
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ผู้พิพากษาศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (U.S. Court of International Trade) มีคำสั่งเมื่อวันพุธ (4 มี.ค.) ให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มกระบวนการคืนเงินภาษีนำเข้ามูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์แก่ผู้นำเข้า หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลกของทรัมป์ไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางจุดยืนที่สวนทางกัน เมื่อปธน.ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลต่างปฏิเสธที่จะคืนเงินรายได้มหาศาลดังกล่าวในทันที โดยส่งสัญญาณว่าประเด็นนี้อาจต้องสู้กันในชั้นศาลอีกยาวนาน ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยให้การเก็บภาษีในอัตราเลขสองหลักภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เป็นโมฆะ แต่ในคำวินิจฉัยไม่ได้ระบุชัดเจนว่ารัฐบาลจะต้องคืนเงินที่เก็บไปแล้วหรือไม่อย่างไรก็ตาม ในคดีที่บริษัทผลิตแผ่นกรองแห่งหนึ่งเป็นผู้ยื่นฟ้อง ริชาร์ด อีตัน ผู้พิพากษาศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ระบุในคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “ผู้นำเข้าที่จดทะเบียนทุกราย ซึ่งรายการสินค้านำเข้าถูกเรียกเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ล้วนมีสิทธิได้รับประโยชน์” จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาผู้พิพากษาได้สั่งการให้สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) เริ่มต้นกระบวนการคืนเงินภาษี โดยจะมีการพิจารณาคดีนี้อีกครั้งในวันศุกร์ (6 มี.ค.) ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวทั้งนี้ คาดว่าคำสั่งของศาลจะครอบคลุมไปถึงคดีฟ้องร้องอีกกว่า 2,000 คดีจากทั้งบริษัทสัญชาติอเมริกันและต่างชาติที่ยังคงค้างอยู่ในศาลการค้าฯ ด้วยแม้รัฐบาลจะต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางกฎหมายอีกครั้ง แต่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นภาษีศุลกากรทั่วโลกอัตราใหม่จาก 10% เป็น 15% “ภายในสัปดาห์นี้”“ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า อัตราภาษีศุลกากรจะกลับไปอยู่ที่ระดับเดิมภายในเวลา 5 เดือน” เบสเซนต์กล่าวให้สัมภาษณ์ในรายการของสำนักข่าว CNBC เมื่อถูกถามถึงแผนการของทรัมป์หลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากศาลฎีกาสั่งยกเลิกการเก็บภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) รวมถึงภาษีที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลที่บังคับใช้กับสินค้าจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก ปธน.ทรัมป์ได้ประกาศทันทีว่าเขาจะนำมาตร
อ่านต่อ >13

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังหารือกับนายกรัฐมนตรีและหน่วยงาน ที่เกี่ยวกับมาตรการพลังงาน ว่า ก่อนหน้านี้ที่เคยยืนยันตัวเลขสำรองน้ำมัน ว่าจะมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 60-65 วัน ในกรณีที่ไม่มีน้ำมันใหม่เข้ามาเลย แต่คือตอนนี้เรามีการจัดหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมจากนอกพื้นที่ตะวันออกกลางเข้ามาสำรองได้อีก 30 วัน ทำให้ตัวเลขรวมขยับขึ้นไปอยู่ที่ 95 วัน และจะมีการทยอยเติมเข้ามาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่าจะไม่ขาดแคลนน้ำมันใช้แน่นอน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้สั่งการด่วนให้ระงับการส่งออกน้ำมันไปยังต่างประเทศทันที โดยยกเว้นเมียนมา และ ลาว และได้สั่งเพิ่มสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากผู้ค้าเป็น 3% เพื่อดึงน้ำมันมาเก็บไว้ใช้ในประเทศให้มากที่สุด พร้อมกำชับสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งห้ามกักตุนน้ำมันเด็ดขาด โดยทางกระทรวงฯ จะประสานงานให้มีการจัดส่งน้ำมันให้เพียงพอตส่วนเรื่องของราคาน้ำมัน ในส่วนของดีเซลจะยังคงตรึงราคาต่อไป ส่วนน้ำมันเบนซินเองก็จะมีการเข้าไปช่วยเหลือในบางส่วนด้วยเช่นกัน แม้จะยอมรับว่าตอนนี้มีปัญหาเรื่องการขนส่งที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้เรือบางลำยังไม่สามารถออกมาได้ แต่ทาง ปตท. ยืนยันแล้วว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถคอนเฟิร์มออเดอร์จากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทนได้ ส่วนพฤติกรรมการแห่ซื้อน้ำมันไปเก็บไว้นั้นเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว จึงอยากขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนอย่าตื่นตระหนก เพราะรัฐบาลยืนยันว่าน้ำมันไม่ขาดแคลนแน่นอน และหลังจากนี้จะมีการนำมาตรการประหยัดพลังงานเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
อ่านต่อ >18

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“บลูมเบิร์ก” ระบุว่า สายการบินในเอเชีย อาทิ “สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส” และ “คาเธ่ย์ แปซิฟิค” ของฮ่องกง อยู่ในสถานะที่ดีหลังเกิดการปะทะในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้หลายประเทศต้องปิดน่านฟ้า ผู้โดยสารแย่งกันจองตั๋วและยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อหนีจากความขัดแย้งสายการบินในเอเชียจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการออกจากตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ทำให้อิหร่านตอบโต้กลับฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วตะวันออกกลาง จนต้องปิดน่านฟ้าในหลายประเทศ ส่งผลให้สายการบินของตะวันออกกลางอย่าง “เอมิเรตส์” และ “กาตาร์ แอร์เวย์ส” หยุดให้บริการ ข้อมูลจาก “ซีเรียม” (Cirium) ระบุว่า มีเที่ยวบินถูกยกเลิกไปแล้วกว่า 23,000 เที่ยวบิน นับถึงวันที่ 5 มีนาคม ผู้โดยสารในยุโรปยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อจองตั๋วเครื่องบินไปยังเอเชียโดยไม่ต้องผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งกลายเป็นโอกาสสำหรับสายการบินที่บินตรงระหว่างยุโรปและเอเชีย ตั๋วเครื่องบินมีราคาสูงขึ้นมาก โดย ณ วันที่ 5 มีนาคม ตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดของ “สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส” เดินทางเที่ยวเดียว จากสนามบินฮีทโธรว์ในกรุงลอนดอนไปยังสิงคโปร์ มีราคา 10,900 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 900 เทียบกับราคาที่บินช่วงปลายเดือนเดียวกัน ส่วนตั๋วเครื่องบินที่เดินทางไปยังฮ่องกง ราคาอยู่ที่ 26,737 ดอลลาร์ฮ่องกง เทียบกับ 5,670 ดอลลาร์ฮ่องกงในช่วงปลายเดือน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าราคาตั๋วที่สูงขึ้น ซึ่งช่วยรองรับการขยับขึ้นราคาน้ำมัน จะทรงตัวอยู่ได้นานแค่ไหน เพราะถึงแม้การหยุดชะงักที่ยืดเยื้ออาจหนุนราคาในระยะยาว แต่หากความขัดแย้งยุติก็จะทำให้สายการบินในตะวันออกกลางกลับมาให้บริการได้ เนื่องจากภูมิภาคนี้มีความสำคัญต่อการเดินทางและการค้าทั่วโลก “ไลนัส เบนจามิน บาวเออร์” ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการบิน BAA แอนด์ พาร์ตเนอร์ส มองว่า สายการบินในเอเชียอาจได้ประโยชน์จากราคาตั๋วที่สูงขึ้น กำไรจากการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่โดยพื้นฐานแล้ว นี่เป็นการจัดสรรการจราจรใหม่ ไม่ใช่การปรับสมดุลโครงสร้างเครือข่ายการบินโลก
อ่านต่อ >17

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 3% ในการซื้อขายที่ตลาดเอเชียวันนี้ (5 มี.ค.) หลังสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 6 โดยยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกน้ำมันดิบจำนวนมากของโลกอาจเผชิญกับการหยุดชะงัก ณ เวลา 10.24 น. ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนพ.ค. พุ่งขึ้น 3% แตะระดับ 83.84 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 3.5% สู่ระดับ 77.29 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากทั้งสองสัญญาปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงในวันพุธ (4 มี.ค.) ภายหลังการซื้อขายที่ผันผวนระหว่างวัน ความกังวลด้านอุปทานยิ่งทวีความรุนแรง หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีปริมาณน้ำมันราวหนึ่งในห้าของการค้าทั่วโลกต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว การปิดช่องแคบทำให้การเดินเรือบรรทุกน้ำมันหยุดชะงัก และเพิ่มความเสี่ยงว่าการส่งออกน้ำมันจากประเทศในอ่าวอาจถูกจำกัดอย่างมาก หากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไปความปั่นป่วนดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในภูมิภาคแล้ว โดยมีรายงานว่าอิรักประกาศเหตุสุดวิสัยต่อการส่งออกน้ำมันดิบบางส่วน หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเผชิญอุปสรรคอย่างหนักทั้งนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มต้นเมื่อวันศุกร์ (27 ก.พ.) หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดการตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนในหลายประเทศทั่วภูมิภาค และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญสถานการณ์ตึงเครียดทวีความรุนแรงมากขึ้นในสัปดาห์นี้ หลังสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่านในน่านน้ำสากลใกล้ประเทศศรีลังกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งกำลังขยายวงกว้างออกไปนอกอ่าวเปอร์เซียขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาความเคลื่อนไหวทางการทูตอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานว่ากระทรวงข่าวกรองของอิหร่านได้ติดต่อไปยังกรุงวอชิงตันเพื่อหารือแนวทางยุติความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม อิหร่านปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จโดยสิ้นเชิง และกล่าวหาสื่อชาติตะวันตกว่ากำลังเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน ส่งผลให้ความหวังต่อความคืบหน้าทางการทูตในระยะใกล้ลดลงแม้ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์จะหนุนราคาน้ำมัน แต่ข้อมูลสต๊อกน้ำมันของสหรัฐฯ กลับส่งสัญญาณกดดันตลาดเล็กน้อย โดยตัวเลขรายสัปดาห์จากสถา
อ่านต่อ >23

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ผู้พิพากษาศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (U.S. Court of International Trade) มีคำสั่งเมื่อวันพุธ (4 มี.ค.) ให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มกระบวนการคืนเงินภาษีนำเข้ามูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์แก่ผู้นำเข้า หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลกของทรัมป์ไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางจุดยืนที่สวนทางกัน เมื่อปธน.ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลต่างปฏิเสธที่จะคืนเงินรายได้มหาศาลดังกล่าวในทันที โดยส่งสัญญาณว่าประเด็นนี้อาจต้องสู้กันในชั้นศาลอีกยาวนาน ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยให้การเก็บภาษีในอัตราเลขสองหลักภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เป็นโมฆะ แต่ในคำวินิจฉัยไม่ได้ระบุชัดเจนว่ารัฐบาลจะต้องคืนเงินที่เก็บไปแล้วหรือไม่อย่างไรก็ตาม ในคดีที่บริษัทผลิตแผ่นกรองแห่งหนึ่งเป็นผู้ยื่นฟ้อง ริชาร์ด อีตัน ผู้พิพากษาศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ระบุในคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “ผู้นำเข้าที่จดทะเบียนทุกราย ซึ่งรายการสินค้านำเข้าถูกเรียกเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ล้วนมีสิทธิได้รับประโยชน์” จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาผู้พิพากษาได้สั่งการให้สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) เริ่มต้นกระบวนการคืนเงินภาษี โดยจะมีการพิจารณาคดีนี้อีกครั้งในวันศุกร์ (6 มี.