
#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
ในงาน I/O 2026 Google ได้ประกาศเปิดตัว Wear OS 7 ซึ่งเป็นการอัปเดตระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์สวมใส่ครั้งสำคัญ โดยเน้นการนำเทคโนโลยี Gemini Intelligence เข้ามาเป็นหัวใจหลัก พร้อมการปรับปรุงดีไซน์และฟีเจอร์การใช้งานให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ไฮไลท์สำคัญของ Wear OS 7 1. การผสานพลัง Gemini AI โดย Wear OS 7 ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับประสบการณ์แบบ "Agentic AI" โดยมี AppFunctions API ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชันเข้ากับระบบอัจฉริยะของ Gemini ได้ ผู้ใช้จะสามารถสั่งการทำงานที่ซับซ้อน เช่น การสั่งอาหารผ่านแอปส่งอาหารได้โดยตรงจากข้อมือ ผ่านระบบการทำงานอัตโนมัติ2. Wear Widgets เป็นการวิวัฒนาการจากระบบ "Tiles" หรือหน้าต่างแสดงข้อมูลด่วนแบบย่อบนสมาร์ตวอตช์ แบบเดิมให้มีความยืดหยุ่นและปรับแต่งได้มากขึ้นเหมือนกับบนสมาร์ตโฟน นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือ Create My Widget ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้ผู้ใช้สร้างวิดเจ็ตและนำมาใช้งานบนสมาร์ตวอตช์ได้อย่างง่ายดาย3. Live Updates และการควบคุมสื่อ ระบบจะนำฟีเจอร์ Live Updates จาก Android มาไว้บนหน้าปัดนาฬิกาเพื่อแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งปรับปรุงระบบควบคุมสื่อให้สามารถสลับเอาต์พุตเสียง (Remote Output Switcher) ระหว่างหูฟังหรือลำโพงได้สะดวกขึ้น4. ฟีเจอร์ด้านสุขภาพ โดยมีการเพิ่มเครื่องมือติดตามการออกกำลังกายมาตรฐาน (Default workout tracker) ที่มาพร้อมการควบคุมสื่อในตัว ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับแอปฟิตเนสอื่นๆ ได้ การออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้งาน (UI)Wear OS 7 ได้รับการถ่ายทอดองค์ประกอบการออกแบบบางส่วนมาจาก Android 17 ที่กำลังจะมาถึง เพื่อให้การแสดงผลข้อมูลมีความชัดเจนและเข้าถึงได้ง่ายในพริบตาสำหรับแผนการวางจำหน่ายในขณะนี้ Google ได้เปิดให้ทดสอบระบบผ่าน Wear OS 7 Canary Emulator สำหรับนักพัฒนาแล้ว และมีแผนที่จะปล่อยตัวเต็มให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2026 นี้
อ่านต่อ >21

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีวัตถุประสงค์ บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อนำไปใช้จ่ายกับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ไทมไลน์ไทยช่วยไทย พลัสสำหรับประชาชนที่ต้องการลงทะเบียนระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้เปิดรับลงทะเบียนร้านค้า1) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 25692) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2569ช่องทางลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส**ประชาชนลงทะเบียนผ่าน แอปฯ เป๋าตัง กรุณาสมัครบริการ G Wallet ก่อนใช้สิทธิโครงการบนแอปฯ เป๋าตัง**2.1.2 เปิดรับลงทะเบียนประชาชน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 - 22.00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านคน หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน2.1.3 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 21.00 น.)คุณสมบัติ เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสกลุ่มเป้าหมาย ประชาชนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เ
