
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ในปี 2025 เยอรมนี กลายเป็นประเทศที่ส่งออกขยะพลาสติกมากที่สุดในโลก ด้วยจำนวนกว่า 800,000 ตัน ตามมาด้วยสหราชอาณาจักรเป็นอันดับ 2 ส่งออกขยะพลาสติกกว่า 675,000 ตัน นับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 8 ปี ขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลเหล่านี้มีจุดหมายปลายทางที่ประเทศตุรกี มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมถึงประเทศในแถบเอเชียอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เผชิญปัญหาด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อมรุนแรง เนื่องจากไม่มีความสามารถในการจัดการกับขยะปริมาณมหาศาลได้เพียงพอ หลายพื้นที่ต้องมีการทิ้งขยะผิดกฎหมาย การเผาในที่โล่ง และการรีไซเคิลที่ไม่ได้มาตรฐาน และสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของตุรกีเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เป็นตัวของอย่างของผลกระทบที่เกิดขึ้น เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของโรงงานรีไซเคิล ทำให้เกิดการสะสมตัวของไมโครพลาสติกในปริมาณมาก จนบางครั้งผู้คนก็ไม่สามารถลงเล่นน้ำทะเลได้ ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้กำลังย้อนกลับมาหามนุษย์ในรูปแบบของมลพิษที่แทบไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยตุรกีผลิตขยะพลาสติกเฉพาะในประเทศมากถึง 3.3 ล้านตัน ซึ่งเกิดขีดความสามารถในการรีไซเคิลถึง 2 เท่า เมื่อรวมกับการนำเข้าขยะพลาสติกปริมาณมหาศาลจากต่างประเทศ ยิ่งทำให้ตุรกีต้องเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ปัญหาขยะพลาสติกยังเชื่อมโยงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากพลาสติกส่วนใหญ่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล นับตั้งแต่กระบวนการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการกำจัด ไม่ว่าจะเป็นการเผา หรือการฝังกลบต่างก็ปล่อยก๊าซที่เร่งอุณหภูมิโลกให้เพิ่มสูงขึ้นทั้งสิ้น นอกจากนั้น การส่งออกขยะข้ามทวีป ยังเพิ่มคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยไม่จำเป็น และประเทศปลายทางส่วนใหญ่มักกำจัดขยะเหล่านั้นด้วยการเผา เนื่องจากเป็นวิธีการจัดการที่มีต้นทุนต่ำ แต่กลับสร้างมลพิษต่อโลกสูง ซ้ำเติมวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนให้รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศนับรวมว่าการส่งออกขยะพลาสติกถือเป็นการรีไซเคิล แม้ว่าในความเป็นจริงขยะพลาสติกจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปรีไซเคิลตามกระบวนการที่ถูกต้องอย่างแท้จริง กลายเป็นเพียงการย้ายขยะพลาสติกจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งเท่านั้น และยังสร้างผลกระทบมากขึ้นกว่าเดิม โดยก่อนหน้านี้สหภาพยุโรปมีมติห้ามส่งออกขยะพลาสติกนอกกลุ่มประเทศ OECD ภายในสิ้นปี 2026 นี้ ทำให้ตุรกีซึ่งเป็นประเทศใ
อ่านต่อ >26

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จตั้งแต่วันแรกของการเปิดตัว โดยผลการดำเนินงานผ่านที่ว่าการอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) พบว่าได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างชัดเจน เปิดสถิติน่าสนใจหลังคิกออฟวันแรกข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในวงกว้าง ดังนี้:จำนวนผู้เข้าร่วม: 283,894 คนเม็ดเงินสะพัด: กว่า 33.7 ล้านบาทมูลค่าการลดค่าครองชีพ: ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวมกว่า 7.4 ล้านบาทเครือข่ายร้านค้า: มีร้านค้าเข้าร่วม 12,491 ร้าน และมีสินค้าวางจำหน่ายกว่า 2.4 แสนชิ้น เจาะลึกพื้นที่ยอดนิยมและสินค้าขายดีจากการรวบรวมข้อมูล พบว่าจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือครองแชมป์การใช้จ่ายสูงสุด ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นยังคงเป็นกลุ่มที่ประชาชนเลือกซื้อมากที่สุด5 จังหวัดที่มีการใช้จ่ายสูงสุด1.สุรินทร์: 1,192,891 บาท2. นครราชสีมา: 1,167,683 บาท3. เชียงใหม่: 1,057,660 บาท4. ขอนแก่น: 1,056,944 บาท5. ยะลา: 836,991 บาท3 อันดับอำเภอที่มียอดซื้อสูงสุดอำเภอกาบัง จ.