
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจนนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือผู้มีความจำเป็นตัวจริงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลเดิมที่ไม่ได้ถูกทบทวนมานานหลายปี ด้วยเกรงว่าจะมีความสับสนในเรื่องการลงทะเบียน จึงขอย้ำว่า ขอให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ ฯ อยู่แล้ว ทำการยืนยันสิทธิตั้งแต่ 4 - 21 มิถุนายน และจะมีการประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติ 17 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ควบคู่กันไป กระทรวงมหาดไทย กทม เมืองพัทยา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำรวจผู้ตกหล่นจากครั้งก่อน และดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตามสิทธิให้เข้าถึงการดูแลจากโครงการฯ ช่องทางยืนยันสิทธิเพื่อรอการพิจารณาตามเกณฑ์ใหม่ มีดังนี้- แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ - เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th- เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ)- หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง : ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยหลักเกณฑ์ใหม่และคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ 1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป2) ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้ - ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช- ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา- ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง- พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี- ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ- ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน - ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้- ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป - ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร 3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี 4) ไม่มีบัตรเครดิต5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท 6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี7) ไม่เ
อ่านต่อ >15

#โควิด-19 #TNN ช่อง16
NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่พบในไทยตั้งแต่กลางปี 2568นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์โรคโควิด 19 และการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) การเฝ้าระวังเหตุการณ์ และการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ โดยข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคแตกต่างจากสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้านี้ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 พบผู้ป่วยโควิด 19 จำนวน 4,156 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 30 – 39 ปี รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 20 – 29 ปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แม้จะมีการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลแต่จำนวนผู้ป่วยยังคงต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง ข้อมูลการเฝ้าระวังสายพันธุ์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 – 23 เมษายน 2569 พบว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่ตรวจพบในประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 50.95 รองลงมา ได้แก่ JN.1 ร้อยละ 24.97 และ XEC ร้อยละ 9.14 โดยสายพันธุ์ NB.1.8.1 ตรวจพบและแพร่ระบายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้สายพันธุ์ NB.1.8.1 จะมีการกลายพันธุ์บางตำแหน่งที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแพร่กระจายและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่จากข้อมูลทางระบาดวิทยาและข้อมูลทางคลินิกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานว่าก่อให้เกิดอาการรุนแรงหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้า โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังมีอาการในลักษณะเดียวกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ และน้ำมูกประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังโรคติดเชื้อทางเดินหายใจและการเปลี่ยนแปลงของเชื้อก่อโรคที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลเฝ้าระวัง 26 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมการเฝ้าระวังโรคทางเดินหายใจที่สำคัญ รวมถึงโรคโควิด 19 ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่น ๆ ตัวอย่างจากผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังจะได้รับการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และหากพบสัญญาณผิดปกติหรือการเปลี่ยนแปลงของเชื้อที่อาจมีนัยสำคัญต่อสาธารณสุข จะมีการ
อ่านต่อ >14

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” แลกเป็นเงินสดเด็ดขาดนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตือนร้านค้าและประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ห้ามนำสิทธิจากโครงการไปแลกเป็นเงินสดโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง พร้อมเน้นย้ำว่า การนำสิทธิจากโครงการไปแลกเงินสด เป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์โครงการและผิดกฎหมาย มีบทลงโทษทั้งผู้รับแลกและผู้ใช้ ความผิดฐาน “ฉ้อโกง” เป็นการเจตนาหลอกลวงผู้อื่น ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 341 เตือนผู้ที่โพสต์ข้อความเชิญชวนแลกสิทธิเป็นเงินสด“รัฐบาลสั่งการให้ติดตามตรวจสอบโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างใกล้ชิด หากพบทำความผิดจริงจะระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านดังกล่าว พร้อมทั้งระงับไม่ให้เข้ารับสิทธิ์อื่นๆ ในโครงการของรัฐ และต้องชดใช้เงินคืนรัฐ นอกจากนี้ ผู้ที่โพสต์ข้อความเชิญชวนแลกสิทธิเป็นเงินสด จะถูกส่งข้อมูลให้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริตผิดกฎหมายในโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1569 กระทรวงการคลัง โทร 02 273 9020 ต่อ 3697 3527 3548 3509 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร 02-111-1144 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1559 ตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวพลอยทะเล ระบุ นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาพลังงาน โดยมุ่งเน้นบรรเทาภาระค่าครองชีพ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงประคับประคองเศรษฐกิจฐานราก ไปพร้อมกับการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศผ่านร้านค้ารายย่อย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยภาครัฐช่วยจ่ายให้สูงถึง 60% และประชาชนจ่ายเองเพียง 40% ขอเตือนพี่น้องประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อ แลกสิทธิเด็ดขาด เข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง”ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ไทยช่วยไทยพลัส.th/
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงคลัง เปิดเผยว่า ไม่เคยนำเอาข้อมูลร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการในการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ของภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 โครงการคนละครึ่ง ทั้ง 5 เฟส และโครงการชิมช้อปใช้ มาคำนวณเพื่อเก็บภาษีย้อนหลังแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้ร้านค้าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ส่วนกรณีร้านค้าที่มีการปรับเพิ่มราคาสินค้าสำหรับลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 แต่หากซื้อสินค้าโดยไม่ได้จ่ายผ่านโครงการดังกล่าวจะได้ราคาที่ถูกกว่านั้น หากประชาชนพบเจอกรณีดังกล่าวสามารถแจ้งข้อมูลเข้ามาที่หน่วยงานของภาครัฐทั้งผ่านเว็บไซต์ และหน่วยงานในพื้นที่ได้ โดยจะมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบทันที หากพบว่าร้านค้ากระทำการดังกล่าวจริงอาจจะมีบทลงโทษต่อไป ซึ่งต้องไปพิจารณาจากเงื่อนไขที่ร้านค้ากดยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการ "อยากให้ทั้งร้านค้าและประชาชนที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ทุกคนเข้าใจก่อนว่า โครงการนี้เราทำมาเพื่อช่วยคนไทยด้วยกัน ช่วยให้ร้านค้ามียอดขายมากขึ้น ดังนั้นร้านค้าก็ควรจะช่วยและไม่เอาเปรียบผู้บริโภคเมื่อมีการขายสินค้าได้มากขึ้น ไม่ควรมีการปรับขึ้นราคา หากประชาชนพบเจอร้านค้าลักษณะนี้สามารถร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ คลังและพาณิชย์จังหวัดในแต่ละพื้นที่ได้ทันที จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ" ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ
อ่านต่อ >14

