
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 มีสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ยืนยันเข้าร่วมโครงการมีบัตรประจำตัวประชาชนไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ เช่น คนละครึ่งทุกระยะ หรือไทยช่วยไทยพลัสรอบก่อนหน้าครอบคลุมกลุ่มผู้มีสิทธิ์เดิม และกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569ผู้ที่ไม่เคยลงทะเบียนรับสิทธิ์ใดมาก่อน จะไม่สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ในครั้งนี้ได้ เปิดให้ "ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย"ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน มากดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ตั้งแต่วันที่ 1-15 ตุลาคม 2569 (พวกเราผู้มีสิทธิ์เดิม ก็ต้องกดรับสิทธิ์ช่วง15วันนี้)เปิดให้"ผู้ประกอบการ"ร้านค้า กดยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2569
อ่านต่อ >15

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กรมชลประทาน เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา วันนี้ (23 กันยายน 2569) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกต่อเนื่อง โดยเป็นไปตามมติคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งให้พิจารณาข้อมูลปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจุดสำคัญ สถานการณ์ฝนในพื้นที่ และแนวโน้มปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเหมาะสมกับพื้นที่จากการติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำในช่วงวันที่ 23–25 กันยายน 2569 พบว่า ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 นครสวรรค์ อาจเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) ประกอบกับปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาที่คาดว่าจะมีประมาณ 300–400 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้มีปริมาณน้ำที่สถานี C13 เขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,100–2,200 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทานจึงมีความจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การปรับเพิ่มการระบายน้ำอาจส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นประมาณ 0.70–1.20 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ในพื้นที่อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางไทร และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงพื้นที่ริมแม่น้ำน้อย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการริมแม่น้ำ และประชาชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือและเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ ล่าสุด เมื่อเวลา 06.00 น. วันนี้ (23 กันยายน 2569) สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,737 ลบ.ม./วินาที ขณะที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,620 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ กรมชลประทานจะติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารการระบายน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำและสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา หากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ จะประสานจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแจ้งให้ประชาชนทราบโดยเร็ว เพื่อใ
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก SonthiKotchawatเกี่ยวกับ “น้ำเหนือ” ไหลลงภาคกลาง จับตา 4 จุดสำคัญ น้ำปริมาณมากจากภาคเหนือกำลังไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลาง ทำให้การเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานครมีความสำคัญ โดยหัวใจสำคัญของการประเมินสถานการณ์คือการติดตามสถานีวัดน้ำท่าซึ่งเป็นค่าปริมาณน้ำไหลผ่าน และสถานีควบคุมการระบายน้ำหลักตามเส้นทางการไหลของน้ำจากเหนือลงใต้ จุดแรกคือสถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นจุดรวมของแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ก่อนเข้าสู่ภาคกลางตอนบน จึงถือเป็น “ด่านแรก” ที่ใช้บอกปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลลงมา หากสถานี C.2 มีปริมาณน้ำไหลผ่านสูง โดยเริ่มเกิน 1,500–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีจะสะท้อนว่ามวลน้ำจากภาคเหนือกำลังไหลลงมาในปริมาณมาก จุดที่สองคือสถานี C.13 บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาทซึ่งถือเป็น “ประตูหลัก” ในการบริหารจัดการน้ำ และเป็นจุดสำคัญต่อสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง โดยหากมีการระบายน้ำต่ำกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีถือว่าสถานการณ์ยังอยู่ในระดับปกติ แต่หากระบายในช่วง 700–1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีพื้นที่ส่วนใหญ่ยังปลอดภัย แต่อาจเริ่มมีน้ำล้นในบางพื้นที่ หากการระบายน้ำเพิ่มขึ้นถึง 1,500–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น อำเภอเสนา ผักไห่ และบางบาล จะเริ่มมีน้ำเอ่อล้นเข้าท่วม ขณะที่ระดับ 2,000–2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีขึ้นไปพื้นที่ลุ่มต่ำและบางจุดในคันกั้นน้ำจะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและเตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูงทันที ส่วนหากระบายเกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีภาคกลางตอนล่างจะต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปถึงปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร จุดที่สามคือสถานี C.29A อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นจุดตรวจสอบมวลน้ำด่านสุดท้ายก่อนเข้าสู่พื้นที่ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร หากปริมาณน้ำไหลผ่านเพิ่มขึ้นเกิน 2,500–3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีจะเริ่มส่งผลกระทบและอาจทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ตามแนวคันกั้นน้ำหรือพื้นที่นอกคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนจุดที่สี่คือสถานีวัดระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา
อ่านต่อ >17

