
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ก่อนปี 2023 เหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปี สำหรับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ SDGs ทั้ง 17 ข้อ แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้าง สร้างความไม่เท่าเทียมในรูปแบบต่างๆ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร กลายเป็นราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อภาคการเกษตรและกระทบรายได้ของเกษตรกร ภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายให้กับชุมชน ตลอดจนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์ ที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ขณะเดียวกันการเข้าถึงเทคโนโลยี AI อาจสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับผู้คนในสังคม การยกระดับด้านความยั่งยืนอาจสร้างมาตรฐานใหม่ แต่ก็อาจผลักให้ SMEs และผู้ค้ารายเล็กต้องออกจากตลาดเพราะขาดความสามารถในการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมแบบใหม่ แต่ก็อาจทิ้งแรงงานจากอุตสาหกรรมแบบเดิมข้างหลัง ดังนั้นโจทย์สำคัญในปัจจุบันคือการสร้างศักยภาพความมั่งคั่งและโอกาสของคนให้เติบโตทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ของเทคโนโลยี และความเสี่ยงที่ตามมาได้อย่างไร โดยเน้นไปที่ประสานงานทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด ทั้งภาครัฐบาล ภาคเองชน UN ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา ฯลฯ ที่มีคนเป็นศูนย์กลางเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ สร้างงาน สร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs สำเร็จ คือ SHIFT ที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจากการจัดทำรายงานว่าด้วยบทบาทของภาคธุรกิจในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยสมาคมร่วมกับ UNGC และภาคีเครือข่ายพบว่ากว่า 100 องค์กร ดำเนินการโดยนำ SDGs เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะข้อ 12 ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ แต่การบริหารจัดการน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และระบบนิเวศบนบก ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเร่งขับเคลื่อนให้มีการนำไปปฏิบัติมากขึ้น รายงานนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้ภาคเอกชนได้เปลี่ยนจากนโยบายสู่การปฏิบัติตามแนวทาง SDGs อย่างจริงจังแล้ว ภาคธุรกิจยังต้องเร่งปรับเปลี่ยนการทำงานแบบบูรณาการ ไม่เป็น Solo Cilo ทั้งในและนอกองค์กร เนื่องจากทุกข้อของ นั้นต่างมีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นโลกร้อนหรือความเท่าเทียม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้จริง หรือ “From Ac
อ่านต่อ >16

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เวลา 14.30 น. ณ ท่าวาสุกรี เขตดุสิต และวัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจติดตามการซักซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน และเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569นายกรัฐมนตรีรับฟังการบรรยายสรุปการเตรียมความพร้อมและรับชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จากนั้น ตรวจติดตามการซักซ้อมลำดับขั้นตอนการรับเสด็จบริเวณท่าวาสุกรี เพื่อรับทราบความพร้อมและการปฏิบัติงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จากนั้น นายกรัฐมนตรีลงเรือรับรองของกองทัพเรือ เดินทางไปยังวัดอรุณราชวราราม โดยระหว่างการเดินทางได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก่อนที่ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคจะเริ่มการซักซ้อมการเคลื่อนขบวนตามลำดับขั้นตอนเมื่อเดินทางถึงท่าเรือวัดอรุณราชวราราม นายกรัฐมนตรีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จากนั้นเข้าสู่พระอุโบสถเพื่อสักการะพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานในพระอุโบสถ และสักการะพระพุทธนฤมิตรบริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ ก่อนเดินทางไปยังบริเวณท่าเรือวัดอรุณราชวราราม เพื่อรับชมการซักซ้อมการรับเสด็จและส่งเสด็จทางรถยนต์พระที่นั่งภายหลังการตรวจติดตาม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขบวนเรือ เส้นทาง และรูปแบบพิธีการในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2569 มีความเรียบร้อยและสมบูรณ์แบบ โดยการฝึกขบวนเรือจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความสวยงามและความปลอดภัยในทุกขั้นตอน ทั้งนี้ การซักซ้อมในครั้งนี้เป็นการฝึกครั้งที่ 4 และจะมีการฝึกซ้อมต่อเนื่องจนถึงวันพระราชพิธี เพื่อให้เกิดความพร้อมสูงสุด “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคไม่เพียงสะท้อนถึงศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมอันงดงามของไทย แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจในสถาบันหลักของชาติ พร้อมย้ำว่าการรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทางจะดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนเรือ โดยสามารถรับชมได้ตามจุดต่าง ๆ ริมแม่น้ำ รวมถึงบริเวณวัดและโรงเรียน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวง
