
#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
เปิดพฤติกรรม 2 เรือน้ำมันไทยต้องสงสัย จอดกลางอ่าวไทย ส่อประวิงเวลา “ส่งน้ำมันล่าช้า” รอราคาขึ้น คาดฟาดกำไร 48 ล้านบาทชั่วข้ามคืนหากยังจำกันได้ดี หลังปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยก็เผชิญกับปัญหาน้ำมันขาดแคลนตามปั๊มต่าง ๆ อย่างหนักในช่วงวันที่ 21-25 มีนาคม แต่เมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรในวันที่ 26 มีนาคม ปรากฏว่า วันถัดไปกลับมีน้ำมันขายตามปกติทันที เรื่องนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยแก่ประชาชนว่า มี “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรหรือไม่ ? “2 เรือน้ำมันไทย” ต้องสงสัยส่งล่าช้ากว่ากำหนด พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) แถลงพบเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำของไทย มีพฤติกรรมผิดปกติ เดินเรือล่าช้ากว่ากำหนดการขนส่งตามปกติ โดยเฉพาะข้อมูลในช่วงวันที่ 24-26 มีนาคม 2569 ที่พบความคลาดเคลื่อนของระยะเวลาในการขนส่งอย่างชัดเจนจากการสุ่มตรวจเรือที่ออกจากโรงกลั่นน้ำมัน 5 แห่ง เบื้องต้นพบความผิดปกติชัดเจนใน 2 ลำแรกเรือลำที่ 1 บรรทุกน้ำมันเบนซินและดีเซลรวม 3,200,348 ลิตร เส้นทางจากระยอง-สุราษฎร์ธานี ออกเดินทางโรงกลั่นน้ำมันช่วงเย็นวันที่ 24 มีนาคม กำหนดการเดิมจะต้องถึงวันที่ 25 มีนาคม เวลา 18.00 น. แต่วันที่ 24 มีนาคม พบว่า จอดทิ้งสมอแช่อยู่บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงภาคตะวันออก และ 26 มีนาคม จอดรออยู่ในทะเลภาคใต้อีกครั้ง ก่อนเข้าไปที่คลังปลายทาง ล่าช้ากว่ากำหนด 34 ชั่วโมง ซึ่งปกติจะใช้เวลาเดินทาง 25 ชั่วโมง เรือลำที่ 2 บรรทุกน้ำมันเบนซินและดีเซลรวม 5,104,273 ลิตร เส้นทางจากระยอง-กรุงเทพฯ ออกเดินทางโรงกลั่นน้ำมันวันที่ 25 มีนาคม กำหนดการเดิมต้องถึงในวันเดียวกัน ใช้เวลาเดินทางเพียง 8 ชั่วโมง แต่เจ้าหน้าที่ พบว่า เรือจอดอยู่กลางทะเลวันที่ 25 มีนาคม จากนั้นวันที่ 26 มีนาคมช่วงบ่าย ถอดสมอและออกเดินทาง ก่อนจะถึงคลังปลายทางวันที่ 26 มีนาคมช่วงเย็น ล่าช้ากว่ากำหนด 30 ชั่วโมง ฟันกำไรชั่วข้ามคืน 48 ล้านบาท ? พล.ต.อ.ธัชชัย ชี้แจงว่า ความล่าช้าที่เกิดขึ้น สอดคล้องกับช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตรในวันที่ 26 มีนาคม ทำให้ผู้ประกอบการอาจสามารถสร้างกำไรส่วนต่างจากการประวิงเวลาเข้าเทียบท่าได้ สำหรับเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ หากพิสูจน์ว่ากระทำผิดจริง เพื่อให้ราค
อ่านต่อ >18

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อพลังงาน รัฐบาลเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์การคลังครั้งสำคัญ เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือความเสี่ยงและขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีเสถียรภาพเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อทบทวนกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570การประชุมครั้งนี้มุ่งกำหนดทิศทางงบประมาณล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี ทั้งด้านรายรับ รายจ่าย และฐานะการคลังของประเทศ โดยยึดหลักสำคัญคือการรักษาวินัยการเงินการคลัง และเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวม นายกรัฐมนตรีระบุว่า ภาครัฐต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณที่เพิ่มขึ้น พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานทบทวนและปรับลดงบที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถนำร่างงบประมาณเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาได้ทันกรอบเวลา เพื่อให้เริ่มใช้ได้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569ด้านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การหารือร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2570 เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพหนึ่งในแนวทางสำคัญ คือ การปรับโครงสร้างงบประมาณ โดยตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น งบศึกษาดูงานต่างประเทศ โครงการก่อสร้างที่ยังไม่เร่งด่วน และโครงการพัฒนาบางส่วน ก่อนโยกงบไปสู่การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนระยะยาว โดยเฉพาะโครงการพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ในด้านฐานะการคลัง ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ขณะที่กรอบเพดานอยู่ที่ 70% ทำให้ยังมีพื้นที่ทางการคลังรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อีกประมาณ 4% หรือคิดเป็นวงเงินราว 800,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนพิจารณามาตรการกู้เงินเพิ่มเติมขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเตรียม “กระสุนทางการคลัง” เพื่อรองรับความไม่แน่นอน โดยวางแผนรวบรวมงบประมาณสำรองจาก 2 ส่วน ได้แก่ การดึงงบประมา
อ่านต่อ >24

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
สรุปสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม หลายคนส่งเงินสมทบทุกเดือน แต่อาจยังไม่รู้ว่าเรามีสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง วันนี้สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงานสรุปมาให้แล้วกับ 7 กรณีจากกองทุนประกันสังคมที่ผู้ประกันตนควรรู้ โดยแบ่งตามช่วงวัย ดังนี้ วัยแรกเกิด/วัยเด็กกรณีคลอดบุตร: รับค่าคลอดเหมาจ่าย 15,000 บาท (ไม่จำกัดจำนวนครั้ง) พร้อมเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร 50% ของค่าจ้าง เฉลี่ย 90 วันกรณีสงเคราะห์บุตร: รับเงินเหมาจ่าย 1,000 บาท/เดือน/บุตร 1 คน (คราวละไม่เกิน 3 คน จนบุตรอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์)วัยทำงานกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย (ไม่เนื่องจากการทำงาน):รักษาฟรี ณ สถานพยาบาลตามสิทธิสิทธิทันตกรรม (ถอน, อุด, ขูดหินปูน, ผ่าฟันคุด) 900 บาท/ปีตรวจสุขภาพประจำปี และฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี (ตามเงื่อนไข)เงินทดแทนการขาดรายได้ 50% ของค่าจ้าง (สูงสุดไม่เกิน 365 วัน/ปี)กรณีทุพพลภาพ:สูญเสียไม่รุนแรง: รับเงินทดแทน 30% ของค่าจ้าง เป็นระยะเวลา 15 ปีสูญเสียรุนแรง: รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้าง "ตลอดชีวิต"พร้อมค่าบริการทางการแพทย์ตามที่กำหนดกรณีว่างงาน:ถูกเลิกจ้าง: รับเงินทดแทน 60% ของค่าจ้าง (ไม่เกิน 180 วัน)ลาออก/สิ้นสุดสัญญา: รับเงินทดแทน 30% ของค่าจ้าง (ไม่เกิน 90 วัน)หมายเหตุ: ต้องขึ้นทะเบียนว่างงานและรายงานตัวผ่านเว็บ https://e-service.doe.go.th วัยชรากรณีชราภาพ:เงินบำนาญ (จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต): สำหรับผู้จ่ายสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป เริ่มต้นที่ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ยเงินบำเหน็จ (เงินก้อนครั้งเดียว): สำหรับผู้จ่ายสมทบไม่ครบ 180 เดือน (รับเงินสมทบส่วนของผู้ประกันตน + นายจ้าง + ผลประโยชน์ตอบแทนตามระยะเวลา)กรณีเสียชีวิต (ไม่เนื่องจากการทำงาน)รับค่าทำศพ 50,000 บาทเงินสงเคราะห์กรณีตาย (จ่ายตามระยะเวลาการส่งเงินสมทบ)ประกันสังคมไม่ได้มีไว้แค่หาหมอตอนป่วยเท่านั้น แต่ดูแลเราตั้งแต่ลูกในท้องไปจนถึงตาย อย่าลืมรักษาสิทธิของตัวเอง “ประกันสังคม คุ้มครองทุกวัย ใส่ใจทุกคน”สอบถามข้อมูลประกันสังคมได้ที่ www.sso.go.th หรือโทรสายด่วน 1506 ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
อ่านต่อ >19

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขานรับนโยบายมหาดไทย เข้ม!! มาตรการรับมือภัยพิบัติ ไฟป่า-พายุฤดูร้อน 22 เม.ย.2569 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เดินหน้าเชิงรุกบูรณาการผู้ว่าราชการจังหวัดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากสาธารณภัยตามนโยบายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สู้ไฟป่า-PM 2.5เฮลิคอปเตอร์ KA-32 ปฏิบัติการดับไฟแล้วกว่า 288 เที่ยวบิน ใช้น้ำกว่า 8.6 แสนลิตรกำชับจังหวัดบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด "จับจริง" ผู้ลักลอบเผาป่าสนับสนุนเครื่องสูบน้ำระยะไกลและเครื่องจักรกลเข้าพื้นที่ทันทีรับมือพายุฤดูร้อนสั่งการจังหวัดตรวจความแข็งแรงสิ่งปลูกสร้าง/ป้ายโฆษณาเตรียมความพร้อม อปพร. และ อส.กู้ภัย เข้าช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง งบประมาณและการเยียวยาผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้เงินทดรองราชการฯ ช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีเร่งประสานกรมบัญชีกลาง จ่ายเงินชดเชยให้ถึงมือผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุดเตรียมความพร้อมเชิงรุกจัดฝึกซ้อมแผนเสมือนจริง (Drill) 4 จังหวัดทุกภูมิภาคเร่งพัฒนาระบบสื่อสารสำรองและการบริหารศูนย์พักพิงชั่วคราวเน้นย้ำจังหวัดตรวจสอบ "ข่าวปลอม" เร่งแจ้งข้อเท็จจริงให้ประชาชนทันที“กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ดูแลความปลอดภัยคนไทยทุกคน ”
อ่านต่อ >12

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
เปิดพฤติกรรม 2 เรือน้ำมันไทยต้องสงสัย จอดกลางอ่าวไทย ส่อประวิงเวลา “ส่งน้ำมันล่าช้า” รอราคาขึ้น คาดฟาดกำไร 48 ล้านบาทชั่วข้ามคืนหากยังจำกันได้ดี หลังปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยก็เผชิญกับปัญหาน้ำมันขาดแคลนตามปั๊มต่าง ๆ อย่างหนักในช่วงวันที่ 21-25 มีนาคม แต่เมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรในวันที่ 26 มีนาคม ปรากฏว่า วันถัดไปกลับมีน้ำมันขายตามปกติทันที เรื่องนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยแก่ประชาชนว่า มี “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรหรือไม่ ? “2 เรือน้ำมันไทย” ต้องสงสัยส่งล่าช้ากว่ากำหนด พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) แถลงพบเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำของไทย มีพฤติกรรมผิดปกติ เดินเรือล่าช้ากว่ากำหนดการขนส่งตามปกติ โดยเฉพาะข้อมูลในช่วงวันที่ 24-26 มีนาคม 2569 ที่พบความคลาดเคลื่อนของระยะเวลาในการขนส่งอย่างชัดเจนจากการสุ่มตรวจเรือที่ออกจากโรงกลั่นน้ำมัน 5 แห่ง เบื้องต้นพบความผิดปกติชัดเจนใน 2 ลำแรกเรือลำที่ 1 บรรทุกน้ำมันเบนซินและดีเซลรวม 3,200,348 ลิตร