
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“เอลนีโญ” ส่อเค้ารุนแรงขึ้น กระทบรูปแบบฝนของไทยไม่กระจายตัวทั่วประเทศ กรมอุตุนิยมวิทยาชี้หลายพื้นที่ฝนตกแบบกระจุกตัว โดยเฉพาะบริเวณหน้าเขาและแนวปะทะลม ขณะที่บางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มเผชิญภาวะเงาฝนและขาดแคลนน้ำ ด้านสภาพัฒน์ฯ ประเมินหากเอลนีโญรุนแรงตั้งแต่ปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2027 ภาคเกษตรอาจเสียหายสูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท กระทบทั้งรายได้เกษตรกร ตลาดแรงงาน และความมั่นคงทางอาหารกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ฤดูฝนของไทยในปีนี้มีลักษณะฝนตกไม่สม่ำเสมอ หลายพื้นที่ไม่ได้รับฝนอย่างทั่วถึง แต่เกิดเป็นฝนตกหนักเฉพาะจุด โดยเฉพาะบริเวณหน้าเขาหรือแนวปะทะลม ส่งผลให้พื้นที่ที่อยู่ในเขตเงาฝนมีปริมาณฝนต่ำกว่าปกติและเสี่ยงเข้าสู่ภาวะแห้งแล้ง พื้นที่ที่เริ่มได้รับผลกระทบชัดเจน ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา และบุรีรัมย์ ซึ่งมีปริมาณฝนตกน้อย ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ฯ ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 9 กรกฎาคม 2026 มีพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว 8,646 ไร่ และมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 4,453 รายสภาพัฒน์ฯ ยังประเมินว่า สถานการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2026 และอาจต่อเนื่องไปถึงปี 2027 จะสร้างแรงกดดันต่อภาคเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะภาคการผลิตข้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และอาจทำให้รายได้เกษตรกรลดลงประมาณ 8%ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคการเกษตร แต่ยังมีแนวโน้มส่งต่อไปยังตลาดแรงงาน เนื่องจากเมื่อผลผลิตทางการเกษตรลดลง ความต้องการแรงงานในภาคเกษตรก็อาจลดลงตามไปด้วย ทำให้แรงงานบางส่วนจำเป็นต้องย้ายไปประกอบอาชีพในภาคเศรษฐกิจอื่น ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อเอลนีโญไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร หรือ Met Office ประเมินว่า เอลนีโญครั้งนี้มีแนวโน้มเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายชั่วอายุคน และอาจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19หากสถานการณ์เป็นไปตามการคาดการณ์ ปี 2027 อาจมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ แทนที่ปี 2024 ขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 องศาเซลเซียสในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งสูงกว่า
อ่านต่อ >13

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ไฟเขียวระบบประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า 30 ล้านครัวเรือนนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ- การจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” - ให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชนโดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ จากเดิมที่รอให้เกิดภัยพิบัติแล้วจึงดำเนินการเยียวยา มาเป็น “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า“ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันภัยสำหรับภัยสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ตั้งเป้าครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือนระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงเงินสินไหมทดแทนได้รวดเร็วและมีวงเงินช่วยเหลือมากกว่าระบบเยียวยาในรูปแบบเดิม ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถบริหารความเสี่ยงและวางแผนงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นกำหนดว่า- กรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน - กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน-กรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง กำหนดจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งดำเนินการจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิมระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติถือเป็นการปรับแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐในเชิงรุก จากการ “รอเกิดเหตุแล้วเยียวยา” สู่การ “เตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเ
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป ประชาชนจะเริ่มได้รับประโยชน์จากโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นทุนและโครงสร้างค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟน้อยที่จะจ่ายในอัตราที่ถูกลง สำหรับบ้านอยู่อาศัย ค่าไฟจะคิดในอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) โดย 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3.00 บาทต่อหน่วย หน่วยที่ 201400 อัตรา 4.1584 บาทต่อหน่วย และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป อัตรา 4.3583 บาทต่อหน่วย เพื่อให้การคิดค่าไฟสะท้อนระดับการใช้จริงและช่วยครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่มากเป็นลำดับแรก พร้อมกันนี้ อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทุกประเภท รวมค่า Ft จะลดจาก 3.95 บาท เหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย หรือลดลง 9 สตางค์ต่อหน่วย และจะ แยกภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ช่วยลดภาระลงอีก 0.0634 บาทต่อหน่วย โดยคาดว่าประชาชนกว่า 21 ล้านครัวเรือนจะได้รับประโยชน์ คิดเป็นมูลค่าการประหยัดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 18,000 ล้านบาท โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการขยายสิทธิให้ครอบคลุมประชาชนที่อยู่อาศัยจริง แม้ยังไม่มีทะเบียนบ้านถาวร หากมีการใช้ไฟเพื่อการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องและมีประวัติชำระค่าไฟไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก็สามารถได้รับสิทธิอัตราค่าไฟใหม่ได้เช่นกัน หลักคิดชัดเจนคือ คนที่ใช้ไฟน้อยควรจ่ายน้อยลง และผู้ที่อยู่อาศัยจริงต้องเข้าถึงสิทธิได้ รัฐบาลต้องการให้การลดค่าไฟครั้งนี้เกิดผลกับบิลของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับทำให้โครงสร้างค่าไฟมีความเป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว นางสาวรัชดา กล่าว
อ่านต่อ >20

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 05.00 น. พบว่า มีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) 3,139,886 ราย โดยขณะนี้มีผู้ดำเนินการยืนยันตัวตน สำเร็จแล้ว 2,553,825 ราย คิดเป็นร้อยละ 81.3 และในส่วนของผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 9,314,253 ราย มีผู้ยื่นทบทวนสิทธิแล้ว 4,903,354 ราย ทั้งนี้ วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) เป็นวันสุดท้ายของการยื่นขอทบทวนสิทธิ สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่เห็นว่าผลการตรวจสอบอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน สามารถรักษาสิทธิของตนและยื่นขอทบทวนสิทธิได้ โดยสามารถดำเนินการผ่านช่องทางต่อไปนี้สำหรับช่องทางออนไลน์ สามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ ภายในเวลา 23.00 น. ของวันนี้ (31 สิงหาคม 2569) - เว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th- แอปพลิเคชันเป๋าตัง- แอปพลิเคชันทางรัฐสำหรับช่องทางสาขาธนาคาร 5 ธนาคาร สามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ ภายในเวลาทำการของธนาคาร ได้แก่ - ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)- ธนาคารออมสิน - ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) - ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)- ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สำหรับผู้ที่ยื่นขอทบทวนสิทธิแล้ว หากมีข้อมูลที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน สามารถติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูลหรือศูนย์ประสานงาน One Stop Service (OSS) ระดับอำเภอ เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขข้อมูล ได้ภายในวันที่ 20 กันยายน 2569 ทั้งนี้ผู้ที่ประสงค์ยื่นทบทวนสิทธิสามารถดำเนินการได้ภายในวันนี้ (31 สิงหาคน 2569) ช่องทางออนไลน์ภายในเวลา 23.00 น. และช่องทางสาขาธนาคารภายในเวลาทำการธนาคารโดยประชาชนที่ยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วสามารถติดตามสถานะการยื่นขอทบทวนสิทธิผ่านเว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 30 กันยายน 2569 และผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติซึ่งต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) จะต้องดำเนินการยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย จึงจะสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุ
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“เอลนีโญ” ส่อเค้ารุนแรงขึ้น กระทบรูปแบบฝนของไทยไม่กระจายตัวทั่วประเทศ กรมอุตุนิยมวิทยาชี้หลายพื้นที่ฝนตกแบบกระจุกตัว โดยเฉพาะบริเวณหน้าเขาและแนวปะทะลม ขณะที่บางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มเผชิญภาวะเงาฝนและขาดแคลนน้ำ ด้านสภาพัฒน์ฯ ประเมินหากเอลนีโญรุนแรงตั้งแต่ปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2027 ภาคเกษตรอาจเสียหายสูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท กระทบทั้งรายได้เกษตรกร ตลาดแรงงาน และความมั่นคงทางอาหารกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ฤดูฝนของไทยในปีนี้มีลักษณะฝนตกไม่สม่ำเสมอ หลายพื้นที่ไม่ได้รับฝนอย่างทั่วถึง แต่เกิดเป็นฝนตกหนักเฉพาะจุด โดยเฉพาะบริเวณหน้าเขาหรือแนวปะทะลม ส่งผลให้พื้นที่ที่อยู่ในเขตเงาฝนมีปริมาณฝนต่ำกว่าปกติและเสี่ยงเข้าสู่ภาวะแห้งแล้ง พื้นที่ที่เริ่มได้รับผลกระทบชัดเจน ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา และบุรีรัมย์ ซึ่งมีปริมาณฝนตกน้อย ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ฯ ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 9 กรกฎาคม 2026 มีพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว 8,646 ไร่ และมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 4,453 รายสภาพัฒน์ฯ ยังประเมินว่า สถานการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2026 และอาจต่อเนื่องไปถึงปี 2027 จะสร้างแรงกดดันต่อภาคเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะภาคการผลิตข้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และอาจทำให้รายได้เกษตรกรลดลงประมาณ 8%ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคการเกษตร แต่ยังมีแนวโน้มส่งต่อไปยังตลาดแรงงาน เนื่องจากเมื่อผลผลิตทางการเกษตรลดลง ความต้องการแรงงานในภาคเกษตรก็อาจลดลงตามไปด้วย ทำให้แรงงานบางส่วนจำเป็นต้องย้ายไปประกอบอาชีพในภาคเศรษฐกิจอื่น ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อเอลนีโญไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร หรือ Met Office ประเมินว่า เอลนีโญครั้งนี้มีแนวโน้มเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายชั่วอายุคน และอาจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19หากสถานการณ์เป็นไปตามการคาดการณ์ ปี 2027 อาจมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ แทนที่ปี 2024 ขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 องศาเซลเซียสในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งสูงกว่า
อ่านต่อ >13

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ไฟเขียวระบบประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า 30 ล้านครัวเรือนนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ- การจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” - ให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชนโดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐ จากเดิมที่รอให้เกิดภัยพิบัติแล้วจึงดำเนินการเยียวยา มาเป็น “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า“ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันภัยสำหรับภัยสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ตั้งเป้าครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือนระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงเงินสินไหมทดแทนได้รวดเร็วและมีวงเงินช่วยเหลือมากกว่าระบบเยียวยาในรูปแบบเดิม ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถบริหารความเสี่ยงและวางแผนงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน เบื้องต้นกำหนดว่า- กรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน - กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน-กรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง กำหนดจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งดำเนินการจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิมระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติถือเป็นการปรับแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐในเชิงรุก จากการ “รอเกิดเหตุแล้วเยียวยา” สู่การ “เตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเ
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป ประชาชนจะเริ่มได้รับประโยชน์จากโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นทุนและโครงสร้างค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟน้อยที่จะจ่ายในอัตราที่ถูกลง สำหรับบ้านอยู่อาศัย ค่าไฟจะคิดในอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) โดย 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3.00 บาทต่อหน่วย หน่วยที่ 201400 อัตรา 4.1584 บาทต่อหน่วย และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป อัตรา 4.3583 บาทต่อหน่วย เพื่อให้การคิดค่าไฟสะท้อนระดับการใช้จริงและช่วยครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่มากเป็นลำดับแรก พร้อมกันนี้ อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทุกประเภท รวมค่า Ft จะลดจาก 3.95 บาท เหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย หรือลดลง 9 สตางค์ต่อหน่วย และจะ แยกภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ช่วยลดภาระลงอีก 0.0634 บาทต่อหน่วย โดยคาดว่าประชาชนกว่า 21 ล้านครัวเรือนจะได้รับประโยชน์ คิดเป็นมูลค่าการประหยัดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 18,000 ล้านบาท โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการขยายสิทธิให้ครอบคลุมประชาชนที่อยู่อาศัยจริง แม้ยังไม่มีทะเบียนบ้านถาวร หากมีการใช้ไฟเพื่อการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องและมีประวัติชำระค่าไฟไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก็สามารถได้รับสิทธิอัตราค่าไฟใหม่ได้เช่นกัน หลักคิดชัดเจนคือ คนที่ใช้ไฟน้อยควรจ่ายน้อยลง และผู้ที่อยู่อาศัยจริงต้องเข้าถึงสิทธิได้ รัฐบาลต้องการให้การลดค่าไฟครั้งนี้เกิดผลกับบิลของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับทำให้โครงสร้างค่าไฟมีความเป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว นางสาวรัชดา กล่าว
อ่านต่อ >20

