
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศ มีผู้ป่วยอีโบลา จำนวน 5 คน หายจากโรคซึ่งพบได้น้อย โดยนาย เทโดรส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO เปิดเผย ระหว่างการเยือนเมืองบูเนีย ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของการระบาดเทโดรส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ยืนยันว่า ผู้ป่วย 4 คนถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันอาทิตย์ หลังจากมีผู้ป่วยอีก 1 คนออกจากการรักษาไปเมื่อสองวันก่อนในการกล่าวที่พิธีเปิดศูนย์รักษาอีโบลาแห่งใหม่ในเมืองบูเนีย เมืองหลวงของจังหวัดอิตูรี เกเบรเยซุสกล่าวว่า “แน่นอนว่า เรายังทำงานเกี่ยวกับวัคซีนและการรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะไม่สามารถหายจากอีโบลาได้”WHO เคยรายงานก่อนหน้านี้เมื่อวันศุกร์ว่า มีผู้ป่วยรายหนึ่งหายจากเชื้อไวรัสบุนดิบุกโย ซึ่งเป็นชนิดย่อยของอีโบลาที่กำลังพบในการระบาดครั้งนี้ สายพันธุ์นี้ไม่มีการรักษาหรือวัคซีนที่ได้รับอนุมัติ ทำให้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นบุนดิบุกโยหายจากโรคได้ในช่วงการระบาดปัจจุบันองค์กรด้านสาธารณสุขระบุว่า เจ้าหน้าที่รายงานผู้ป่วยยืนยัน 134 รายในคองโกและยูกันดาที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้ว 18 ราย ณ วันที่ 29 พฤษภาคม ผู้ป่วยที่หายเล่าประสบการณ์บารากา บูลัมบูลู หนึ่งในผู้ที่หายป่วย บอกกับสำนักข่าว Associated Press เมื่อวันอาทิตย์ว่า คนในชุมชนกลัวว่าจะติดโรคที่ไม่รู้จักจากพวกเขา ทำให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ แม้แต่การส่งอาหารและยาเขากล่าวว่าความไม่แน่นอนนั้นหนักหนาสาหัสมาก เพราะเขาและผู้ป่วยคนอื่นเชื่อว่าตนเองอาจเสียชีวิตโดยไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร จนกระทั่งผลตรวจยืนยันว่าเป็นอีโบลา“การที่ได้รอดชีวิตออกมาถือเป็นความสุขอย่างยิ่ง” บูลัมบูลูกล่าว “หลายคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันเสียชีวิตไปแล้ว”เอโซ เอเตียน พยาบาล กล่าวว่า อาการของเขาเริ่มขึ้นระหว่างการตรวจวอร์ด จู่ ๆ ก็เวียนศีรษะ จากนั้นอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว มีอาเจียน คันอย่างรุนแรง ท้องเสียหนัก และอ่อนแรงมาก เขาถูกตรวจถึง 7 ครั้งก่อนจะยืนยันว่าเป็นอีโบลาการรักษาของเขาเป็นเพียงการรักษาตามอาการ ได้แก่ ยาแก้อาเจียน การให้น้ำเกลือเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และยาแก้ปวด “มีแค่นั้นที่พวกเขาสามารถให้ได้” เขากล่าวเขาเรียกร้องให้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ไม่มองข้ามอาการเริ่มต้น เช
อ่านต่อ >26

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ใช้สิทธิสนับสนุนค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะวันนี้ (1 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าลดภาระค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” โดยเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิสนับสนุนค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ครอบคลุมทั้งรถเมล์ รถโดยสารระหว่างจังหวัด รถไฟฟ้า และเรือโดยสาร เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวัน และเพิ่มการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะอย่างทั่วถึงโครงการดังกล่าวเปิดให้ใช้สิทธิได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยรัฐจะร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 60% ตามเงื่อนไขของแต่ละประเภทการเดินทาง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการช่วยลดภาระประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว สำหรับระบบขนส่งที่เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วยรถเมล์ ขสมก. สามารถใช้สิทธิผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” และชำระค่าโดยสารกับพนักงานเก็บค่าโดยสารได้ทันที ครอบคลุมรถโดยสาร ขสมก. ทุกคันรถโดยสาร บขส. ใช้สิทธิซื้อตั๋วโดยสารระหว่างจังหวัด โดยรัฐสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน สามารถซื้อได้ที่สถานีเดินรถ บขส. 139 แห่งทั่วประเทศรถไฟฟ้า MRT 4 สาย และ BTS ทุกสาย ใช้สิทธิซื้อตั๋วเที่ยวเดียวผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ครอบคลุม