ค.) ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวทั้งนี้ คาดว่าคำสั่งของศาลจะครอบคลุมไปถึงคดีฟ้องร้องอีกกว่า 2,000 คดีจากทั้งบริษัทสัญชาติอเมริกันและต่างชาติที่ยังคงค้างอยู่ในศาลการค้าฯ ด้วยแม้รัฐบาลจะต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางกฎหมายอีกครั้ง แต่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นภาษีศุลกากรทั่วโลกอัตราใหม่จาก 10% เป็น 15% “ภายในสัปดาห์นี้”“ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า อัตราภาษีศุลกากรจะกลับไปอยู่ที่ระดับเดิมภายในเวลา 5 เดือน” เบสเซนต์กล่าวให้สัมภาษณ์ในรายการของสำนักข่าว CNBC เมื่อถูกถามถึงแผนการของทรัมป์หลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากศาลฎีกาสั่งยกเลิกการเก็บภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) รวมถึงภาษีที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลที่บังคับใช้กับสินค้าจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก ปธน.ทรัมป์ได้ประกาศทันทีว่าเขาจะนำมาตร
อ่านต่อ >13

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังหารือกับนายกรัฐมนตรีและหน่วยงาน ที่เกี่ยวกับมาตรการพลังงาน ว่า ก่อนหน้านี้ที่เคยยืนยันตัวเลขสำรองน้ำมัน ว่าจะมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 60-65 วัน ในกรณีที่ไม่มีน้ำมันใหม่เข้ามาเลย แต่คือตอนนี้เรามีการจัดหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมจากนอกพื้นที่ตะวันออกกลางเข้ามาสำรองได้อีก 30 วัน ทำให้ตัวเลขรวมขยับขึ้นไปอยู่ที่ 95 วัน และจะมีการทยอยเติมเข้ามาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่าจะไม่ขาดแคลนน้ำมันใช้แน่นอน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้สั่งการด่วนให้ระงับการส่งออกน้ำมันไปยังต่างประเทศทันที โดยยกเว้นเมียนมา และ ลาว และได้สั่งเพิ่มสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากผู้ค้าเป็น 3% เพื่อดึงน้ำมันมาเก็บไว้ใช้ในประเทศให้มากที่สุด พร้อมกำชับสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งห้ามกักตุนน้ำมันเด็ดขาด โดยทางกระทรวงฯ จะประสานงานให้มีการจัดส่งน้ำมันให้เพียงพอตส่วนเรื่องของราคาน้ำมัน ในส่วนของดีเซลจะยังคงตรึงราคาต่อไป ส่วนน้ำมันเบนซินเองก็จะมีการเข้าไปช่วยเหลือในบางส่วนด้วยเช่นกัน แม้จะยอมรับว่าตอนนี้มีปัญหาเรื่องการขนส่งที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้เรือบางลำยังไม่สามารถออกมาได้ แต่ทาง ปตท. ยืนยันแล้วว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถคอนเฟิร์มออเดอร์จากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทนได้ ส่วนพฤติกรรมการแห่ซื้อน้ำมันไปเก็บไว้นั้นเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว จึงอยากขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนอย่าตื่นตระหนก เพราะรัฐบาลยืนยันว่าน้ำมันไม่ขาดแคลนแน่นอน และหลังจากนี้จะมีการนำมาตรการประหยัดพลังงานเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
อ่านต่อ >18

