
#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
สงครามระหว่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) กับอดีตพันธมิตรอย่าง OpenAI และยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ได้ทวีความรุนแรงขึ้นสู่จุดแตกหัก เมื่อมัสก์ยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมหาศาล โดยกล่าวหาว่าทั้งสองบริษัทได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบจากการสนับสนุนในช่วงเริ่มต้นของเขา ในขณะที่ OpenAI ได้งัดหลักฐานออกมาโต้กลับว่าแท้จริงแล้วมัสก์เองคือผู้ที่ผลักดันให้บริษัทแสวงหากำไรแต่ต้องล้มเหลวเพราะไม่ได้อำนาจควบคุมตามที่ต้องการ เดิมพันมูลค่า 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.7 ล้านบาท ในการยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลาง อีลอน มัสก์ เรียกร้องค่าเสียหายสูงถึง 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.7 ล้านล้านบาท จาก OpenAI และ Microsoft โดยอ้างว่านี่คือมูลค่าของผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบที่ทั้งสองบริษัทได้รับจากการสนับสนุนของเขาในช่วงก่อตั้งโดยอีลอน มัสก์ ระบุว่า OpenAI ได้รับผลประโยชน์จากการสนับสนุนของเขาคิดเป็นมูลค่าระหว่าง 6.55 หมื่นล้านถึง 1.09 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.03 ล้านล้านบาท - 3.39 ล้านล้านบาท ในขณะที่ Microsoft ได้รับไปประมาณ 1.33 หมื่นล้านถึง 2.51 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.12 แสนล้านบาท - 7.78 แสนล้านบาท ทนายความของอีลอน มัสก์ย้ำว่า “หากไม่มีอีลอน มัสก์ ก็ไม่มี OpenAI” เพราะเขาเป็นผู้มอบเงินทุนตั้งต้นส่วนใหญ่กว่า 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,178 ล้านบาท คิดเป็น 60% ของเงินทุนทั้งหมดในขณะนั้น รวมถึงให้ยืมชื่อเสียงและช่วยระดมทีมงานหัวกะทิอีลอน มัสก์กล่าวหาว่า OpenAI ละเมิดพันธกิจแรกเริ่มในการปรับโครงสร้างเป็นองค์กรแสวงหาผลกำไร และเขามีสิทธิ์ที่จะทวงคืนมูลค่าที่งอกเงยขึ้นมานี้การโต้กลับของ OpenAI ความจริงที่อีลอนไม่ได้เล่าOpenAI ตอบโต้ข้อกล่าวหาของมัสก์อย่างดุเดือด โดยเรียกคดีนี้ว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ไร้สาระ และเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญคุกคามเพื่อสกัดกั้นคู่แข่งและเอื้อประโยชน์ให้กับ xAI บริษัทปัญญาประดิษฐ์ของอีลอน มัสก์เองOpenAI ได้เผยแพร่บันทึกการสนทนาและอีเมลเก่าตั้งแต่ปี 2017-2018 เพื่อหักล้างข้ออ้างของมัสก์ ดังนี้อีลอน มัสก์เห็นด้วยกับการแสวงหากำไรหลักฐานระบุว่าในปี 2017 อีลอน มัสก์และผู้ก่อตั้งคนอื่น ๆ เห็นพ้องกันว่าโครงสร้างแบบไม่แสวงหากำไร (Non-profit) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการระดมทุนเพื่อสร้างปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) อีลอน มัสก์เองเป็นผู้กล่าวในอีเมลว่าต้องเปลี่ยนไปสู่โครงสร้างที่สร้
อ่านต่อ >31

