
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
CAAT ชี้แจงกรณีกระเป๋าผู้โดยสารถูกเปิดหลังเดินทางถึงจีนสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศจีน ซึ่งพบว่ากระเป๋าถูกเปิด จนเกิดข้อสงสัยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมาตรการเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนโดยไม่มีผู้โดยสารอยู่ด้วย ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 หรือไม่CAAT ได้ประสานตรวจสอบข้อมูลกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และได้รับการยืนยันเบื้องต้นว่า ไม่พบว่ากระเป๋าสัมภาระดังกล่าวถูกเปิดตรวจตามกระบวนการตรวจค้นวัตถุต้องห้ามด้านการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงไม่พบความเชื่อมโยงกับมาตรการเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนตามประกาศฉบับใหม่ ทั้งนี้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุที่กระเป๋าถูกเปิดยังจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เปิดตรวจกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร เฉพาะเหตุสงสัยมีวัตถุต้องห้ามสำหรับมาตรการเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนโดยไม่มีผู้โดยสารหรือเจ้าของสัมภาระอยู่ด้วย CAAT ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวสามารถกระทำได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าภายในสัมภาระมีวัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน มิใช่การเปิดตรวจกระเป๋าทุกใบ โดยเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด มีการบันทึกภาพระหว่างการตรวจค้นเพื่อเป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบย้อนหลัง และจัดให้มีเอกสารแจ้งการตรวจค้น (Notice of Baggage Inspection) ไว้ภายในกระเป๋าเพื่อให้เจ้าของรับทราบทั้งนี้ CAAT ขอแนะนำให้ผู้โดยสารที่พบปัญหากระเป๋าสัมภาระถูกเปิดหรือมีความผิดปกติระหว่างการเดินทาง ติดต่อสายการบินที่ใช้บริการเพื่อแจ้งเรื่องร้องเรียนและขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากสายการบินมีหน้าที่รับผิดชอบในการขนส่งและดูแลสัมภาระลงทะเบียน โดยสามารถประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบกระบวนการขนส่งและส่งมอบสัมภาระตลอดเส้นทางได้ แนะผู้โดยสารตรวจสอบสิ่งของต้องห้ามก่อนเดินทางนอกจากนี้ CAAT ขอเน้นย้ำให้ผู้โดยสารตรวจสอบสิ่งของภายในกระเป๋าก่อนนำไปเช็กอิน โดยต้องไม่บรรจุวัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่ออากาศยาน โดยเฉพาะแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) ซึ่งไม่อนุญาตให้ใส่ในสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องบิน(Checked Baggage) เพื
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เวียตเจ็ท เอวิเอชัน สายการบินต้นทุนต่ำของเวียดนาม เผชิญแรงกดดันจากข้อพิพาทเช่าเครื่องบิน หลังศาลอังกฤษออกคำสั่งอายัดทรัพย์ทั่วโลก เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินระหว่างการติดตามหนี้ตามคำพิพากษาประมาณ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐบลูมเบิร์กรายงานว่า คำสั่งลงวันที่ 15 ตุลาคม 2026 กำหนดวงเงินทรัพย์สินที่ถูกอายัดสูงสุด 251.6 ล้านดอลลาร์ หลังบริษัทเอฟดับเบิลยู เอวิเอชัน ในเครือฟิตซ์วอลเตอร์ แคปิทัล บริษัทลงทุนจากลอนดอน ยื่นคำร้องต่อศาลศาลเห็นว่ามีความเสี่ยงที่ทรัพย์สินจะถูกเคลื่อนย้ายออกจากขอบเขตการบังคับชำระหนี้ ขณะที่เวียตเจ็ทยังไม่ได้ชำระเงินส่วนใหญ่ตามคำพิพากษาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้ไม่ได้หมายถึงการยึดเครื่องบินทั้งหมด หรือสั่งให้สายการบินหยุดบิน โดยยังอนุญาตให้จัดการทรัพย์สินเพื่อดำเนินธุรกิจตามปกติและอย่างเหมาะสมได้ แต่ธุรกรรมบางประเภทต้องขออนุญาตศาล