
#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
เจาะลึกมหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น สะเทือนข้าราชการไทย ขีดเส้นตายล้างบาง 5,925 รายปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการไทยกลับมาสั่นสะเทือนอีกครั้งอย่างรุนแรง จากกรณีมหากาพย์การทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการตรวจสอบและสะสางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กระทรวงมหาดไทย เผยให้เห็นขบวนการสวมรอย แก้คะแนน และซื้อขายตำแหน่งที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามหน่วยงานไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่าไม่ได้จำกัดวงเพียงแค่การถอดถอนรายชื่อผู้สอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต 5,925 ราย“ยืนยันการดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้ร่วมกระทำการ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ คืนความถูกต้องและเป็นธรรมแก่ผู้เสียโอกาส เรื่องดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่ว่าจะเป็นใคร หากเกี่ยวข้องกับการทุจริต ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด” ทั้งนี้ มีการจัดการ 3 ส่วนด้วยกัน คือ1. การถอดถอนชื่อผู้สอบที่เกี่ยวกับการทุจริต กระทรวงมหาดไทยดำเนินการถอดถอนรายชื่อ 5,295 ราย หลังพบว่ามีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งทุกอย่างได้สรุปจบในการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 ได้รายงานให้คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รับทราบ เพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.จังหวัด)สำหรับตำแหน่งที่ว่างลงหลังการถอดถอน ทางกสถ. จะต้องหารือถึงแนวทางปฏิบัติ ทั้งการประกาศบัญชีใหม่และการเลื่อนบัญชีผู้สอบแข่งขันรายอื่นขึ้นมาทดแทน2. การดำเนินคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหา จำนวน 13 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่โดนข้อหา ได้แก่ 1)ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2) เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ 3)เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ 4)ร่วมกันเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น 5)ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ 6) ร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ ซึ่งมีอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้อำนวยการสำนักทดสอบ
อ่านต่อ >12

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
คุมเข้มอาวุธปืน–ยาเสพติด ป้องกันเหตุรุนแรงและอาชญากรรมในพื้นที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีนักเรียนใช้อาวุธปืนก่อเหตุ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต กรมการปกครอง จึงกำชับฝ่ายปกครองทั่วประเทศยกระดับมาตรการเชิงรุก เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและลดอาชญากรรม ตลอดจนป้องกันมิให้เกิดเหตุรุนแรงหรือเหตุการณ์ลอกเลียนแบบในพื้นที่อื่น เปิด 6 มาตรการเข้ม ป้องกันเหตุรุนแรงทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน ลดอาชญกรรมและป้องกันเหตุรุนแรง กรมการปกครอง ขอให้ทุกจังหวัดดำเนินการ ดังนี้1. คุมเข้มการครอบครองและพกพาอาวุธปืน ยกระดับมาตรการตรวจสอบและควบคุมการครอบครองและพกพาอาวุธปืนในพื้นที่อย่างจริงจังและเด็ดขาด 2. ให้นายทะเบียนอาวุธปืนแจ้งกำชับผู้ได้รับใบอนุญาตให้ดูแลและเก็บรักษาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่อยู่ในความครอบครองอย่างปลอดภัย มิให้บุคคลอื่นสามารถนำไปใช้ อันอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน3. ยกระดับปฏิบัติการเชิงรุก คุมเข้มอาวุธปืนและยาเสพติด ให้นายอำเภอบูรณาการกำลังฝ่ายปกครอง ทั้งปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (สมาชิก อส.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพิ่มความเข้มข้นในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และลาดตระเวนในพื้นที่สาธารณะ สถานที่สำคัญ จุดเสี่ยง สถานบริการ และสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ มิให้ผู้ใดพกพาอาวุธปินติดตัวโดยเด็ดขาด4. ยกระดับความปลอดภัยสถานที่สำคัญ โดยเฉพาะโรงเรียน สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า ให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน สถานศึกษา ศาสนสถาน ห้างสรรพสินค้า และสถานที่สำคัญต่าง ๆ ให้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม พร้อมทั้งจัดให้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและแนวทางการปฏิบัติตนเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ และประชาชนสามารถรับมือกับเหตุการณ์ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที 5. เฝ้าระวังบุคคลและพฤติกรรมเสี่ยง ป้องกันเหตุซ้ำและการเลียนแบบ ให้นายอำเภอใช้กลไกฝ่ายปกครองในพื้นที่ เฝ้าระวังบุคคลที่มีพฤติกรรมหรือแนวโน้มเสี่ยงต่อการก่อเหตุรุนแรง เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุซ้ำหรือเหตุการณ์ลอกเลียนแบบ พร้อมทั้งสร้างความเ