เส้นทางจากระยอง-สุราษฎร์ธานี ออกเดินทางโรงกลั่นน้ำมันช่วงเย็นวันที่ 24 มีนาคม กำหนดการเดิมจะต้องถึงวันที่ 25 มีนาคม เวลา 18.00 น. แต่วันที่ 24 มีนาคม พบว่า จอดทิ้งสมอแช่อยู่บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงภาคตะวันออก และ 26 มีนาคม จอดรออยู่ในทะเลภาคใต้อีกครั้ง ก่อนเข้าไปที่คลังปลายทาง ล่าช้ากว่ากำหนด 34 ชั่วโมง ซึ่งปกติจะใช้เวลาเดินทาง 25 ชั่วโมง เรือลำที่ 2 บรรทุกน้ำมันเบนซินและดีเซลรวม 5,104,273 ลิตร เส้นทางจากระยอง-กรุงเทพฯ ออกเดินทางโรงกลั่นน้ำมันวันที่ 25 มีนาคม กำหนดการเดิมต้องถึงในวันเดียวกัน ใช้เวลาเดินทางเพียง 8 ชั่วโมง แต่เจ้าหน้าที่ พบว่า เรือจอดอยู่กลางทะเลวันที่ 25 มีนาคม จากนั้นวันที่ 26 มีนาคมช่วงบ่าย ถอดสมอและออกเดินทาง ก่อนจะถึงคลังปลายทางวันที่ 26 มีนาคมช่วงเย็น ล่าช้ากว่ากำหนด 30 ชั่วโมง ฟันกำไรชั่วข้ามคืน 48 ล้านบาท ? พล.ต.อ.ธัชชัย ชี้แจงว่า ความล่าช้าที่เกิดขึ้น สอดคล้องกับช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตรในวันที่ 26 มีนาคม ทำให้ผู้ประกอบการอาจสามารถสร้างกำไรส่วนต่างจากการประวิงเวลาเข้าเทียบท่าได้ สำหรับเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ หากพิสูจน์ว่ากระทำผิดจริง เพื่อให้ราค
อ่านต่อ >18

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อพลังงาน รัฐบาลเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์การคลังครั้งสำคัญ เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือความเสี่ยงและขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีเสถียรภาพเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อทบทวนกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570การประชุมครั้งนี้มุ่งกำหนดทิศทางงบประมาณล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี ทั้งด้านรายรับ รายจ่าย และฐานะการคลังของประเทศ โดยยึดหลักสำคัญคือการรักษาวินัยการเงินการคลัง และเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวม นายกรัฐมนตรีระบุว่า ภาครัฐต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณที่เพิ่มขึ้น พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานทบทวนและปรับลดงบที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถนำร่างงบประมาณเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาได้ทันกรอบเวลา เพื่อให้เริ่มใช้ได้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569ด้านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การหารือร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2570 เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพหนึ่งในแนวทางสำคัญ คือ การปรับโครงสร้างงบประมาณ โดยตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น งบศึกษาดูงานต่างประเทศ โครงการก่อสร้างที่ยังไม่เร่งด่วน และโครงการพัฒนาบางส่วน ก่อนโยกงบไปสู่การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนระยะยาว โดยเฉพาะโครงการพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ในด้านฐานะการคลัง ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ขณะที่กรอบเพดานอยู่ที่ 70% ทำให้ยังมีพื้นที่ทางการคลังรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อีกประมาณ 4% หรือคิดเป็นวงเงินราว 800,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนพิจารณามาตรการกู้เงินเพิ่มเติมขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเตรียม “กระสุนทางการคลัง” เพื่อรองรับความไม่แน่นอน โดยวางแผนรวบรวมงบประมาณสำรองจาก 2 ส่วน ได้แก่ การดึงงบประมา