ยะลา: 468,956 บาทอำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี: 277,000 บาทอำเภอเมืองราชบุรี จ.ราชบุรี: 269,870 บาทกลุ่มสินค้าขายดี: ในกลุ่มห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ น้ำมันพืช, ไข่ไก่, ผลิตภัณฑ์ซักล้าง และข้าว นอกจากนี้ สินค้า OTOP และสินค้าจาก SMEs ยังมียอดจำหน่ายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกันกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าโครงการนี้มีเป้าหมายมากกว่าแค่การขายสินค้าราคาประหยัด แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงผู้ผลิตรายย่อยเข้ากับผู้บริโภคโดยตรง ทำให้เงินหมุนเวียนอยู่ภายในชุมชนอย่างแท้จริงรัฐบาลยืนยันที่จะเดินหน้าขยายผลโครงการนี้ให้ครอบคลุมและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชนในระยะยาว และเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะค่าครองชีพในปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพ
อ่านต่อ >17

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ประกาศมอบของขวัญให้ผู้ใช้รถใช้ถนนในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยการ ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ (ขึ้นทางด่วนฟรี) รวมทั้งหมด 3 วัน ซึ่งตรงกับวันหยุดราชการประจำปี เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนตารางวันขึ้นทางด่วนฟรี เดือนพฤษภาคม 2569กทพ. กำหนดวันยกเว้นค่าผ่านทางตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. ของแต่ละวัน ดังนี้:1. วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม 2569: วันฉัตรมงคล2. วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569: วันพืชมงคล3. วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569: วันวิสาขบูชา เส้นทางที่ได้รับยกเว้นค่าผ่านทาง (รวม 3 สายทาง)สำหรับผู้ที่เดินทางในเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑล สามารถใช้บริการโดยไม่ต้องเสียค่าผ่านทางในด่านเก็บเงินของสายทางดังต่อไปนี้:- ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1): ครอบคลุมเส้นทาง ดินแดง-บางนา-ดาวคะนอง รวม 21 ด่าน- ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2): ครอบคลุมเส้นทาง แจ้งวัฒนะ-บางโคล่-ศรีนครินทร์ รวม 32 ด่าน- ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด): รวม 10 ด่านทำไมถึงขึ้นทางด่วนฟรี?การยกเว้นค่าผ่านทางในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ภายใต้สัญญาสัมปทานฉบับแก้ไขใหม่ระหว่าง กทพ., บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ:- ลดภาระค่าใช้จ่าย: ช่วยเหลือประชาชนในช่วงวันหยุดยาวและวันสำคัญทางศาสนา- อำนวยความสะดวก: ช่วยให้การจราจรหน้าด่านเก็บเงินมีความคล่องตัวมากขึ้น ลดปัญหาแถวคอยสะสม- ส่งเสริมการเดินทาง: กระตุ้นการท่องเที่ยวและกิจกรรมในช่วงวันหยุดราชการคำแนะนำเพิ่มเติม: แม้จะมีการยกเว้นค่าผ่านทาง แต่คาดว่าปริมาณการจราจรอาจหนาแน่นในบางช่วงเวลา ผู้ใช้ทางควรตรวจสอบสภาพจราจรและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง
อ่านต่อ >22

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แจ้งเตือนประชาชนให้ระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่ปรับรูปแบบการหลอกลวง โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ การไฟฟ้านครหลวง เดินทางไปตามบ้านเรือนเพื่อเรียกเก็บเงินค่าไฟฟ้า พร้อมใช้วิธีการข่มขู่สร้างความกดดันให้ชำระเงินทันทีพฤติกรรมที่ตรวจพบ ได้แก่ การแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ เคาะประตูเรียกเก็บเงินค่าไฟถึงหน้าบ้าน ใช้ถ้อยคำกดดันว่าหากไม่ชำระเงินจะดำเนินการถอดมิเตอร์หรือสั่งตัดไฟฟ้าในทันที รวมถึงเร่งรัดให้ตัดสินใจโดยไม่เปิดโอกาสให้ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หน่วยงานด้านไฟฟ้ายืนยันชัดเจนว่า ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เรียกเก็บค่าไฟฟ้าเป็นเงินสดถึงบ้านประชาชน โดยการชำระค่าไฟสามารถดำเนินการผ่านช่องทางที่กำหนด เช่น เคาน์เตอร์บริการ แอปพลิเคชัน หรือระบบออนไลน์เท่านั้นตำรวจสอบสวนกลางจึงขอความร่วมมือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ แม่บ้าน และผู้ที่อยู่บ้านเพียงลำพัง ให้เพิ่มความระมัดระวัง หากพบบุคคลต้องสงสัยควรตั้งสติ ไม่หลงเชื่อ และหลีกเลี่ยงการชำระเงินทันที สำหรับการตรวจสอบข้อมูล สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน 1129 ของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสายด่วน 1130 ของ การไฟฟ้านครหลวงการแจ้งเตือนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุก เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