อ่านต่อ >23

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยผลชันสูตรเบื้องต้นผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนและผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหมด 8 ราย โดยพบว่าทุกรายมีบาดแผลจากกระสุนปืน ตั้งแต่รายละ 1 นัด ไปจนถึงสูงสุด 4 นัด ส่วนใหญ่พบบาดแผลบริเวณอวัยวะสำคัญ ขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับลักษณะการเสียชีวิตของเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ ยังต้องรอการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนก่อนมีข้อสรุปเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า ร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถูกส่งมาตรวจชันสูตรครบทั้ง 8 รายแล้วจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นผู้เสียชีวิตภายในโรงเรียน 5 ราย ผู้เสียชีวิตภายในบ้านของเด็กชายผู้ก่อเหตุ 2 ราย และเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ ซึ่งเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 1 ราย ผลชันสูตรพบ 6 รายมีบาดแผลจากกระสุนรายละ 1 นัดผลการชันสูตรเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 8 รายมีบาดแผลจากกระสุนปืน โดย 6 รายมีบาดแผลรายละ 1 นัด ส่วนอีก 2 รายพบบาดแผลจากกระสุนจำนวน 3 นัด และ 4 นัดตามลำดับตำแหน่งบาดแผลของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่บริเวณอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะศีรษะและหน้าอก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สามารถทำให้เสียชีวิตได้ ขณะที่บางรายพบบาดแผลบริเวณแขนร่วมด้วยสำหรับกระสุนที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่พบว่าทะลุออกจากร่างกาย และมีเพียง 1 นัดที่พบกระสุนฝังอยู่ภายในร่าง ซึ่งเจ้าหน้าที่นิติเวชได้ดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการเด็กชายวัย 14 ปี พบบาดแผลศีรษะ 1 นัดผลชันสูตรเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ พบมีบาดแผลจากกระสุนเข้าบริเวณศีรษะด้านขวาจำนวน 1 นัด และทะลุออกจากร่างกาย จึงไม่พบหัวกระสุนตกค้างอยู่ภายในนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบเขม่าปืนบริเวณบาดแผล ซึ่งตามข้อมูลจากการชันสูตรเบื้องต้น เป็นลักษณะที่บ่งชี้ว่าปากกระบอกปืนอยู่ใกล้กับผิวหนังขณะเกิดบาดแผล อย่างไรก็ตาม การตรวจหาสารต่าง ๆ ภายในร่างกายของเด็กชายยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ประเด็นวิสามัญฯ ต้องรอพนักงานสอบสวนสรุปหลักฐานส่วนข้อสงสัยว่าเด็กชายวัย 14 ปีเสียชีวิตจากการวิสามัญฆาตกรรมหรือไม่นั้น พล.ต.ต.วิรุฬห์ ระบุว่า ผลการชันสูตรสามารถยืนยันได้ในส่วนของลักษณะบาดแผลจากกระสุนปืน และลักษณะบาดแผลที่สอดคล้องกับอาวุธปืนที่ใช้เท่
อ่านต่อ >15

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ชี้บทเรียนเหตุกราดยิง เปลี่ยนแนวคิดสู่ “ตำรวจ-ประชาชนเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัย”ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท วิชานวัตกรรมสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวว่า เหตุการณ์กราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจต่อสังคมไทย พร้อมชี้ว่าบทเรียนสำคัญไม่ควรหยุดอยู่เพียงการรับมือหลังเกิดเหตุ แต่ต้องเร่งสร้างระบบป้องกันเพื่อไม่ให้เหตุลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกผศ.ดร.นพดล ระบุว่า การสร้างความปลอดภัยในปัจจุบันไม่อาจพึ่งพาเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องยกระดับแนวคิด “ตำรวจและประชาชนเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัย” โดยให้ครู ผู้ปกครอง บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ประกอบการ และคนในชุมชน มีความรู้ในการสังเกตความผิดปกติ การแจ้งเหตุ การเอาตัวรอด และการประสานงานกับตำรวจอย่างถูกต้องยกประสบการณ์ศึกษาต่างประเทศ เสริมแนวทางป้องกันพื้นที่เปราะบางผศ.ดร.