ขอบเขตคำสั่งครอบคลุมทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับฝูงบิน รวมถึงเครื่องบินที่สั่งซื้อแต่ยังไม่ได้รับมอบ เช่น แอร์บัส A330-900 และ A321neo ตลอดจนเครื่องยนต์ อุปกรณ์ห้องโดยสาร เงินชำระล่วงหน้าก่อนส่งมอบ เงินสำรองซ่อมบำรุง เงินประกันการเช่า และรายรับจากการขายตั๋วผ่านตัวแทน โดยเฉพาะการจัดการสิทธิในคำสั่งซื้อเครื่องบิน เงินสำรองซ่อมบำรุง และเงินประกันการเช่าที่อยู่นอกเวียดนาม ต้องได้รับอนุญาตจากศาลตามเงื่อนไขของคำสั่งข้อพิพาทมีจุดเริ่มต้นจากเครื่องบินแอร์บัส 4 ลำ ซึ่งฟิตซ์วอลเตอร์เข้าควบคุมสิทธิในช่วงโควิด-19 หลังเวียตเจ็ทหยุดชำระค่าเช่า แต่ยังใช้เครื่องบินต่อไปประมาณ 1 ปีภาระหนี้เพิ่มจากคำพิพากษาประมาณ 180 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 มาเป็นประมาณ 250 ล้านดอลลาร์ เมื่อรวมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายทางคดี ขณะที่การบังคับชำระหนี้ยังมีอุปสรรค เนื่องจากศาลเวียดนามไม่รับรองคำพิพากษาของศาลอังกฤษในคดีนี้อีกประเด็นที่ศาลพิจารณาคือ การโอนมูลค่าทางเศรษฐกิจของคำสั่งซื้อเครื่องบินในอนาคตไปยังแองเจลิกา โฮลดิง บริษัทในหมู่เกาะเคย์แมน โดยศาลตั้งข้อสังเกตต่อโครงสร้างธุรกรรมและการเปิดเผยข้อมูลของเวียตเจ็ท ส่วนแนวทางแต่งตั้งผู้จัดการทรัพย์สินบางส่วนที่อยู่นอกเวียดนาม เพื่อนำมาชำระหนี้นั้น ศาลมีคำวินิจฉัยในหลักการเมื่อเดือนกันยายน แต่ตามรายงานยังไม่มีคำสั่งขั้นสุดท้ายเวียตเจ็ทปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อคำสั่งล่าสุด ขณะที่ฟิตซ์วอลเตอร์แสด
อ่านต่อ >13

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
21 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางเยือนกระทรวงกลาโหม โดยมี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ ณ ศาลาว่าการกลาโหม กรุงเทพมหานครในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปกราบสักการะศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเข้าสู่ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อสักการะเจ้าพ่อหอกลอง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของกระทรวงกลาโหม จากนั้นได้เยี่ยมชมอาคารศาลาว่าการกลาโหม ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม พร้อมเยี่ยมชมห้องทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ นำเยี่ยมชมและบอกเล่าประวัติความเป็นมาของสถานที่ ตลอดจนสิ่งของสำคัญที่จัดแสดงภายในอาคาร ช่วงหนึ่งของการเยี่ยมชมบริเวณโถงทางเดินหน้าห้องทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลโท อดุลย์ ได้เล่าถึงการใช้พื้นที่ดังกล่าวฝึกซ้อมเดินริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเป็นประจำทุกเช้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ในพระราชพิธี โดยนายกรัฐมนตรีได้ร่วมทดลองเดินซักซ้อมริ้วขบวนด้วย ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเองภายหลังการเยี่ยมชม นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอัษฎางค์ ศาลาว่าการกลาโหม โดยจัดเตรียมอาหารเมนูเดียวกับที่กำลังพลและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมรับประทานในวันดังกล่าว สะท้อนบรรยากาศที่เรียบง่ายและใกล้ชิดกับวิถีชีวิตประจำวันของกำลังพล การเยือนกระทรวงกลาโหมครั้งนี้ นอกจากเป็นโอกาสในการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นโอกาสในการพบปะระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะผู้บริหารกระทรวงกลาโหม ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
อ่านต่อ >10

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
งบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นเพื่อดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองหลังวิกฤติน้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่ และบริเวณโดยรอบ ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า ที่ประชุมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการใช้งบกลางในการฟื้นฟูน้ำท่วมที่หาดใหญ่ ซึ่งก็มีหลายประเด็นที่ทางหน่วยงานอย่าง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท. ได้ให้ข้อสังเกตไว้ โดยเฉพาะเรื่องของการแสดงจำนวนขยะที่มีการนำออกไป เช่น ในการขนขยะไม่ได้มีการระบุจำนวนที่ขนย้ายออกไป จึงอาจจะต้องกลับไปดูสัญญาอีกครั้งหนึ่งว่ารายละเอียดระบุไว้อย่างไรและตรงตามสัญญาที่มีการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ โดยเราจะรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดส่งรายงานให้กับนายกรัฐมนตรีตามกรอบเวลา 45 วัน ที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ ทั้งนี้ กระบวนการทำงานภายใต้ข้อจำกัด ทาง ปปท. เองก็เข้าใจดีว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินควรต้องมีหรือไม่มีอะไร เพราะบางครั้งในสถานการณ์ฉุกเฉิน ถ้ามีระเบียบแน่นจนเกินไป การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในการเข้าช่วยเหลือประชาชนก็อาจจะทำได้ยาก ขณะเดียวกันก็ต้องแบ่งโซนพื้นที่ทั้งในเรื่องสถานการณ์และเวลาว่าช่วงฉุกเฉินหรือไม่ฉุกเฉินเป็นอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ส่วนหากเกิดสถานการณ์ขึ้นอีกจะไม่เกิดปัญหาซ้ำใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้นอกจากตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อส่งรายงานให้กับนายกรัฐมนตรี ยังได้มีการเสนอแนวทางว่าในสถานการณ์แบบนี้ การเข้าช่วยเหลือประชาชนหน่วยงานรัฐแต่ละหน่วยงานควรทำอย่างไร โดยจะต้องไม่เป็นอุปสรรคในการช่วยเหลือและประชาชนจะต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร็วที่สุด พร้อมย้ำว่า เรื่องนี้ต้องไม่เป็นช่องโหว่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเกิดการทุจริต ซึ่งเป็นจุดยืนที่เราได้วางไว้ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมของแต่ละหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น ปปท. กรมบัญชีกลาง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานอื่นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเรื่องนี้ อีกทั้งยังมีการสั่งให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นสรุปข้อเท็จจริงและกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจไปคุยกับท้องถิ่นทั่วป
อ่านต่อ >14

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
CAAT ชี้แจงกรณีกระเป๋าผู้โดยสารถูกเปิดหลังเดินทางถึงจีนสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศจีน ซึ่งพบว่ากระเป๋าถูกเปิด จนเกิดข้อสงสัยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมาตรการเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนโดยไม่มีผู้โดยสารอยู่ด้วย ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 หรือไม่CAAT ได้ประสานตรวจสอบข้อมูลกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และได้รับการยืนยันเบื้องต้นว่า ไม่พบว่ากระเป๋าสัมภาระดังกล่าวถูกเปิดตรวจตามกระบวนการตรวจค้นวัตถุต้องห้ามด้านการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงไม่พบความเชื่อมโยงกับมาตรการเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนตามประกาศฉบับใหม่ ทั้งนี้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุที่กระเป๋าถูกเปิดยังจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เปิดตรวจกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร เฉพาะเหตุสงสัยมีวัตถุต้องห้ามสำหรับมาตรการเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนโดยไม่มีผู้โดยสารหรือเจ้าของสัมภาระอยู่ด้วย CAAT ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวสามารถกระทำได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าภายในสัมภาระมีวัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน มิใช่การเปิดตรวจกระเป๋าทุกใบ โดยเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด มีการบันทึกภาพระหว่างการตรวจค้นเพื่อเป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบย้อนหลัง และจัดให้มีเอกสารแจ้งการตรวจค้น (Notice of Baggage Inspection) ไว้ภายในกระเป๋าเพื่อให้เจ้าของรับทราบทั้งนี้ CAAT ขอแนะนำให้ผู้โดยสารที่พบปัญหากระเป๋าสัมภาระถูกเปิดหรือมีความผิดปกติระหว่างการเดินทาง ติดต่อสายการบินที่ใช้บริการเพื่อแจ้งเรื่องร้องเรียนและขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากสายการบินมีหน้าที่รับผิดชอบในการขนส่งและดูแลสัมภาระลงทะเบียน โดยสามารถประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบกระบวนการขนส่งและส่งมอบสัมภาระตลอดเส้นทางได้ แนะผู้โดยสารตรวจสอบสิ่งของต้องห้ามก่อนเดินทางนอกจากนี้ CAAT ขอเน้นย้ำให้ผู้โดยสารตรวจสอบสิ่งของภายในกระเป๋าก่อนนำไปเช็กอิน โดยต้องไม่บรรจุวัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่ออากาศยาน โดยเฉพาะแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) ซึ่งไม่อนุญาตให้ใส่ในสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องบิน(Checked Baggage) เพื
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เวียตเจ็ท เอวิเอชัน สายการบินต้นทุนต่ำของเวียดนาม เผชิญแรงกดดันจากข้อพิพาทเช่าเครื่องบิน หลังศาลอังกฤษออกคำสั่งอายัดทรัพย์ทั่วโลก เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินระหว่างการติดตามหนี้ตามคำพิพากษาประมาณ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐบลูมเบิร์กรายงานว่า คำสั่งลงวันที่ 15 ตุลาคม 2026 กำหนดวงเงินทรัพย์สินที่ถูกอายัดสูงสุด 251.6 ล้านดอลลาร์ หลังบริษัทเอฟดับเบิลยู เอวิเอชัน ในเครือฟิตซ์วอลเตอร์ แคปิทัล บริษัทลงทุนจากลอนดอน ยื่นคำร้องต่อศาลศาลเห็นว่ามีความเสี่ยงที่ทรัพย์สินจะถูกเคลื่อนย้ายออกจากขอบเขตการบังคับชำระหนี้ ขณะที่เวียตเจ็ทยังไม่ได้ชำระเงินส่วนใหญ่ตามคำพิพากษาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้ไม่ได้หมายถึงการยึดเครื่องบินทั้งหมด หรือสั่งให้สายการบินหยุดบิน โดยยังอนุญาตให้จัดการทรัพย์สินเพื่อดำเนินธุรกิจตามปกติและอย่างเหมาะสมได้ แต่ธุรกรรมบางประเภทต้องขออนุญาตศาล ขอบเขตคำสั่งครอบคลุมทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับฝูงบิน รวมถึงเครื่องบินที่สั่งซื้อแต่ยังไม่ได้รับมอบ เช่น แอร์บัส A330-900 และ A321neo ตลอดจนเครื่องยนต์ อุปกรณ์ห้องโดยสาร เงินชำระล่วงหน้าก่อนส่งมอบ เงินสำรองซ่อมบำรุง เงินประกันการเช่า และรายรับจากการขายตั๋วผ่านตัวแทน โดยเฉพาะการจัดการสิทธิในคำสั่งซื้อเครื่องบิน เงินสำรองซ่อมบำรุง และเงินประกันการเช่าที่อยู่นอกเวียดนาม ต้องได้รับอนุญาตจากศาลตามเงื่อนไขของคำสั่งข้อพิพาทมีจุดเริ่มต้นจากเครื่องบินแอร์บัส 4 ลำ ซึ่งฟิตซ์วอลเตอร์เข้าควบคุมสิทธิในช่วงโควิด-19 หลังเวียตเจ็ทหยุดชำระค่าเช่า แต่ยังใช้เครื่องบินต่อไปประมาณ 1 ปีภาระหนี้เพิ่มจากคำพิพากษาประมาณ 180 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 มาเป็นประมาณ 250 ล้านดอลลาร์ เมื่อรวมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายทางคดี ขณะที่การบังคับชำระหนี้ยังมีอุปสรรค เนื่องจากศาลเวียดนามไม่รับรองคำพิพากษาของศาลอังกฤษในคดีนี้อีกประเด็นที่ศาลพิจารณาคือ การโอนมูลค่าทางเศรษฐกิจของคำสั่งซื้อเครื่องบินในอนาคตไปยังแองเจลิกา โฮลดิง บริษัทในหมู่เกาะเคย์แมน โดยศาลตั้งข้อสังเกตต่อโครงสร้างธุรกรรมและการเปิดเผยข้อมูลของเวียตเจ็ท ส่วนแนวทางแต่งตั้งผู้จัดการทรัพย์สินบางส่วนที่อยู่นอกเวียดนาม เพื่อนำมาชำระหนี้นั้น ศาลมีคำวินิจฉัยในหลักการเมื่อเดือนกันยายน แต่ตามรายงานยังไม่มีคำสั่งขั้นสุดท้ายเวียตเจ็ทปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อคำสั่งล่าสุด ขณะที่ฟิตซ์วอลเตอร์แสด