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 05.00 น. พบว่า มีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) 3,139,886 ราย โดยขณะนี้มีผู้ดำเนินการยืนยันตัวตน สำเร็จแล้ว 2,553,825 ราย คิดเป็นร้อยละ 81.3 และในส่วนของผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 9,314,253 ราย มีผู้ยื่นทบทวนสิทธิแล้ว 4,903,354 ราย ทั้งนี้ วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) เป็นวันสุดท้ายของการยื่นขอทบทวนสิทธิ สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่เห็นว่าผลการตรวจสอบอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน สามารถรักษาสิทธิของตนและยื่นขอทบทวนสิทธิได้ โดยสามารถดำเนินการผ่านช่องทางต่อไปนี้สำหรับช่องทางออนไลน์ สามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ ภายในเวลา 23.00 น. ของวันนี้ (31 สิงหาคม 2569) - เว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th- แอปพลิเคชันเป๋าตัง- แอปพลิเคชันทางรัฐสำหรับช่องทางสาขาธนาคาร 5 ธนาคาร สามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ ภายในเวลาทำการของธนาคาร ได้แก่ - ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)- ธนาคารออมสิน - ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) - ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)- ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สำหรับผู้ที่ยื่นขอทบทวนสิทธิแล้ว หากมีข้อมูลที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน สามารถติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูลหรือศูนย์ประสานงาน One Stop Service (OSS) ระดับอำเภอ เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขข้อมูล ได้ภายในวันที่ 20 กันยายน 2569 ทั้งนี้ผู้ที่ประสงค์ยื่นทบทวนสิทธิสามารถดำเนินการได้ภายในวันนี้ (31 สิงหาคน 2569) ช่องทางออนไลน์ภายในเวลา 23.00 น. และช่องทางสาขาธนาคารภายในเวลาทำการธนาคารโดยประชาชนที่ยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วสามารถติดตามสถานะการยื่นขอทบทวนสิทธิผ่านเว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 30 กันยายน 2569 และผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติซึ่งต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) จะต้องดำเนินการยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย จึงจะสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุ
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“เอลนีโญ” ส่อเค้ารุนแรงขึ้น กระทบรูปแบบฝนของไทยไม่กระจายตัวทั่วประเทศ กรมอุตุนิยมวิทยาชี้หลายพื้นที่ฝนตกแบบกระจุกตัว โดยเฉพาะบริเวณหน้าเขาและแนวปะทะลม ขณะที่บางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มเผชิญภาวะเงาฝนและขาดแคลนน้ำ ด้านสภาพัฒน์ฯ ประเมินหากเอลนีโญรุนแรงตั้งแต่ปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2027 ภาคเกษตรอาจเสียหายสูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท กระทบทั้งรายได้เกษตรกร ตลาดแรงงาน และความมั่นคงทางอาหารกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ฤดูฝนของไทยในปีนี้มีลักษณะฝนตกไม่สม่ำเสมอ หลายพื้นที่ไม่ได้รับฝนอย่างทั่วถึง แต่เกิดเป็นฝนตกหนักเฉพาะจุด โดยเฉพาะบริเวณหน้าเขาหรือแนวปะทะลม ส่งผลให้พื้นที่ที่อยู่ในเขตเงาฝนมีปริมาณฝนต่ำกว่าปกติและเสี่ยงเข้าสู่ภาวะแห้งแล้ง พื้นที่ที่เริ่มได้รับผลกระทบชัดเจน ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา และบุรีรัมย์ ซึ่งมีปริมาณฝนตกน้อย ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ฯ ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 9 กรกฎาคม 2026 มีพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว 8,646 ไร่ และมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 4,453 รายสภาพัฒน์ฯ ยังประเมินว่า สถานการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2026 และอาจต่อเนื่องไปถึงปี 2027 จะสร้างแรงกดดันต่อภาคเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะภาคการผลิตข้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และอาจทำให้รายได้เกษตรกรลดลงประมาณ 8%ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคการเกษตร แต่ยังมีแนวโน้มส่งต่อไปยังตลาดแรงงาน เนื่องจากเมื่อผลผลิตทางการเกษตรลดลง ความต้องการแรงงานในภาคเกษตรก็อาจลดลงตามไปด้วย ทำให้แรงงานบางส่วนจำเป็นต้องย้ายไปประกอบอาชีพในภาคเศรษฐกิจอื่น ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อเอลนีโญไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร หรือ Met Office ประเมินว่า เอลนีโญครั้งนี้มีแนวโน้มเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายชั่วอายุคน และอาจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19หากสถานการณ์เป็นไปตามการคาดการณ์ ปี 2027 อาจมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ แทนที่ปี 2024 ขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 องศาเซลเซียสในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งสูงกว่า
อ่านต่อ >13