อ่านต่อ >10

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
จากกรณีทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่าน Facebook เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินกู้ของ กยศ. ล่าสุด หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองและนักศึกษาจำนวนมาก เกี่ยวกับการใช้ระบบจัดสรรเงินกู้แบบ “จัดลำดับชั้น” สำหรับผู้กู้รายใหม่ โดยเน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลักของประเทศมากกว่าการพิจารณาจากนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ก่อให้เกิดความกังวลว่า หลักเกณฑ์นี้อาจกำลังบีบให้เด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก ส่องหลักเกณฑ์ใหม่ “กยศ.”หลักเกณฑ์ใหม่ของ กยศ. แบ่งผู้กู้ออกเป็น 3 ลักษณะ และจัดสรรโควตาจำนวนรายและวงเงินกู้ยืมในลักษณะการจัดลำดับชั้นลักษณะที่ 1 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ (ครอบครัวมีรายได้ไม่เกินตามเกณฑ์ที่กองทุนกำหนด) ได้แก่กลุ่มสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมกลุ่มสาธารณสุขกลุ่มเกษตรกลุ่มสังคมศาสตร์ เช่น ครุศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ เป็นต้นหลักสูตรนอกเหนือจากลักษณะ 2 และ 3ลักษณะที่ 2 สาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)เซมิคอนดักเตอร์ และ ควอนตัมเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming)แพทยศาสตร์ สัตวแพทย์ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ทันตแพทย์พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ กายภาพบำบัดกลุ่มพลังงานสีเขียว (Green Energy) และพลังงานทดแทน (Alternative Energy)ลักษณะที่ 3 สาขาฯ ที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ กลุ่มที่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของชาติ เช่น นาฏศิลป์ไทย จิตรกรรมไทย ดนตรีไทย เป็นต้น การจัดสรรโควตาจัดลำดับความสำคัญของเกณฑ์อนุมัติดังนี้ ลำดับ 1 คือ ผู้กู้ยืมลักษณะ 2 และ 3 เป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เคยเป็นผู้ได้รับทุนจาก กสศ. หรือมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปีลำดับที่ 2 ผู้กู้ยืมลักษณะ 2 และ 3ลำดับที่ 3 ผู้กู้ยืมลักษณะ 1 แต่ต้องเคยเป็นผู้ได้รับทุน กสศ.หรือมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลำดับที่ 4 ผู้กู้ยืมลักษณะ 1 ซึ่งเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปีพูดง่าย ๆ คือ หากผู้กู้รายใหม่ไม่ได้เลือกเรียนสาขาที่เป็นความต้องการหลักของประเทศ ก็จะถูกจัดไปอยู่อันดับสุดท้ายของคิวพิจารณา ทำให้ผู้กู้กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะหลุดโควตา หากงบประมาณของกองทุนถูกอนุมัติจนหมดไปกับผู้ก
อ่านต่อ >26

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
GCNT Expo 2026 เวทีรวมพลังเครือข่ายความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย ภายใต้แนวคิด “FROM SHOCK TO SHIFT: Sustainable Transition in a Fractured World” พื้นที่สำคัญให้ทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เชื่อมโยงองค์ความรู้ และผนึกพลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนและความท้าทายรอบด้านของโลก GCNT Expo 2026 เป็นเวทีเพื่อร่วมกันเปลี่ยน “Shock” ที่โลกกำลังเผชิญ สู่ “Shift” ที่นำไปสู่การลงมือทำและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยแนวคิดของผู้บริหารในงานได้สะท้อนความจำเป็นที่ทุกองค์กร ทุกอุตสาหกรรมต้องรับมือกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) และรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่าความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ และมีจุดร่วมสำคัญคือ “คน” ซึ่งไม่ควรเป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากการพัฒนา แต่ต้องมีส่วนร่วมสร้างการพัฒนาและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตไปสู่ความยั่งยืนMichaela Friberg-Storey ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย นำเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ “จากความมุ่งมั่นสู่ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้” (From Ambition to Accountability), “จากเงินทุนสู่การลงมือทำเพื่อการเปลี่ยนผ่าน” (From Commitment Capital