
#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
ผู้นำสูงสุดในอิหร่านกว่า 4 ทศวรรษอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี นักวิชาการศาสนาอิสลามวัย 86 ปี ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านมาตั้งแต่ปี 1989 เขาขึ้นสู่อำนาจต่อจากอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลาม หลังการปฏิวัติปี 1979 ที่โค่นล้มพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาตำแหน่งผู้นำสูงสุดทำให้เขามีอำนาจเด็ดขาดเหนือทุกแขนงของรัฐ ทั้งรัฐบาล กองทัพ ระบบตุลาการ และทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของประเทศไปพร้อมกัน ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษในอำนาจ คาเมเนอีเผชิญความสัมพันธ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับตะวันตกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนัก และการประท้วงภายในประเทศหลายระลอกจากปัญหาเศรษฐกิจและสิทธิเสรีภาพเขาเรียกสหรัฐอเมริกาว่า “ศัตรูหมายเลขหนึ่ง” ของอิหร่าน และมองอิสราเอลเป็นภัยคุกคามสำคัญรองลงมา หัวใจสำคัญของอำนาจเขาอยู่ที่ความภักดีของสองสถาบันความมั่นคงหลัก ได้แก่ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC และกองกำลังอาสาสมัครบาซิจ ซึ่งมีอาสาสมัครหลายแสนคนคาเมเนอียืนกรานมาโดยตลอดว่าอิหร่านจะไม่มีวันสร้างอาวุธนิวเคลียร์ และโครงการนิวเคลียร์มีเป้าหมายเพื่อพลเรือนเท่านั้น หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ และสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศไม่พบหลักฐานว่าอิหร่านกำลังสร้างอาวุธปรมาณู แม้อิสราเอลและบางฝ่ายในรัฐบาลทรัมป์จะผลักดันข้อกล่าวหานี้อย่างต่อเนื่องการเสียชีวิตและแรงสะเทือนอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตหลังการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งมุ่งเป้าไปยังผู้นำระดับสูงของระบอบ สื่อรัฐหลายแห่งของอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตในช่วงเช้าวันอาทิตย์สถานีโทรทัศน์ IRIB รายงานว่า “ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่านได้ถึงแก่มรณภาพ” สำนักข่าว Fars รายงานว่า เขาถูกสังหารในสำนักงานของตน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเช้าวันเสาร์ (28 ก.พ.)ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นกลุ่มควันดำลอยขึ้นจากพื้นที่ที่พักผู้นำในกรุงเตหะราน และอาคารหลายหลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก การเสียชีวิตครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนประวัติศาสตร์ ที่ทำให้อิหร่านและภูมิภาคเข้าสู่ภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อิหร่านในช่วงอ่อนแอที่สุดการจากไปของคาเมเนอีเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านอาจอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี 1989 มาตรการคว่ำบาตรตะวันตกทำให้ประเทศโดดเดี่ยวและเศรษฐกิจทรุดหนักการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลใน
อ่านต่อ >20

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
"อนุทิน" สั่ง “เอกนิติ” เตรียมพร้อมมาตรการเศรษฐกิจรับมือผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง เชื่อกระทบค่าครองชีพ ราคาพลังงาน จ่อถกเอกชนลดผลกระทบในประเทศนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงเหตุการณ์สู้รบในประเทศอิหร่านว่า ในแง่ของการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจนั้น นายอนุทินได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมพร้อมทุกรูปแบบ เพราะเชื่อว่าจะได้รับผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจอย่างแน่นอน ทั้งเรื่องค่าครองชีพ ต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมัน ซึ่งต้องวางแนวทางเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุดส่วนสถานการณ์สู้รบจะลุกลามหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด แต่สิ่งที่ไทยจะต้องเตรียมตัว คือ การเตรียมความพร้อมทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ด้งกล่าวน้อยที่สุด ล่าสุดในวันพรุ่งนี้ (2 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. จะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และต่อด้วยการประชุมร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น