นพดล เปิดเผยว่า ระหว่างศึกษาด้านการจัดการความเสี่ยงและยุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาบทเรียนเหตุกราดยิงในโรงเรียนหลายแห่ง และเมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2567 ได้ร่วมสนับสนุนแนวทางพัฒนาหลักสูตรป้องกันเหตุใช้อาวุธปืนในพื้นที่เปราะบาง (Soft Target) เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง และพื้นที่สาธารณะแนวทางดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนมีความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช่การทำหน้าที่แทนตำรวจ แต่เป็นการเสริมศักยภาพในการป้องกันเหตุในช่วงเวลาสำคัญก่อนเจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่ สนับสนุนนโยบายควบคุมอาวุธปืนและอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ผศ.ดร.นพดล มองว่า แนวทางควบคุมอาวุธปืนและการผลักดัน “อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่” ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับการขับเคลื่อนต่อโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นการเชื่อมโยงการกำหนดนโยบายกับการปฏิบัติ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความปลอดภัยเขาเห็นว่า แก่นสำคัญของแนวคิดนี้คือการเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจาก “ผู้รับบริการด้านความปลอดภัย” ไปสู่ “หุ้นส่วนด้านความปลอดภัย” ที่มีความรู้ ทักษะ และสามารถประสานการทำงานร่วมกับตำรวจได้อย่างเป็นระบบ เร่งสร
อ่านต่อ >19

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
เจาะลึกมหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น สะเทือนข้าราชการไทย ขีดเส้นตายล้างบาง 5,925 รายปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการไทยกลับมาสั่นสะเทือนอีกครั้งอย่างรุนแรง จากกรณีมหากาพย์การทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการตรวจสอบและสะสางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กระทรวงมหาดไทย เผยให้เห็นขบวนการสวมรอย แก้คะแนน และซื้อขายตำแหน่งที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามหน่วยงานไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่าไม่ได้จำกัดวงเพียงแค่การถอดถอนรายชื่อผู้สอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต 5,925 ราย“ยืนยันการดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้ร่วมกระทำการ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ คืนความถูกต้องและเป็นธรรมแก่ผู้เสียโอกาส เรื่องดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่ว่าจะเป็นใคร หากเกี่ยวข้องกับการทุจริต ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด” ทั้งนี้ มีการจัดการ 3 ส่วนด้วยกัน คือ1. การถอดถอนชื่อผู้สอบที่เกี่ยวกับการทุจริต กระทรวงมหาดไทยดำเนินการถอดถอนรายชื่อ 5,295 ราย หลังพบว่ามีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งทุกอย่างได้สรุปจบในการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 ได้รายงานให้คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รับทราบ เพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.จังหวัด)สำหรับตำแหน่งที่ว่างลงหลังการถอดถอน ทางกสถ. จะต้องหารือถึงแนวทางปฏิบัติ ทั้งการประกาศบัญชีใหม่และการเลื่อนบัญชีผู้สอบแข่งขันรายอื่นขึ้นมาทดแทน2. การดำเนินคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหา จำนวน 13 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่โดนข้อหา ได้แก่ 1)ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2) เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ 3)เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ 4)ร่วมกันเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น 5)ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ 6) ร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ ซึ่งมีอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้อำนวยการสำนักทดสอบ
อ่านต่อ >12

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
คุมเข้มอาวุธปืน–ยาเสพติด ป้องกันเหตุรุนแรงและอาชญากรรมในพื้นที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีนักเรียนใช้อาวุธปืนก่อเหตุ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต กรมการปกครอง จึงกำชับฝ่ายปกครองทั่วประเทศยกระดับมาตรการเชิงรุก เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและลดอาชญากรรม ตลอดจนป้องกันมิให้เกิดเหตุรุนแรงหรือเหตุการณ์ลอกเลียนแบบในพื้นที่อื่น เปิด 6 มาตรการเข้ม ป้องกันเหตุรุนแรงทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน ลดอาชญกรรมและป้องกันเหตุรุนแรง กรมการปกครอง ขอให้ทุกจังหวัดดำเนินการ ดังนี้1. คุมเข้มการครอบครองและพกพาอาวุธปืน ยกระดับมาตรการตรวจสอบและควบคุมการครอบครองและพกพาอาวุธปืนในพื้นที่อย่างจริงจังและเด็ดขาด 2. ให้นายทะเบียนอาวุธปืนแจ้งกำชับผู้ได้รับใบอนุญาตให้ดูแลและเก็บรักษาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่อยู่ในความครอบครองอย่างปลอดภัย มิให้บุคคลอื่นสามารถนำไปใช้ อันอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน3. ยกระดับปฏิบัติการเชิงรุก คุมเข้มอาวุธปืนและยาเสพติด ให้นายอำเภอบูรณาการกำลังฝ่ายปกครอง ทั้งปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (สมาชิก อส.