to Capital at Work) และ “จากบริษัทผู้นำสู่ระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนร่วมกัน” (From Leading Companies to Leading Ecosystems)ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้แนวคิดการขับเคลื่อน Circular Economy ต้องตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม เช่น การแก้ปัญหาการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ด้วยการนำมาแปรรูปและเพิ่มมูลค่า เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจนายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สำหรับภาคธุรกิจ ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าจาก AI ต้องมองอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ การสร้างฐานข้อมูลที่มีคุณภาพ การยกระดับทักษะบุคลากร ไปจนถึงการปรับรูปแบบการทำงานและโครงสร้างองค์กรนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) นำเสนอแนวทางในการการพั
อ่านต่อ >11

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ก่อนปี 2023 เหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปี สำหรับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ SDGs ทั้ง 17 ข้อ แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้าง สร้างความไม่เท่าเทียมในรูปแบบต่างๆ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร กลายเป็นราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อภาคการเกษตรและกระทบรายได้ของเกษตรกร ภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายให้กับชุมชน ตลอดจนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์ ที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ขณะเดียวกันการเข้าถึงเทคโนโลยี AI อาจสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับผู้คนในสังคม การยกระดับด้านความยั่งยืนอาจสร้างมาตรฐานใหม่ แต่ก็อาจผลักให้ SMEs และผู้ค้ารายเล็กต้องออกจากตลาดเพราะขาดความสามารถในการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมแบบใหม่ แต่ก็อาจทิ้งแรงงานจากอุตสาหกรรมแบบเดิมข้างหลัง ดังนั้นโจทย์สำคัญในปัจจุบันคือการสร้างศักยภาพความมั่งคั่งและโอกาสของคนให้เติบโตทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ของเทคโนโลยี และความเสี่ยงที่ตามมาได้อย่างไร โดยเน้นไปที่ประสานงานทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด ทั้งภาครัฐบาล ภาคเองชน UN ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา ฯลฯ ที่มีคนเป็นศูนย์กลางเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ สร้างงาน สร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs สำเร็จ คือ SHIFT ที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจากการจัดทำรายงานว่าด้วยบทบาทของภาคธุรกิจในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยสมาคมร่วมกับ UNGC และภาคีเครือข่ายพบว่ากว่า 100 องค์กร ดำเนินการโดยนำ SDGs เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะข้อ 12 ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ แต่การบริหารจัดการน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และระบบนิเวศบนบก ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเร่งขับเคลื่อนให้มีการนำไปปฏิบัติมากขึ้น รายงานนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้ภาคเอกชนได้เปลี่ยนจากนโยบายสู่การปฏิบัติตามแนวทาง SDGs อย่างจริงจังแล้ว ภาคธุรกิจยังต้องเร่งปรับเปลี่ยนการทำงานแบบบูรณาการ ไม่เป็น Solo Cilo ทั้งในและนอกองค์กร เนื่องจากทุกข้อของ นั้นต่างมีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นโลกร้อนหรือความเท่าเทียม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้จริง หรือ “From Ac
อ่านต่อ >16

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เวลา 14.30 น. ณ ท่าวาสุกรี เขตดุสิต และวัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจติดตามการซักซ้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน และเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569นายกรัฐมนตรีรับฟังการบรรยายสรุปการเตรียมความพร้อมและรับชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จากนั้น ตรวจติดตามการซักซ้อมลำดับขั้นตอนการรับเสด็จบริเวณท่าวาสุกรี เพื่อรับทราบความพร้อมและการปฏิบัติงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จากนั้น นายกรัฐมนตรีลงเรือรับรองของกองทัพเรือ เดินทางไปยังวัดอรุณราชวราราม โดยระหว่างการเดินทางได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก่อนที่ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคจะเริ่มการซักซ้อมการเคลื่อนขบวนตามลำดับขั้นตอนเมื่อเดินทางถึงท่าเรือวัดอรุณราชวราราม นายกรัฐมนตรีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จากนั้นเข้าสู่พระอุโบสถเพื่อสักการะพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานในพระอุโบสถ และสักการะพระพุทธนฤมิตรบริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ ก่อนเดินทางไปยังบริเวณท่าเรือวัดอรุณราชวราราม เพื่อรับชมการซักซ้อมการรับเสด็จและส่งเสด็จทางรถยนต์พระที่นั่งภายหลังการตรวจติดตาม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขบวนเรือ เส้นทาง และรูปแบบพิธีการในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2569 มีความเรียบร้อยและสมบูรณ์แบบ โดยการฝึกขบวนเรือจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความสวยงามและความปลอดภัยในทุกขั้นตอน ทั้งนี้ การซักซ้อมในครั้งนี้เป็นการฝึกครั้งที่ 4 และจะมีการฝึกซ้อมต่อเนื่องจนถึงวันพระราชพิธี เพื่อให้เกิดความพร้อมสูงสุด “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคไม่เพียงสะท้อนถึงศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมอันงดงามของไทย แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจในสถาบันหลักของชาติ พร้อมย้ำว่าการรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทางจะดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนเรือ โดยสามารถรับชมได้ตามจุดต่าง ๆ ริมแม่น้ำ รวมถึงบริเวณวัดและโรงเรียน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวง
อ่านต่อ >10

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
จากกรณีทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่าน Facebook เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินกู้ของ กยศ. ล่าสุด หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองและนักศึกษาจำนวนมาก เกี่ยวกับการใช้ระบบจัดสรรเงินกู้แบบ “จัดลำดับชั้น” สำหรับผู้กู้รายใหม่ โดยเน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลักของประเทศมากกว่าการพิจารณาจากนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ก่อให้เกิดความกังวลว่า หลักเกณฑ์นี้อาจกำลังบีบให้เด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก ส่องหลักเกณฑ์ใหม่ “กยศ.”หลักเกณฑ์ใหม่ของ กยศ. แบ่งผู้กู้ออกเป็น 3 ลักษณะ และจัดสรรโควตาจำนวนรายและวงเงินกู้ยืมในลักษณะการจัดลำดับชั้นลักษณะที่ 1 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ (ครอบครัวมีรายได้ไม่เกินตามเกณฑ์ที่กองทุนกำหนด) ได้แก่กลุ่มสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมกลุ่มสาธารณสุขกลุ่มเกษตรกลุ่มสังคมศาสตร์ เช่น ครุศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ เป็นต้นหลักสูตรนอกเหนือจากลักษณะ 2 และ 3ลักษณะที่ 2 สาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)เซมิคอนดักเตอร์ และ ควอนตัมเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming)แพทยศาสตร์ สัตวแพทย์ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ทันตแพทย์พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ กายภาพบำบัดกลุ่มพลังงานสีเขียว (Green Energy) และพลังงานทดแทน (Alternative Energy)ลักษณะที่ 3 สาขาฯ ที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ กลุ่มที่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของชาติ เช่น นาฏศิลป์ไทย จิตรกรรมไทย ดนตรีไทย เป็นต้น การจัดสรรโควตาจัดลำดับความสำคัญของเกณฑ์อนุมัติดังนี้ ลำดับ 1 คือ ผู้กู้ยืมลักษณะ 2 และ 3 เป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เคยเป็นผู้ได้รับทุนจาก กสศ. หรือมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปีลำดับที่ 2 ผู้กู้ยืมลักษณะ 2 และ 3ลำดับที่ 3 ผู้กู้ยืมลักษณะ 1 แต่ต้องเคยเป็นผู้ได้รับทุน กสศ.หรือมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลำดับที่ 4 ผู้กู้ยืมลักษณะ 1 ซึ่งเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปีพูดง่าย ๆ คือ หากผู้กู้รายใหม่ไม่ได้เลือกเรียนสาขาที่เป็นความต้องการหลักของประเทศ ก็จะถูกจัดไปอยู่อันดับสุดท้ายของคิวพิจารณา ทำให้ผู้กู้กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะหลุดโควตา หากงบประมาณของกองทุนถูกอนุมัติจนหมดไปกับผู้ก
อ่านต่อ >26

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