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เตือนฝนตกหนักมาก 24-26 ก.ย. หลายพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก-น้ำท่วมชุมชน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า โปรดแชร์เพื่อให้ตระหนักไม่ตระหนกและตั้งอยู่ในความไม่ประมาทกับความรุนแรงสภาพอากาศ พื้นที่เสี่ยงน้ำไหลหลากน้ำท่วมชุมชน 22-26 กันยายนศูนย์ภูมิอากาศ และภัยพิบัติ ม.รังสิต และมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงฝนตกหนักมาก น้ำไหลหลาก น้ำท่วมชุมชน ตั้งแต่วันที่ 24-26 กันยายน พบว่าพื้นที่ที่มีความเสี่ยง และความรุนแรงสูง ศูนย์ฯได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงน้ำไหลหลาก และน้ำท่วมขังชุมชนจากปริมาณฝนสะสมรุนแรงในระดับมากกว่า 300 มม. ระหว่างวันที่ 24-26 กันยายน (มีโอกาสประมาณ 5% หรือเป็นฝนสะสมในรอบมากกว่า 20 ปี) ภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน ไม่ซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 54สำหรับพื้นที่ภาคกลางในลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน จะไม่เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยเหมือนปี 2554 เนื่องจากปัจจัยจากน้ำเหนือหลากมีปริมาณน้อยกว่าประมาณ 40% อย่างไรก็ตามปัจจัยฝนตกหนักในพื้นที่ช่วง 24-26 กันยายน จะทำให้เกิดน้ำท่วมขังในชุมชน หรือน้ำท่วมรอการระบาย ในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการข้อมูลชุดนี้ ขอให้ทุกท่านไม่ตระหนก แต่ควรตระหนัก เพื่อสามารถประเมินความเสี่ยง และความรุนแรงของตนเอง รวมทั้งการเตรียมความพร้อมรับกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยตั้งอยู่บนความไม่ประมาทกับสภาพอากาศ
อ่านต่อ >15

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 มีสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ยืนยันเข้าร่วมโครงการมีบัตรประจำตัวประชาชนไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ เช่น คนละครึ่งทุกระยะ หรือไทยช่วยไทยพลัสรอบก่อนหน้าครอบคลุมกลุ่มผู้มีสิทธิ์เดิม และกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569ผู้ที่ไม่เคยลงทะเบียนรับสิทธิ์ใดมาก่อน จะไม่สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ในครั้งนี้ได้ เปิดให้ "ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย"ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน มากดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ตั้งแต่วันที่ 1-15 ตุลาคม 2569 (พวกเราผู้มีสิทธิ์เดิม ก็ต้องกดรับสิทธิ์ช่วง15วันนี้)เปิดให้"ผู้ประกอบการ"ร้านค้า กดยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2569
อ่านต่อ >15

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กรมชลประทาน เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา วันนี้ (23 กันยายน 2569) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกต่อเนื่อง โดยเป็นไปตามมติคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งให้พิจารณาข้อมูลปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจุดสำคัญ สถานการณ์ฝนในพื้นที่ และแนวโน้มปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเหมาะสมกับพื้นที่จากการติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำในช่วงวันที่ 23–25 กันยายน 2569 พบว่า ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 นครสวรรค์ อาจเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) ประกอบกับปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาที่คาดว่าจะมีประมาณ 300–400 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้มีปริมาณน้ำที่สถานี C13 เขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,100–2,200 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทานจึงมีความจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การปรับเพิ่มการระบายน้ำอาจส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นประมาณ 0.70–1.20 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ในพื้นที่อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางไทร และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงพื้นที่ริมแม่น้ำน้อย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการริมแม่น้ำ และประชาชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือและเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ ล่าสุด เมื่อเวลา 06.00 น. วันนี้ (23 กันยายน 2569) สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,737 ลบ.ม./วินาที ขณะที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,620 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ กรมชลประทานจะติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารการระบายน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำและสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา หากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ จะประสานจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแจ้งให้ประชาชนทราบโดยเร็ว เพื่อใ
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก SonthiKotchawatเกี่ยวกับ “น้ำเหนือ” ไหลลงภาคกลาง จับตา 4 จุดสำคัญ น้ำปริมาณมากจากภาคเหนือกำลังไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลาง ทำให้การเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานครมีความสำคัญ โดยหัวใจสำคัญของการประเมินสถานการณ์คือการติดตามสถานีวัดน้ำท่าซึ่งเป็นค่าปริมาณน้ำไหลผ่าน และสถานีควบคุมการระบายน้ำหลักตามเส้นทางการไหลของน้ำจากเหนือลงใต้ จุดแรกคือสถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นจุดรวมของแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ก่อนเข้าสู่ภาคกลางตอนบน จึงถือเป็น “ด่านแรก” ที่ใช้บอกปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลลงมา หากสถานี C.2 มีปริมาณน้ำไหลผ่านสูง โดยเริ่มเกิน 1,500–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีจะสะท้อนว่ามวลน้ำจากภาคเหนือกำลังไหลลงมาในปริมาณมาก จุดที่สองคือสถานี C.13 บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาทซึ่งถือเป็น “ประตูหลัก” ในการบริหารจัดการน้ำ และเป็นจุดสำคัญต่อสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง โดยหากมีการระบายน้ำต่ำกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีถือว่าสถานการณ์ยังอยู่ในระดับปกติ แต่หากระบายในช่วง 700–1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีพื้นที่ส่วนใหญ่ยังปลอดภัย แต่อาจเริ่มมีน้ำล้นในบางพื้นที่ หากการระบายน้ำเพิ่มขึ้นถึง 1,500–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น อำเภอเสนา ผักไห่ และบางบาล จะเริ่มมีน้ำเอ่อล้นเข้าท่วม ขณะที่ระดับ 2,000–2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีขึ้นไปพื้นที่ลุ่มต่ำและบางจุดในคันกั้นน้ำจะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและเตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูงทันที ส่วนหากระบายเกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีภาคกลางตอนล่างจะต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปถึงปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร จุดที่สามคือสถานี C.29A อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นจุดตรวจสอบมวลน้ำด่านสุดท้ายก่อนเข้าสู่พื้นที่ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร หากปริมาณน้ำไหลผ่านเพิ่มขึ้นเกิน 2,500–3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีจะเริ่มส่งผลกระทบและอาจทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ตามแนวคันกั้นน้ำหรือพื้นที่นอกคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนจุดที่สี่คือสถานีวัดระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา
อ่านต่อ >17

