
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า 10 ตุลาคม 2569 ภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย ประชาชนจำนวนมากจะทยอยกลับเข้าบ้านเรือนเพื่อสำรวจความเสียหาย ทำความสะอาดบ้านเรือนและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้ต้องสัมผัสน้ำขัง ดินโคลน หรือสิ่งปฏิกูลที่ปนเปื้อนเชื้อโรค จึงขอให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคควบคู่ไปกับการฟื้นฟูบ้านเรือนโรคไข้ฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเลปโตสไปรา ซึ่งอาจปนเปื้อนอยู่ในน้ำหรือดินที่สัมผัสปัสสาวะของสัตว์ที่มีเชื้อ โดยเฉพาะหนู รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด เมื่อประชาชนสัมผัสน้ำหรือโคลนที่ปนเปื้อนเชื้อ เชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลหรือรอยถลอก แม้เป็นแผลขนาดเล็กที่มองเห็นได้ยาก รวมถึงผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานาน และเยื่อบุตา จมูก หรือปาก ความเสี่ยงจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ต้องลุยน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่ทำความสะอาดบ้านเรือนหรือพื้นที่โดยรอบหลังน้ำลดด้วย กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนเตรียมอุปกรณ์ป้องกันให้พร้อมก่อนเริ่มทำความสะอาดบ้าน โดยสวมรองเท้าบูตและถุงมือยาง หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าหรือสัมผัสโคลนโดยตรง และไม่ควรลุยน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น พร้อมทำความสะอาดและกำจัดขยะอย่างถูกสุขลักษณะ รวมถึงจัดการพื้นที่ไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของหนูและสัตว์พาหะนำโรค นอกจากนี้ หลังทำความสะอาดบ้านหรือสัมผัสน้ำและโคลน ควรรีบอาบน้ำและล้างร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที รวมถึงล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนรับประทานอาหารหรือสัมผัสใบหน้าสำหรับอาการของโรคไข้ฉี่หนู มักปรากฏภายในประมาณ 2 สัปดาห์หลังสัมผัสเชื้อ โดยอาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อหรือกดเจ็บตามกล้าเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง ต้นขา หรือหลัง บางรายอาจมีตาแดง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย เลือดออกผิดปกติ ไอเป็นเลือด หรือหายใจลำบาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทั้งนี้ หากประชาชนมีประวัติลุยน้ำหรือสัมผัสโคลนหลังน้ำท่วม แล้วมีไข้สูง ปวดศีรษะ หรือปวดกล้ามเนื้อภายใน 2 สัปดาห์ ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำหรือโคลนอย่างชัดเจน ไม่ควรรอดูอาการหรือซื้อยารับประทานเอง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก
อ่านต่อ >18

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ตนได้เดินทางลงพื้นที่ต้อนรับคณะผู้แทนและบุคคลสำคัญระดับโลกด้วยตนเอง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งทยอยเดินทางมาถึงประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประธานธนาคารโลก (World Bank) ตลอดจนผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากหลากหลายประเทศ เช่น ประธานาธิบดีสิงคโปร์ สำหรับสถิติการเดินทาง ในช่วง 3 วันแรกมีผู้แทนและคณะเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยแล้วหลายพันคน จากจำนวนผู้ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการประมาณ 17,000 คน โดยคาดการณ์ว่าจำนวนผู้เดินทางจริงจะสูงกว่ายอดลงทะเบียน เนื่องจากอัตราการจองห้องพักในโรงแรมต่างๆ มีความคับคั่งอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ ช่วงที่มีการเดินทางหนาแน่นที่สุดจะอยู่ในระหว่างวันที่ 11–14 ของเดือน ซึ่งจะมีเที่ยวบินของคณะผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน ในส่วนของมาตรการดูแลและอำนวยความสะดวก กรมศุลกากรได้บูรณาการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยเฉพาะสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เพื่อดูแลขั้นตอนพิธีการทางศุลกากรและการตรวจคนเข้าเมืองให้เป็นไปอย่างราบรื่น มุ่งสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางถึงประเทศไทย สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น กรณีผู้เข้าร่วมงานมีการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินกระทันหัน หรือปัญหาติดตามสัมภาระล่าช้า ทางหน่วยงานได้มีการจัดตั้ง "ศูนย์อำนวยการร่วม" (Command Room) เพื่อประสานงานแก้ไขปัญหาหน้างานได้อย่างทันท่วงที โดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามนำส่งสัมภาระให้ถึงโรงแรมที่พักของผู้เข้าร่วมงานอย่างเรียบร้อย นอกจากภารกิจอำนวยความสะดวก ณ ท่าอากาศยานทั้งขาเข้าและขาออกแล้ว กรมศุลกากรยังได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังให้เข้าร่วมสนับสนุนการจัดงานเลี้ยงรับรองผู้นำ ณ ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 14 นี้อีกด้วย ทั้งนี้ กรมศุลกากรยืนยันว่าจะยังคงมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามกระบวนการของกฎหมาย ควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกขั้นสูงสุด เพื่อให้การปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่กระทบต่อประสบการณ์การเดินทางของผู้เข้าร่วมการประชุมจนกระทั่งเสร็จสิ้นภารกิจทั้งหมด