GCNT Expo 2026 เวทีรวมพลังเครือข่ายความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย ภายใต้แนวคิด “FROM SHOCK TO SHIFT: Sustainable Transition in a Fractured World” พื้นที่สำคัญให้ทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เชื่อมโยงองค์ความรู้ และผนึกพลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนและความท้าทายรอบด้านของโลก GCNT Expo 2026 เป็นเวทีเพื่อร่วมกันเปลี่ยน “Shock” ที่โลกกำลังเผชิญ สู่ “Shift” ที่นำไปสู่การลงมือทำและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยแนวคิดของผู้บริหารในงานได้สะท้อนความจำเป็นที่ทุกองค์กร ทุกอุตสาหกรรมต้องรับมือกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) และรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่าความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ และมีจุดร่วมสำคัญคือ “คน” ซึ่งไม่ควรเป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากการพัฒนา แต่ต้องมีส่วนร่วมสร้างการพัฒนาและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตไปสู่ความยั่งยืนMichaela Friberg-Storey ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย นำเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ “จากความมุ่งมั่นสู่ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้” (From Ambition to Accountability), “จากเงินทุนสู่การลงมือทำเพื่อการเปลี่ยนผ่าน” (From Commitment Capital to Capital at Work) และ “จากบริษัทผู้นำสู่ระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนร่วมกัน” (From Leading Companies to Leading Ecosystems)ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้แนวคิดการขับเคลื่อน Circular Economy ต้องตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม เช่น การแก้ปัญหาการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ด้วยการนำมาแปรรูปและเพิ่มมูลค่า เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจนายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สำหรับภาคธุรกิจ ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าจาก AI ต้องมองอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ การสร้างฐานข้อมูลที่มีคุณภาพ การยกระดับทักษะบุคลากร ไปจนถึงการปรับรูปแบบการทำงานและโครงสร้างองค์กรนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) นำเสนอแนวทางในการการพั
อ่านต่อ >11

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ก่อนปี 2023 เหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปี สำหรับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ SDGs ทั้ง 17 ข้อ แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้าง สร้างความไม่เท่าเทียมในรูปแบบต่างๆ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร กลายเป็นราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อภาคการเกษตรและกระทบรายได้ของเกษตรกร ภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายให้กับชุมชน ตลอดจนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์ ที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ขณะเดียวกันการเข้าถึงเทคโนโลยี AI อาจสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับผู้คนในสังคม การยกระดับด้านความยั่งยืนอาจสร้างมาตรฐานใหม่ แต่ก็อาจผลักให้ SMEs และผู้ค้ารายเล็กต้องออกจากตลาดเพราะขาดความสามารถในการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมแบบใหม่ แต่ก็อาจทิ้งแรงงานจากอุตสาหกรรมแบบเดิมข้างหลัง ดังนั้นโจทย์สำคัญในปัจจุบันคือการสร้างศักยภาพความมั่งคั่งและโอกาสของคนให้เติบโตทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ของเทคโนโลยี และความเสี่ยงที่ตามมาได้อย่างไร โดยเน้นไปที่ประสานงานทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด ทั้งภาครัฐบาล ภาคเองชน UN ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา ฯลฯ ที่มีคนเป็นศูนย์กลางเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ สร้างงาน สร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs สำเร็จ คือ SHIFT ที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจากการจัดทำรายงานว่าด้วยบทบาทของภาคธุรกิจในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยสมาคมร่วมกับ UNGC และภาคีเครือข่ายพบว่ากว่า 100 องค์กร ดำเนินการโดยนำ SDGs เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะข้อ 12 ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ แต่การบริหารจัดการน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และระบบนิเวศบนบก ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเร่งขับเคลื่อนให้มีการนำไปปฏิบัติมากขึ้น รายงานนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้ภาคเอกชนได้เปลี่ยนจากนโยบายสู่การปฏิบัติตามแนวทาง SDGs อย่างจริงจังแล้ว ภาคธุรกิจยังต้องเร่งปรับเปลี่ยนการทำงานแบบบูรณาการ ไม่เป็น Solo Cilo ทั้งในและนอกองค์กร เนื่องจากทุกข้อของ นั้นต่างมีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นโลกร้อนหรือความเท่าเทียม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้จริง หรือ “From Ac
อ่านต่อ >16