อ่านต่อ >15

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
ภายในงาน Google I/O ปี 2026 ที่ผ่านมา Google ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้าน AI ด้วยการประกาศอัปเกรดฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากมายที่ทำให้ AI เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการค้นหาบนเว็บมากยิ่งขึ้น การอัปเกรด Google Search ด้วย Gemini 3.5 Flash เริ่มจาก Google Search ได้รับการอัปเกรดไปใช้โมเดลระดับสูงอย่าง Gemini 3.5 Flash ซึ่งประมวลผลได้เร็วขึ้น ให้ผลลัพธ์ที่ฉลาดขึ้น และรองรับสื่อได้หลายประเภท พร้อมเปิดตัวช่องค้นหาอัจฉริยะ (Intelligent Search Box) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงช่องค้นหาที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปีช่องค้นหานี้สามารถขยายขนาดได้อัตโนมัติตามความยาวและซับซ้อนของคำถาม รวมถึงรองรับการป้อนคำสั่งผสมผสานทั้งวิดีโอ รูปภาพ ไฟล์ และแท็บจาก Chromeฟีเจอร์ "Agentic" และแอปพลิเคชันจิ๋วบน Searchในช่วงฤดูร้อนนี้ ผู้ใช้ Gemini Pro และ Ultra แบบจ่ายค่าสมาชิกจะได้ใช้งานฟีเจอร์กลุ่ม Agentic ซึ่ง AI จะสามารถไปทำงานต่อเนื่องด้วยตัวเองจากการป้อนคำสั่งเพียงครั้งแรก เช่น การค้นหาอพาร์ตเมนต์จากทุกแห่งบนอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บบล็อก ข่าว โซเชียลมีเดีย และข้อมูลแบบเรียลไทม์สำหรับผู้ใช้งานฟรี ก็จะได้รับการอัปเดตฟีเจอร์นี้บางส่วน เช่น การสั่งจองบริการและกิจกรรมในท้องถิ่น เช่น การค้นหาร้านคาราโอเกะ ดูราคา และทำการจองให้เสร็จสิ้น โดย Google สามารถโทรติดต่อธุรกิจเพื่อทำการนัดหมายให้คุณได้เลย คล้ายกับฟีเจอร์ Duplex AI ในอดีต Google ยังเตรียมนำแอปพลิเคชันสร้างโค้ดแบบ Generative ที่ชื่อว่า Antigravity เข้ามาใน Search เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสร้างหน้าตาอินเทอร์เฟซเพื่อตอบคำถาม หรือแม้กระทั่งสร้างการแอปพลิเคชันขนาดเล็ก (Mini apps) ไว้ใช้งานส่วนตัว เช่น แอปติดตามการออกกำลังกาย เป็นต้นนอกจากนี้ Google ยังขยายฟีเจอร์ Personal Intelligence ให้รองรับ 98 ภาษาในเกือบ 200 ประเทศ โดยผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเชื่อมโยง Gemini เข้ากับบัญชี Gmail, รูปภาพ และปฏิทินส่วนตัว เพื่อให้การค้นหาแม่นยำยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าสมาชิกเพิ่มเติม การตรวจสอบภาพ AI ด้วย SynthID ผ่าน Circle to Search และเพื่อตอบสนองต่อเนื้อหา AI ที่เนียนตาและมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ Google จึงได้ขยายระบบตรวจสอบลายน้ำของตนเองที่ชื่อว่า SynthID ลงไปในระบบ โดยในขณะนี้ ฟีเจอร์อย่าง Circle to Search บนมือถือ Android, Google Lens และ Chrome สามารถตรวจจับเนื้อหาภาพที่สร้างหรือตกแต่งโดย
อ่านต่อ >10

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
