
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สำนักงานปศุสัตว์เชียงใหม่ ชี้แจงกรณีข่าวพบเสือตายหลายตัวในสถานที่เลี้ยงและจัดแสดงเสือโคร่งในพื้นอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นายสัตวแพทย์พืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์เขต 5 และนายสัตวแพทย์อนุสรณ์ หอมขจร ปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังมีการพบเสือโคร่งป่วยตายหลายตัวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ต้องหยุดการให้บริการเยี่ยมชมสัตว์ชั่วคราวเป็นเวลา 14 วัน นั้น ภายหลังจากที่ได้รับแจ้งกรณีพบเสือโคร่ง ป่วยตายหลายตัว ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (สบอ.16) พร้อมทั้งทีมสัตวแพทย์ของคุ้มเสือเชียงใหม่ ได้ดำเนินการตรวจสอบ และเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อการตรวจวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรครวมทั้งเพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุมป้องกันการแพร่กระจายของโรค ได้มีการเคลื่อนย้ายเสือโคร่งที่เหลืออยู่ไปดูแลที่ศูนย์บริบาลสัตว์ของคุ้มเสือเชียงใหม่ ในพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนของพื้นที่เลี้ยงและ จัดแสดงสัตว์ได้ดำเนินการล้างทำความสะอาด ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคเหนือตอนบน ไม่พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แต่พบสารพันธุกรรมของเชื้อ Canine distemper virus (CDV) และพบสารพันธุกรรมของเชื้อ Mycoplasma spp.สารพันธุกรรมของเชื้อ Mycoplasma spp.Mycoplasma spp. เป็นเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กที่ไม่มีผนังเซลล์ จากการศึกษาพบว่าสามารถพบเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้ทั้งในเสือในที่เลี้ยง และเสือในธรรมชาติ จากการศึกษาพบว่าเชื้อดังกล่าวมีช่องทางการติดต่อหลักผ่านสัตว์พาหะจำพวกสัตว์ดูดเลือด เช่น เห็บ หมัด และแมลงวันคอก การติดต่อกันระหว่างสัตว์ผ่านการสัมผัสเลือดจากการกัดกัน รวมทั้งการติดต่อถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวก่อให้เกิดอาการ ซึม เบื่ออาหาร อ่อนแรง เกิดภาวะเลือดจางจากภาวะที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ทำให้เกิดซีดของเยื่อเมือก ภาวะดีซ่าน และม้ามโตในกรณีที่เกิดโรครุนแรง โดยปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคได้แก่ ภาวะที่สัตว์มีภูมิคุ้มกันต่ำ จากทั้งภาวะความเครียดการป่วยเรื้อรัง รวมทั้งสัตว์ที่มีอายุสูง โดยการรักษาต้องใช้ยาปฏิชีวะ ร่วมกับการรักษาตามอาการ นอกจากนี้การลดจำนวนสัตว์พาหะในสิ่งแวดล้อมก
อ่านต่อ >15

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
เปิด 6 ประเด็น หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพิกถอนภาษีทรัมป์คำวินิจฉัยของ ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าวงกว้างที่กำหนดโดย โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสมัยที่สองของเขามาตรการดังกล่าวเคยถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการต่อรองทางการค้าและการต่างประเทศ การถูกเพิกถอนจึงส่งแรงสั่นสะเทือนทั้งต่อระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ และต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลก 1. ความท้าทายครั้งสำคัญของฝ่ายบริหารศาลระบุว่าการใช้อำนาจกำหนดภาษีในลักษณะดังกล่าวไม่อยู่ในขอบเขตกฎหมายที่อ้างอิง ส่งผลให้มาตรการที่เป็นหัวใจของแนวนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ต้องหยุดลงหลังคำตัดสิน ผู้นำสหรัฐฯ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อผู้พิพากษาที่ลงมติไม่สนับสนุนรัฐบาล พร้อมส่งสัญญาณเตรียมใช้กลไกทางกฎหมายอื่นเพื่อกำหนดมาตรการภาษีรอบใหม่2. บทบาทศาลในฐานะกลไกถ่วงดุลแม้ตลอดปีที่ผ่านมา ศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยหลายคดีที่สอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาล แต่คดีภาษีครั้งนี้ถือเป็นการพิจารณาโดยตรงถึงขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหารคำวินิจฉัยเสียงข้างมากเขียนโดย จอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกา และมีผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยมบางส่วนร่วมลงมติ สะท้อนบทบาทของฝ่ายตุลาการในการตรวจสอบอำนาจรัฐ3. ราคาสินค้าอาจไม่ปรับลดทันทีก่อนหน้านี้ ภาษีนำเข้าทำให้ราคาสินค้าหลายประเภทเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า แม้มาตรการภาษีจะถูกยกเลิก แต่ราคาสินค้าอาจไม่ลดลงในระยะสั้น เนื่องจากผู้ประกอบการได้ปรับโครงสร้างราคาไปแล้ว อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนว่ารัฐบาลจะออกมาตรการภาษีใหม่หรือไม่ 4. ประเทศคู่ค้าจับตาความเคลื่อนไหวประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ ต่างประเมินสถานการณ์อย่างระมัดระวัง เพราะคำวินิจฉัยครั้งนี้ไม่ได้ปิดทางรัฐบาลในการออกมาตรการใหม่แคนาดา เม็กซิโก และสหภาพยุโรป ติดตามทิศทางนโยบายอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของภาษีในอัตราใหม่ที่อาจครอบคลุมสินค้านำเข้าทั่วโลก5. ผลกระทบต่อรายได้รัฐบาลก่อนหน้าคำตัดสิน สำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภา ประเมินว่าภาษีนำเข้าจะสร้างรายได้จำนวนมากในช่วงหลายปีข้างหน้าการเพิกถอนมาตรการบางส่วนอาจทำให้รายได้รัฐลดลง ขณะที่รัฐบาลระบุว่าจะเสนอทางเลือกใหม่เพื่อรักษาระดับรายได้ โดยหนึ่งในแนวคิดคือการกำหนดภาษีแ
อ่านต่อ >14

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศมาตรการคุมเข้มก่อนการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 หลังมีคำสั่งให้ลงคะแนนใหม่ 3 หน่วยเลือกตั้ง และนับคะแนนใหม่อีก 1 หน่วย โดยย้ำข้อห้ามเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบัตรออกเสียงประชามติ พร้อมระบุบทลงโทษชัดเจนหากมีการฝ่าฝืนกกต.ชี้แจงว่า การกำหนดข้อห้ามดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รักษาความลับของการลงคะแนน และทำให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ข้อห้ามเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ส.ส.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการห้ามใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งหลังลงคะแนนแล้ว รวมถึงห้ามนำบัตรที่ลงคะแนนแล้วไปแสดงต่อผู้อื่น หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับนอกจากนี้ ห้ามใช้บัตรอื่นที่ไม่ใช่บัตรเลือกตั้งที่ได้รับจากเจ้าพนักงาน ห้ามนำบัตรออกนอกที่เลือกตั้ง และห้ามจงใจทำเครื่องหมายเพื่อให้สังเกตได้ว่าเป็นบัตรของผู้ใด ความผิดในกรณีดังกล่าวมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1–5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000–100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปีกรณีทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุด เสียหาย ทำให้เป็นบัตรเสีย หรือแก้ไขบัตรเสียให้กลับมาใช้ได้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ข้อห้ามเกี่ยวกับบัตรออกเสียงประชามติสำหรับการออกเสียงประชามติ กกต.กำหนดห้ามใช้บัตรอื่นแทนบัตรที่เจ้าหน้าที่จัดให้ ห้ามนำบัตรออกนอกสถานที่ และห้ามนำบัตรหรือข้อมูลการลงคะแนนไปแสดงต่อผู้อื่นโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย รวมถึงห้ามบันทึกภาพบัตรออกเสียงของตนเอง โทษสูงสุดในบางกรณีจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทในกรณีร้ายแรง เช่น การใส่บัตรลงหีบโดยไม่มีอำนาจ การกระทำให้บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิคลาดเคลื่อน หรือทำให้จำนวนบัตรเพิ่มขึ้นจากความจริง อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาทหากผู้กระทำเป็นเจ้าพนักงานหรือผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินการออกเสียง จะมีโทษหนักขึ้น จำคุกตั้งแต่ 1–10 ปี ปรับ 20,000–200,000 บาท และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปีกกต.ย้ำว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรศึกษากติกาและปฏิ
อ่านต่อ >15

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีประกาศเรื่องพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบในช่วงวันที่ 23 - 25 กุมภาพันธ์ 2569) ฉบับที่ 1 (1/2569) แจ้งว่า บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ส่งผลทำให้มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และอ่าวไทย ประกอบกับมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบางพื้นที่ โดยจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางพื้นที่ รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ระหว่างวันที่ 23 - 25 กุมภาพันธ์ 2569 แยกเป็น- ภาคเหนือ ทุกจังหวัด- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกจังหวัด- ภาคกลาง ทุกจังหวัด ยกเว้นจังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ - กรุงเทพมหานครกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ประสานแจ้ง 60 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยติดตามสถานการณ์ สภาพอากาศ และแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้า รวมถึงจัดเตรียมเครื่องมือเครื่องจักรกลสาธารณภัยและทีมปฏิบัติการเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันที ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศและข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยให้ปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด ตลอดจนตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันอันตรายจากการถูก
อ่านต่อ >32

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สำนักงานปศุสัตว์เชียงใหม่ ชี้แจงกรณีข่าวพบเสือตายหลายตัวในสถานที่เลี้ยงและจัดแสดงเสือโคร่งในพื้นอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นายสัตวแพทย์พืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์เขต 5 และนายสัตวแพทย์อนุสรณ์ หอมขจร ปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังมีการพบเสือโคร่งป่วยตายหลายตัวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ต้องหยุดการให้บริการเยี่ยมชมสัตว์ชั่วคราวเป็นเวลา 14 วัน นั้น ภายหลังจากที่ได้รับแจ้งกรณีพบเสือโคร่ง ป่วยตายหลายตัว ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (สบอ.16) พร้อมทั้งทีมสัตวแพทย์ของคุ้มเสือเชียงใหม่ ได้ดำเนินการตรวจสอบ และเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อการตรวจวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรครวมทั้งเพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุมป้องกันการแพร่กระจายของโรค ได้มีการเคลื่อนย้ายเสือโคร่งที่เหลืออยู่ไปดูแลที่ศูนย์บริบาลสัตว์ของคุ้มเสือเชียงใหม่ ในพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนของพื้นที่เลี้ยงและ จัดแสดงสัตว์ได้ดำเนินการล้างทำความสะอาด ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคเหนือตอนบน ไม่พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แต่พบสารพันธุกรรมของเชื้อ Canine distemper virus (CDV) และพบสารพันธุกรรมของเชื้อ Mycoplasma spp.สารพันธุกรรมของเชื้อ Mycoplasma spp.Mycoplasma spp. เป็นเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กที่ไม่มีผนังเซลล์ จากการศึกษาพบว่าสามารถพบเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้ทั้งในเสือในที่เลี้ยง และเสือในธรรมชาติ จากการศึกษาพบว่าเชื้อดังกล่าวมีช่องทางการติดต่อหลักผ่านสัตว์พาหะจำพวกสัตว์ดูดเลือด เช่น เห็บ หมัด และแมลงวันคอก การติดต่อกันระหว่างสัตว์ผ่านการสัมผัสเลือดจากการกัดกัน รวมทั้งการติดต่อถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวก่อให้เกิดอาการ ซึม เบื่ออาหาร อ่อนแรง เกิดภาวะเลือดจางจากภาวะที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ทำให้เกิดซีดของเยื่อเมือก ภาวะดีซ่าน และม้ามโตในกรณีที่เกิดโรครุนแรง โดยปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคได้แก่ ภาวะที่สัตว์มีภูมิคุ้มกันต่ำ จากทั้งภาวะความเครียดการป่วยเรื้อรัง รวมทั้งสัตว์ที่มีอายุสูง โดยการรักษาต้องใช้ยาปฏิชีวะ ร่วมกับการรักษาตามอาการ นอกจากนี้การลดจำนวนสัตว์พาหะในสิ่งแวดล้อมก
อ่านต่อ >15

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
เปิด 6 ประเด็น หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพิกถอนภาษีทรัมป์คำวินิจฉัยของ ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าวงกว้างที่กำหนดโดย โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสมัยที่สองของเขามาตรการดังกล่าวเคยถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการต่อรองทางการค้าและการต่างประเทศ การถูกเพิกถอนจึงส่งแรงสั่นสะเทือนทั้งต่อระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ และต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลก 1. ความท้าทายครั้งสำคัญของฝ่ายบริหารศาลระบุว่าการใช้อำนาจกำหนดภาษีในลักษณะดังกล่าวไม่อยู่ในขอบเขตกฎหมายที่อ้างอิง ส่งผลให้มาตรการที่เป็นหัวใจของแนวนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ต้องหยุดลงหลังคำตัดสิน