
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับมาตรการเชิงรุกรับมือสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เผยรายชื่อ 10 จังหวัดค่าฝุ่นสูงสุดวันนี้ พร้อมระดมหน้ากากอนามัยและเปิด "ห้องปลอดฝุ่น" ทั่วประเทศ ยันยังไม่พบผู้ป่วยฉุกเฉินรุนแรงเปิดโผ 10 จังหวัดค่าฝุ่นวิกฤตวันนี้นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ประจำวันที่ 29 มีนาคม 2569 พบว่ามี 10 จังหวัดที่มีค่าฝุ่นละอองพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ได้แก่ พะเยา, ลำพูน, เชียงราย, น่าน, ชุมพร, ลำปาง, เชียงใหม่, แพร่, แม่ฮ่องสอน และนครพนม ซึ่งนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินการตามมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างเร่งด่วน กางแผนเชิงรุก 4 ด้าน: ปกป้องกลุ่มเปราะบาง-เฝ้าระวัง 24 ชม.กระทรวงสาธารณสุขได้ขับเคลื่อนมาตรการสำคัญเพื่อรับมือกับวิกฤตฝุ่นในครั้งนี้ผ่าน 4 กลไกหลัก ประกอบด้วย1. การดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุก: ปัจจุบันเข้าดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงแล้วกว่า 942,952 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็กเล็ก รวมถึงผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและหัวใจ โดยมีพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง เป็นจังหวัดที่มีการดำเนินงานเข้มข้นที่สุด2. การสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกัน: เร่งกระจายหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 ให้กับประชาชนในพื้นที่วิกฤตไปแล้วกว่า 3.1 หมื่นชิ้น เพื่อลดการสูดดมฝุ่นเข้าสู่ร่างกายโดยตรง3. บริการห้องปลอดฝุ่น (Clean Room): จัดเตรียมพื้นที่พักพิงภายในสถานพยาบาลเพื่อให้ประชาชนเข้ามาหลบฝุ่น โดยปัจจุบันมีผู้เข้าใช้บริการแล้วเกือบ 2,500 คน โดยเฉพาะในจังหวัดนครพนม แพร่ และพะเยา4. ระบบเฝ้าระวังผู้ป่วยฉุกเฉิน: จากการตรวจสอบฐานข้อมูลใน 10 จังหวัดเสี่ยง ยังไม่พบรายงานผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินจากผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 อย่างไรก็ตาม ได้มีการกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมงข้อแนะนำสำหรับประชาชนปลัดกระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและผู้ที่มีโรคประจำตัว หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ในช่วงเวลาที่มีค่าฝุ่นสูง หากจำเป็นต้องออกจากบ้านควรสวมหน้ากากป้องกันอย่างเคร่งครัด และคอยสังเกตอาการตนเอง หากพบว่ามีอาการผิดปกติ เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือวิงเวียนศีรษ
อ่านต่อ >21

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ณ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. มอบหมายให้นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 7/2569 เพื่อติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สถานการณ์ด้านพลังงาน ราคาสินค้า และความมั่นคงภายในประเทศ ที่ประชุมได้รับรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของ ศบก. โดยรองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจ ได้แก่ ผลกระทบด้านพลังงาน ค่าครองชีพ และสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่ง ศบก. มีเป้าหมายปรับรูปแบบการสื่อสารให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก ชัดเจน และเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ผ่านการพัฒนารูปแบบการประชาสัมพันธ์ใหม่ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งนางสาวณัฏฐา มหัทธนา เป็นโฆษก ศบก. โดยจะปรับรูปแบบการแถลงข่าวให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ โฆษก ศบก. ระบุว่า การสื่อสารเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยจะคงการแถลงข่าวประจำวัน เวลา 11.00 น. ไว้เช่นเดิม แต่ปรับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันชี้แจงและตอบคำถามสื่อในภาพรวม แทนการรายงานแยกส่วน พร้อมชี้แจงข้อมูลให้กระชับ เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์สูงสุดเปิดเพจรวมข้อมูลของ ศบก.นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งศูนย์รวมข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ของ ศบก. “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” (https://www.facebook.com/share/14S8qsWkajq/?mibextid=wwXIfr) เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านพลังงาน ราคาสินค้า และการแถลงข่าวประจำวันไว้ในที่เดียว ช่วยให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างครบถ้วนและสะดวกยิ่งขึ้นในส่วนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า ความขัดแย้งมีแนวโน้มขยายตัว โดยเฉพาะกรณีกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมนเข้ามามีบทบาท และมีการยิงขีปนาวุธไปยังอิสราเอล ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานโลก ขณะเดียวกัน การเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งยังไม่มีความคืบหน้า และยังมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับแรงกดดันทางการเมืองภายในของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ทำให้สถานการณ์ยังมีความผันผวนโอกาสนี้ ที่ประชุมได้ม
อ่านต่อ >17

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ปี 2569 เป็นช่วงที่ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันมามองรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกระทบตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้แรงกดดันด้านค่าครองชีพ รถ EV จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะวันต่อวันได้ แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเชิงระบบและตัวเลขเศรษฐกิจ ภาพรวมกลับมีรายละเอียดที่ต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้นตัวเลขยอดขายในเดือนมกราคม 2569 ระบุว่า รถยนต์นั่งแบบ BEV มียอดขาย 31,859 คัน เพิ่มขึ้น 353.90% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และยอดจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 42,193 คัน คิดเป็น 48.56% ของตลาดรถยนต์นั่งทั้งหมด ตัวเลขนี้อ้างอิงจากข้อมูลการจดทะเบียนรถใหม่ในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ความเห็นตรงกันว่า การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเกิดจากการเร่งจดทะเบียนก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ในปลายปี 2568 ซึ่งเคยให้เงินสนับสนุนสูงสุด 150,000 บาทต่อคัน และ EV 3.5 สูงสุด 100,000 บาทต่อคัน ทำให้ยอดขายช่วงต้นปีพุ่งสูงกว่าความต้องการจริงของตลาดเมื่อมาตรการรัฐสิ้นสุดลง โครงสร้างราคาของรถ EV เริ่มเปลี่ยนไป ผู้ผลิตทยอยปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง สอดคล้องกับรายงานของวิจัยกรุงศรีที่ประเมินว่า ยอดจดทะเบียนรถ BEV ในช่วงปี 2569 ถึง 2571 จะอยู่เฉลี่ยประมาณ 125,000 คันต่อปี เติบโตเฉลี่ยเพียง 3.8% ต่อปี ลดลงอย่างมากจากช่วงก่อนหน้าที่เติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 524.2% ต่อปี ตัวเลขนี้บอกให้เห็นว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงปรับตัว หลังแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐลดลง ในด้านต้นทุนพลังงาน แม้รถ EV จะช่วยลดการใช้น้ำมัน แต่ค่าไฟฟ้ายังเป็นตัวแปรสำคัญ ข้อมูลจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีภาระต้นทุนค้างจ่ายกว่า 35,928 ล้านบาท และต้นทุนก๊าซธรรมชาติคงค้างอีกประมาณ 10,300 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มถูกนำไปคำนวณในค่าไฟฟ้าผันแปรในอนาคต โดยมีการเสนอค่าไฟงวดพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 สูงสุดที่ 4.59 บาทต่อหน่วย จากระดับปัจจุบันราว 3.88 บาทต่อหน่วย หากค่าไฟปรับขึ้นตามกรอบนี้ ต้นทุนการชาร์จรถ EV ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สถานีชาร์จเร็วเป็นหลักโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณา ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน 2568 ประเทศไทยมีรถ EV เฉลี่ย 19.1 คันต่
อ่านต่อ >24

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดนครพนมแบบไม่แจ้งล่วงหน้า เช่ารถขับเองสุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันในอำเภอธาตุพนม พบสถานการณ์การกระจายน้ำมันเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมแนะประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัดและเตรียมพร้อมรับมือช่วงเทศกาลสงกรานต์ ภารกิจ "สุ่มตรวจ" ลุยเดี่ยวเช่ารถขับเองเมื่อเวลา 11.40 น. ณ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันโดยไม่มีการแจ้งให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทราบล่วงหน้า โดยนายกรัฐมนตรีได้เช่ารถยนต์และขับขี่ด้วยตนเองเพื่อเข้าไปพูดคุยสอบถามสถานการณ์จริงจากเจ้าของสถานีบริการน้ำมันและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่าสถานการณ์ในภาพรวมเริ่มดีขึ้น แต่ยังคงขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนช่วยกันรณรงค์เรื่องการใช้พลังงานอย่างประหยัดเช็กความพร้อม "นครพนม" น้ำมันเริ่มเป็นสีเขียวทุกอำเภอปัจจุบันจังหวัดนครพนมมีสถานีบริการน้ำมันรวมทั้งสิ้น 333 แห่ง (เป็นสถานีขนาดใหญ่ 72 แห่ง) โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอธาตุพนมที่มีสถานีขนาดใหญ่ 10 แห่ง จากการตรวจสอบพบว่า สถานะน้ำมันดีเซล เริ่มกลับมาเป็น "สีเขียว" (มีปริมาณเพียงพอ) กระจายตัวไปครบทุกอำเภอ น้ำมันชนิดอื่นๆ ให้บริการประชาชนได้ตามปกติ ไม่พบปัญหาการเข้าคิวหนาแน่นเหมือนช่วงที่ผ่านมา สั่งการรับมือสงกรานต์ ต้องมีน้ำมันเพียงพอ-เน้นประหยัดพลังงานนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดนครพนม เร่งประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้เรื่องการประหยัดพลังงานให้มากขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่องการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้มีพอเพียงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง
อ่านต่อ >41

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับมาตรการเชิงรุกรับมือสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เผยรายชื่อ 10 จังหวัดค่าฝุ่นสูงสุดวันนี้ พร้อมระดมหน้ากากอนามัยและเปิด "ห้องปลอดฝุ่น" ทั่วประเทศ ยันยังไม่พบผู้ป่วยฉุกเฉินรุนแรงเปิดโผ 10 จังหวัดค่าฝุ่นวิกฤตวันนี้นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ประจำวันที่ 29 มีนาคม 2569 พบว่ามี 10 จังหวัดที่มีค่าฝุ่นละอองพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ได้แก่ พะเยา, ลำพูน, เชียงราย, น่าน, ชุมพร, ลำปาง, เชียงใหม่, แพร่, แม่ฮ่องสอน และนครพนม ซึ่งนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินการตามมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างเร่งด่วน กางแผนเชิงรุก 4 ด้าน: ปกป้องกลุ่มเปราะบาง-เฝ้าระวัง 24 ชม.กระทรวงสาธารณสุขได้ขับเคลื่อนมาตรการสำคัญเพื่อรับมือกับวิกฤตฝุ่นในครั้งนี้ผ่าน 4 กลไกหลัก ประกอบด้วย1. การดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุก: ปัจจุบันเข้าดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงแล้วกว่า 942,952 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็กเล็ก รวมถึงผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและหัวใจ โดยมีพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง เป็นจังหวัดที่มีการดำเนินงานเข้มข้นที่สุด2. การสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกัน: เร่งกระจายหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 ให้กับประชาชนในพื้นที่วิกฤตไปแล้วกว่า 3.1 หมื่นชิ้น เพื่อลดการสูดดมฝุ่นเข้าสู่ร่างกายโดยตรง3. บริการห้องปลอดฝุ่น (Clean Room): จัดเตรียมพื้นที่พักพิงภายในสถานพยาบาลเพื่อให้ประชาชนเข้ามาหลบฝุ่น โดยปัจจุบันมีผู้เข้าใช้บริการแล้วเกือบ 2,500 คน โดยเฉพาะในจังหวัดนครพนม แพร่ และพะเยา4. ระบบเฝ้าระวังผู้ป่วยฉุกเฉิน: จากการตรวจสอบฐานข้อมูลใน 10 จังหวัดเสี่ยง ยังไม่พบรายงานผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินจากผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 อย่างไรก็ตาม ได้มีการกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมงข้อแนะนำสำหรับประชาชนปลัดกระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและผู้ที่มีโรคประจำตัว หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ในช่วงเวลาที่มีค่าฝุ่นสูง หากจำเป็นต้องออกจากบ้านควรสวมหน้ากากป้องกันอย่างเคร่งครัด และคอยสังเกตอาการตนเอง หากพบว่ามีอาการผิดปกติ เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือวิงเวียนศีรษ
อ่านต่อ >21

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ณ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. มอบหมายให้นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 7/2569 เพื่อติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สถานการณ์ด้านพลังงาน ราคาสินค้า และความมั่นคงภายในประเทศ ที่ประชุมได้รับรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของ ศบก. โดยรองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจ ได้แก่ ผลกระทบด้านพลังงาน ค่าครองชีพ และสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่ง ศบก. มีเป้าหมายปรับรูปแบบการสื่อสารให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก ชัดเจน และเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ผ่านการพัฒนารูปแบบการประชาสัมพันธ์ใหม่ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งนางสาวณัฏฐา มหัทธนา เป็นโฆษก ศบก. โดยจะปรับรูปแบบการแถลงข่าวให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ โฆษก ศบก. ระบุว่า การสื่อสารเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยจะคงการแถลงข่าวประจำวัน เวลา 11.00 น. ไว้เช่นเดิม แต่ปรับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันชี้แจงและตอบคำถามสื่อในภาพรวม แทนการรายงานแยกส่วน พร้อมชี้แจงข้อมูลให้กระชับ เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์สูงสุดเปิดเพจรวมข้อมูลของ ศบก.นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งศูนย์รวมข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ของ ศบก. “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” (https://www.facebook.com/share/14S8qsWkajq/?mibextid=wwXIfr) เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านพลังงาน ราคาสินค้า และการแถลงข่าวประจำวันไว้ในที่เดียว ช่วยให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างครบถ้วนและสะดวกยิ่งขึ้นในส่วนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า ความขัดแย้งมีแนวโน้มขยายตัว โดยเฉพาะกรณีกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมนเข้ามามีบทบาท และมีการยิงขีปนาวุธไปยังอิสราเอล ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานโลก ขณะเดียวกัน การเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งยังไม่มีความคืบหน้า และยังมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับแรงกดดันทางการเมืองภายในของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ทำให้สถานการณ์ยังมีความผันผวนโอกาสนี้ ที่ประชุมได้ม
อ่านต่อ >17

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ปี 2569 เป็นช่วงที่ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันมามองรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกระทบตลาดพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้แรงกดดันด้านค่าครองชีพ รถ EV จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะวันต่อวันได้ แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเชิงระบบและตัวเลขเศรษฐกิจ ภาพรวมกลับมีรายละเอียดที่ต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้นตัวเลขยอดขายในเดือนมกราคม 2569 ระบุว่า รถยนต์นั่งแบบ BEV มียอดขาย 31,859 คัน เพิ่มขึ้น 353.90% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และยอดจดทะเบียนรวมอยู่ที่ 42,193 คัน คิดเป็น 48.56% ของตลาดรถยนต์นั่งทั้งหมด ตัวเลขนี้อ้างอิงจากข้อมูลการจดทะเบียนรถใหม่ในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ความเห็นตรงกันว่า การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเกิดจากการเร่งจดทะเบียนก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ในปลายปี 2568 ซึ่งเคยให้เงินสนับสนุนสูงสุด 150,000 บาทต่อคัน และ EV 3.5 สูงสุด 100,000 บาทต่อคัน ทำให้ยอดขายช่วงต้นปีพุ่งสูงกว่าความต้องการจริงของตลาดเมื่อมาตรการรัฐสิ้นสุดลง โครงสร้างราคาของรถ EV เริ่มเปลี่ยนไป ผู้ผลิตทยอยปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง สอดคล้องกับรายงานของวิจัยกรุงศรีที่ประเมินว่า ยอดจดทะเบียนรถ BEV ในช่วงปี 2569 ถึง 2571 จะอยู่เฉลี่ยประมาณ 125,000 คันต่อปี เติบโตเฉลี่ยเพียง 3.8% ต่อปี ลดลงอย่างมากจากช่วงก่อนหน้าที่เติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 524.2% ต่อปี ตัวเลขนี้บอกให้เห็นว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงปรับตัว หลังแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐลดลง ในด้านต้นทุนพลังงาน แม้รถ EV จะช่วยลดการใช้น้ำมัน แต่ค่าไฟฟ้ายังเป็นตัวแปรสำคัญ ข้อมูลจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีภาระต้นทุนค้างจ่ายกว่า 35,928 ล้านบาท และต้นทุนก๊าซธรรมชาติคงค้างอีกประมาณ 10,300 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มถูกนำไปคำนวณในค่าไฟฟ้าผันแปรในอนาคต โดยมีการเสนอค่าไฟงวดพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 สูงสุดที่ 4.59 บาทต่อหน่วย จากระดับปัจจุบันราว 3.88 บาทต่อหน่วย หากค่าไฟปรับขึ้นตามกรอบนี้ ต้นทุนการชาร์จรถ EV ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สถานีชาร์จเร็วเป็นหลักโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณา ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน 2568 ประเทศไทยมีรถ EV เฉลี่ย 19.1 คันต่
อ่านต่อ >24