อ่านต่อ >24

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
สรุปสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม หลายคนส่งเงินสมทบทุกเดือน แต่อาจยังไม่รู้ว่าเรามีสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง วันนี้สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงานสรุปมาให้แล้วกับ 7 กรณีจากกองทุนประกันสังคมที่ผู้ประกันตนควรรู้ โดยแบ่งตามช่วงวัย ดังนี้ วัยแรกเกิด/วัยเด็กกรณีคลอดบุตร: รับค่าคลอดเหมาจ่าย 15,000 บาท (ไม่จำกัดจำนวนครั้ง) พร้อมเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร 50% ของค่าจ้าง เฉลี่ย 90 วันกรณีสงเคราะห์บุตร: รับเงินเหมาจ่าย 1,000 บาท/เดือน/บุตร 1 คน (คราวละไม่เกิน 3 คน จนบุตรอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์)วัยทำงานกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย (ไม่เนื่องจากการทำงาน):รักษาฟรี ณ สถานพยาบาลตามสิทธิสิทธิทันตกรรม (ถอน, อุด, ขูดหินปูน, ผ่าฟันคุด) 900 บาท/ปีตรวจสุขภาพประจำปี และฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี (ตามเงื่อนไข)เงินทดแทนการขาดรายได้ 50% ของค่าจ้าง (สูงสุดไม่เกิน 365 วัน/ปี)กรณีทุพพลภาพ:สูญเสียไม่รุนแรง: รับเงินทดแทน 30% ของค่าจ้าง เป็นระยะเวลา 15 ปีสูญเสียรุนแรง: รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้าง "ตลอดชีวิต"พร้อมค่าบริการทางการแพทย์ตามที่กำหนดกรณีว่างงาน:ถูกเลิกจ้าง: รับเงินทดแทน 60% ของค่าจ้าง (ไม่เกิน 180 วัน)ลาออก/สิ้นสุดสัญญา: รับเงินทดแทน 30% ของค่าจ้าง (ไม่เกิน 90 วัน)หมายเหตุ: ต้องขึ้นทะเบียนว่างงานและรายงานตัวผ่านเว็บ https://e-service.doe.go.th วัยชรากรณีชราภาพ:เงินบำนาญ (จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต): สำหรับผู้จ่ายสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป เริ่มต้นที่ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ยเงินบำเหน็จ (เงินก้อนครั้งเดียว): สำหรับผู้จ่ายสมทบไม่ครบ 180 เดือน (รับเงินสมทบส่วนของผู้ประกันตน + นายจ้าง + ผลประโยชน์ตอบแทนตามระยะเวลา)กรณีเสียชีวิต (ไม่เนื่องจากการทำงาน)รับค่าทำศพ 50,000 บาทเงินสงเคราะห์กรณีตาย (จ่ายตามระยะเวลาการส่งเงินสมทบ)ประกันสังคมไม่ได้มีไว้แค่หาหมอตอนป่วยเท่านั้น แต่ดูแลเราตั้งแต่ลูกในท้องไปจนถึงตาย อย่าลืมรักษาสิทธิของตัวเอง “ประกันสังคม คุ้มครองทุกวัย ใส่ใจทุกคน”สอบถามข้อมูลประกันสังคมได้ที่ www.sso.go.th หรือโทรสายด่วน 1506 ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
อ่านต่อ >19

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขานรับนโยบายมหาดไทย เข้ม!! มาตรการรับมือภัยพิบัติ ไฟป่า-พายุฤดูร้อน 22 เม.ย.2569 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เดินหน้าเชิงรุกบูรณาการผู้ว่าราชการจังหวัดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากสาธารณภัยตามนโยบายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สู้ไฟป่า-PM 2.5เฮลิคอปเตอร์ KA-32 ปฏิบัติการดับไฟแล้วกว่า 288 เที่ยวบิน ใช้น้ำกว่า 8.6 แสนลิตรกำชับจังหวัดบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด "จับจริง" ผู้ลักลอบเผาป่าสนับสนุนเครื่องสูบน้ำระยะไกลและเครื่องจักรกลเข้าพื้นที่ทันทีรับมือพายุฤดูร้อนสั่งการจังหวัดตรวจความแข็งแรงสิ่งปลูกสร้าง/ป้ายโฆษณาเตรียมความพร้อม อปพร. และ อส.