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“บลูมเบิร์ก” ระบุว่า สายการบินในเอเชีย อาทิ “สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส” และ “คาเธ่ย์ แปซิฟิค” ของฮ่องกง อยู่ในสถานะที่ดีหลังเกิดการปะทะในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้หลายประเทศต้องปิดน่านฟ้า ผู้โดยสารแย่งกันจองตั๋วและยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อหนีจากความขัดแย้งสายการบินในเอเชียจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการออกจากตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ทำให้อิหร่านตอบโต้กลับฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วตะวันออกกลาง จนต้องปิดน่านฟ้าในหลายประเทศ ส่งผลให้สายการบินของตะวันออกกลางอย่าง “เอมิเรตส์” และ “กาตาร์ แอร์เวย์ส” หยุดให้บริการ ข้อมูลจาก “ซีเรียม” (Cirium) ระบุว่า มีเที่ยวบินถูกยกเลิกไปแล้วกว่า 23,000 เที่ยวบิน นับถึงวันที่ 5 มีนาคม ผู้โดยสารในยุโรปยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อจองตั๋วเครื่องบินไปยังเอเชียโดยไม่ต้องผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งกลายเป็นโอกาสสำหรับสายการบินที่บินตรงระหว่างยุโรปและเอเชีย ตั๋วเครื่องบินมีราคาสูงขึ้นมาก โดย ณ วันที่ 5 มีนาคม ตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดของ “สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส” เดินทางเที่ยวเดียว จากสนามบินฮีทโธรว์ในกรุงลอนดอนไปยังสิงคโปร์ มีราคา 10,900 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 900 เทียบกับราคาที่บินช่วงปลายเดือนเดียวกัน ส่วนตั๋วเครื่องบินที่เดินทางไปยังฮ่องกง ราคาอยู่ที่ 26,737 ดอลลาร์ฮ่องกง เทียบกับ 5,670 ดอลลาร์ฮ่องกงในช่วงปลายเดือน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าราคาตั๋วที่สูงขึ้น ซึ่งช่วยรองรับการขยับขึ้นราคาน้ำมัน จะทรงตัวอยู่ได้นานแค่ไหน เพราะถึงแม้การหยุดชะงักที่ยืดเยื้ออาจหนุนราคาในระยะยาว แต่หากความขัดแย้งยุติก็จะทำให้สายการบินในตะวันออกกลางกลับมาให้บริการได้ เนื่องจากภูมิภาคนี้มีความสำคัญต่อการเดินทางและการค้าทั่วโลก “ไลนัส เบนจามิน บาวเออร์” ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการบิน BAA แอนด์ พาร์ตเนอร์ส มองว่า สายการบินในเอเชียอาจได้ประโยชน์จากราคาตั๋วที่สูงขึ้น กำไรจากการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่โดยพื้นฐานแล้ว นี่เป็นการจัดสรรการจราจรใหม่ ไม่ใช่การปรับสมดุลโครงสร้างเครือข่ายการบินโลก
อ่านต่อ >17

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 3% ในการซื้อขายที่ตลาดเอเชียวันนี้ (5 มี.ค.) หลังสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 6 โดยยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกน้ำมันดิบจำนวนมากของโลกอาจเผชิญกับการหยุดชะงัก ณ เวลา 10.24 น. ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนพ.ค. พุ่งขึ้น 3% แตะระดับ 83.84 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 3.5% สู่ระดับ 77.29 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากทั้งสองสัญญาปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงในวันพุธ (4 มี.ค.) ภายหลังการซื้อขายที่ผันผวนระหว่างวัน ความกังวลด้านอุปทานยิ่งทวีความรุนแรง หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีปริมาณน้ำมันราวหนึ่งในห้าของการค้าทั่วโลกต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว การปิดช่องแคบทำให้การเดินเรือบรรทุกน้ำมันหยุดชะงัก และเพิ่มความเสี่ยงว่าการส่งออกน้ำมันจากประเทศในอ่าวอาจถูกจำกัดอย่างมาก หากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไปความปั่นป่วนดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในภูมิภาคแล้ว โดยมีรายงานว่าอิรักประกาศเหตุสุดวิสัยต่อการส่งออกน้ำมันดิบบางส่วน หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเผชิญอุปสรรคอย่างหนักทั้งนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มต้นเมื่อวันศุกร์ (27 ก.