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ย้อนรอย 20 ปีราคาทอง จากหมื่นต้นสู่แตะ 7 หมื่นบาทในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับหมื่นต้น ๆ ในช่วงกลางทศวรรษ 2540 สู่ระดับสูงสุดใกล้ 7 หมื่นบาทต่อบาททองคำในช่วงปี 2568–2569 การเคลื่อนไหวของราคาทองเกิดขึ้นเป็นรอบ ตามจังหวะเศรษฐกิจโลก วิกฤตการเงิน นโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์การปรับขึ้นดังกล่าวทำให้ทองคำกลับมาอยู่ในความสนใจของทั้งนักลงทุนและประชาชนทั่วไปอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทำจุดสูงใหม่ต่อเนื่องจากหมื่นต้น สู่สองหมื่นปลาย จุดเริ่มต้นขาขึ้นรอบแรกย้อนกลับไปในปี 2549 ราคาทองคำแท่ง 1 บาทในประเทศไทยอยู่ในช่วงประมาณ 10,000–13,000 บาท ถือเป็นระดับราคาที่คนไทยคุ้นเคยในฐานะทรัพย์สินออมระยะยาวต่อมาในช่วงปี 2550–2554 ราคาทองเริ่มขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากโซนหมื่นกลางไปสู่ระดับสองหมื่นปลาย โดยปี 2554 ราคาทองคำไทยทำจุดสูงสุดราว 27,000 บาท เป็นผลจากความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตซับไพรม์และวิกฤตการเงินโลกช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ราคาทองคำได้รับความสนใจในวงกว้าง ทั้งในหมู่นักลงทุนรายย่อยและผู้ที่ถือทองในฐานะทรัพย์สินครอบครัวขึ้นแล้วพักยาว แกว่งในกรอบหลายปีหลังจากทำจุดสูงในปี 2554 ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงแกว่งตัวในกรอบประมาณ 20,000–30,000 บาทต่อบาททองคำเป็นเวลาหลายปี แม้จะมีการปรับขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจและค่าเงิน แต่ยังไม่สามารถผ่านระดับสูงเดิมได้อย่างชัดเจนช่วงเวลาดังกล่าวทำให้ผู้ที่เข้าซื้อใกล้จุดสูงต้องเผชิญกับการถือครองที่ยาวนาน ขณะที่ผู้ที่ทยอยสะสมในช่วงราคาย่อตัว เริ่มมองเห็นต้นทุนเฉลี่ยที่ลดลงโควิด-19 จุดเร่งรอบใหม่ ราคาทองทะลุ 3 หมื่นปี 2563 ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก ธนาคารกลางหลายประเทศใช้นโยบายอัดฉีดสภาพคล่องและดอกเบี้ยต่ำ ส่งผลให้ราคาทองคำไทยปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดราว 30,000 บาทต่อบาททองคำแม้หลังจากนั้นเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ราคาทองยังคงเคลื่อนไหวในกรอบสูง โดยในช่วงปี 2564–2567 ราคายังวนอยู่ในโซนสองถึงสามหมื่นบาท แต่มีการทำจุดสูงใหม่เป็นระยะภูมิรัฐศาสตร์เดือด ดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศ ดันทองแตะ 7 หมื่นในช่วงปี 2568–2569 ราคาทองคำเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน จากโซน 40,000–50,000 บาท ไปแตะระดับสูงสุดราว 67,000–73,000 บาทต่อบ
อ่านต่อ >6

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงมาตรการบรรเทาปัญหาการจราจรบนถนนพระราม 2 (ทางหลวงหมายเลข 35) เพื่อรองรับการปฏิบัติงานรื้อถอนสะพานที่เสียหายจากเหตุเครน LG ถล่ม และงานเทคอนกรีตเชื่อมสะพานคานยื่นที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อความปลอดภัยว่า กรมทางหลวงตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้ใช้ทาง หลังจากเกิดเหตุเครน LG ถล่ม ทำให้จำเป็นต้องปิดการจราจรช่องทางหลัก ช่วง กม. 29 ถึง 32 ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมานั้น ปัจจุบันได้ดำเนินการเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องปิดพื้นที่ก่อสร้างบางส่วนเพื่อความปลอดภัย