตกรรม และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่เวทีโลกภายในโครงการรวบรวม 11 Passion Engines ครอบคลุมทั้งอาหาร แฟชั่น ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะ กีฬาและสุขภาพ เกม การสร้างคอนเทนต์ งานเทศกาล และ Urban Park พร้อมพื้นที่สร้างสรรค์ครบวงจร ทั้งสตูดิโอถ่ายทำมาตรฐานสากล ห้องบันทึกเสียง ห้องซ้อมเต้น โรงภาพยนตร์ แกลเลอรี พื้นที่จัดอีเวนต์ และ Co-working Space ที่เชื่อมโยงทุกขั้นตอนของการผลิตคอนเทนต์ไว้ในระบบเดียว
อ่านต่อ >34

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
"ใจพัง"น่ากลัวกว่า"กายล้า" ความรู้สึก "ถูกเอาเปรียบในที่ทำงาน" ทำลายสมองและจิตใจมากกว่าการทำงานหนัก!
งานหนักไม่ค่อยฆ่าคน แต่ความรู้สึกว่า “ถูกเอาเปรียบ”ต่างหากที่ทำลายใจทำไมบางคนทำงานหนักได้ แต่ทนความไม่ยุติธรรมไม่ได้?หลายคนคิดว่าความเครียดในที่ทำงานเกิดจากงานเยอะเป็นหลัก แต่ในทางจิตวิทยา สิ่งที่บั่นทอนสุขภาพจิตมากกว่านั้นกลับเป็น *ความรู้สึกว่าเราได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม* ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนักกว่าคนอื่นแต่ได้ผลตอบแทนเท่าเดิม การทุ่มเทแต่ไม่เคยได้รับการยอมรับ หรือการต้องรับผิดชอบแทนคนอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แค่ร่างกายเหนื่อย แต่มันทำให้สมองตีความว่า “โลกใบนี้ไม่ปลอดภัยและไม่ยุติธรรมกับเรา”ในจิตวิทยาการทำงาน มีแนวคิดชื่อ Effort–Reward Imbalance (ERI) ซึ่งอธิบายว่า เมื่อความพยายามที่เราทุ่มเท (Effort) ไม่สมดุลกับสิ่งตอบแทนที่ได้รับ (Reward) ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน การยอมรับ ความก้าวหน้า หรือความเคารพ สมองจะเกิดความเครียดเรื้อรังมากกว่าการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ภาวะนี้สัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ภาวะหมดไฟ รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ ที่น่าสนใจคือ คนจำนวนมากสามารถทำงานวันละ 10–12 ชั่วโมงได้ หากพวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่ทำ มีความหมาย หรือ ได้รับความยุติธรรม แต่เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองถูกเอาเปรียบ แม้งานจะเท่าเดิม สมองกลับใช้พลังงานมากขึ้น เพราะต้องคอยตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นเรา” “ทำไมเขาไม่เห็นคุณค่า” หรือ “ทำไมอีกคนทำได้น้อยกว่าแต่ได้มากกว่า” ความคิดเหล่านี้จะวนซ้ำและกินพลังงานทางจิตใจตลอดทั้งวัน เปรียบเหมือนการแบกกระสอบทรายหนัก 20 กิโลกรัม หากรู้ว่ากำลังช่วยชีวิตใครสักคน เราอาจเดินต่อได้ไกลกว่าที่คิด แต่ถ้ารู้ว่ากำลังถูกหลอกให้แบกแทนคนที่แอบนั่งสบายอยู่ข้างทาง กระสอบใบเดิมจะหนักขึ้นทันที ทั้งที่น้ำหนักไม่ได้เปลี่ยนเลย สิ่งที่เปลี่ยนคือ “ความหมาย” ที่สมองมอบให้กับภาระนั้น ดังนั้น หากช่วงนี้คุณรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ ลองถามตัวเองดูว่า คุณกำลังเหนื่อยจากปริมาณงานจริงๆ หรือกำลังเหนื่อยจาก ความรู้สึกไม่ยุติธรรม เพราะหลายครั้ง สิ่งที่ทำให้เราอยากลาออก ไม่ใช่งาน แต่คือความรู้สึกว่า ความทุ่มเทของเราไม่มีคุณค่าในสายตาใครเลย และเมื่อความรู้สึกนี้สะสมเป็นเวลานาน มันอาจทำร้ายสุขภาพจิตได้มากกว่าความเหนื่อยทางกายเสียอีกข้อมูลจาก เพจ คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎาhttps://www.facebook.com/D2JED
อ่านต่อ >15