กู้ภัย เข้าช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง งบประมาณและการเยียวยาผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้เงินทดรองราชการฯ ช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีเร่งประสานกรมบัญชีกลาง จ่ายเงินชดเชยให้ถึงมือผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุดเตรียมความพร้อมเชิงรุกจัดฝึกซ้อมแผนเสมือนจริง (Drill) 4 จังหวัดทุกภูมิภาคเร่งพัฒนาระบบสื่อสารสำรองและการบริหารศูนย์พักพิงชั่วคราวเน้นย้ำจังหวัดตรวจสอบ "ข่าวปลอม" เร่งแจ้งข้อเท็จจริงให้ประชาชนทันที“กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ดูแลความปลอดภัยคนไทยทุกคน ”
อ่านต่อ >12

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
เปิดพฤติกรรม 2 เรือน้ำมันไทยต้องสงสัย จอดกลางอ่าวไทย ส่อประวิงเวลา “ส่งน้ำมันล่าช้า” รอราคาขึ้น คาดฟาดกำไร 48 ล้านบาทชั่วข้ามคืนหากยังจำกันได้ดี หลังปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยก็เผชิญกับปัญหาน้ำมันขาดแคลนตามปั๊มต่าง ๆ อย่างหนักในช่วงวันที่ 21-25 มีนาคม แต่เมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรในวันที่ 26 มีนาคม ปรากฏว่า วันถัดไปกลับมีน้ำมันขายตามปกติทันที เรื่องนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยแก่ประชาชนว่า มี “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรหรือไม่ ? “2 เรือน้ำมันไทย” ต้องสงสัยส่งล่าช้ากว่ากำหนด พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) แถลงพบเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำของไทย มีพฤติกรรมผิดปกติ เดินเรือล่าช้ากว่ากำหนดการขนส่งตามปกติ โดยเฉพาะข้อมูลในช่วงวันที่ 24-26 มีนาคม 2569 ที่พบความคลาดเคลื่อนของระยะเวลาในการขนส่งอย่างชัดเจนจากการสุ่มตรวจเรือที่ออกจากโรงกลั่นน้ำมัน 5 แห่ง เบื้องต้นพบความผิดปกติชัดเจนใน 2 ลำแรกเรือลำที่ 1 บรรทุกน้ำมันเบนซินและดีเซลรวม 3,200,348 ลิตร เส้นทางจากระยอง-สุราษฎร์ธานี ออกเดินทางโรงกลั่นน้ำมันช่วงเย็นวันที่ 24 มีนาคม กำหนดการเดิมจะต้องถึงวันที่ 25 มีนาคม เวลา 18.00 น. แต่วันที่ 24 มีนาคม พบว่า จอดทิ้งสมอแช่อยู่บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงภาคตะวันออก และ 26 มีนาคม จอดรออยู่ในทะเลภาคใต้อีกครั้ง ก่อนเข้าไปที่คลังปลายทาง ล่าช้ากว่ากำหนด 34 ชั่วโมง ซึ่งปกติจะใช้เวลาเดินทาง 25 ชั่วโมง เรือลำที่ 2 บรรทุกน้ำมันเบนซินและดีเซลรวม 5,104,273 ลิตร เส้นทางจากระยอง-กรุงเทพฯ ออกเดินทางโรงกลั่นน้ำมันวันที่ 25 มีนาคม กำหนดการเดิมต้องถึงในวันเดียวกัน ใช้เวลาเดินทางเพียง 8 ชั่วโมง แต่เจ้าหน้าที่ พบว่า เรือจอดอยู่กลางทะเลวันที่ 25 มีนาคม จากนั้นวันที่ 26 มีนาคมช่วงบ่าย ถอดสมอและออกเดินทาง ก่อนจะถึงคลังปลายทางวันที่ 26 มีนาคมช่วงเย็น ล่าช้ากว่ากำหนด 30 ชั่วโมง ฟันกำไรชั่วข้ามคืน 48 ล้านบาท ? พล.ต.อ.ธัชชัย ชี้แจงว่า ความล่าช้าที่เกิดขึ้น สอดคล้องกับช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตรในวันที่ 26 มีนาคม ทำให้ผู้ประกอบการอาจสามารถสร้างกำไรส่วนต่างจากการประวิงเวลาเข้าเทียบท่าได้ สำหรับเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ หากพิสูจน์ว่ากระทำผิดจริง เพื่อให้ราค
อ่านต่อ >18