จึงได้ลงพื้นที่และเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อตรวจความเป็นไปได้เกี่ยวกับการเพิ่มช่องจราจรเพื่อบรรเทาปัญหารถติดบนถนนพระราม 2 พร้อมทั้งสั่งการให้ปรับแผนการจัดการจราจรเชิงรุก เพื่อระบายรถให้คล่องตัวมากที่สุด โดยมอบหมายให้ สำนักงานทางหลวงที่ 13 (กรุงเทพ) และแขวงทางหลวงสมุทรสาคร ประสานผู้รับจ้าง เร่งดำเนินการเปิดช่องจราจรในทางหลัก (Main Road) บริเวณ กม.29 ถึง 32 ทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก ฝั่งละ 1 ช่องทาง เพื่อช่วยระบายรถในช่วงวิกฤต ดังนี้• ฝั่งขาเข้า (มุ่งหน้า กทม.) จัดช่องทางหลัก 1 ช่องทาง พร้อมเปิดให้ประชาชนใช้งานได้ ตั้งแต่ เวลา 08.00 น. ของวันนี้ (26 มกราคม 2569) เป็นต้นไป• ฝั่งขาออก (มุ่งหน้า สมุทรสงคราม) จัดช่องทางพิเศษ (Reversible Lane) บนทางหลัก 1 ช่องทาง เพื่อให้รถฝั่งขาออกสามารถ สัญจรผ่านแนวพื้นที่ปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย และเบี่ยงกลับเข้าสู่เส้นทางปกติก่อนข้ามสะพานแม่น้ำท่าจีน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงทางเบี่ยง โดยจะเปิดใช้งานได้ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันนี้ ( 26 มกราคม 2569) เป็นต้นไป ทั้งนี้ การเปิดช่องจราจรในทางหลัก (Main Road) ดังกล่าว จะดำเนินการเฉพาะในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น ส่วนในช่วงเวลากลางคืน ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ถึง 05.30 น. จะปิดการจราจรช่องทางหลัก (Main Road) ทั้งหมด และขอให้ผู้ใช้ทางเบี่ยงออกไปใช้ช่องทางขนาน (Frontage Road) เพื่อให้การปฏิบัติงานรื้อถอนพื้นสะพานและเทคอนกรีตเชื่อมโครงสร้างสะพานมีความปลอดภัยสูงสุดและเป็นไปตามแผนงานนอกจากนี้ กรมทางหลวงยังได้ปรับปรุงจุดเชื่อมเข้า-ออก ระหว่างทางหลักและทางขนานเพิ่มเติม เพื่อให้รถไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น ไม่ติดสะสมเป็นคอขวด โดยประชาชนยังคงสามารถใช้ช่
อ่านต่อ >26

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
รายงานล่าสุดจากเว็บไซต์ Macrumors เปิดเผยว่า Apple กำลังเตรียมความพร้อมที่จะเปิดตัว Siri เวอร์ชันอัปเกรดใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จาก Google Gemini ในเร็วๆ นี้ โดยคาดว่าจะมาพร้อมกับความสามารถในการเข้าใจข้อมูลส่วนบุคคลที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น กำหนดการเปิดตัวและไทม์ไลน์ มาร์ค เกอร์แมน (Mark Gurman) ผู้สื่อข่าวอาวุโสและ Chief Correspondent ของสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า Apple วางแผนที่จะประกาศเปิดตัว Siri เวอร์ชันใหม่นี้ในช่วงครึ่งหลังของเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยจะมีการสาธิตฟีเจอร์การทำงานต่างๆ ให้ได้ชมกัน ซึ่ง Siri โฉมใหม่นี้จะเป็นส่วนหนึ่งของอัปเดต iOS 26.4 ที่คาดว่าจะปล่อยเวอร์ชันทดสอบ (Beta) ในเดือนกุมภาพันธ์ และเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปอัปเดตได้ในช่วงเดือนมีนาคมหรือต้นเมษายนความสามารถใหม่และอุปกรณ์ที่รองรับ จุดเด่นของ Siri เวอร์ชันนี้คือความสามารถในการปรับแต่งให้เข้ากับผู้ใช้ (Personalized) โดย Siri จะสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและเนื้อหาที่ปรากฏบนหน้าจอเพื่อช่วยทำงานต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะใช้งานฟีเจอร์นี้ได้จะต้องใช้อุปกรณ์ตั้งแต่ iPhone 15 Pro ขึ้นไป เท่านั้นเบื้องหลังการจับมือกับ Google รายงานระบุว่า สาเหตุที่ Apple ตัดสินใจใช้เทคโนโลยีของ Google Gemini เป็นเพราะ Siri เวอร์ชันปรับปรุงใหม่ที่ Apple พัฒนาขึ้นเองภายในบริษัทประสบปัญหาบางประการ จึงทำให้บริษัทตัดสินใจนำเทคโนโลยีของ Gemini เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโมเดล Apple Intelligence แทน ก้าวต่อไปสู่ Chatbot ใน iOS 27 นอกเหนือจากการอัปเดตใน iOS 26.4 แล้ว ยังมีรายงานว่า Apple มีแผนที่จะพัฒนา Siri ให้กลายเป็น "Chatbot" เต็มรูปแบบใน iOS 27 ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถสนทนาโต้ตอบกับ Siri ได้อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ คล้ายกับการใช้งาน ChatGPT หรือ Gemini แต่จะถูกฝังมาในระบบของ iPhone, iPad และ Mac โดยไม่ต้องโหลดแอปเพิ่ม ซึ่งมาร์ค เกอร์แมน (Mark Gurman) คาดการณ์ว่าความสามารถของ Chatbot นี้จะสามารถแข่งขันกับ Gemini 3 ได้เลยทีเดียวกระแสตอบรับและความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ข่าวการร่วมมือกับ Google ครั้งนี้สร้างความกังวลให้กับผู้ใช้งานบางส่วน โดยมีความคิดเห็นจากผู้บริโภคที่กังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัวที่จะถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Google เนื่องจากหลายคนเลือกใช้ Apple เพราะเชื่อมั่นในจุดยืนเรื่องความเป็นส่
อ่านต่อ >32

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
สงครามระหว่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) กับอดีตพันธมิตรอย่าง OpenAI และยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ได้ทวีความรุนแรงขึ้นสู่จุดแตกหัก เมื่อมัสก์ยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมหาศาล โดยกล่าวหาว่าทั้งสองบริษัทได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบจากการสนับสนุนในช่วงเริ่มต้นของเขา ในขณะที่ OpenAI ได้งัดหลักฐานออกมาโต้กลับว่าแท้จริงแล้วมัสก์เองคือผู้ที่ผลักดันให้บริษัทแสวงหากำไรแต่ต้องล้มเหลวเพราะไม่ได้อำนาจควบคุมตามที่ต้องการ เดิมพันมูลค่า 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.7 ล้านบาท ในการยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลาง อีลอน มัสก์ เรียกร้องค่าเสียหายสูงถึง 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.7 ล้านล้านบาท จาก OpenAI และ Microsoft โดยอ้างว่านี่คือมูลค่าของผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบที่ทั้งสองบริษัทได้รับจากการสนับสนุนของเขาในช่วงก่อตั้งโดยอีลอน มัสก์ ระบุว่า OpenAI ได้รับผลประโยชน์จากการสนับสนุนของเขาคิดเป็นมูลค่าระหว่าง 6.55 หมื่นล้านถึง 1.09 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.03 ล้านล้านบาท - 3.39 ล้านล้านบาท ในขณะที่ Microsoft ได้รับไปประมาณ 1.33 หมื่นล้านถึง 2.51 