พ.) หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดการตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนในหลายประเทศทั่วภูมิภาค และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญสถานการณ์ตึงเครียดทวีความรุนแรงมากขึ้นในสัปดาห์นี้ หลังสหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่านในน่านน้ำสากลใกล้ประเทศศรีลังกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งกำลังขยายวงกว้างออกไปนอกอ่าวเปอร์เซียขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาความเคลื่อนไหวทางการทูตอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานว่ากระทรวงข่าวกรองของอิหร่านได้ติดต่อไปยังกรุงวอชิงตันเพื่อหารือแนวทางยุติความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม อิหร่านปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จโดยสิ้นเชิง และกล่าวหาสื่อชาติตะวันตกว่ากำลังเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน ส่งผลให้ความหวังต่อความคืบหน้าทางการทูตในระยะใกล้ลดลงแม้ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์จะหนุนราคาน้ำมัน แต่ข้อมูลสต๊อกน้ำมันของสหรัฐฯ กลับส่งสัญญาณกดดันตลาดเล็กน้อย โดยตัวเลขรายสัปดาห์จากสถา
อ่านต่อ >23

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ผู้พิพากษาศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (U.S. Court of International Trade) มีคำสั่งเมื่อวันพุธ (4 มี.ค.) ให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มกระบวนการคืนเงินภาษีนำเข้ามูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์แก่ผู้นำเข้า หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลกของทรัมป์ไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางจุดยืนที่สวนทางกัน เมื่อปธน.ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลต่างปฏิเสธที่จะคืนเงินรายได้มหาศาลดังกล่าวในทันที โดยส่งสัญญาณว่าประเด็นนี้อาจต้องสู้กันในชั้นศาลอีกยาวนาน ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยให้การเก็บภาษีในอัตราเลขสองหลักภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เป็นโมฆะ แต่ในคำวินิจฉัยไม่ได้ระบุชัดเจนว่ารัฐบาลจะต้องคืนเงินที่เก็บไปแล้วหรือไม่อย่างไรก็ตาม ในคดีที่บริษัทผลิตแผ่นกรองแห่งหนึ่งเป็นผู้ยื่นฟ้อง ริชาร์ด อีตัน ผู้พิพากษาศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ระบุในคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “ผู้นำเข้าที่จดทะเบียนทุกราย ซึ่งรายการสินค้านำเข้าถูกเรียกเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ล้วนมีสิทธิได้รับประโยชน์” จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาผู้พิพากษาได้สั่งการให้สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) เริ่มต้นกระบวนการคืนเงินภาษี โดยจะมีการพิจารณาคดีนี้อีกครั้งในวันศุกร์ (6 มี.ค.) ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวทั้งนี้ คาดว่าคำสั่งของศาลจะครอบคลุมไปถึงคดีฟ้องร้องอีกกว่า 2,000 คดีจากทั้งบริษัทสัญชาติอเมริกันและต่างชาติที่ยังคงค้างอยู่ในศาลการค้าฯ ด้วยแม้รัฐบาลจะต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางกฎหมายอีกครั้ง แต่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นภาษีศุลกากรทั่วโลกอัตราใหม่จาก 10% เป็น 15% “ภายในสัปดาห์นี้”“ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า อัตราภาษีศุลกากรจะกลับไปอยู่ที่ระดับเดิมภายในเวลา 5 เดือน” เบสเซนต์กล่าวให้สัมภาษณ์ในรายการของสำนักข่าว CNBC เมื่อถูกถามถึงแผนการของทรัมป์หลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากศาลฎีกาสั่งยกเลิกการเก็บภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) รวมถึงภาษีที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลที่บังคับใช้กับสินค้าจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก ปธน.ทรัมป์ได้ประกาศทันทีว่าเขาจะนำมาตร
อ่านต่อ >13