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
หลายคนอาจเคยได้กลิ่นเฉพาะตัวของผู้สูงอายุ จนเกิดคำเรียกติดปากว่า “กลิ่นแก่” บางคนเข้าใจว่าเกิดจากการอาบน้ำไม่สะอาด ขณะที่บางคนเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติของวัย แล้วความจริงเป็นอย่างไร?รศ.นพ.พีระศักดิ์ เลิศตระการนนท์หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มช.อธิบายว่า “กลิ่นแก่” มีพื้นฐานที่สามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนจะต้องมีกลิ่นลักษณะนี้ และไม่ได้เกิดจากการละเลยสุขอนามัยเพียงอย่างเดียว“กลิ่นแก่” เกิดจากอะไร?เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งการทำงานของผิวหนัง ฮอร์โมน การผลัดเซลล์ผิว และองค์ประกอบของไขมันบนผิวหนังงานวิจัยพบว่า ผู้ที่มีอายุมากขึ้นจะเริ่มมีการสะสมของสารชนิดหนึ่งชื่อ 2-Nonenal (ทู-โนนีนาล) (เอกสารอ้างอิงสาร 2-nonenal ตั้งแต่ปี 2001 ) ซึ่งเกิดจากการเสื่อมสลายของกรดไขมันบนผิวหนังจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน สารนี้มีกลิ่นเฉพาะตัวที่มักถูกอธิบายว่าเป็นกลิ่นคล้ายหญ้าแห้ง กระดาษเก่า หรือกลิ่นอับอ่อน ๆ และเป็นที่มาของคำว่า “กลิ่นแก่”โดยทั่วไปพบได้ตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และอาจชัดเจนมากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุผู้สูงอายุทุกคนจะมีกลิ่นแก่หรือไม่?คำตอบคือ ไม่ แม้อายุจะเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ความรุนแรงของกลิ่นแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นพันธุกรรมสุขภาพโดยรวมการดูแลสุขอนามัยการดื่มน้ำการรับประทานอาหารการออกกำลังกายการใช้ยาบางชนิดโรคประจำตัวดังนั้น ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยก็ไม่มีกลิ่นตัวที่ผิดปกติไม่ใช่อายุอย่างเดียว โรคบางชนิดก็ทำให้กลิ่นตัวเปลี่ยนได้ หากกลิ่นตัวเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หรือมีกลิ่นผิดปกติร่วมกับอาการอื่น อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ควรได้รับการตรวจรักษา เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคตับ การติดเชื้อ แผลเรื้อรัง ปัญหาสุขภาพช่องปากหากสงสัยว่ากลิ่นตัวเปลี่ยนไปผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอาบน้ำอย่างเดียวอาจไม่พอ การลดกลิ่นตัวในผู้สูงอายุควรดูแลหลายด้านร่วมกัน ได้แก่-อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกายทุกวัน-เช็ดตัวให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ-เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นประจำ-ซักผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม และปลอกหมอนสม่ำเสมอ-ดื่มน้ำให้เพียงพอ-รับประทานอาหารครบ 5 หมู่-ออกกำลังกายตามความเหมาะสม-ควบคุมโรคประจำตัว-ตรวจสุขภาพเป็นประจำ สำหรับผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ลูกหลานควรช่วยดูแลเรื่อง
อ่านต่อ >21

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือมีความเหมาะสมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ปรับ 2 เกณฑ์หลัก คัดกรองผู้มีสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐการปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งนี้มีสาระสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ยกเลิกเกณฑ์กรณีบุตรนำชื่อบิดา-มารดามาประกอบการพิจารณา ในการขอรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนำหนี้เกษตรกรมารวมคำนวณกับเกณฑ์หนี้สินไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อใช้เป็นเกณฑ์คัดกรองผู้มีสิทธิเพิ่มกลุ่มเปราะบาง 5.4 ล้านคน รวมผู้มีสิทธิกว่า 18.8 ล้านรายครม.ยังเห็นชอบให้นำ กลุ่มเปราะบางจำนวน 5.4 ล้านคน เข้าร่วมพิจารณารับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เมื่อรวมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม 13.2 ล้านคน จะทำให้มีผู้ได้รับการพิจารณาสิทธิรวมประมาณ 18.8 ล้านคนประกาศผล 17 ก.ค. ผู้ถือบัตรเดิมไม่ต้องยืนยันตัวตนที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะประชุมรอบสุดท้ายในวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ก่อนประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569สำหรับผู้ผ่านการพิจารณา แบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ รวมถึงกรณีมอบอำนาจใช้สิทธิ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ ต้องยืนยันตัวตนการยืนยันตัวตนสามารถดำเนินการได้ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตังหรือที่สาขาธนาคารของรัฐ 5 แห่ง เช่นเดียวกับการยืนยันสิทธิในรอบที่ผ่านมา ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์อุทธรณ์ได้ 17-31 ก.ค.สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณา กระทรวงการคลังจะเปิดให้ยื่นอุทธรณ์ระหว่างวันที่ 17-31 กรกฎาคม 2569จากนั้นจะประกาศผลอุทธรณ์ในวันที่ 14 กันยายน 2569 และผู้ที่ผ่านการอุทธรณ์จะต้องยืนยันตัวตนเช่นเดียวกับผู้ผ่านรอบแรกทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับสิทธิรายใหม่ รวมถึงผู้ผ่านการอุทธรณ์ จะเริ่มใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569ผู้ถือบัตรเดิมใช้สิทธิได้ 1 ส.ค. 69ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ซึ่งไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ จะสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไปเช็กผลบัตรสวัสดิการแห่ง
อ่านต่อ >49