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.12 แสนล้านบาท - 7.78 แสนล้านบาท ทนายความของอีลอน มัสก์ย้ำว่า “หากไม่มีอีลอน มัสก์ ก็ไม่มี OpenAI” เพราะเขาเป็นผู้มอบเงินทุนตั้งต้นส่วนใหญ่กว่า 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,178 ล้านบาท คิดเป็น 60% ของเงินทุนทั้งหมดในขณะนั้น รวมถึงให้ยืมชื่อเสียงและช่วยระดมทีมงานหัวกะทิอีลอน มัสก์กล่าวหาว่า OpenAI ละเมิดพันธกิจแรกเริ่มในการปรับโครงสร้างเป็นองค์กรแสวงหาผลกำไร และเขามีสิทธิ์ที่จะทวงคืนมูลค่าที่งอกเงยขึ้นมานี้การโต้กลับของ OpenAI ความจริงที่อีลอนไม่ได้เล่าOpenAI ตอบโต้ข้อกล่าวหาของมัสก์อย่างดุเดือด โดยเรียกคดีนี้ว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ไร้สาระ และเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญคุกคามเพื่อสกัดกั้นคู่แข่งและเอื้อประโยชน์ให้กับ xAI บริษัทปัญญาประดิษฐ์ของอีลอน มัสก์เองOpenAI ได้เผยแพร่บันทึกการสนทนาและอีเมลเก่าตั้งแต่ปี 2017-2018 เพื่อหักล้างข้ออ้างของมัสก์ ดังนี้อีลอน มัสก์เห็นด้วยกับการแสวงหากำไรหลักฐานระบุว่าในปี 2017 อีลอน มัสก์และผู้ก่อตั้งคนอื่น ๆ เห็นพ้องกันว่าโครงสร้างแบบไม่แสวงหากำไร (Non-profit) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการระดมทุนเพื่อสร้างปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) อีลอน มัสก์เองเป็นผู้กล่าวในอีเมลว่าต้องเปลี่ยนไปสู่โครงสร้างที่สร้
อ่านต่อ >31

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ย้อนรอย 20 ปีราคาทอง จากหมื่นต้นสู่แตะ 7 หมื่นบาทในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับหมื่นต้น ๆ ในช่วงกลางทศวรรษ 2540 สู่ระดับสูงสุดใกล้ 7 หมื่นบาทต่อบาททองคำในช่วงปี 2568–2569 การเคลื่อนไหวของราคาทองเกิดขึ้นเป็นรอบ ตามจังหวะเศรษฐกิจโลก วิกฤตการเงิน นโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์การปรับขึ้นดังกล่าวทำให้ทองคำกลับมาอยู่ในความสนใจของทั้งนักลงทุนและประชาชนทั่วไปอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทำจุดสูงใหม่ต่อเนื่องจากหมื่นต้น สู่สองหมื่นปลาย จุดเริ่มต้นขาขึ้นรอบแรกย้อนกลับไปในปี 2549 ราคาทองคำแท่ง 1 บาทในประเทศไทยอยู่ในช่วงประมาณ 10,000–13,000 บาท ถือเป็นระดับราคาที่คนไทยคุ้นเคยในฐานะทรัพย์สินออมระยะยาวต่อมาในช่วงปี 2550–2554 ราคาทองเริ่มขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากโซนหมื่นกลางไปสู่ระดับสองหมื่นปลาย โดยปี 2554 ราคาทองคำไทยทำจุดสูงสุดราว 27,000 บาท เป็นผลจากความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตซับไพรม์และวิกฤตการเงินโลกช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ราคาทองคำได้รับความสนใจในวงกว้าง ทั้งในหมู่นักลงทุนรายย่อยและผู้ที่ถือทองในฐานะทรัพย์สินครอบครัวขึ้นแล้วพักยาว แกว่งในกรอบหลายปีหลังจากทำจุดสูงในปี 2554 ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงแกว่งตัวในกรอบประมาณ 20,000–30,000 บาทต่อบาททองคำเป็นเวลาหลายปี แม้จะมีการปรับขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจและค่าเงิน