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพิ่มความเข้มข้นในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และลาดตระเวนในพื้นที่สาธารณะ สถานที่สำคัญ จุดเสี่ยง สถานบริการ และสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ มิให้ผู้ใดพกพาอาวุธปินติดตัวโดยเด็ดขาด4. ยกระดับความปลอดภัยสถานที่สำคัญ โดยเฉพาะโรงเรียน สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า ให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน สถานศึกษา ศาสนสถาน ห้างสรรพสินค้า และสถานที่สำคัญต่าง ๆ ให้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม พร้อมทั้งจัดให้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและแนวทางการปฏิบัติตนเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ และประชาชนสามารถรับมือกับเหตุการณ์ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที 5. เฝ้าระวังบุคคลและพฤติกรรมเสี่ยง ป้องกันเหตุซ้ำและการเลียนแบบ ให้นายอำเภอใช้กลไกฝ่ายปกครองในพื้นที่ เฝ้าระวังบุคคลที่มีพฤติกรรมหรือแนวโน้มเสี่ยงต่อการก่อเหตุรุนแรง เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุซ้ำหรือเหตุการณ์ลอกเลียนแบบ พร้อมทั้งสร้างความเ
อ่านต่อ >23

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยผลชันสูตรเบื้องต้นผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนและผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหมด 8 ราย โดยพบว่าทุกรายมีบาดแผลจากกระสุนปืน ตั้งแต่รายละ 1 นัด ไปจนถึงสูงสุด 4 นัด ส่วนใหญ่พบบาดแผลบริเวณอวัยวะสำคัญ ขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับลักษณะการเสียชีวิตของเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ ยังต้องรอการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนก่อนมีข้อสรุปเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า ร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถูกส่งมาตรวจชันสูตรครบทั้ง 8 รายแล้วจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นผู้เสียชีวิตภายในโรงเรียน 5 ราย ผู้เสียชีวิตภายในบ้านของเด็กชายผู้ก่อเหตุ 2 ราย และเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ ซึ่งเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 1 ราย ผลชันสูตรพบ 6 รายมีบาดแผลจากกระสุนรายละ 1 นัดผลการชันสูตรเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 8 รายมีบาดแผลจากกระสุนปืน โดย 6 รายมีบาดแผลรายละ 1 นัด ส่วนอีก 2 รายพบบาดแผลจากกระสุนจำนวน 3 นัด และ 4 นัดตามลำดับตำแหน่งบาดแผลของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่บริเวณอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะศีรษะและหน้าอก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สามารถทำให้เสียชีวิตได้ ขณะที่บางรายพบบาดแผลบริเวณแขนร่วมด้วยสำหรับกระสุนที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่พบว่าทะลุออกจากร่างกาย และมีเพียง 1 นัดที่พบกระสุนฝังอยู่ภายในร่าง ซึ่งเจ้าหน้าที่นิติเวชได้ดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการเด็กชายวัย 14 ปี พบบาดแผลศีรษะ 1 นัดผลชันสูตรเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุ พบมีบาดแผลจากกระสุนเข้าบริเวณศีรษะด้านขวาจำนวน 1 นัด และทะลุออกจากร่างกาย จึงไม่พบหัวกระสุนตกค้างอยู่ภายในนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบเขม่าปืนบริเวณบาดแผล ซึ่งตามข้อมูลจากการชันสูตรเบื้องต้น เป็นลักษณะที่บ่งชี้ว่าปากกระบอกปืนอยู่ใกล้กับผิวหนังขณะเกิดบาดแผล อย่างไรก็ตาม การตรวจหาสารต่าง ๆ ภายในร่างกายของเด็กชายยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ประเด็นวิสามัญฯ ต้องรอพนักงานสอบสวนสรุปหลักฐานส่วนข้อสงสัยว่าเด็กชายวัย 14 ปีเสียชีวิตจากการวิสามัญฆาตกรรมหรือไม่นั้น พล.ต.ต.วิรุฬห์ ระบุว่า ผลการชันสูตรสามารถยืนยันได้ในส่วนของลักษณะบาดแผลจากกระสุนปืน และลักษณะบาดแผลที่สอดคล้องกับอาวุธปืนที่ใช้เท่
อ่านต่อ >15