ปรากฏการณ์แมนฮัตตันเฮนจ์ (Manhattanhenge) ประจำปี 2026 ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ชมท้องฟ้าในเขตเมืองที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลก ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ตกดินทำมุมสอดคล้องกับแนวถนนของเกาะแมนฮัตตัน มหานครนิวยอร์กอย่างสมบูรณ์แบบชื่อปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกครั้งแรกเมื่อราว 30 ปีก่อนโดย ดร. นีล ดีกราสส์ ไทสัน (Neil deGrasse Tyson) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชื่อดัง เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากแผนผังเมืองแมนฮัตตันที่ออกแบบในปี 1811 (The Commissioners' Plan of 1811) ซึ่งกำหนดให้ถนนตัดกันเป็นตารางสี่เหลี่ยมมุมฉาก โดยมีการเอียงแกนไปทางทิศตะวันออก 30 องศาจากทิศเหนือเมื่อประกอบกับการเปลี่ยนตำแหน่งของดวงอาทิตย์ตกในแต่ละช่วงปี ทำให้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนกรกฎาคม ดวงอาทิตย์จะตกดินที่มุมแอซิมัท (Azimuth) 300 องศา เยื้องไปทางเหนือของทิศตะวันตก 30 องศา ซึ่งทำมุมพอดีกับแนวถนนตะวันออก-ตะวันตกของแมนฮัตตันกำหนดการชมปรากฏการณ์ในช่วงดวงอาทิตย์ตก (Sunset) ปี 2026 ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้น 4 วันในช่วงเย็น โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาหลัก ดังนี้วันที่ 28 พฤษภาคม เวลา 20:14 น. - ดวงอาทิตย์ครึ่งดวง แตะอยู่บนเส้นขอบฟ้าวันที่ 29 พฤษภาคม เวลา 20:13 น. - ดวงอาทิตย์เต็มดวงวันที่ 11 กรกฎาคม เวลา 20:20 น. - ดวงอาทิตย์เต็มดวงวันที่ 12 กรกฎาคม เวลา 20:21 น. - ดวงอาทิตย์ครึ่งดวง* เวลาในสหรัฐอเมริกาจุดชมวิวที่ดีที่สุดและคำแนะนำ จุดชมวิวที่เหมาะสมที่สุดคือบนถนนเส้นขวางที่เป็นแบบวิ่งสวนทาง (Two-way) โดยให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก (ฝั่งรัฐนิวเจอร์ซีย์) ถนนที่แนะนำได้แก่ ถนนสายที่ 14, 23, 34, 42 และ 57 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถนนสายที่ 34 (มีฉากหลังเป็นตึกเอ็มไพร์สเตต) และสายที่ 42 (มีฉากหลังเป็นตึกไครสเลอร์) จะให้ภาพทิวทัศน์ที่งดงามเป็นพิเศษเนื่องจากบริเวณเหล่านี้จะมีผู้คนมารวมตัวกันจำนวนมาก จึงควรเดินทางไปถึงล่วงหน้าอย่างน้อย 30 นาทีก่อนดวงอาทิตย์ตก เพื่อจับจองพื้นที่ปรากฏการณ์แมนฮัตตันเฮนจ์ในตอนเช้า (Sunrise) นอกจากช่วงพระอาทิตย์ตกแล้ว ปรากฏการณ์นี้ยังสามารถรับชมได้ในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นด้วยเช่นกัน โดยต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออกแทน กำหนดการสำหรับรอบเช้าจะอยู่ในช่วงฤดูหนาว ได้แก่วันที่ 9 ธันวาคม เวลา 07:13 น. - ดวงอาทิตย์เต็มดวงวันที่ 10 ธันวาคม เวลา 07:12 น. - ดวงอาทิตย์ครึ่งดวงวันที่ 1 มกร
อ่านต่อ >13

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
ในงาน I/O 2026 Google ได้ประกาศเปิดตัว Wear OS 7 ซึ่งเป็นการอัปเดตระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์สวมใส่ครั้งสำคัญ โดยเน้นการนำเทคโนโลยี Gemini Intelligence เข้ามาเป็นหัวใจหลัก พร้อมการปรับปรุงดีไซน์และฟีเจอร์การใช้งานให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ไฮไลท์สำคัญของ Wear OS 7 1. การผสานพลัง Gemini AI โดย Wear OS 7 ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับประสบการณ์แบบ "Agentic AI" โดยมี AppFunctions API ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชันเข้ากับระบบอัจฉริยะของ Gemini ได้ ผู้ใช้จะสามารถสั่งการทำงานที่ซับซ้อน เช่น การสั่งอาหารผ่านแอปส่งอาหารได้โดยตรงจากข้อมือ ผ่านระบบการทำงานอัตโนมัติ2. Wear Widgets เป็นการวิวัฒนาการจากระบบ "Tiles" หรือหน้าต่างแสดงข้อมูลด่วนแบบย่อบนสมาร์ตวอตช์ แบบเดิมให้มีความยืดหยุ่นและปรับแต่งได้มากขึ้นเหมือนกับบนสมาร์ตโฟน นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือ Create My Widget ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้ผู้ใช้สร้างวิดเจ็ตและนำมาใช้งานบนสมาร์ตวอตช์ได้อย่างง่ายดาย3. Live Updates และการควบคุมสื่อ ระบบจะนำฟีเจอร์ Live Updates จาก Android มาไว้บนหน้าปัดนาฬิกาเพื่อแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งปรับปรุงระบบควบคุมสื่อให้สามารถสลับเอาต์พุตเสียง (Remote Output Switcher) ระหว่างหูฟังหรือลำโพงได้สะดวกขึ้น4. ฟีเจอร์ด้านสุขภาพ โดยมีการเพิ่มเครื่องมือติดตามการออกกำลังกายมาตรฐาน (Default workout tracker) ที่มาพร้อมการควบคุมสื่อในตัว ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับแอปฟิตเนสอื่นๆ ได้ การออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้งาน (UI)Wear OS 7 ได้รับการถ่ายทอดองค์ประกอบการออกแบบบางส่วนมาจาก Android 17 ที่กำลังจะมาถึง เพื่อให้การแสดงผลข้อมูลมีความชัดเจนและเข้าถึงได้ง่ายในพริบตาสำหรับแผนการวางจำหน่ายในขณะนี้ Google ได้เปิดให้ทดสอบระบบผ่าน Wear OS 7 Canary Emulator สำหรับนักพัฒนาแล้ว และมีแผนที่จะปล่อยตัวเต็มให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2026 นี้
อ่านต่อ >21

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีวัตถุประสงค์ บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อนำไปใช้จ่ายกับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ไทมไลน์ไทยช่วยไทย พลัสสำหรับประชาชนที่ต้องการลงทะเบียนระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้เปิดรับลงทะเบียนร้านค้า1) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 25692) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2569ช่องทางลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส**ประชาชนลงทะเบียนผ่าน แอปฯ เป๋าตัง กรุณาสมัครบริการ G Wallet ก่อนใช้สิทธิโครงการบนแอปฯ เป๋าตัง**2.1.2 เปิดรับลงทะเบียนประชาชน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 - 22.00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านคน หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน2.1.3 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 21.00 น.)คุณสมบัติ เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสกลุ่มเป้าหมาย ประชาชนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เ
อ่านต่อ >15

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
ภายในงาน Google I/O ปี 2026 ที่ผ่านมา Google ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้าน AI ด้วยการประกาศอัปเกรดฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากมายที่ทำให้ AI เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการค้นหาบนเว็บมากยิ่งขึ้น การอัปเกรด Google Search ด้วย Gemini 3.5 Flash เริ่มจาก Google Search ได้รับการอัปเกรดไปใช้โมเดลระดับสูงอย่าง Gemini 3.5 Flash ซึ่งประมวลผลได้เร็วขึ้น ให้ผลลัพธ์ที่ฉลาดขึ้น และรองรับสื่อได้หลายประเภท พร้อมเปิดตัวช่องค้นหาอัจฉริยะ (Intelligent Search Box) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงช่องค้นหาที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปีช่องค้นหานี้สามารถขยายขนาดได้อัตโนมัติตามความยาวและซับซ้อนของคำถาม รวมถึงรองรับการป้อนคำสั่งผสมผสานทั้งวิดีโอ รูปภาพ ไฟล์ และแท็บจาก Chromeฟีเจอร์ "Agentic" และแอปพลิเคชันจิ๋วบน Searchในช่วงฤดูร้อนนี้ ผู้ใช้ Gemini Pro