ผู้นำสหรัฐฯ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อผู้พิพากษาที่ลงมติไม่สนับสนุนรัฐบาล พร้อมส่งสัญญาณเตรียมใช้กลไกทางกฎหมายอื่นเพื่อกำหนดมาตรการภาษีรอบใหม่2. บทบาทศาลในฐานะกลไกถ่วงดุลแม้ตลอดปีที่ผ่านมา ศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยหลายคดีที่สอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาล แต่คดีภาษีครั้งนี้ถือเป็นการพิจารณาโดยตรงถึงขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหารคำวินิจฉัยเสียงข้างมากเขียนโดย จอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกา และมีผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยมบางส่วนร่วมลงมติ สะท้อนบทบาทของฝ่ายตุลาการในการตรวจสอบอำนาจรัฐ3. ราคาสินค้าอาจไม่ปรับลดทันทีก่อนหน้านี้ ภาษีนำเข้าทำให้ราคาสินค้าหลายประเภทเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า แม้มาตรการภาษีจะถูกยกเลิก แต่ราคาสินค้าอาจไม่ลดลงในระยะสั้น เนื่องจากผู้ประกอบการได้ปรับโครงสร้างราคาไปแล้ว อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนว่ารัฐบาลจะออกมาตรการภาษีใหม่หรือไม่ 4. ประเทศคู่ค้าจับตาความเคลื่อนไหวประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ ต่างประเมินสถานการณ์อย่างระมัดระวัง เพราะคำวินิจฉัยครั้งนี้ไม่ได้ปิดทางรัฐบาลในการออกมาตรการใหม่แคนาดา เม็กซิโก และสหภาพยุโรป ติดตามทิศทางนโยบายอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของภาษีในอัตราใหม่ที่อาจครอบคลุมสินค้านำเข้าทั่วโลก5. ผลกระทบต่อรายได้รัฐบาลก่อนหน้าคำตัดสิน สำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภา ประเมินว่าภาษีนำเข้าจะสร้างรายได้จำนวนมากในช่วงหลายปีข้างหน้าการเพิกถอนมาตรการบางส่วนอาจทำให้รายได้รัฐลดลง ขณะที่รัฐบาลระบุว่าจะเสนอทางเลือกใหม่เพื่อรักษาระดับรายได้ โดยหนึ่งในแนวคิดคือการกำหนดภาษีแ
อ่านต่อ >14

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศมาตรการคุมเข้มก่อนการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 หลังมีคำสั่งให้ลงคะแนนใหม่ 3 หน่วยเลือกตั้ง และนับคะแนนใหม่อีก 1 หน่วย โดยย้ำข้อห้ามเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบัตรออกเสียงประชามติ พร้อมระบุบทลงโทษชัดเจนหากมีการฝ่าฝืนกกต.ชี้แจงว่า การกำหนดข้อห้ามดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รักษาความลับของการลงคะแนน และทำให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ข้อห้ามเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ส.ส.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการห้ามใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งหลังลงคะแนนแล้ว รวมถึงห้ามนำบัตรที่ลงคะแนนแล้วไปแสดงต่อผู้อื่น หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับนอกจากนี้ ห้ามใช้บัตรอื่นที่ไม่ใช่บัตรเลือกตั้งที่ได้รับจากเจ้าพนักงาน ห้ามนำบัตรออกนอกที่เลือกตั้ง และห้ามจงใจทำเครื่องหมายเพื่อให้สังเกตได้ว่าเป็นบัตรของผู้ใด ความผิดในกรณีดังกล่าวมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1–5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000–100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปีกรณีทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุด เสียหาย ทำให้เป็นบัตรเสีย หรือแก้ไขบัตรเสียให้กลับมาใช้ได้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ข้อห้ามเกี่ยวกับบัตรออกเสียงประชามติสำหรับการออกเสียงประชามติ กกต.กำหนดห้ามใช้บัตรอื่นแทนบัตรที่เจ้าหน้าที่จัดให้ ห้ามนำบัตรออกนอกสถานที่ และห้ามนำบัตรหรือข้อมูลการลงคะแนนไปแสดงต่อผู้อื่นโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย รวมถึงห้ามบันทึกภาพบัตรออกเสียงของตนเอง โทษสูงสุดในบางกรณีจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทในกรณีร้ายแรง เช่น การใส่บัตรลงหีบโดยไม่มีอำนาจ การกระทำให้บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิคลาดเคลื่อน หรือทำให้จำนวนบัตรเพิ่มขึ้นจากความจริง อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาทหากผู้กระทำเป็นเจ้าพนักงานหรือผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินการออกเสียง จะมีโทษหนักขึ้น จำคุกตั้งแต่ 1–10 ปี ปรับ 20,000–200,000 บาท และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปีกกต.ย้ำว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรศึกษากติกาและปฏิ
อ่านต่อ >15

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีประกาศเรื่องพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบในช่วงวันที่ 23 - 25 กุมภาพันธ์ 2569) ฉบับที่ 1 (1/2569) แจ้งว่า บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ส่งผลทำให้มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และอ่าวไทย ประกอบกับมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบางพื้นที่ โดยจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางพื้นที่ รวมถึงฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ระหว่างวันที่ 23 - 25 กุมภาพันธ์ 2569 แยกเป็น- ภาคเหนือ ทุกจังหวัด- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกจังหวัด- ภาคกลาง ทุกจังหวัด ยกเว้นจังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ - กรุงเทพมหานครกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ประสานแจ้ง 60 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยติดตามสถานการณ์ สภาพอากาศ และแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้า รวมถึงจัดเตรียมเครื่องมือเครื่องจักรกลสาธารณภัยและทีมปฏิบัติการเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันที ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศและข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยให้ปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด ตลอดจนตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันอันตรายจากการถูก
อ่านต่อ >32

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สำนักงานปศุสัตว์เชียงใหม่ ชี้แจงกรณีข่าวพบเสือตายหลายตัวในสถานที่เลี้ยงและจัดแสดงเสือโคร่งในพื้นอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นายสัตวแพทย์พืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์เขต 5 และนายสัตวแพทย์อนุสรณ์ หอมขจร ปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังมีการพบเสือโคร่งป่วยตายหลายตัวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ต้องหยุดการให้บริการเยี่ยมชมสัตว์ชั่วคราวเป็นเวลา 14 วัน นั้น ภายหลังจากที่ได้รับแจ้งกรณีพบเสือโคร่ง ป่วยตายหลายตัว ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (สบอ.16) พร้อมทั้งทีมสัตวแพทย์ของคุ้มเสือเชียงใหม่ ได้ดำเนินการตรวจสอบ และเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อการตรวจวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรครวมทั้งเพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุมป้องกันการแพร่กระจายของโรค ได้มีการเคลื่อนย้ายเสือโคร่งที่เหลืออยู่ไปดูแลที่ศูนย์บริบาลสัตว์ของคุ้มเสือเชียงใหม่ ในพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนของพื้นที่เลี้ยงและ จัดแสดงสัตว์ได้ดำเนินการล้างทำความสะอาด ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคเหนือตอนบน ไม่พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แต่พบสารพันธุกรรมของเชื้อ Canine distemper virus (CDV) และพบสารพันธุกรรมของเชื้อ Mycoplasma spp.สารพันธุกรรมของเชื้อ Mycoplasma spp.Mycoplasma spp. เป็นเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กที่ไม่มีผนังเซลล์ จากการศึกษาพบว่าสามารถพบเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้ทั้งในเสือในที่เลี้ยง และเสือในธรรมชาติ จากการศึกษาพบว่าเชื้อดังกล่าวมีช่องทางการติดต่อหลักผ่านสัตว์พาหะจำพวกสัตว์ดูดเลือด เช่น เห็บ หมัด และแมลงวันคอก การติดต่อกันระหว่างสัตว์ผ่านการสัมผัสเลือดจากการกัดกัน รวมทั้งการติดต่อถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวก่อให้เกิดอาการ ซึม เบื่ออาหาร อ่อนแรง เกิดภาวะเลือดจางจากภาวะที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ทำให้เกิดซีดของเยื่อเมือก ภาวะดีซ่าน และม้ามโตในกรณีที่เกิดโรครุนแรง โดยปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคได้แก่ ภาวะที่สัตว์มีภูมิคุ้มกันต่ำ จากทั้งภาวะความเครียดการป่วยเรื้อรัง รวมทั้งสัตว์ที่มีอายุสูง โดยการรักษาต้องใช้ยาปฏิชีวะ ร่วมกับการรักษาตามอาการ นอกจากนี้การลดจำนวนสัตว์พาหะในสิ่งแวดล้อมก
อ่านต่อ >15