อ่านต่อ >23

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ในปี 2025 เยอรมนี กลายเป็นประเทศที่ส่งออกขยะพลาสติกมากที่สุดในโลก ด้วยจำนวนกว่า 800,000 ตัน ตามมาด้วยสหราชอาณาจักรเป็นอันดับ 2 ส่งออกขยะพลาสติกกว่า 675,000 ตัน นับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 8 ปี ขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลเหล่านี้มีจุดหมายปลายทางที่ประเทศตุรกี มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมถึงประเทศในแถบเอเชียอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เผชิญปัญหาด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อมรุนแรง เนื่องจากไม่มีความสามารถในการจัดการกับขยะปริมาณมหาศาลได้เพียงพอ หลายพื้นที่ต้องมีการทิ้งขยะผิดกฎหมาย การเผาในที่โล่ง และการรีไซเคิลที่ไม่ได้มาตรฐาน และสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของตุรกีเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เป็นตัวของอย่างของผลกระทบที่เกิดขึ้น เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของโรงงานรีไซเคิล ทำให้เกิดการสะสมตัวของไมโครพลาสติกในปริมาณมาก จนบางครั้งผู้คนก็ไม่สามารถลงเล่นน้ำทะเลได้ ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้กำลังย้อนกลับมาหามนุษย์ในรูปแบบของมลพิษที่แทบไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยตุรกีผลิตขยะพลาสติกเฉพาะในประเทศมากถึง 3.3 ล้านตัน ซึ่งเกิดขีดความสามารถในการรีไซเคิลถึง 2 เท่า เมื่อรวมกับการนำเข้าขยะพลาสติกปริมาณมหาศาลจากต่างประเทศ ยิ่งทำให้ตุรกีต้องเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ปัญหาขยะพลาสติกยังเชื่อมโยงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากพลาสติกส่วนใหญ่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล นับตั้งแต่กระบวนการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการกำจัด ไม่ว่าจะเป็นการเผา หรือการฝังกลบต่างก็ปล่อยก๊าซที่เร่งอุณหภูมิโลกให้เพิ่มสูงขึ้นทั้งสิ้น นอกจากนั้น การส่งออกขยะข้ามทวีป ยังเพิ่มคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยไม่จำเป็น และประเทศปลายทางส่วนใหญ่มักกำจัดขยะเหล่านั้นด้วยการเผา เนื่องจากเป็นวิธีการจัดการที่มีต้นทุนต่ำ แต่กลับสร้างมลพิษต่อโลกสูง ซ้ำเติมวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนให้รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศนับรวมว่าการส่งออกขยะพลาสติกถือเป็นการรีไซเคิล แม้ว่าในความเป็นจริงขยะพลาสติกจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปรีไซเคิลตามกระบวนการที่ถูกต้องอย่างแท้จริง กลายเป็นเพียงการย้ายขยะพลาสติกจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งเท่านั้น และยังสร้างผลกระทบมากขึ้นกว่าเดิม โดยก่อนหน้านี้สหภาพยุโรปมีมติห้ามส่งออกขยะพลาสติกนอกกลุ่มประเทศ OECD ภายในสิ้นปี 2026 นี้ ทำให้ตุรกีซึ่งเป็นประเทศใ
อ่านต่อ >26