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจนนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือผู้มีความจำเป็นตัวจริงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลเดิมที่ไม่ได้ถูกทบทวนมานานหลายปี ด้วยเกรงว่าจะมีความสับสนในเรื่องการลงทะเบียน จึงขอย้ำว่า ขอให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ ฯ อยู่แล้ว ทำการยืนยันสิทธิตั้งแต่ 4 - 21 มิถุนายน และจะมีการประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติ 17 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ควบคู่กันไป กระทรวงมหาดไทย กทม เมืองพัทยา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำรวจผู้ตกหล่นจากครั้งก่อน และดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตามสิทธิให้เข้าถึงการดูแลจากโครงการฯ ช่องทางยืนยันสิทธิเพื่อรอการพิจารณาตามเกณฑ์ใหม่ มีดังนี้- แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ - เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th- เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ)- หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง : ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยหลักเกณฑ์ใหม่และคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ 1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป2) ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้ - ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช- ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา- ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง- พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี- ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ- ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน - ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้- ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป - ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร 3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี 4) ไม่มีบัตรเครดิต5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท 6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี7) ไม่เ
อ่านต่อ >15

#โควิด-19 #TNN ช่อง16
NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่พบในไทยตั้งแต่กลางปี 2568นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์โรคโควิด 19 และการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) การเฝ้าระวังเหตุการณ์ และการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ โดยข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคแตกต่างจากสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้านี้ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 พบผู้ป่วยโควิด 19 จำนวน 4,156 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 30 – 39 ปี รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 20 – 29 ปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แม้จะมีการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลแต่จำนวนผู้ป่วยยังคงต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง ข้อมูลการเฝ้าระวังสายพันธุ์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 – 23 เมษายน 2569 พบว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่ตรวจพบในประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 50.95 รองลงมา ได้แก่ JN.1 ร้อยละ 24.97 และ XEC ร้อยละ 9.14 โดยสายพันธุ์ NB.1.8.1 ตรวจพบและแพร่ระบายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้สายพันธุ์ NB.1.8.1 จะมีการกลายพันธุ์บางตำแหน่งที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแพร่กระจายและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่จากข้อมูลทางระบาดวิทยาและข้อมูลทางคลินิกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานว่าก่อให้เกิดอาการรุนแรงหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้า โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังมีอาการในลักษณะเดียวกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ และน้ำมูกประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังโรคติดเชื้อทางเดินหายใจและการเปลี่ยนแปลงของเชื้อก่อโรคที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลเฝ้าระวัง 26 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมการเฝ้าระวังโรคทางเดินหายใจที่สำคัญ รวมถึงโรคโควิด 19 ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่น ๆ ตัวอย่างจากผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังจะได้รับการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และหากพบสัญญาณผิดปกติหรือการเปลี่ยนแปลงของเชื้อที่อาจมีนัยสำคัญต่อสาธารณสุข จะมีการ
อ่านต่อ >14