อ่านต่อ >17

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัวที่ระดับ 2.3% ซึ่งสอดคล้องกับหลายสำนักวิจัยที่คาดการณ์ไว้ในช่วง 2.0 2.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.2% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวได้ดี โดยสามารถคงโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา เรามีเสถียรภาพค่อนข้างดี การเติบโตถือว่ายังมี resilience ที่ดี แม้จะมีปัญหาต่าง ๆ มาเรื่อย ๆ ทั้งน้ำท่วมด้วย แต่ก็ยังมีโมเมนตัมอยู่ รวมถึงการส่งออกก็ดี อยู่ในเวฟของ AI ที่เข้ามา ก็มีโอกาสที่จะมีโมเมนตัมต่อไปได้ ผู้ว่าฯ ธปท.ระบุ สำหรับปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ การขยายตัวอย่างโดดเด่นของภาคการส่งออก ที่ปีนี้คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 17-18% รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนจากต่างประเทศ ที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 13% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากกระแสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาในประเทศไทย ที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกได้ต่อเนื่องผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การขยายตัวของ GDP ลดลงมาต่อเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา โดยในอดีตเศรษฐกิจไทยเคยเติบโตในระดับ 5%, 4%, 3% และลดลงมาเหลือประมาณ 2% กว่าในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ Potential GDP ของไทยยังลดลงเหลือเพียงประมาณ 2.7% เท่านั้นโดยสาเหตุหลักของปัญหาเชิงโครงสร้างมาจากหลายปัจจัยสะสม ได้แก่ การลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ผลิตภาพ (Productivity) และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ลดลงจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบเดิม ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังแรงงานลดลง ปัญหาในระบบการศึกษา ตลอดจนปัญหาหนี้สิน ทั้งหนี้รัฐบาล และหนี้ครัวเรือน โดยหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 86-87% ของ GDP ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในโลกปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ต้องช่วยกันแก้ เราไม่สามารถออกโครงการเดียว หรือกดปุ่มเดียวแล้วจะแก้ไขได้ ซึ่งในส่วนของ ธปท. นอกเหนือจากการดูแลนโยบายการเงินแล้ว ยังได้ขยายบทบาทเข้ามาช่วยแก้ปัญห
อ่านต่อ >25

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม รัฐบาลเผยโอนแล้ว 75,000 ครัวเรือน ครอบคลุม 31 จังหวัด คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 650 ล้านบาทรัฐบาลไทยเดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ่ายเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท ประกันภัยพิบัติแห่งชาติคุ้มครองน้ำท่วมสูงสุด 1 แสนบาทต่อหลังคาเรือน พร้อมมาตรการพักหนี้ สินเชื่อฟื้นฟู ช่วยเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ช่วยตั้งหลักหลังน้ำลดนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ตั้งแต่การเยียวยาความเสียหาย การดูแลที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการฟื้นฟูอาชีพและธุรกิจหลังสถานการณ์น้ำลด เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วสำหรับผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และระเบียบเงินทดรองราชการ โดยผู้ที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงความช่วยเหลือกรณีบ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับธนาคารออมสิน เร่งโอนเงินเยียวยาให้ผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง แม้ในวันหยุด โดยข้อมูล ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 มีการโอนเงินแล้วกว่า 75,000 ครัวเรือน ครอบคลุม 31 จังหวัด คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 650 ล้านบาท และจะทยอยโอนเงินให้ผู้มีสิทธิตามรายชื่อที่จังหวัดตรวจสอบและส่งเข้าสู่ระบบประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะการขอรับเงินเยียวยาได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือเว็บไซต์ relief.disaster.go.th เพื่อติดตามความคืบหน้าตั้งแต่การรับเรื่อง การตรวจสอบสิทธิ ไปจนถึงสถานะการโอนเงิน สำหรับผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป รัฐบาลเริ่มใช้ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน โดยกรณีน้ำท่วมให้ความคุ้มครองบ้านสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิตคุ้มครอง 2 ล้านบาทต่อคน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้ประสานสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งการพักชำระหนี้ สินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อซ่อมแซมบ้านและเครื่องมือทำกิน การเติมสภาพคล่อง และสินเชื่อฟื้นฟูกิจการ เพื่อบรรเทาภาระทางกา
อ่านต่อ >28

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า 10 ตุลาคม 2569 ภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย ประชาชนจำนวนมากจะทยอยกลับเข้าบ้านเรือนเพื่อสำรวจความเสียหาย ทำความสะอาดบ้านเรือนและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้ต้องสัมผัสน้ำขัง ดินโคลน หรือสิ่งปฏิกูลที่ปนเปื้อนเชื้อโรค จึงขอให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคควบคู่ไปกับการฟื้นฟูบ้านเรือนโรคไข้ฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเลปโตสไปรา ซึ่งอาจปนเปื้อนอยู่ในน้ำหรือดินที่สัมผัสปัสสาวะของสัตว์ที่มีเชื้อ โดยเฉพาะหนู รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด เมื่อประชาชนสัมผัสน้ำหรือโคลนที่ปนเปื้อนเชื้อ เชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลหรือรอยถลอก แม้เป็นแผลขนาดเล็กที่มองเห็นได้ยาก รวมถึงผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานาน และเยื่อบุตา จมูก หรือปาก ความเสี่ยงจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ต้องลุยน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่ทำความสะอาดบ้านเรือนหรือพื้นที่โดยรอบหลังน้ำลดด้วย กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนเตรียมอุปกรณ์ป้องกันให้พร้อมก่อนเริ่มทำความสะอาดบ้าน โดยสวมรองเท้าบูตและถุงมือยาง หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าหรือสัมผัสโคลนโดยตรง และไม่ควรลุยน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น พร้อมทำความสะอาดและกำจัดขยะอย่างถูกสุขลักษณะ รวมถึงจัดการพื้นที่ไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของหนูและสัตว์พาหะนำโรค นอกจากนี้ หลังทำความสะอาดบ้านหรือสัมผัสน้ำและโคลน ควรรีบอาบน้ำและล้างร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที รวมถึงล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนรับประทานอาหารหรือสัมผัสใบหน้าสำหรับอาการของโรคไข้ฉี่หนู มักปรากฏภายในประมาณ 2 สัปดาห์หลังสัมผัสเชื้อ โดยอาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อหรือกดเจ็บตามกล้าเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง ต้นขา หรือหลัง บางรายอาจมีตาแดง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย เลือดออกผิดปกติ ไอเป็นเลือด หรือหายใจลำบาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทั้งนี้ หากประชาชนมีประวัติลุยน้ำหรือสัมผัสโคลนหลังน้ำท่วม แล้วมีไข้สูง ปวดศีรษะ หรือปวดกล้ามเนื้อภายใน 2 สัปดาห์ ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำหรือโคลนอย่างชัดเจน ไม่ควรรอดูอาการหรือซื้อยารับประทานเอง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก
อ่านต่อ >18

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ตนได้เดินทางลงพื้นที่ต้อนรับคณะผู้แทนและบุคคลสำคัญระดับโลกด้วยตนเอง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งทยอยเดินทางมาถึงประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประธานธนาคารโลก (World Bank) ตลอดจนผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากหลากหลายประเทศ เช่น ประธานาธิบดีสิงคโปร์ สำหรับสถิติการเดินทาง ในช่วง 3 วันแรกมีผู้แทนและคณะเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยแล้วหลายพันคน จากจำนวนผู้ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการประมาณ 17,000 คน โดยคาดการณ์ว่าจำนวนผู้เดินทางจริงจะสูงกว่ายอดลงทะเบียน เนื่องจากอัตราการจองห้องพักในโรงแรมต่างๆ มีความคับคั่งอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ ช่วงที่มีการเดินทางหนาแน่นที่สุดจะอยู่ในระหว่างวันที่ 11–14 