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ชี้บทเรียนเหตุกราดยิง เปลี่ยนแนวคิดสู่ “ตำรวจ-ประชาชนเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัย”ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท วิชานวัตกรรมสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวว่า เหตุการณ์กราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจต่อสังคมไทย พร้อมชี้ว่าบทเรียนสำคัญไม่ควรหยุดอยู่เพียงการรับมือหลังเกิดเหตุ แต่ต้องเร่งสร้างระบบป้องกันเพื่อไม่ให้เหตุลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกผศ.ดร.นพดล ระบุว่า การสร้างความปลอดภัยในปัจจุบันไม่อาจพึ่งพาเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องยกระดับแนวคิด “ตำรวจและประชาชนเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัย” โดยให้ครู ผู้ปกครอง บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ประกอบการ และคนในชุมชน มีความรู้ในการสังเกตความผิดปกติ การแจ้งเหตุ การเอาตัวรอด และการประสานงานกับตำรวจอย่างถูกต้องยกประสบการณ์ศึกษาต่างประเทศ เสริมแนวทางป้องกันพื้นที่เปราะบางผศ.ดร.นพดล เปิดเผยว่า ระหว่างศึกษาด้านการจัดการความเสี่ยงและยุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาบทเรียนเหตุกราดยิงในโรงเรียนหลายแห่ง และเมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2567 ได้ร่วมสนับสนุนแนวทางพัฒนาหลักสูตรป้องกันเหตุใช้อาวุธปืนในพื้นที่เปราะบาง (Soft Target) เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง และพื้นที่สาธารณะแนวทางดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนมีความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช่การทำหน้าที่แทนตำรวจ แต่เป็นการเสริมศักยภาพในการป้องกันเหตุในช่วงเวลาสำคัญก่อนเจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่ สนับสนุนนโยบายควบคุมอาวุธปืนและอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ผศ.ดร.นพดล มองว่า แนวทางควบคุมอาวุธปืนและการผลักดัน “อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่” ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับการขับเคลื่อนต่อโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นการเชื่อมโยงการกำหนดนโยบายกับการปฏิบัติ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความปลอดภัยเขาเห็นว่า แก่นสำคัญของแนวคิดนี้คือการเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจาก “ผู้รับบริการด้านความปลอดภัย” ไปสู่ “หุ้นส่วนด้านความปลอดภัย” ที่มีความรู้ ทักษะ และสามารถประสานการทำงานร่วมกับตำรวจได้อย่างเป็นระบบ เร่งสร
อ่านต่อ >19

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
เจาะลึกมหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น สะเทือนข้าราชการไทย ขีดเส้นตายล้างบาง 5,925 รายปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการไทยกลับมาสั่นสะเทือนอีกครั้งอย่างรุนแรง จากกรณีมหากาพย์การทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการตรวจสอบและสะสางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กระทรวงมหาดไทย เผยให้เห็นขบวนการสวมรอย แก้คะแนน และซื้อขายตำแหน่งที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามหน่วยงานไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่าไม่ได้จำกัดวงเพียงแค่การถอดถอนรายชื่อผู้สอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต 5,925 ราย“ยืนยันการดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้ร่วมกระทำการ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ คืนความถูกต้องและเป็นธรรมแก่ผู้เสียโอกาส เรื่องดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่ว่าจะเป็นใคร หากเกี่ยวข้องกับการทุจริต ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด” ทั้งนี้ มีการจัดการ 3 ส่วนด้วยกัน คือ1. การถอดถอนชื่อผู้สอบที่เกี่ยวกับการทุจริต กระทรวงมหาดไทยดำเนินการถอดถอนรายชื่อ 5,295 ราย หลังพบว่ามีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งทุกอย่างได้สรุปจบในการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 ได้รายงานให้คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รับทราบ เพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.จังหวัด)สำหรับตำแหน่งที่ว่างลงหลังการถอดถอน ทางกสถ. จะต้องหารือถึงแนวทางปฏิบัติ ทั้งการประกาศบัญชีใหม่และการเลื่อนบัญชีผู้สอบแข่งขันรายอื่นขึ้นมาทดแทน2. การดำเนินคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหา จำนวน 13 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่โดนข้อหา ได้แก่ 1)ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2) เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ 3)เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ 4)ร่วมกันเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น 5)ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ 6) ร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ ซึ่งมีอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้อำนวยการสำนักทดสอบ
อ่านต่อ >12