
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 10,107 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 9,839 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 17,548 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารธุรกิจท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมการบินโลกรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) อยู่ที่ 51,029 ล้านบาท ลดลง 596 ล้านบาท หรือ 1.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักจากปริมาณการผลิตและปริมาณการขนส่งผู้โดยสารที่ลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรักษาระดับรายได้เฉลี่ยต่อหน่วยจากผู้โดยสารได้ใกล้เคียงปีก่อน แม้ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารด้านราคาและโครงสร้างรายได้ด้านค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) อยู่ที่ 37,282 ล้านบาท ลดลง 1.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ลดลงตามปริมาณการผลิตที่ลดลง ประกอบกับเงินบาทแข็งค่า แม้ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย รวมถึงค่าใช้จ่ายแปรผันที่ลดลงตามจำนวนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสาร ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (EBIT) อยู่ที่ 13,747 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% และมีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT Margin) อยู่ที่ 26.9% ขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลงมาอยู่ที่ 2,987 ล้านบาท ลดลง 494 ล้านบาทจากปีก่อน ประกอบกับมีรายการพิเศษสุทธิเป็นรายได้ 1,088 ล้านบาท จากกำไรการยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบิน กำไรจากการวัดมูลค่าตราสารอนุพันธ์ และผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิที่ลดลง สนับสนุนให้ผลประกอบการโดยรวมเติบโตต่อเนื่องในด้านปฏิบัติการบิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 การบินไทยมีเครื่องบินให้บริการรวม 80 ลำ มีอัตราการใช้ประโยชน์เฉลี่ย 13.8 ชั่วโมงต่อลำต่อวัน ขนส่งผู้โดยสารรวม 4.18 ล้านคน ปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) อยู่ที่ 17,389 ล้านที่นั่ง-กิโลเมตร ลดลง 1.9% ขณะที่ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) อยู่ที่ 14,453 ล้านคน-กิโลเมตร ลดลง 2.2% ส่งผลให้อัตราการบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย (Cabin Factor) อยู่ที่ 83.1% ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 83.3% ฐานะการเงินของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 มีสินทรัพย์รวม 324,542 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% จากสิ้นปี 2568 ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 16.7% แตะ 88,622 ล้านบาท ส่วนหนี้สินรวมอยู่ที่ 235,920 ล้านบาท เ
อ่านต่อ >25

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
นายคอลิด อะห์มัด อัลอะนานี อะลี อิซ (H.E. Mr. Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือความร่วมมือระหว่างไทยกับยูเนสโกในหลายด้าน ทั้งวัฒนธรรม เทคโนโลยี การศึกษา และการพัฒนาที่ยั่งยืนภายหลังการเข้าพบ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยการเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเป็นหุ้นส่วนที่แน่นแฟ้นและพัฒนาการความร่วมมือระหว่างไทยกับยูเนสโกอีกทั้ง นายกฯได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของประเทศในการทำงานร่วมกับยูเนสโกอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันบทบาทของไทยในเวทีโลก และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประชาชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ประเด็นสำคัญที่หารือร่วมกัน ได้แก่1. ผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาโลกรัฐบาลเดินหน้าผลักดัน “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก เพื่อสร้างการรับรู้และต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ทั้งด้านแฟชั่น งานหัตถกรรม การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์ไทยในระดับนานาชาติพร้อมกันนี้ ไทยเตรียมจัดนิทรรศการ “Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity” ที่พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ โดยจะจัดแสดงฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ เพื่อเผยแพร่ความงดงามและเอกลักษณ์ของชุดไทยสู่สายตาชาวโลก2. เดินหน้าดูแลมรดกโลกไทยอย่างยั่งยืนนายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกทั้งทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาทรัพยากรสำคัญของประเทศ และส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป3. ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางธรรมาภิบาล AI ระดับนานาชาติรัฐบาลเตรียมผลักดันการจัดตั้ง “ศูนย์กลางธรรมาภิบาลด้าน AI” ภายใต้ ETDA ร่วมกับยูเนสโก เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และมาตรฐานด้าน AI ของภูมิภาคและระดับโลก โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพบุคลากรไทย สร้างความเชื่อมั่นด้านเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้ไทยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม
อ่านต่อ >
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าเยี่ยมชมคูหา Thailand Pavilion ภายในงาน Marché du Film – Cannes Film Festival 2026 ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศสนางศุภจีเปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้นำผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แอนิเมชัน และบริการเกี่ยวเนื่องของไทย จำนวน 15 บริษัท เข้าร่วมงาน Marché du Film – Cannes Film Festival 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 68 ระหว่างวันที่ 12 – 20 พฤษภาคม 2569 ภายใต้คูหา Thailand Pavilion บนพื้นที่ 82 ตารางเมตร โดยปี 2569 นับเป็นครั้งที่ 19 ที่ประเทศไทยนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานดังกล่าว เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ขยายช่องทางตลาดต่างประเทศ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลกสำหรับผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานในปีนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ (Film Production and Distribution) จำนวน 12 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท บิบบิดี้ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด 2.บริษัท เฟียร์โฟล์คส เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด 3.บริษัท ฟิล์ม เฟรม โปรดักชั่นส์ จำกัด 4.บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด 5.บริษัท จีเอ็มเอ็ม สตูดิโอส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 6.บริษัท เอ็ม ดิสทริบิวชั่น จำกัด 7.บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด 8.บริษัท ณวลาร์ท นิมิต จำกัด 9.บริษัท ปลาบลาบลา จำกัด 10.บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 11.บริษัท ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ จำกัด และ12.บริษัท ทีแอนด์ บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนกลุ่มบริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Production and Post-Production Services) จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท เบนีโทน ฟิล์มส์ จำกัด 2.บริษัท เซคคันด์ สกิน สตูดิโอ จำกัด และ3.บริษัท ไวท์ ไลท์ สตูดิโอ จำกัดทั้งนี้ นางศุภจีและนางสาวซาบีดา ได้หารือและพูดคุยกับผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานเกี่ยวกับแนวทางการขยายตลาดและโอกาสความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมบันเทิงไทยสู่เวทีโลก“นอกจากการนำผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมภ
อ่านต่อ >
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบนโยบายแก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยเน้นย้ำให้เร่งรัดการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง และรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวนายพิพัฒน์กล่าวว่า กทพ. ต้องเร่งผลักดันโครงการตามแผน “Quick Win” ให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา โดยเฉพาะ โครงการทางพิเศษสายพระราม 3–ดาวคะนอง–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก และ โครงการทางพิเศษสายฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ–ถนนลำลูกกา ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ประชาชนเฝ้ารอ พร้อมกำชับให้ทุกขั้นตอนการก่อสร้างต้องยึดมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด โดยเฉพาะบริเวณถนนพระราม 2 ที่ต้องมีแผนบริหารจัดการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ ยังสั่งการให้เร่งผลักดันโครงการใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและเศรษฐกิจ ได้แก่ โครงการทางพิเศษสายศรีนครินทร์–สุวรรณภูมิ และ โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออก เพื่อบรรเทาปัญหาจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลสำหรับโครงการระยะยาวอย่าง ทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน–พระราม 9 นายพิพัฒน์ระบุว่าต้องศึกษารายละเอียดอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและตอบโจทย์การเดินทางในอนาคตขณะเดียวกัน ยังเร่งผลักดันโครงการทางพิเศษในภูมิภาค โดยเฉพาะ โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ พร้อมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาหลักการร่วมลงทุนโครงการทางพิเศษภูเก็ตทั้ง 2 ระยะ รองรับการขยายตัวของเมืองท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ ด้านนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. กล่าวว่า กทพ.พร้อมขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงคมนาคมสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเร่งเดินหน้าโครงการสำคัญควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งด้านงานก่อสร้าง การบริหารจราจร และการบริการประชาชนในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล กทพ. เดินหน้าส่งเสริมระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy Pass และพัฒนาแอปพลิเคชัน EXAT Portal ให้ทันสมัยและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีผู้ใช้ Easy Pass คิดเป็น 57.61% ของปริมาณจราจรทั้งหมด และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 70% ภายในปี 2571 เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ลดปัญหาคอขวดบริเวณหน้าด่าน และยกระดับประสบการณ์เดินทางของประชาชน พร้อมกันนี้ กทพ.ยังขับเคลื่อนองค์