ของเดือน ซึ่งจะมีเที่ยวบินของคณะผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน ในส่วนของมาตรการดูแลและอำนวยความสะดวก กรมศุลกากรได้บูรณาการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยเฉพาะสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เพื่อดูแลขั้นตอนพิธีการทางศุลกากรและการตรวจคนเข้าเมืองให้เป็นไปอย่างราบรื่น มุ่งสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางถึงประเทศไทย สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น กรณีผู้เข้าร่วมงานมีการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินกระทันหัน หรือปัญหาติดตามสัมภาระล่าช้า ทางหน่วยงานได้มีการจัดตั้ง "ศูนย์อำนวยการร่วม" (Command Room) เพื่อประสานงานแก้ไขปัญหาหน้างานได้อย่างทันท่วงที โดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามนำส่งสัมภาระให้ถึงโรงแรมที่พักของผู้เข้าร่วมงานอย่างเรียบร้อย นอกจากภารกิจอำนวยความสะดวก ณ ท่าอากาศยานทั้งขาเข้าและขาออกแล้ว กรมศุลกากรยังได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังให้เข้าร่วมสนับสนุนการจัดงานเลี้ยงรับรองผู้นำ ณ ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 14 นี้อีกด้วย ทั้งนี้ กรมศุลกากรยืนยันว่าจะยังคงมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามกระบวนการของกฎหมาย ควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกขั้นสูงสุด เพื่อให้การปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่กระทบต่อประสบการณ์การเดินทางของผู้เข้าร่วมการประชุมจนกระทั่งเสร็จสิ้นภารกิจทั้งหมด
อ่านต่อ >17

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัวที่ระดับ 2.3% ซึ่งสอดคล้องกับหลายสำนักวิจัยที่คาดการณ์ไว้ในช่วง 2.0 2.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.2% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวได้ดี โดยสามารถคงโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา เรามีเสถียรภาพค่อนข้างดี การเติบโตถือว่ายังมี resilience ที่ดี แม้จะมีปัญหาต่าง ๆ มาเรื่อย ๆ ทั้งน้ำท่วมด้วย แต่ก็ยังมีโมเมนตัมอยู่ รวมถึงการส่งออกก็ดี อยู่ในเวฟของ AI ที่เข้ามา ก็มีโอกาสที่จะมีโมเมนตัมต่อไปได้ ผู้ว่าฯ ธปท.ระบุ สำหรับปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ การขยายตัวอย่างโดดเด่นของภาคการส่งออก ที่ปีนี้คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 17-18% รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนจากต่างประเทศ ที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 13% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากกระแสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาในประเทศไทย ที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกได้ต่อเนื่องผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การขยายตัวของ GDP ลดลงมาต่อเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา โดยในอดีตเศรษฐกิจไทยเคยเติบโตในระดับ 5%, 4%, 3% และลดลงมาเหลือประมาณ 2% กว่าในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ Potential GDP ของไทยยังลดลงเหลือเพียงประมาณ 2.7% เท่านั้นโดยสาเหตุหลักของปัญหาเชิงโครงสร้างมาจากหลายปัจจัยสะสม ได้แก่ การลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ผลิตภาพ (Productivity) และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ลดลงจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบเดิม ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังแรงงานลดลง ปัญหาในระบบการศึกษา ตลอดจนปัญหาหนี้สิน ทั้งหนี้รัฐบาล และหนี้ครัวเรือน โดยหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 86-87% ของ GDP ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในโลกปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ต้องช่วยกันแก้ เราไม่สามารถออกโครงการเดียว หรือกดปุ่มเดียวแล้วจะแก้ไขได้ ซึ่งในส่วนของ ธปท. นอกเหนือจากการดูแลนโยบายการเงินแล้ว ยังได้ขยายบทบาทเข้ามาช่วยแก้ปัญห
อ่านต่อ >25