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จตั้งแต่วันแรกของการเปิดตัว โดยผลการดำเนินงานผ่านที่ว่าการอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) พบว่าได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างชัดเจน เปิดสถิติน่าสนใจหลังคิกออฟวันแรกข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในวงกว้าง ดังนี้:จำนวนผู้เข้าร่วม: 283,894 คนเม็ดเงินสะพัด: กว่า 33.7 ล้านบาทมูลค่าการลดค่าครองชีพ: ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวมกว่า 7.4 ล้านบาทเครือข่ายร้านค้า: มีร้านค้าเข้าร่วม 12,491 ร้าน และมีสินค้าวางจำหน่ายกว่า 2.4 แสนชิ้น เจาะลึกพื้นที่ยอดนิยมและสินค้าขายดีจากการรวบรวมข้อมูล พบว่าจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือครองแชมป์การใช้จ่ายสูงสุด ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นยังคงเป็นกลุ่มที่ประชาชนเลือกซื้อมากที่สุด5 จังหวัดที่มีการใช้จ่ายสูงสุด1.สุรินทร์: 1,192,891 บาท2. นครราชสีมา: 1,167,683 บาท3. เชียงใหม่: 1,057,660 บาท4. ขอนแก่น: 1,056,944 บาท5. ยะลา: 836,991 บาท3 อันดับอำเภอที่มียอดซื้อสูงสุดอำเภอกาบัง จ.ยะลา: 468,956 บาทอำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี: 277,000 บาทอำเภอเมืองราชบุรี จ.ราชบุรี: 269,870 บาทกลุ่มสินค้าขายดี: ในกลุ่มห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ น้ำมันพืช, ไข่ไก่, ผลิตภัณฑ์ซักล้าง และข้าว นอกจากนี้ สินค้า OTOP และสินค้าจาก SMEs ยังมียอดจำหน่ายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกันกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าโครงการนี้มีเป้าหมายมากกว่าแค่การขายสินค้าราคาประหยัด แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงผู้ผลิตรายย่อยเข้ากับผู้บริโภคโดยตรง ทำให้เงินหมุนเวียนอยู่ภายในชุมชนอย่างแท้จริงรัฐบาลยืนยันที่จะเดินหน้าขยายผลโครงการนี้ให้ครอบคลุมและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชนในระยะยาว และเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะค่าครองชีพในปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพ
อ่านต่อ >17

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ประกาศมอบของขวัญให้ผู้ใช้รถใช้ถนนในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยการ ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ (ขึ้นทางด่วนฟรี) รวมทั้งหมด 3 วัน ซึ่งตรงกับวันหยุดราชการประจำปี เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนตารางวันขึ้นทางด่วนฟรี เดือนพฤษภาคม 2569กทพ. กำหนดวันยกเว้นค่าผ่านทางตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. ของแต่ละวัน ดังนี้:1. วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม 2569: วันฉัตรมงคล2. วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569: วันพืชมงคล3. วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569: วันวิสาขบูชา เส้นทางที่ได้รับยกเว้นค่าผ่านทาง (รวม 3 สายทาง)สำหรับผู้ที่เดินทางในเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑล สามารถใช้บริการโดยไม่ต้องเสียค่าผ่านทางในด่านเก็บเงินของสายทางดังต่อไปนี้:- ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1): ครอบคลุมเส้นทาง ดินแดง-บางนา-ดาวคะนอง รวม 21 ด่าน- ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2): ครอบคลุมเส้นทาง แจ้งวัฒนะ-บางโคล่-ศรีนครินทร์ รวม 32 ด่าน- ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด): รวม 10 ด่านทำไมถึงขึ้นทางด่วนฟรี?การยกเว้นค่าผ่านทางในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ภายใต้สัญญาสัมปทานฉบับแก้ไขใหม่ระหว่าง กทพ., บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ:- ลดภาระค่าใช้จ่าย: ช่วยเหลือประชาชนในช่วงวันหยุดยาวและวันสำคัญทางศาสนา- อำนวยความสะดวก: ช่วยให้การจราจรหน้าด่านเก็บเงินมีความคล่องตัวมากขึ้น ลดปัญหาแถวคอยสะสม- ส่งเสริมการเดินทาง: กระตุ้นการท่องเที่ยวและกิจกรรมในช่วงวันหยุดราชการคำแนะนำเพิ่มเติม: แม้จะมีการยกเว้นค่าผ่านทาง แต่คาดว่าปริมาณการจราจรอาจหนาแน่นในบางช่วงเวลา ผู้ใช้ทางควรตรวจสอบสภาพจราจรและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง
อ่านต่อ >22