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” แลกเป็นเงินสดเด็ดขาดนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตือนร้านค้าและประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ห้ามนำสิทธิจากโครงการไปแลกเป็นเงินสดโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง พร้อมเน้นย้ำว่า การนำสิทธิจากโครงการไปแลกเงินสด เป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์โครงการและผิดกฎหมาย มีบทลงโทษทั้งผู้รับแลกและผู้ใช้ ความผิดฐาน “ฉ้อโกง” เป็นการเจตนาหลอกลวงผู้อื่น ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 341 เตือนผู้ที่โพสต์ข้อความเชิญชวนแลกสิทธิเป็นเงินสด“รัฐบาลสั่งการให้ติดตามตรวจสอบโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างใกล้ชิด หากพบทำความผิดจริงจะระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านดังกล่าว พร้อมทั้งระงับไม่ให้เข้ารับสิทธิ์อื่นๆ ในโครงการของรัฐ และต้องชดใช้เงินคืนรัฐ นอกจากนี้ ผู้ที่โพสต์ข้อความเชิญชวนแลกสิทธิเป็นเงินสด จะถูกส่งข้อมูลให้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริตผิดกฎหมายในโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1569 กระทรวงการคลัง โทร 02 273 9020 ต่อ 3697 3527 3548 3509 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร 02-111-1144 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1559 ตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวพลอยทะเล ระบุ นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาพลังงาน โดยมุ่งเน้นบรรเทาภาระค่าครองชีพ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงประคับประคองเศรษฐกิจฐานราก ไปพร้อมกับการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศผ่านร้านค้ารายย่อย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยภาครัฐช่วยจ่ายให้สูงถึง 60% และประชาชนจ่ายเองเพียง 40% ขอเตือนพี่น้องประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อ แลกสิทธิเด็ดขาด เข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง”ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ไทยช่วยไทยพลัส.th/
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงคลัง เปิดเผยว่า ไม่เคยนำเอาข้อมูลร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการในการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ของภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 โครงการคนละครึ่ง ทั้ง 5 เฟส และโครงการชิมช้อปใช้ มาคำนวณเพื่อเก็บภาษีย้อนหลังแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้ร้านค้าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ส่วนกรณีร้านค้าที่มีการปรับเพิ่มราคาสินค้าสำหรับลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 แต่หากซื้อสินค้าโดยไม่ได้จ่ายผ่านโครงการดังกล่าวจะได้ราคาที่ถูกกว่านั้น หากประชาชนพบเจอกรณีดังกล่าวสามารถแจ้งข้อมูลเข้ามาที่หน่วยงานของภาครัฐทั้งผ่านเว็บไซต์ และหน่วยงานในพื้นที่ได้ โดยจะมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบทันที หากพบว่าร้านค้ากระทำการดังกล่าวจริงอาจจะมีบทลงโทษต่อไป ซึ่งต้องไปพิจารณาจากเงื่อนไขที่ร้านค้ากดยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บริการ "อยากให้ทั้งร้านค้าและประชาชนที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ทุกคนเข้าใจก่อนว่า โครงการนี้เราทำมาเพื่อช่วยคนไทยด้วยกัน ช่วยให้ร้านค้ามียอดขายมากขึ้น ดังนั้นร้านค้าก็ควรจะช่วยและไม่เอาเปรียบผู้บริโภคเมื่อมีการขายสินค้าได้มากขึ้น ไม่ควรมีการปรับขึ้นราคา หากประชาชนพบเจอร้านค้าลักษณะนี้สามารถร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ คลังและพาณิชย์จังหวัดในแต่ละพื้นที่ได้ทันที จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ" ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ
อ่านต่อ >14

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจนนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือผู้มีความจำเป็นตัวจริงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลเดิมที่ไม่ได้ถูกทบทวนมานานหลายปี ด้วยเกรงว่าจะมีความสับสนในเรื่องการลงทะเบียน จึงขอย้ำว่า ขอให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ ฯ อยู่แล้ว ทำการยืนยันสิทธิตั้งแต่ 4 - 21 มิถุนายน และจะมีการประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติ 17 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ควบคู่กันไป กระทรวงมหาดไทย กทม เมืองพัทยา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำรวจผู้ตกหล่นจากครั้งก่อน และดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตามสิทธิให้เข้าถึงการดูแลจากโครงการฯ ช่องทางยืนยันสิทธิเพื่อรอการพิจารณาตามเกณฑ์ใหม่ มีดังนี้- แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ - เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th- เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ)- หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง : ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยหลักเกณฑ์ใหม่และคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ 1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป2) ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้ - ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช- ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา- ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง- พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี- ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ- ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน - ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้- ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป - ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร 3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี 4) ไม่มีบัตรเครดิต5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท 6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี7) ไม่เ
อ่านต่อ >15