MRT สายสีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง สีชมพู และรถไฟฟ้า BTS ทุกสายเรือด่วนเจ้าพระยา ใช้สิทธิได้เฉพาะจุดรับชำระที่กำหนด เช่น สาทร ไอคอนสยาม สะพานตากสิน ราชินี พระนคร และปากเกร็ด เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ขยายการรองรับสิทธิสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้สามารถใช้เดินทางกับ “รถเมล์ไฟฟ้าไทย สมายล์ บัส (TSB)” ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 23 เส้นทาง และจะขยายครบทั้ง 124 เส้นทางภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2569ทั้งนี้ ผู้ใช้สิทธิเพียงแสดงบัตรประชาชนเพื่อชำระค่าโดยสารผ่านระบบ EDC บนรถโดยสารได้ทันที ช่วยเพิ่มความสะดวก ลดการใช้เงินสด และเชื่อมต่อการเดินทางสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของประชาชนจำนวนมาก
อ่านต่อ >32

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ร้านค้า ไทยช่วยไทย พลัส ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังวันนี้ (1 มิ.ย. 69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ วันแรกกระแสตอบรับเป็นไปอย่างคึกคัก จากข้อมูล ณ เวลา 13.00 น. พบว่า มีประชาชนนำสิทธิไปใช้จ่ายจนเสร็จสมบูรณ์แล้วเป็นจำนวน 2,894,994 คน มียอดใช้จ่ายรวมสะสมอยู่ที่ 587.99 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านรูปแบบ “ร้านค้าปกติ”นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า สำหรับร้านค้าที่ลังเลใจและยังสับสนกังวลเรื่องการเข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ จะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังนั้น รัฐบาลขอยืนยัน และให้ความมั่นใจกับร้านค้า "ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง" เพราะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายเล็กถึงรายย่อย ซึ่งมักจะมีรายได้ตลอดทั้งปี ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่น่าจะต้องกังวลเรื่องภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่อย่างใด เกณฑ์การเสียภาษีดูรายได้เฉลี่ยทั้งปี ไม่ใช่แค่ช่วงเข้าร่วมไทยช่วยไทย พลัส ทั้งนี้ เกณฑ์การเสียภาษีจะดูรายได้เฉลี่ยทั้งปีเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ช่วงที่เข้าร่วมโครงการฯ และมียอดขายพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ขอให้ร้านค้าอย่ากังวล อย่าหลงเชื่อข่าวเท็จที่มีการพูดกันปากต่อปาก รัฐบาลขอย้ำว่า ข้อมูลยอดขายในแอปถุงเงิน จะไม่ถูกส่งไปให้กรมสรรพากรเพื่อนำมาคิดภาษีย้อนหลังแบบเฉพาะเจาะจงอย่างแน่นอน หากร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่สรรพากรกำหนด คือ ยอดขายรวมทุกช่องทาง ไม่ใช่แค่เฉพาะยอดจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ก็มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ยอดรวมของร้านค้าที่ลงทะเบียนเสร็จสิ้นและกดสิทธิ์ยอมรับเงื่อนไข (T&C) พร้อมให้บริการแล้ว มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 853,004 ร้านค้า ซึ่งประกอบไปด้วยร้านค้าเดิมจำนวน 781,567 ร้านค้า และร้านค้าใหม่อีก 71,437 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ กลุ่มที่อยู่ระหว่างรอการกดรับเงื่อนไข T&C 199,990 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ที่อยู่ระหว่างการรอตรวจสอบ 3,620 ร้านค้า ทั้งนี้ มีร้านค้าที่สามารถสร้างยอดขายสำเร็จในระบบไปแล้ว 418,844 ร้านค้า
อ่านต่อ >28

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
1 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ระบุว่า “ไทยช่วยไทย พลัสเริ่มแล้ว อย่าลืมออกไปจับจ่ายใช้สอยกันตามส่วน60/40นะครับ” รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดใช้งานโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศรัฐบาลขอเน้นย้ำวิธีการใช้งานสำหรับประชาชน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง โดยประชาชนสามารถเริ่มใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป โดยกดแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทยพลัส” และตรวจสอบวงเงินเริ่มต้นที่ได้รับสิทธิ์สำหรับขั้นตอนการใช้จ่าย ประชาชนจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet จากนั้นให้ร้านค้าเปิดแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อสร้าง QR Code และประชาชนใช้แอปฯ เป๋าตังสแกนชำระเงิน โดยระบบจะคำนวณสัดส่วนร่วมจ่ายอัตโนมัติ ก่อนยืนยันรายการด้วยรหัส PIN 6 หลัก ทั้งนี้ โครงการใช้หลักการร่วมจ่ายในสัดส่วน “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%” เช่น หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และประชาชนจ่ายเอง 40 บาท ขณะที่กรณีซื้อสินค้า 333 บาท รัฐจะช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 133 บาทภาครัฐจะสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยวงเงินจะตัดยอดทุกสิ้นเดือนและไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ ทั้งนี้ โครงการจะเปิดให้ใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569
อ่านต่อ >61

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศ มีผู้ป่วยอีโบลา จำนวน 5 คน หายจากโรคซึ่งพบได้น้อย โดยนาย เทโดรส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO เปิดเผย ระหว่างการเยือนเมืองบูเนีย ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของการระบาดเทโดรส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ยืนยันว่า ผู้ป่วย 4 คนถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันอาทิตย์ หลังจากมีผู้ป่วยอีก 1 คนออกจากการรักษาไปเมื่อสองวันก่อนในการกล่าวที่พิธีเปิดศูนย์รักษาอีโบลาแห่งใหม่ในเมืองบูเนีย เมืองหลวงของจังหวัดอิตูรี เกเบรเยซุสกล่าวว่า “แน่นอนว่า เรายังทำงานเกี่ยวกับวัคซีนและการรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะไม่สามารถหายจากอีโบลาได้”WHO เคยรายงานก่อนหน้านี้เมื่อวันศุกร์ว่า มีผู้ป่วยรายหนึ่งหายจากเชื้อไวรัสบุนดิบุกโย ซึ่งเป็นชนิดย่อยของอีโบลาที่กำลังพบในการระบาดครั้งนี้ สายพันธุ์นี้ไม่มีการรักษาหรือวัคซีนที่ได้รับอนุมัติ ทำให้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นบุนดิบุกโยหายจากโรคได้ในช่วงการระบาดปัจจุบันองค์กรด้านสาธารณสุขระบุว่า เจ้าหน้าที่รายงานผู้ป่วยยืนยัน 134 รายในคองโกและยูกันดาที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้ว 18 ราย ณ วันที่ 29 พฤษภาคม ผู้ป่วยที่หายเล่าประสบการณ์บารากา บูลัมบูลู หนึ่งในผู้ที่หายป่วย บอกกับสำนักข่าว Associated Press เมื่อวันอาทิตย์ว่า คนในชุมชนกลัวว่าจะติดโรคที่ไม่รู้จักจากพวกเขา ทำให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ แม้แต่การส่งอาหารและยาเขากล่าวว่าความไม่แน่นอนนั้นหนักหนาสาหัสมาก เพราะเขาและผู้ป่วยคนอื่นเชื่อว่าตนเองอาจเสียชีวิตโดยไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร จนกระทั่งผลตรวจยืนยันว่าเป็นอีโบลา“การที่ได้รอดชีวิตออกมาถือเป็นความสุขอย่างยิ่ง” บูลัมบูลูกล่าว “หลายคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันเสียชีวิตไปแล้ว”เอโซ เอเตียน พยาบาล กล่าวว่า อาการของเขาเริ่มขึ้นระหว่างการตรวจวอร์ด จู่ ๆ ก็เวียนศีรษะ จากนั้นอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว มีอาเจียน คันอย่างรุนแรง ท้องเสียหนัก และอ่อนแรงมาก เขาถูกตรวจถึง 7 ครั้งก่อนจะยืนยันว่าเป็นอีโบลาการรักษาของเขาเป็นเพียงการรักษาตามอาการ ได้แก่ ยาแก้อาเจียน การให้น้ำเกลือเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และยาแก้ปวด “มีแค่นั้นที่พวกเขาสามารถให้ได้” เขากล่าวเขาเรียกร้องให้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ไม่มองข้ามอาการเริ่มต้น เช
อ่านต่อ >26

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ใช้สิทธิสนับสนุนค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะวันนี้ (1 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าลดภาระค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” โดยเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิสนับสนุนค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ครอบคลุมทั้งรถเมล์ รถโดยสารระหว่างจังหวัด รถไฟฟ้า และเรือโดยสาร เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวัน และเพิ่มการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะอย่างทั่วถึงโครงการดังกล่าวเปิดให้ใช้สิทธิได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยรัฐจะร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 