หอการค้าไทย ธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบการส่งออก-นำเข้า เพื่อติดตามผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยจะมีการหารือเพื่อเตรียมมาตรการดูแลประชาชนในประเทศ เช่น ด้านราคาสินค้า ไม่ให้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้บริโภค เป็นต้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้สั่งการให้เร่งช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ที่มีการสู้รบแล้ว โดยได้ประสานกับกองทัพอากาศในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับคนไทยกลับประเทศ โดยเฉพาะในประเทศอิหร่านเป็นลำดับแรก ส่วนคนไทยในตะวันออกกกลางที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นมีประมาณ 70,000 คน และเฉพาะในประเทศอิหร่านมีประมาณ 7,000 คน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศดูแลอยู่สำหรับเครื่องบินที่จะไปรับคนไทยในตะวันออกกลางกลับประเทศนั้น กองทัพอากาศมีความพร้อม และได้จัดเตรียมเครื่องบินไว้หลายลำ ซึ่งจากการหารือกับผู้บัญชาการทหารอากาศ ก็ต้องการให้เกิดความสะดวก และรวดเร็วที่สุดโดยกองทัพอากาศ อาจจะต้องแวะเติมน้ำมันในหลายจุด ดังนั้นจะพิจารณาในช่องทางอื่น เช่น เช่าเหมาลำไปรับคนไทยให้เร็วที่สุด และใช้เวลาให้น้อยที่สุด ซึ่งจะต้องมาตรวจสอบน่านฟ้าว่ามีการปิดน่านฟ้าในประเทศใด และจะอพยพคนไทยมายังประเทศที่สามและรับกลับประเทศไทย นี่เป็นการเตรียมการนำคนไทยที่อยู่ในพื้นที่อันตรายที่สุด ไล่เลียงกลั
อ่านต่อ >22

#ข่าวการเงิน การลงทุน #ทันหุ้น
#ทันหุ้น "เอกนิติ" สั่งตั้ง economic war room ติดตามผลกระทบจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง ฐานะการคลังยืดหยุ่น รับมือความผันผวนโลกได้วันนี้ (1 มีนาคม 2569) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) (ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นหน่วยงานประสานงานหลัก) ให้วิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งกระทรวงการคลังสรุปผลเบื้องต้นได้ ดังนี้ 1. ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel) : กระทรวงการคลังคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวน และปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นสำคัญ ซึ่งราคา LNG จะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้2. ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel): หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือ(Risk Premium) และค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือ อาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า–ส่งออก และอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ3. ผลกระทบ
อ่านต่อ >30

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“ศุภจี” สั่งด่วน ทูตพาณิชย์ทั่วโลก เกาะติดสู้รบ-โจมตี "สหรัฐฯ-อิหร่าน" เร่งประเมินผลกระทบเชิงลึกต้นทุนรายสินค้า ทิศทางนำเข้า-ส่งออกรายอุตสาหกรรม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยกระดับความรุนแรง ว่าอาจส่งแรงสะเทือนไปถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในมิติพลังงาน ระบบโลจิสติกส์ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน ด้วยเหตุนี้ กระทรวงพาณิชย์จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวิเคราะห์ข้อมูลแบบรายวัน เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการค้าไทยอย่างรอบด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ตะวันออกกลางถือเป็นตลาดสำคัญและมีศักยภาพสูงต่อการส่งออกของไทย ครอบคลุมทั้งกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ อิสราเอล ตลอดจนประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจดันราคาพลังงานโลกให้ผันผวน กระทบค่าระวางเรือ เส้นทางขนส่งสินค้า และต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจไทยในวงกว้างเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานความเคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจ การค้า และมาตรการของประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นประเทศในตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมติดตามประเด็นเส้นทางเดินเรือ การประกันภัยทางทะเล ต้นทุนขนส่ง และพฤติกรรมการสั่งซื้อของผู้นำเข้าอย่างใกล้ชิดขณะเดียวกัน กระทรวงฯ อยู่ระหว่างจัดทำการประเมินผลกระทบเชิงลึกแยกตามประเภทสินค้า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละอุตสาหกรรมอย่างละเอียด พร้อมวางแผนกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม เช่น เอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสร้างความยืดหยุ่นให้ภาคการค้าของไทย ในส่วนของการดูแลผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ เพื่อรับฟังข้อกังวลและกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมประสานสถาบันการเงินของรัฐในการเตรียมเครื่องมือทางการเงินรองรับ หากผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณ
อ่านต่อ >21

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
ผู้นำสูงสุดในอิหร่านกว่า 4 ทศวรรษอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี นักวิชาการศาสนาอิสลามวัย 86 ปี ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านมาตั้งแต่ปี 1989 เขาขึ้นสู่อำนาจต่อจากอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลาม หลังการปฏิวัติปี 1979 ที่โค่นล้มพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาตำแหน่งผู้นำสูงสุดทำให้เขามีอำนาจเด็ดขาดเหนือทุกแขนงของรัฐ ทั้งรัฐบาล กองทัพ ระบบตุลาการ และทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของประเทศไปพร้อมกัน ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษในอำนาจ คาเมเนอีเผชิญความสัมพันธ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับตะวันตกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนัก และการประท้วงภายในประเทศหลายระลอกจากปัญหาเศรษฐกิจและสิทธิเสรีภาพเขาเรียกสหรัฐอเมริกาว่า “ศัตรูหมายเลขหนึ่ง” ของอิหร่าน และมองอิสราเอลเป็นภัยคุกคามสำคัญรองลงมา หัวใจสำคัญของอำนาจเขาอยู่ที่ความภักดีของสองสถาบันความมั่นคงหลัก ได้แก่ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC และกองกำลังอาสาสมัครบาซิจ ซึ่งมีอาสาสมัครหลายแสนคนคาเมเนอียืนกรานมาโดยตลอดว่าอิหร่านจะไม่มีวันสร้างอาวุธนิวเคลียร์ และโครงการนิวเคลียร์มีเป้าหมายเพื่อพลเรือนเท่านั้น หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ และสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศไม่พบหลักฐานว่าอิหร่านกำลังสร้างอาวุธปรมาณู แม้อิสราเอลและบางฝ่ายในรัฐบาลทรัมป์จะผลักดันข้อกล่าวหานี้อย่างต่อเนื่องการเสียชีวิตและแรงสะเทือนอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตหลังการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งมุ่งเป้าไปยังผู้นำระดับสูงของระบอบ สื่อรัฐหลายแห่งของอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตในช่วงเช้าวันอาทิตย์สถานีโทรทัศน์ IRIB รายงานว่า “ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่านได้ถึงแก่มรณภาพ” สำนักข่าว Fars รายงานว่า เขาถูกสังหารในสำนักงานของตน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเช้าวันเสาร์ (28 ก.พ.)ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นกลุ่มควันดำลอยขึ้นจากพื้นที่ที่พักผู้นำในกรุงเตหะราน และอาคารหลายหลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก การเสียชีวิตครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนประวัติศาสตร์ ที่ทำให้อิหร่านและภูมิภาคเข้าสู่ภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อิหร่านในช่วงอ่อนแอที่สุดการจากไปของคาเมเนอีเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านอาจอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี 1989 มาตรการคว่ำบาตรตะวันตกทำให้ประเทศโดดเดี่ยวและเศรษฐกิจทรุดหนักการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลใน
อ่านต่อ >20

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