อ่านต่อ >13

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
21 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางเยือนกระทรวงกลาโหม โดยมี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ ณ ศาลาว่าการกลาโหม กรุงเทพมหานครในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปกราบสักการะศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเข้าสู่ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อสักการะเจ้าพ่อหอกลอง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของกระทรวงกลาโหม จากนั้นได้เยี่ยมชมอาคารศาลาว่าการกลาโหม ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม พร้อมเยี่ยมชมห้องทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ นำเยี่ยมชมและบอกเล่าประวัติความเป็นมาของสถานที่ ตลอดจนสิ่งของสำคัญที่จัดแสดงภายในอาคาร ช่วงหนึ่งของการเยี่ยมชมบริเวณโถงทางเดินหน้าห้องทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลโท อดุลย์ ได้เล่าถึงการใช้พื้นที่ดังกล่าวฝึกซ้อมเดินริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเป็นประจำทุกเช้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ในพระราชพิธี โดยนายกรัฐมนตรีได้ร่วมทดลองเดินซักซ้อมริ้วขบวนด้วย ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเองภายหลังการเยี่ยมชม นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอัษฎางค์ ศาลาว่าการกลาโหม โดยจัดเตรียมอาหารเมนูเดียวกับที่กำลังพลและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมรับประทานในวันดังกล่าว สะท้อนบรรยากาศที่เรียบง่ายและใกล้ชิดกับวิถีชีวิตประจำวันของกำลังพล การเยือนกระทรวงกลาโหมครั้งนี้ นอกจากเป็นโอกาสในการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นโอกาสในการพบปะระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะผู้บริหารกระทรวงกลาโหม ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
อ่านต่อ >10

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
งบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นเพื่อดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองหลังวิกฤติน้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่ และบริเวณโดยรอบ ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า ที่ประชุมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการใช้งบกลางในการฟื้นฟูน้ำท่วมที่หาดใหญ่ ซึ่งก็มีหลายประเด็นที่ทางหน่วยงานอย่าง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท. ได้ให้ข้อสังเกตไว้ โดยเฉพาะเรื่องของการแสดงจำนวนขยะที่มีการนำออกไป เช่น ในการขนขยะไม่ได้มีการระบุจำนวนที่ขนย้ายออกไป จึงอาจจะต้องกลับไปดูสัญญาอีกครั้งหนึ่งว่ารายละเอียดระบุไว้อย่างไรและตรงตามสัญญาที่มีการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ โดยเราจะรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดส่งรายงานให้กับนายกรัฐมนตรีตามกรอบเวลา 45 วัน ที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ ทั้งนี้ กระบวนการทำงานภายใต้ข้อจำกัด ทาง ปปท. เองก็เข้าใจดีว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินควรต้องมีหรือไม่มีอะไร เพราะบางครั้งในสถานการณ์ฉุกเฉิน ถ้ามีระเบียบแน่นจนเกินไป การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในการเข้าช่วยเหลือประชาชนก็อาจจะทำได้ยาก ขณะเดียวกันก็ต้องแบ่งโซนพื้นที่ทั้งในเรื่องสถานการณ์และเวลาว่าช่วงฉุกเฉินหรือไม่ฉุกเฉินเป็นอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ส่วนหากเกิดสถานการณ์ขึ้นอีกจะไม่เกิดปัญหาซ้ำใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้นอกจากตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อส่งรายงานให้กับนายกรัฐมนตรี