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม รัฐบาลเผยโอนแล้ว 75,000 ครัวเรือน ครอบคลุม 31 จังหวัด คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 650 ล้านบาทรัฐบาลไทยเดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ่ายเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท ประกันภัยพิบัติแห่งชาติคุ้มครองน้ำท่วมสูงสุด 1 แสนบาทต่อหลังคาเรือน พร้อมมาตรการพักหนี้ สินเชื่อฟื้นฟู ช่วยเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ช่วยตั้งหลักหลังน้ำลดนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ตั้งแต่การเยียวยาความเสียหาย การดูแลที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการฟื้นฟูอาชีพและธุรกิจหลังสถานการณ์น้ำลด เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วสำหรับผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และระเบียบเงินทดรองราชการ โดยผู้ที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงความช่วยเหลือกรณีบ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับธนาคารออมสิน เร่งโอนเงินเยียวยาให้ผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง แม้ในวันหยุด โดยข้อมูล ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 มีการโอนเงินแล้วกว่า 75,000 ครัวเรือน ครอบคลุม 31 จังหวัด คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 650 ล้านบาท และจะทยอยโอนเงินให้ผู้มีสิทธิตามรายชื่อที่จังหวัดตรวจสอบและส่งเข้าสู่ระบบประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะการขอรับเงินเยียวยาได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือเว็บไซต์ relief.disaster.go.th เพื่อติดตามความคืบหน้าตั้งแต่การรับเรื่อง การตรวจสอบสิทธิ ไปจนถึงสถานะการโอนเงิน สำหรับผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป รัฐบาลเริ่มใช้ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน โดยกรณีน้ำท่วมให้ความคุ้มครองบ้านสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิตคุ้มครอง 2 ล้านบาทต่อคน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้ประสานสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งการพักชำระหนี้ สินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อซ่อมแซมบ้านและเครื่องมือทำกิน การเติมสภาพคล่อง และสินเชื่อฟื้นฟูกิจการ เพื่อบรรเทาภาระทางกา
อ่านต่อ >28

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า 10 ตุลาคม 2569 ภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย ประชาชนจำนวนมากจะทยอยกลับเข้าบ้านเรือนเพื่อสำรวจความเสียหาย ทำความสะอาดบ้านเรือนและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้ต้องสัมผัสน้ำขัง ดินโคลน หรือสิ่งปฏิกูลที่ปนเปื้อนเชื้อโรค จึงขอให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคควบคู่ไปกับการฟื้นฟูบ้านเรือนโรคไข้ฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเลปโตสไปรา ซึ่งอาจปนเปื้อนอยู่ในน้ำหรือดินที่สัมผัสปัสสาวะของสัตว์ที่มีเชื้อ โดยเฉพาะหนู รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด เมื่อประชาชนสัมผัสน้ำหรือโคลนที่ปนเปื้อนเชื้อ เชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลหรือรอยถลอก แม้เป็นแผลขนาดเล็กที่มองเห็นได้ยาก รวมถึงผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานาน และเยื่อบุตา จมูก หรือปาก ความเสี่ยงจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ต้องลุยน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่ทำความสะอาดบ้านเรือนหรือพื้นที่โดยรอบหลังน้ำลดด้วย กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนเตรียมอุปกรณ์ป้องกันให้พร้อมก่อนเริ่มทำความสะอาดบ้าน โดยสวมรองเท้าบูตและถุงมือยาง หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าหรือสัมผัสโคลนโดยตรง และไม่ควรลุยน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น พร้อมทำความสะอาดและกำจัดขยะอย่างถูกสุขลักษณะ รวมถึงจัดการพื้นที่ไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของหนูและสัตว์พาหะนำโรค นอกจากนี้ หลังทำความสะอาดบ้านหรือสัมผัสน้ำและโคลน ควรรีบอาบน้ำและล้างร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที รวมถึงล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนรับประทานอาหารหรือสัมผัสใบหน้าสำหรับอาการของโรคไข้ฉี่หนู มักปรากฏภายในประมาณ 2 สัปดาห์หลังสัมผัสเชื้อ โดยอาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อหรือกดเจ็บตามกล้าเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง ต้นขา หรือหลัง บางรายอาจมีตาแดง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย เลือดออกผิดปกติ ไอเป็นเลือด หรือหายใจลำบาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทั้งนี้ หากประชาชนมีประวัติลุยน้ำหรือสัมผัสโคลนหลังน้ำท่วม แล้วมีไข้สูง ปวดศีรษะ หรือปวดกล้ามเนื้อภายใน 2 สัปดาห์ ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำหรือโคลนอย่างชัดเจน ไม่ควรรอดูอาการหรือซื้อยารับประทานเอง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก
อ่านต่อ >18