"อนุทิน" สั่ง “เอกนิติ” เตรียมพร้อมมาตรการเศรษฐกิจรับมือผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง เชื่อกระทบค่าครองชีพ ราคาพลังงาน จ่อถกเอกชนลดผลกระทบในประเทศนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงเหตุการณ์สู้รบในประเทศอิหร่านว่า ในแง่ของการเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจนั้น นายอนุทินได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมพร้อมทุกรูปแบบ เพราะเชื่อว่าจะได้รับผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจอย่างแน่นอน ทั้งเรื่องค่าครองชีพ ต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมัน ซึ่งต้องวางแนวทางเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุดส่วนสถานการณ์สู้รบจะลุกลามหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด แต่สิ่งที่ไทยจะต้องเตรียมตัว คือ การเตรียมความพร้อมทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ด้งกล่าวน้อยที่สุด ล่าสุดในวันพรุ่งนี้ (2 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. จะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และต่อด้วยการประชุมร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น หอการค้าไทย ธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบการส่งออก-นำเข้า เพื่อติดตามผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยจะมีการหารือเพื่อเตรียมมาตรการดูแลประชาชนในประเทศ เช่น ด้านราคาสินค้า ไม่ให้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้บริโภค เป็นต้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้สั่งการให้เร่งช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ที่มีการสู้รบแล้ว โดยได้ประสานกับกองทัพอากาศในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับคนไทยกลับประเทศ โดยเฉพาะในประเทศอิหร่านเป็นลำดับแรก ส่วนคนไทยในตะวันออกกกลางที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นมีประมาณ 70,000 คน และเฉพาะในประเทศอิหร่านมีประมาณ 7,000 คน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศดูแลอยู่สำหรับเครื่องบินที่จะไปรับคนไทยในตะวันออกกลางกลับประเทศนั้น กองทัพอากาศมีความพร้อม และได้จัดเตรียมเครื่องบินไว้หลายลำ ซึ่งจากการหารือกับผู้บัญชาการทหารอากาศ ก็ต้องการให้เกิดความสะดวก และรวดเร็วที่สุดโดยกองทัพอากาศ อาจจะต้องแวะเติมน้ำมันในหลายจุด ดังนั้นจะพิจารณาในช่องทางอื่น เช่น เช่าเหมาลำไปรับคนไทยให้เร็วที่สุด และใช้เวลาให้น้อยที่สุด ซึ่งจะต้องมาตรวจสอบน่านฟ้าว่ามีการปิดน่านฟ้าในประเทศใด และจะอพยพคนไทยมายังประเทศที่สามและรับกลับประเทศไทย นี่เป็นการเตรียมการนำคนไทยที่อยู่ในพื้นที่อันตรายที่สุด ไล่เลียงกลั
อ่านต่อ >22

#ข่าวการเงิน การลงทุน #ทันหุ้น
#ทันหุ้น "เอกนิติ" สั่งตั้ง economic war room ติดตามผลกระทบจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง ฐานะการคลังยืดหยุ่น รับมือความผันผวนโลกได้วันนี้ (1 มีนาคม 2569) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) (ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นหน่วยงานประสานงานหลัก) ให้วิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งกระทรวงการคลังสรุปผลเบื้องต้นได้ ดังนี้ 1. ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel) : กระทรวงการคลังคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวน และปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นสำคัญ ซึ่งราคา LNG จะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้2. ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel): หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือ(Risk Premium) และค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือ อาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า–ส่งออก และอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ3. ผลกระทบ
อ่านต่อ >30

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“ศุภจี” สั่งด่วน ทูตพาณิชย์ทั่วโลก เกาะติดสู้รบ-โจมตี "สหรัฐฯ-อิหร่าน" เร่งประเมินผลกระทบเชิงลึกต้นทุนรายสินค้า ทิศทางนำเข้า-ส่งออกรายอุตสาหกรรม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยกระดับความรุนแรง ว่าอาจส่งแรงสะเทือนไปถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในมิติพลังงาน ระบบโลจิสติกส์ และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน ด้วยเหตุนี้ กระทรวงพาณิชย์จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวิเคราะห์ข้อมูลแบบรายวัน เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการค้าไทยอย่างรอบด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ตะวันออกกลางถือเป็นตลาดสำคัญและมีศักยภาพสูงต่อการส่งออกของไทย ครอบคลุมทั้งกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ อิสราเอล ตลอดจนประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจดันราคาพลังงานโลกให้ผันผวน กระทบค่าระวางเรือ เส้นทางขนส่งสินค้า และต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจไทยในวงกว้างเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานความเคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจ การค้า และมาตรการของประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นประเทศในตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมติดตามประเด็นเส้นทางเดินเรือ การประกันภัยทางทะเล ต้นทุนขนส่ง และพฤติกรรมการสั่งซื้อของผู้นำเข้าอย่างใกล้ชิดขณะเดียวกัน กระทรวงฯ อยู่ระหว่างจัดทำการประเมินผลกระทบเชิงลึกแยกตามประเภทสินค้า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละอุตสาหกรรมอย่างละเอียด พร้อมวางแผนกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม เช่น เอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสร้างความยืดหยุ่นให้ภาคการค้าของไทย ในส่วนของการดูแลผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ เพื่อรับฟังข้อกังวลและกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมประสานสถาบันการเงินของรัฐในการเตรียมเครื่องมือทางการเงินรองรับ หากผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณ
อ่านต่อ >21

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
ผู้นำสูงสุดในอิหร่านกว่า 4 ทศวรรษอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี นักวิชาการศาสนาอิสลามวัย 86 ปี ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านมาตั้งแต่ปี 1989 เขาขึ้นสู่อำนาจต่อจากอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลาม หลังการปฏิวัติปี 1979 ที่โค่นล้มพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาตำแหน่งผู้นำสูงสุดทำให้เขามีอำนาจเด็ดขาดเหนือทุกแขนงของรัฐ ทั้งรัฐบาล กองทัพ ระบบตุลาการ และทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของประเทศไปพร้อมกัน ตลอดระยะเวลาเกือบสี่ทศวรรษในอำนาจ คาเมเนอีเผชิญความสัมพันธ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับตะวันตกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนัก และการประท้วงภายในประเทศหลายระลอกจากปัญหาเศรษฐกิจและสิทธิเสรีภาพเขาเรียกสหรัฐอเมริกาว่า “ศัตรูหมายเลขหนึ่ง” ของอิหร่าน และมองอิสราเอลเป็นภัยคุกคามสำคัญรองลงมา หัวใจสำคัญของอำนาจเขาอยู่ที่ความภักดีของสองสถาบันความมั่นคงหลัก ได้แก่ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC และกองกำลังอาสาสมัครบาซิจ ซึ่งมีอาสาสมัครหลายแสนคนคาเมเนอียืนกรานมาโดยตลอดว่าอิหร่านจะไม่มีวันสร้างอาวุธนิวเคลียร์ และโครงการนิวเคลียร์มีเป้าหมายเพื่อพลเรือนเท่านั้น หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ และสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศไม่พบหลักฐานว่าอิหร่านกำลังสร้างอาวุธปรมาณู แม้อิสราเอลและบางฝ่ายในรัฐบาลทรัมป์จะผลักดันข้อกล่าวหานี้อย่างต่อเนื่องการเสียชีวิตและแรงสะเทือนอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตหลังการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งมุ่งเป้าไปยังผู้นำระดับสูงของระบอบ สื่อรัฐหลายแห่งของอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตในช่วงเช้าวันอาทิตย์สถานีโทรทัศน์ IRIB รายงานว่า “ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่านได้ถึงแก่มรณภาพ” สำนักข่าว Fars รายงานว่า เขาถูกสังหารในสำนักงานของตน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเช้าวันเสาร์ (28 ก.พ.)ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นกลุ่มควันดำลอยขึ้นจากพื้นที่ที่พักผู้นำในกรุงเตหะราน และอาคารหลายหลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก การเสียชีวิตครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนประวัติศาสตร์ ที่ทำให้อิหร่านและภูมิภาคเข้าสู่ภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อิหร่านในช่วงอ่อนแอที่สุดการจากไปของคาเมเนอีเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านอาจอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี 1989 มาตรการคว่ำบาตรตะวันตกทำให้ประเทศโดดเดี่ยวและเศรษฐกิจทรุดหนักการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลใน
อ่านต่อ >20