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดนครพนมแบบไม่แจ้งล่วงหน้า เช่ารถขับเองสุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันในอำเภอธาตุพนม พบสถานการณ์การกระจายน้ำมันเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมแนะประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัดและเตรียมพร้อมรับมือช่วงเทศกาลสงกรานต์ ภารกิจ "สุ่มตรวจ" ลุยเดี่ยวเช่ารถขับเองเมื่อเวลา 11.40 น. ณ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันโดยไม่มีการแจ้งให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทราบล่วงหน้า โดยนายกรัฐมนตรีได้เช่ารถยนต์และขับขี่ด้วยตนเองเพื่อเข้าไปพูดคุยสอบถามสถานการณ์จริงจากเจ้าของสถานีบริการน้ำมันและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่าสถานการณ์ในภาพรวมเริ่มดีขึ้น แต่ยังคงขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนช่วยกันรณรงค์เรื่องการใช้พลังงานอย่างประหยัดเช็กความพร้อม "นครพนม" น้ำมันเริ่มเป็นสีเขียวทุกอำเภอปัจจุบันจังหวัดนครพนมมีสถานีบริการน้ำมันรวมทั้งสิ้น 333 แห่ง (เป็นสถานีขนาดใหญ่ 72 แห่ง) โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอธาตุพนมที่มีสถานีขนาดใหญ่ 10 แห่ง จากการตรวจสอบพบว่า สถานะน้ำมันดีเซล เริ่มกลับมาเป็น "สีเขียว" (มีปริมาณเพียงพอ) กระจายตัวไปครบทุกอำเภอ น้ำมันชนิดอื่นๆ ให้บริการประชาชนได้ตามปกติ ไม่พบปัญหาการเข้าคิวหนาแน่นเหมือนช่วงที่ผ่านมา สั่งการรับมือสงกรานต์ ต้องมีน้ำมันเพียงพอ-เน้นประหยัดพลังงานนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดนครพนม เร่งประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้เรื่องการประหยัดพลังงานให้มากขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่องการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้มีพอเพียงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง
อ่านต่อ >41

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับมาตรการเชิงรุกรับมือสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เผยรายชื่อ 10 จังหวัดค่าฝุ่นสูงสุดวันนี้ พร้อมระดมหน้ากากอนามัยและเปิด "ห้องปลอดฝุ่น" ทั่วประเทศ ยันยังไม่พบผู้ป่วยฉุกเฉินรุนแรงเปิดโผ 10 จังหวัดค่าฝุ่นวิกฤตวันนี้นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ประจำวันที่ 29 มีนาคม 2569 พบว่ามี 10 จังหวัดที่มีค่าฝุ่นละอองพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ได้แก่ พะเยา, ลำพูน, เชียงราย, น่าน, ชุมพร, ลำปาง, เชียงใหม่, แพร่, แม่ฮ่องสอน และนครพนม ซึ่งนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินการตามมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างเร่งด่วน กางแผนเชิงรุก 4 ด้าน: ปกป้องกลุ่มเปราะบาง-เฝ้าระวัง 24 ชม.กระทรวงสาธารณสุขได้ขับเคลื่อนมาตรการสำคัญเพื่อรับมือกับวิกฤตฝุ่นในครั้งนี้ผ่าน 4 กลไกหลัก ประกอบด้วย1. การดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุก: ปัจจุบันเข้าดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงแล้วกว่า 942,952 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็กเล็ก รวมถึงผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและหัวใจ โดยมีพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง เป็นจังหวัดที่มีการดำเนินงานเข้มข้นที่สุด2. การสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกัน: เร่งกระจายหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 ให้กับประชาชนในพื้นที่วิกฤตไปแล้วกว่า 3.1 หมื่นชิ้น เพื่อลดการสูดดมฝุ่นเข้าสู่ร่างกายโดยตรง3. บริการห้องปลอดฝุ่น (Clean Room): จัดเตรียมพื้นที่พักพิงภายในสถานพยาบาลเพื่อให้ประชาชนเข้ามาหลบฝุ่น โดยปัจจุบันมีผู้เข้าใช้บริการแล้วเกือบ 2,500 คน โดยเฉพาะในจังหวัดนครพนม แพร่ และพะเยา4. ระบบเฝ้าระวังผู้ป่วยฉุกเฉิน: จากการตรวจสอบฐานข้อมูลใน 10 จังหวัดเสี่ยง ยังไม่พบรายงานผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินจากผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 อย่างไรก็ตาม ได้มีการกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมงข้อแนะนำสำหรับประชาชนปลัดกระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและผู้ที่มีโรคประจำตัว หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ในช่วงเวลาที่มีค่าฝุ่นสูง หากจำเป็นต้องออกจากบ้านควรสวมหน้ากากป้องกันอย่างเคร่งครัด และคอยสังเกตอาการตนเอง หากพบว่ามีอาการผิดปกติ เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือวิงเวียนศีรษ
อ่านต่อ >21