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เตือนฝนตกหนักมาก 24-26 ก.ย. หลายพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก-น้ำท่วมชุมชน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า โปรดแชร์เพื่อให้ตระหนักไม่ตระหนกและตั้งอยู่ในความไม่ประมาทกับความรุนแรงสภาพอากาศ พื้นที่เสี่ยงน้ำไหลหลากน้ำท่วมชุมชน 22-26 กันยายนศูนย์ภูมิอากาศ และภัยพิบัติ ม.รังสิต และมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงฝนตกหนักมาก น้ำไหลหลาก น้ำท่วมชุมชน ตั้งแต่วันที่ 24-26 กันยายน พบว่าพื้นที่ที่มีความเสี่ยง และความรุนแรงสูง ศูนย์ฯได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงน้ำไหลหลาก และน้ำท่วมขังชุมชนจากปริมาณฝนสะสมรุนแรงในระดับมากกว่า 300 มม. ระหว่างวันที่ 24-26 กันยายน (มีโอกาสประมาณ 5% หรือเป็นฝนสะสมในรอบมากกว่า 20 ปี) ภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน ไม่ซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 54สำหรับพื้นที่ภาคกลางในลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน จะไม่เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยเหมือนปี 2554 เนื่องจากปัจจัยจากน้ำเหนือหลากมีปริมาณน้อยกว่าประมาณ 40% อย่างไรก็ตามปัจจัยฝนตกหนักในพื้นที่ช่วง 24-26 กันยายน จะทำให้เกิดน้ำท่วมขังในชุมชน หรือน้ำท่วมรอการระบาย ในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการข้อมูลชุดนี้ ขอให้ทุกท่านไม่ตระหนก แต่ควรตระหนัก เพื่อสามารถประเมินความเสี่ยง และความรุนแรงของตนเอง รวมทั้งการเตรียมความพร้อมรับกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยตั้งอยู่บนความไม่ประมาทกับสภาพอากาศ
อ่านต่อ >15

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 มีสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ยืนยันเข้าร่วมโครงการมีบัตรประจำตัวประชาชนไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ เช่น คนละครึ่งทุกระยะ หรือไทยช่วยไทยพลัสรอบก่อนหน้าครอบคลุมกลุ่มผู้มีสิทธิ์เดิม และกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569ผู้ที่ไม่เคยลงทะเบียนรับสิทธิ์ใดมาก่อน จะไม่สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ในครั้งนี้ได้ เปิดให้ "ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย"ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน มากดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ตั้งแต่วันที่ 1-15 ตุลาคม 2569 (พวกเราผู้มีสิทธิ์เดิม ก็ต้องกดรับสิทธิ์ช่วง15วันนี้)เปิดให้"ผู้ประกอบการ"ร้านค้า กดยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2569
อ่านต่อ >15