แต่ยังไม่สามารถผ่านระดับสูงเดิมได้อย่างชัดเจนช่วงเวลาดังกล่าวทำให้ผู้ที่เข้าซื้อใกล้จุดสูงต้องเผชิญกับการถือครองที่ยาวนาน ขณะที่ผู้ที่ทยอยสะสมในช่วงราคาย่อตัว เริ่มมองเห็นต้นทุนเฉลี่ยที่ลดลงโควิด-19 จุดเร่งรอบใหม่ ราคาทองทะลุ 3 หมื่นปี 2563 ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก ธนาคารกลางหลายประเทศใช้นโยบายอัดฉีดสภาพคล่องและดอกเบี้ยต่ำ ส่งผลให้ราคาทองคำไทยปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดราว 30,000 บาทต่อบาททองคำแม้หลังจากนั้นเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ราคาทองยังคงเคลื่อนไหวในกรอบสูง โดยในช่วงปี 2564–2567 ราคายังวนอยู่ในโซนสองถึงสามหมื่นบาท แต่มีการทำจุดสูงใหม่เป็นระยะภูมิรัฐศาสตร์เดือด ดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศ ดันทองแตะ 7 หมื่นในช่วงปี 2568–2569 ราคาทองคำเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน จากโซน 40,000–50,000 บาท ไปแตะระดับสูงสุดราว 67,000–73,000 บาทต่อบ
อ่านต่อ >6

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงมาตรการบรรเทาปัญหาการจราจรบนถนนพระราม 2 (ทางหลวงหมายเลข 35) เพื่อรองรับการปฏิบัติงานรื้อถอนสะพานที่เสียหายจากเหตุเครน LG ถล่ม และงานเทคอนกรีตเชื่อมสะพานคานยื่นที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อความปลอดภัยว่า กรมทางหลวงตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้ใช้ทาง หลังจากเกิดเหตุเครน LG ถล่ม ทำให้จำเป็นต้องปิดการจราจรช่องทางหลัก ช่วง กม. 29 ถึง 32 ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมานั้น ปัจจุบันได้ดำเนินการเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องปิดพื้นที่ก่อสร้างบางส่วนเพื่อความปลอดภัย จึงได้ลงพื้นที่และเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อตรวจความเป็นไปได้เกี่ยวกับการเพิ่มช่องจราจรเพื่อบรรเทาปัญหารถติดบนถนนพระราม 2 พร้อมทั้งสั่งการให้ปรับแผนการจัดการจราจรเชิงรุก เพื่อระบายรถให้คล่องตัวมากที่สุด โดยมอบหมายให้ สำนักงานทางหลวงที่ 13 (กรุงเทพ) และแขวงทางหลวงสมุทรสาคร ประสานผู้รับจ้าง เร่งดำเนินการเปิดช่องจราจรในทางหลัก (Main Road) บริเวณ กม.29 ถึง 32 ทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก ฝั่งละ 1 ช่องทาง เพื่อช่วยระบายรถในช่วงวิกฤต ดังนี้• ฝั่งขาเข้า (มุ่งหน้า กทม.) จัดช่องทางหลัก 1 ช่องทาง พร้อมเปิดให้ประชาชนใช้งานได้ ตั้งแต่ เวลา 08.00 น. ของวันนี้ (26 มกราคม 2569) เป็นต้นไป• ฝั่งขาออก (มุ่งหน้า สมุทรสงคราม) จัดช่องทางพิเศษ (Reversible Lane) บนทางหลัก 1 ช่องทาง เพื่อให้รถฝั่งขาออกสามารถ สัญจรผ่านแนวพื้นที่ปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย และเบี่ยงกลับเข้าสู่เส้นทางปกติก่อนข้ามสะพานแม่น้ำท่าจีน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงทางเบี่ยง โดยจะเปิดใช้งานได้ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันนี้ ( 26 มกราคม 2569) เป็นต้นไป ทั้งนี้ การเปิดช่องจราจรในทางหลัก (Main Road) ดังกล่าว จะดำเนินการเฉพาะในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น ส่วนในช่วงเวลากลางคืน ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ถึง 05.30 น. จะปิดการจราจรช่องทางหลัก (Main Road) ทั้งหมด และขอให้ผู้ใช้ทางเบี่ยงออกไปใช้ช่องทางขนาน (Frontage Road) เพื่อให้การปฏิบัติงานรื้อถอนพื้นสะพานและเทคอนกรีตเชื่อมโครงสร้างสะพานมีความปลอดภัยสูงสุดและเป็นไปตามแผนงานนอกจากนี้ กรมทางหลวงยังได้ปรับปรุงจุดเชื่อมเข้า-ออก ระหว่างทางหลักและทางขนานเพิ่มเติม เพื่อให้รถไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น ไม่ติดสะสมเป็นคอขวด โดยประชาชนยังคงสามารถใช้ช่
อ่านต่อ >26

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
รายงานล่าสุดจากเว็บไซต์ Macrumors เปิดเผยว่า Apple กำลังเตรียมความพร้อมที่จะเปิดตัว Siri เวอร์ชันอัปเกรดใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จาก Google Gemini ในเร็วๆ นี้ โดยคาดว่าจะมาพร้อมกับความสามารถในการเข้าใจข้อมูลส่วนบุคคลที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น กำหนดการเปิดตัวและไทม์ไลน์ มาร์ค เกอร์แมน (Mark Gurman) ผู้สื่อข่าวอาวุโสและ Chief Correspondent ของสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า Apple วางแผนที่จะประกาศเปิดตัว Siri เวอร์ชันใหม่นี้ในช่วงครึ่งหลังของเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยจะมีการสาธิตฟีเจอร์การทำงานต่างๆ ให้ได้ชมกัน ซึ่ง Siri โฉมใหม่นี้จะเป็นส่วนหนึ่งของอัปเดต iOS 26.4 ที่คาดว่าจะปล่อยเวอร์ชันทดสอบ (Beta) ในเดือนกุมภาพันธ์ และเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปอัปเดตได้ในช่วงเดือนมีนาคมหรือต้นเมษายนความสามารถใหม่และอุปกรณ์ที่รองรับ จุดเด่นของ Siri เวอร์ชันนี้คือความสามารถในการปรับแต่งให้เข้ากับผู้ใช้ (Personalized) โดย Siri จะสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและเนื้อหาที่ปรากฏบนหน้าจอเพื่อช่วยทำงานต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะใช้งานฟีเจอร์นี้ได้จะต้องใช้อุปกรณ์ตั้งแต่ iPhone 15 Pro ขึ้นไป เท่านั้นเบื้องหลังการจับมือกับ Google รายงานระบุว่า สาเหตุที่ Apple ตัดสินใจใช้เทคโนโลยีของ Google Gemini เป็นเพราะ Siri เวอร์ชันปรับปรุงใหม่ที่ Apple พัฒนาขึ้นเองภายในบริษัทประสบปัญหาบางประการ จึงทำให้บริษัทตัดสินใจนำเทคโนโลยีของ Gemini เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโมเดล Apple Intelligence แทน ก้าวต่อไปสู่ Chatbot ใน iOS 27 นอกเหนือจากการอัปเดตใน iOS 26.4 แล้ว ยังมีรายงานว่า Apple มีแผนที่จะพัฒนา Siri ให้กลายเป็น "Chatbot" เต็มรูปแบบใน iOS 27 ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถสนทนาโต้ตอบกับ Siri ได้อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ คล้ายกับการใช้งาน ChatGPT หรือ Gemini แต่จะถูกฝังมาในระบบของ iPhone, iPad และ Mac โดยไม่ต้องโหลดแอปเพิ่ม ซึ่งมาร์ค เกอร์แมน (Mark Gurman) คาดการณ์ว่าความสามารถของ Chatbot นี้จะสามารถแข่งขันกับ Gemini 3 ได้เลยทีเดียวกระแสตอบรับและความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ข่าวการร่วมมือกับ Google ครั้งนี้สร้างความกังวลให้กับผู้ใช้งานบางส่วน โดยมีความคิดเห็นจากผู้บริโภคที่กังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัวที่จะถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Google เนื่องจากหลายคนเลือกใช้ Apple เพราะเชื่อมั่นในจุดยืนเรื่องความเป็นส่