และ Ultra แบบจ่ายค่าสมาชิกจะได้ใช้งานฟีเจอร์กลุ่ม Agentic ซึ่ง AI จะสามารถไปทำงานต่อเนื่องด้วยตัวเองจากการป้อนคำสั่งเพียงครั้งแรก เช่น การค้นหาอพาร์ตเมนต์จากทุกแห่งบนอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บบล็อก ข่าว โซเชียลมีเดีย และข้อมูลแบบเรียลไทม์สำหรับผู้ใช้งานฟรี ก็จะได้รับการอัปเดตฟีเจอร์นี้บางส่วน เช่น การสั่งจองบริการและกิจกรรมในท้องถิ่น เช่น การค้นหาร้านคาราโอเกะ ดูราคา และทำการจองให้เสร็จสิ้น โดย Google สามารถโทรติดต่อธุรกิจเพื่อทำการนัดหมายให้คุณได้เลย คล้ายกับฟีเจอร์ Duplex AI ในอดีต Google ยังเตรียมนำแอปพลิเคชันสร้างโค้ดแบบ Generative ที่ชื่อว่า Antigravity เข้ามาใน Search เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสร้างหน้าตาอินเทอร์เฟซเพื่อตอบคำถาม หรือแม้กระทั่งสร้างการแอปพลิเคชันขนาดเล็ก (Mini apps) ไว้ใช้งานส่วนตัว เช่น แอปติดตามการออกกำลังกาย เป็นต้นนอกจากนี้ Google ยังขยายฟีเจอร์ Personal Intelligence ให้รองรับ 98 ภาษาในเกือบ 200 ประเทศ โดยผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเชื่อมโยง Gemini เข้ากับบัญชี Gmail, รูปภาพ และปฏิทินส่วนตัว เพื่อให้การค้นหาแม่นยำยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าสมาชิกเพิ่มเติม การตรวจสอบภาพ AI ด้วย SynthID ผ่าน Circle to Search และเพื่อตอบสนองต่อเนื้อหา AI ที่เนียนตาและมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ Google จึงได้ขยายระบบตรวจสอบลายน้ำของตนเองที่ชื่อว่า SynthID ลงไปในระบบ โดยในขณะนี้ ฟีเจอร์อย่าง Circle to Search บนมือถือ Android, Google Lens และ Chrome สามารถตรวจจับเนื้อหาภาพที่สร้างหรือตกแต่งโดย
อ่านต่อ >10

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
ปรากฏการณ์แมนฮัตตันเฮนจ์ (Manhattanhenge) ประจำปี 2026 ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ชมท้องฟ้าในเขตเมืองที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลก ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ตกดินทำมุมสอดคล้องกับแนวถนนของเกาะแมนฮัตตัน มหานครนิวยอร์กอย่างสมบูรณ์แบบชื่อปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกครั้งแรกเมื่อราว 30 ปีก่อนโดย ดร. นีล ดีกราสส์ ไทสัน (Neil deGrasse Tyson) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชื่อดัง เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากแผนผังเมืองแมนฮัตตันที่ออกแบบในปี 1811 (The Commissioners' Plan of 1811) ซึ่งกำหนดให้ถนนตัดกันเป็นตารางสี่เหลี่ยมมุมฉาก โดยมีการเอียงแกนไปทางทิศตะวันออก 30 องศาจากทิศเหนือเมื่อประกอบกับการเปลี่ยนตำแหน่งของดวงอาทิตย์ตกในแต่ละช่วงปี ทำให้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนกรกฎาคม ดวงอาทิตย์จะตกดินที่มุมแอซิมัท (Azimuth) 300 องศา เยื้องไปทางเหนือของทิศตะวันตก 30 องศา ซึ่งทำมุมพอดีกับแนวถนนตะวันออก-ตะวันตกของแมนฮัตตันกำหนดการชมปรากฏการณ์ในช่วงดวงอาทิตย์ตก (Sunset) ปี 2026 ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้น 4 วันในช่วงเย็น โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาหลัก ดังนี้วันที่ 28 พฤษภาคม เวลา 20:14 น. - ดวงอาทิตย์ครึ่งดวง แตะอยู่บนเส้นขอบฟ้าวันที่ 29 พฤษภาคม เวลา 20:13 น. - ดวงอาทิตย์เต็มดวงวันที่ 11 กรกฎาคม เวลา 20:20 น. - ดวงอาทิตย์เต็มดวงวันที่ 12 กรกฎาคม เวลา 20:21 