60% ตามเงื่อนไขของแต่ละประเภทการเดินทาง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการช่วยลดภาระประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว สำหรับระบบขนส่งที่เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วยรถเมล์ ขสมก. สามารถใช้สิทธิผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” และชำระค่าโดยสารกับพนักงานเก็บค่าโดยสารได้ทันที ครอบคลุมรถโดยสาร ขสมก. ทุกคันรถโดยสาร บขส. ใช้สิทธิซื้อตั๋วโดยสารระหว่างจังหวัด โดยรัฐสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน สามารถซื้อได้ที่สถานีเดินรถ บขส. 139 แห่งทั่วประเทศรถไฟฟ้า MRT 4 สาย และ BTS ทุกสาย ใช้สิทธิซื้อตั๋วเที่ยวเดียวผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ครอบคลุม MRT สายสีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง สีชมพู และรถไฟฟ้า BTS ทุกสายเรือด่วนเจ้าพระยา ใช้สิทธิได้เฉพาะจุดรับชำระที่กำหนด เช่น สาทร ไอคอนสยาม สะพานตากสิน ราชินี พระนคร และปากเกร็ด เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ขยายการรองรับสิทธิสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้สามารถใช้เดินทางกับ “รถเมล์ไฟฟ้าไทย สมายล์ บัส (TSB)” ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 23 เส้นทาง และจะขยายครบทั้ง 124 เส้นทางภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2569ทั้งนี้ ผู้ใช้สิทธิเพียงแสดงบัตรประชาชนเพื่อชำระค่าโดยสารผ่านระบบ EDC บนรถโดยสารได้ทันที ช่วยเพิ่มความสะดวก ลดการใช้เงินสด และเชื่อมต่อการเดินทางสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของประชาชนจำนวนมาก
อ่านต่อ >32

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ร้านค้า ไทยช่วยไทย พลัส ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังวันนี้ (1 มิ.ย. 69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ วันแรกกระแสตอบรับเป็นไปอย่างคึกคัก จากข้อมูล ณ เวลา 13.00 น. พบว่า มีประชาชนนำสิทธิไปใช้จ่ายจนเสร็จสมบูรณ์แล้วเป็นจำนวน 2,894,994 คน มียอดใช้จ่ายรวมสะสมอยู่ที่ 587.99 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านรูปแบบ “ร้านค้าปกติ”นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า สำหรับร้านค้าที่ลังเลใจและยังสับสนกังวลเรื่องการเข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ จะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังนั้น รัฐบาลขอยืนยัน และให้ความมั่นใจกับร้านค้า "ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง" เพราะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายเล็กถึงรายย่อย ซึ่งมักจะมีรายได้ตลอดทั้งปี ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่น่าจะต้องกังวลเรื่องภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่อย่างใด เกณฑ์การเสียภาษีดูรายได้เฉลี่ยทั้งปี ไม่ใช่แค่ช่วงเข้าร่วมไทยช่วยไทย พลัส ทั้งนี้ เกณฑ์การเสียภาษีจะดูรายได้เฉลี่ยทั้งปีเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ช่วงที่เข้าร่วมโครงการฯ และมียอดขายพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ขอให้ร้านค้าอย่ากังวล อย่าหลงเชื่อข่าวเท็จที่มีการพูดกันปากต่อปาก รัฐบาลขอย้ำว่า ข้อมูลยอดขายในแอปถุงเงิน จะไม่ถูกส่งไปให้กรมสรรพากรเพื่อนำมาคิดภาษีย้อนหลังแบบเฉพาะเจาะจงอย่างแน่นอน หากร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่สรรพากรกำหนด คือ ยอดขายรวมทุกช่องทาง ไม่ใช่แค่เฉพาะยอดจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ก็มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ยอดรวมของร้านค้าที่ลงทะเบียนเสร็จสิ้นและกดสิทธิ์ยอมรับเงื่อนไข (T&C) พร้อมให้บริการแล้ว มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 853,004 ร้านค้า ซึ่งประกอบไปด้วยร้านค้าเดิมจำนวน 781,567 ร้านค้า และร้านค้าใหม่อีก 71,437 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ กลุ่มที่อยู่ระหว่างรอการกดรับเงื่อนไข T&C 199,990 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ที่อยู่ระหว่างการรอตรวจสอบ 3,620 ร้านค้า ทั้งนี้ มีร้านค้าที่สามารถสร้างยอดขายสำเร็จในระบบไปแล้ว 418,844 ร้านค้า
อ่านต่อ >28