อ่านต่อ >32

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
สงครามระหว่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) กับอดีตพันธมิตรอย่าง OpenAI และยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ได้ทวีความรุนแรงขึ้นสู่จุดแตกหัก เมื่อมัสก์ยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมหาศาล โดยกล่าวหาว่าทั้งสองบริษัทได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบจากการสนับสนุนในช่วงเริ่มต้นของเขา ในขณะที่ OpenAI ได้งัดหลักฐานออกมาโต้กลับว่าแท้จริงแล้วมัสก์เองคือผู้ที่ผลักดันให้บริษัทแสวงหากำไรแต่ต้องล้มเหลวเพราะไม่ได้อำนาจควบคุมตามที่ต้องการ เดิมพันมูลค่า 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.7 ล้านบาท ในการยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลาง อีลอน มัสก์ เรียกร้องค่าเสียหายสูงถึง 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.7 ล้านล้านบาท จาก OpenAI และ Microsoft โดยอ้างว่านี่คือมูลค่าของผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบที่ทั้งสองบริษัทได้รับจากการสนับสนุนของเขาในช่วงก่อตั้งโดยอีลอน มัสก์ ระบุว่า OpenAI ได้รับผลประโยชน์จากการสนับสนุนของเขาคิดเป็นมูลค่าระหว่าง 6.55 หมื่นล้านถึง 1.09 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.03 ล้านล้านบาท - 3.39 ล้านล้านบาท ในขณะที่ Microsoft ได้รับไปประมาณ 1.33 หมื่นล้านถึง 2.51 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.12 แสนล้านบาท - 7.78 แสนล้านบาท ทนายความของอีลอน มัสก์ย้ำว่า “หากไม่มีอีลอน มัสก์ ก็ไม่มี OpenAI” เพราะเขาเป็นผู้มอบเงินทุนตั้งต้นส่วนใหญ่กว่า 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,178 ล้านบาท คิดเป็น 60% ของเงินทุนทั้งหมดในขณะนั้น รวมถึงให้ยืมชื่อเสียงและช่วยระดมทีมงานหัวกะทิอีลอน มัสก์กล่าวหาว่า OpenAI ละเมิดพันธกิจแรกเริ่มในการปรับโครงสร้างเป็นองค์กรแสวงหาผลกำไร และเขามีสิทธิ์ที่จะทวงคืนมูลค่าที่งอกเงยขึ้นมานี้การโต้กลับของ OpenAI ความจริงที่อีลอนไม่ได้เล่าOpenAI ตอบโต้ข้อกล่าวหาของมัสก์อย่างดุเดือด โดยเรียกคดีนี้ว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ไร้สาระ และเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญคุกคามเพื่อสกัดกั้นคู่แข่งและเอื้อประโยชน์ให้กับ xAI บริษัทปัญญาประดิษฐ์ของอีลอน มัสก์เองOpenAI ได้เผยแพร่บันทึกการสนทนาและอีเมลเก่าตั้งแต่ปี 2017-2018 เพื่อหักล้างข้ออ้างของมัสก์ ดังนี้อีลอน มัสก์เห็นด้วยกับการแสวงหากำไรหลักฐานระบุว่าในปี 2017 อีลอน มัสก์และผู้ก่อตั้งคนอื่น ๆ เห็นพ้องกันว่าโครงสร้างแบบไม่แสวงหากำไร (Non-profit) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการระดมทุนเพื่อสร้างปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) อีลอน มัสก์เองเป็นผู้กล่าวในอีเมลว่าต้องเปลี่ยนไปสู่โครงสร้างที่สร้
อ่านต่อ >31