น. - ดวงอาทิตย์ครึ่งดวง* เวลาในสหรัฐอเมริกาจุดชมวิวที่ดีที่สุดและคำแนะนำ จุดชมวิวที่เหมาะสมที่สุดคือบนถนนเส้นขวางที่เป็นแบบวิ่งสวนทาง (Two-way) โดยให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก (ฝั่งรัฐนิวเจอร์ซีย์) ถนนที่แนะนำได้แก่ ถนนสายที่ 14, 23, 34, 42 และ 57 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถนนสายที่ 34 (มีฉากหลังเป็นตึกเอ็มไพร์สเตต) และสายที่ 42 (มีฉากหลังเป็นตึกไครสเลอร์) จะให้ภาพทิวทัศน์ที่งดงามเป็นพิเศษเนื่องจากบริเวณเหล่านี้จะมีผู้คนมารวมตัวกันจำนวนมาก จึงควรเดินทางไปถึงล่วงหน้าอย่างน้อย 30 นาทีก่อนดวงอาทิตย์ตก เพื่อจับจองพื้นที่ปรากฏการณ์แมนฮัตตันเฮนจ์ในตอนเช้า (Sunrise) นอกจากช่วงพระอาทิตย์ตกแล้ว ปรากฏการณ์นี้ยังสามารถรับชมได้ในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นด้วยเช่นกัน โดยต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออกแทน กำหนดการสำหรับรอบเช้าจะอยู่ในช่วงฤดูหนาว ได้แก่วันที่ 9 ธันวาคม เวลา 07:13 น. - ดวงอาทิตย์เต็มดวงวันที่ 10 ธันวาคม เวลา 07:12 น. - ดวงอาทิตย์ครึ่งดวงวันที่ 1 มกร
อ่านต่อ >13

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
ในงาน I/O 2026 Google ได้ประกาศเปิดตัว Wear OS 7 ซึ่งเป็นการอัปเดตระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์สวมใส่ครั้งสำคัญ โดยเน้นการนำเทคโนโลยี Gemini Intelligence เข้ามาเป็นหัวใจหลัก พร้อมการปรับปรุงดีไซน์และฟีเจอร์การใช้งานให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ไฮไลท์สำคัญของ Wear OS 7 1. การผสานพลัง Gemini AI โดย Wear OS 7 ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับประสบการณ์แบบ "Agentic AI" โดยมี AppFunctions API ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชันเข้ากับระบบอัจฉริยะของ Gemini ได้ ผู้ใช้จะสามารถสั่งการทำงานที่ซับซ้อน เช่น การสั่งอาหารผ่านแอปส่งอาหารได้โดยตรงจากข้อมือ ผ่านระบบการทำงานอัตโนมัติ2. Wear Widgets เป็นการวิวัฒนาการจากระบบ "Tiles" หรือหน้าต่างแสดงข้อมูลด่วนแบบย่อบนสมาร์ตวอตช์ แบบเดิมให้มีความยืดหยุ่นและปรับแต่งได้มากขึ้นเหมือนกับบนสมาร์ตโฟน นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือ Create My Widget ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้ผู้ใช้สร้างวิดเจ็ตและนำมาใช้งานบนสมาร์ตวอตช์ได้อย่างง่ายดาย3. Live Updates และการควบคุมสื่อ ระบบจะนำฟีเจอร์ Live Updates จาก Android มาไว้บนหน้าปัดนาฬิกาเพื่อแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งปรับปรุงระบบควบคุมสื่อให้สามารถสลับเอาต์พุตเสียง (Remote Output Switcher) ระหว่างหูฟังหรือลำโพงได้สะดวกขึ้น4. ฟีเจอร์ด้านสุขภาพ โดยมีการเพิ่มเครื่องมือติดตามการออกกำลังกายมาตรฐาน (Default workout tracker) ที่มาพร้อมการควบคุมสื่อในตัว ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับแอปฟิตเนสอื่นๆ ได้ การออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้งาน (UI)Wear OS 7 ได้รับการถ่ายทอดองค์ประกอบการออกแบบบางส่วนมาจาก Android 17 ที่กำลังจะมาถึง เพื่อให้การแสดงผลข้อมูลมีความชัดเจนและเข้าถึงได้ง่ายในพริบตาสำหรับแผนการวางจำหน่ายในขณะนี้ Google ได้เปิดให้ทดสอบระบบผ่าน Wear OS 7 Canary Emulator สำหรับนักพัฒนาแล้ว และมีแผนที่จะปล่อยตัวเต็มให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2026 นี้
อ่านต่อ >21