ยังได้มีการเสนอแนวทางว่าในสถานการณ์แบบนี้ การเข้าช่วยเหลือประชาชนหน่วยงานรัฐแต่ละหน่วยงานควรทำอย่างไร โดยจะต้องไม่เป็นอุปสรรคในการช่วยเหลือและประชาชนจะต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร็วที่สุด พร้อมย้ำว่า เรื่องนี้ต้องไม่เป็นช่องโหว่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเกิดการทุจริต ซึ่งเป็นจุดยืนที่เราได้วางไว้ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมของแต่ละหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น ปปท. กรมบัญชีกลาง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานอื่นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเรื่องนี้ อีกทั้งยังมีการสั่งให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นสรุปข้อเท็จจริงและกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจไปคุยกับท้องถิ่นทั่วป
อ่านต่อ >14

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
CAAT ชี้แจงกรณีกระเป๋าผู้โดยสารถูกเปิดหลังเดินทางถึงจีนสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศจีน ซึ่งพบว่ากระเป๋าถูกเปิด จนเกิดข้อสงสัยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมาตรการเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนโดยไม่มีผู้โดยสารอยู่ด้วย ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 หรือไม่CAAT ได้ประสานตรวจสอบข้อมูลกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และได้รับการยืนยันเบื้องต้นว่า ไม่พบว่ากระเป๋าสัมภาระดังกล่าวถูกเปิดตรวจตามกระบวนการตรวจค้นวัตถุต้องห้ามด้านการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงไม่พบความเชื่อมโยงกับมาตรการเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนตามประกาศฉบับใหม่ ทั้งนี้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุที่กระเป๋าถูกเปิดยังจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เปิดตรวจกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร เฉพาะเหตุสงสัยมีวัตถุต้องห้ามสำหรับมาตรการเปิดตรวจสัมภาระลงทะเบียนโดยไม่มีผู้โดยสารหรือเจ้าของสัมภาระอยู่ด้วย CAAT ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวสามารถกระทำได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าภายในสัมภาระมีวัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน มิใช่การเปิดตรวจกระเป๋าทุกใบ โดยเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด มีการบันทึกภาพระหว่างการตรวจค้นเพื่อเป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบย้อนหลัง และจัดให้มีเอกสารแจ้งการตรวจค้น (Notice of Baggage Inspection) ไว้ภายในกระเป๋าเพื่อให้เจ้าของรับทราบทั้งนี้ CAAT ขอแนะนำให้ผู้โดยสารที่พบปัญหากระเป๋าสัมภาระถูกเปิดหรือมีความผิดปกติระหว่างการเดินทาง ติดต่อสายการบินที่ใช้บริการเพื่อแจ้งเรื่องร้องเรียนและขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากสายการบินมีหน้าที่รับผิดชอบในการขนส่งและดูแลสัมภาระลงทะเบียน โดยสามารถประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบกระบวนการขนส่งและส่งมอบสัมภาระตลอดเส้นทางได้ แนะผู้โดยสารตรวจสอบสิ่งของต้องห้ามก่อนเดินทางนอกจากนี้ CAAT ขอเน้นย้ำให้ผู้โดยสารตรวจสอบสิ่งของภายในกระเป๋าก่อนนำไปเช็กอิน โดยต้องไม่บรรจุวัตถุต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่ออากาศยาน โดยเฉพาะแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) ซึ่งไม่อนุญาตให้ใส่ในสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องบิน(Checked Baggage) เพื
อ่านต่อ >16