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
1 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ระบุว่า “ไทยช่วยไทย พลัสเริ่มแล้ว อย่าลืมออกไปจับจ่ายใช้สอยกันตามส่วน60/40นะครับ” รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดใช้งานโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศรัฐบาลขอเน้นย้ำวิธีการใช้งานสำหรับประชาชน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง โดยประชาชนสามารถเริ่มใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป โดยกดแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทยพลัส” และตรวจสอบวงเงินเริ่มต้นที่ได้รับสิทธิ์สำหรับขั้นตอนการใช้จ่าย ประชาชนจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet จากนั้นให้ร้านค้าเปิดแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อสร้าง QR Code และประชาชนใช้แอปฯ เป๋าตังสแกนชำระเงิน โดยระบบจะคำนวณสัดส่วนร่วมจ่ายอัตโนมัติ ก่อนยืนยันรายการด้วยรหัส PIN 6 หลัก ทั้งนี้ โครงการใช้หลักการร่วมจ่ายในสัดส่วน “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%” เช่น หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และประชาชนจ่ายเอง 40 บาท ขณะที่กรณีซื้อสินค้า 333 บาท รัฐจะช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 133 บาทภาครัฐจะสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยวงเงินจะตัดยอดทุกสิ้นเดือนและไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ ทั้งนี้ โครงการจะเปิดให้ใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569
อ่านต่อ >61

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศ มีผู้ป่วยอีโบลา จำนวน 5 คน หายจากโรคซึ่งพบได้น้อย โดยนาย เทโดรส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO เปิดเผย ระหว่างการเยือนเมืองบูเนีย ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของการระบาดเทโดรส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ยืนยันว่า ผู้ป่วย 4 คนถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันอาทิตย์ หลังจากมีผู้ป่วยอีก 1 คนออกจากการรักษาไปเมื่อสองวันก่อนในการกล่าวที่พิธีเปิดศูนย์รักษาอีโบลาแห่งใหม่ในเมืองบูเนีย เมืองหลวงของจังหวัดอิตูรี เกเบรเยซุสกล่าวว่า “แน่นอนว่า เรายังทำงานเกี่ยวกับวัคซีนและการรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะไม่สามารถหายจากอีโบลาได้”WHO เคยรายงานก่อนหน้านี้เมื่อวันศุกร์ว่า มีผู้ป่วยรายหนึ่งหายจากเชื้อไวรัสบุนดิบุกโย ซึ่งเป็นชนิดย่อยของอีโบลาที่กำลังพบในการระบาดครั้งนี้ สายพันธุ์นี้ไม่มีการรักษาหรือวัคซีนที่ได้รับอนุมัติ ทำให้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นบุนดิบุกโยหายจากโรคได้ในช่วงการระบาดปัจจุบันองค์กรด้านสาธารณสุขระบุว่า เจ้าหน้าที่รายงานผู้ป่วยยืนยัน 134 รายในคองโกและยูกันดาที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้ว 18 ราย ณ วันที่ 29 พฤษภาคม ผู้ป่วยที่หายเล่าประสบการณ์บารากา บูลัมบูลู หนึ่งในผู้ที่หายป่วย บอกกับสำนักข่าว Associated Press เมื่อวันอาทิตย์ว่า คนในชุมชนกลัวว่าจะติดโรคที่ไม่รู้จักจากพวกเขา ทำให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ แม้แต่การส่งอาหารและยาเขากล่าวว่าความไม่แน่นอนนั้นหนักหนาสาหัสมาก เพราะเขาและผู้ป่วยคนอื่นเชื่อว่าตนเองอาจเสียชีวิตโดยไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร จนกระทั่งผลตรวจยืนยันว่าเป็นอีโบลา“การที่ได้รอดชีวิตออกมาถือเป็นความสุขอย่างยิ่ง” บูลัมบูลูกล่าว “หลายคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันเสียชีวิตไปแล้ว”เอโซ เอเตียน พยาบาล กล่าวว่า อาการของเขาเริ่มขึ้นระหว่างการตรวจวอร์ด จู่ ๆ ก็เวียนศีรษะ จากนั้นอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว มีอาเจียน คันอย่างรุนแรง ท้องเสียหนัก และอ่อนแรงมาก เขาถูกตรวจถึง 7 ครั้งก่อนจะยืนยันว่าเป็นอีโบลาการรักษาของเขาเป็นเพียงการรักษาตามอาการ ได้แก่ ยาแก้อาเจียน การให้น้ำเกลือเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และยาแก้ปวด “มีแค่นั้นที่พวกเขาสามารถให้ได้” เขากล่าวเขาเรียกร้องให้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ไม่มองข้ามอาการเริ่มต้น เช
อ่านต่อ >26