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แจ้งเตือนประชาชนให้ระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่ปรับรูปแบบการหลอกลวง โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ การไฟฟ้านครหลวง เดินทางไปตามบ้านเรือนเพื่อเรียกเก็บเงินค่าไฟฟ้า พร้อมใช้วิธีการข่มขู่สร้างความกดดันให้ชำระเงินทันทีพฤติกรรมที่ตรวจพบ ได้แก่ การแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ เคาะประตูเรียกเก็บเงินค่าไฟถึงหน้าบ้าน ใช้ถ้อยคำกดดันว่าหากไม่ชำระเงินจะดำเนินการถอดมิเตอร์หรือสั่งตัดไฟฟ้าในทันที รวมถึงเร่งรัดให้ตัดสินใจโดยไม่เปิดโอกาสให้ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หน่วยงานด้านไฟฟ้ายืนยันชัดเจนว่า ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เรียกเก็บค่าไฟฟ้าเป็นเงินสดถึงบ้านประชาชน โดยการชำระค่าไฟสามารถดำเนินการผ่านช่องทางที่กำหนด เช่น เคาน์เตอร์บริการ แอปพลิเคชัน หรือระบบออนไลน์เท่านั้นตำรวจสอบสวนกลางจึงขอความร่วมมือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ แม่บ้าน และผู้ที่อยู่บ้านเพียงลำพัง ให้เพิ่มความระมัดระวัง หากพบบุคคลต้องสงสัยควรตั้งสติ ไม่หลงเชื่อ และหลีกเลี่ยงการชำระเงินทันที สำหรับการตรวจสอบข้อมูล สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน 1129 ของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสายด่วน 1130 ของ การไฟฟ้านครหลวงการแจ้งเตือนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุก เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
อ่านต่อ >23

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ในปี 2025 เยอรมนี กลายเป็นประเทศที่ส่งออกขยะพลาสติกมากที่สุดในโลก ด้วยจำนวนกว่า 800,000 ตัน ตามมาด้วยสหราชอาณาจักรเป็นอันดับ 2 ส่งออกขยะพลาสติกกว่า 675,000 ตัน นับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 8 ปี ขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลเหล่านี้มีจุดหมายปลายทางที่ประเทศตุรกี มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมถึงประเทศในแถบเอเชียอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เผชิญปัญหาด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อมรุนแรง เนื่องจากไม่มีความสามารถในการจัดการกับขยะปริมาณมหาศาลได้เพียงพอ หลายพื้นที่ต้องมีการทิ้งขยะผิดกฎหมาย การเผาในที่โล่ง และการรีไซเคิลที่ไม่ได้มาตรฐาน และสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของตุรกีเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เป็นตัวของอย่างของผลกระทบที่เกิดขึ้น เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของโรงงานรีไซเคิล ทำให้เกิดการสะสมตัวของไมโครพลาสติกในปริมาณมาก จนบางครั้งผู้คนก็ไม่สามารถลงเล่นน้ำทะเลได้ ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้กำลังย้อนกลับมาหามนุษย์ในรูปแบบของมลพิษที่แทบไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยตุรกีผลิตขยะพลาสติกเฉพาะในประเทศมากถึง 3.3 ล้านตัน ซึ่งเกิดขีดความสามารถในการรีไซเคิลถึง 2 เท่า เมื่อรวมกับการนำเข้าขยะพลาสติกปริมาณมหาศาลจากต่างประเทศ ยิ่งทำให้ตุรกีต้องเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ปัญหาขยะพลาสติกยังเชื่อมโยงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากพลาสติกส่วนใหญ่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล นับตั้งแต่กระบวนการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการกำจัด ไม่ว่าจะเป็นการเผา หรือการฝังกลบต่างก็ปล่อยก๊าซที่เร่งอุณหภูมิโลกให้เพิ่มสูงขึ้นทั้งสิ้น นอกจากนั้น การส่งออกขยะข้ามทวีป ยังเพิ่มคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยไม่จำเป็น และประเทศปลายทางส่วนใหญ่มักกำจัดขยะเหล่านั้นด้วยการเผา เนื่องจากเป็นวิธีการจัดการที่มีต้นทุนต่ำ แต่กลับสร้างมลพิษต่อโลกสูง ซ้ำเติมวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนให้รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศนับรวมว่าการส่งออกขยะพลาสติกถือเป็นการรีไซเคิล แม้ว่าในความเป็นจริงขยะพลาสติกจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปรีไซเคิลตามกระบวนการที่ถูกต้องอย่างแท้จริง กลายเป็นเพียงการย้ายขยะพลาสติกจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งเท่านั้น และยังสร้างผลกระทบมากขึ้นกว่าเดิม โดยก่อนหน้านี้สหภาพยุโรปมีมติห้ามส่งออกขยะพลาสติกนอกกลุ่มประเทศ OECD ภายในสิ้นปี 2026 นี้ ทำให้ตุรกีซึ่งเป็นประเทศใ
อ่านต่อ >26