อ่านต่อ >37

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 10,107 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 9,839 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 17,548 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารธุรกิจท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมการบินโลกรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) อยู่ที่ 51,029 ล้านบาท ลดลง 596 ล้านบาท หรือ 1.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักจากปริมาณการผลิตและปริมาณการขนส่งผู้โดยสารที่ลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรักษาระดับรายได้เฉลี่ยต่อหน่วยจากผู้โดยสารได้ใกล้เคียงปีก่อน แม้ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารด้านราคาและโครงสร้างรายได้ด้านค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) อยู่ที่ 37,282 ล้านบาท ลดลง 1.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ลดลงตามปริมาณการผลิตที่ลดลง ประกอบกับเงินบาทแข็งค่า แม้ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย รวมถึงค่าใช้จ่ายแปรผันที่ลดลงตามจำนวนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสาร ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (EBIT) อยู่ที่ 13,747 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% และมีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT Margin) อยู่ที่ 26.9% ขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลงมาอยู่ที่ 2,987 ล้านบาท ลดลง 494 ล้านบาทจากปีก่อน ประกอบกับมีรายการพิเศษสุทธิเป็นรายได้ 1,088 ล้านบาท จากกำไรการยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบิน กำไรจากการวัดมูลค่าตราสารอนุพันธ์ และผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิที่ลดลง สนับสนุนให้ผลประกอบการโดยรวมเติบโตต่อเนื่องในด้านปฏิบัติการบิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 การบินไทยมีเครื่องบินให้บริการรวม 80 ลำ มีอัตราการใช้ประโยชน์เฉลี่ย 13.8 ชั่วโมงต่อลำต่อวัน ขนส่งผู้โดยสารรวม 4.18 ล้านคน ปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) อยู่ที่ 17,389 ล้านที่นั่ง-กิโลเมตร ลดลง 1.9% ขณะที่ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) อยู่ที่ 14,453 ล้านคน-กิโลเมตร ลดลง 2.2% ส่งผลให้อัตราการบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย (Cabin Factor) อยู่ที่ 83.1% ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 83.3% ฐานะการเงินของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 มีสินทรัพย์รวม 324,542 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% จากสิ้นปี 2568 ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 16.7% แตะ 88,622 ล้านบาท ส่วนหนี้สินรวมอยู่ที่ 235,920 ล้านบาท เ
อ่านต่อ >25

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
นายคอลิด อะห์มัด อัลอะนานี อะลี อิซ (H.E. Mr. Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือความร่วมมือระหว่างไทยกับยูเนสโกในหลายด้าน ทั้งวัฒนธรรม เทคโนโลยี การศึกษา และการพัฒนาที่ยั่งยืนภายหลังการเข้าพบ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยการเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเป็นหุ้นส่วนที่แน่นแฟ้นและพัฒนาการความร่วมมือระหว่างไทยกับยูเนสโกอีกทั้ง นายกฯได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของประเทศในการทำงานร่วมกับยูเนสโกอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันบทบาทของไทยในเวทีโลก และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประชาชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ประเด็นสำคัญที่หารือร่วมกัน ได้แก่1. ผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาโลกรัฐบาลเดินหน้าผลักดัน “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก เพื่อสร้างการรับรู้และต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ทั้งด้านแฟชั่น งานหัตถกรรม การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์ไทยในระดับนานาชาติพร้อมกันนี้ ไทยเตรียมจัดนิทรรศการ “Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity” ที่พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ โดยจะจัดแสดงฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ เพื่อเผยแพร่ความงดงามและเอกลักษณ์ของชุดไทยสู่สายตาชาวโลก2. เดินหน้าดูแลมรดกโลกไทยอย่างยั่งยืนนายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกทั้งทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาทรัพยากรสำคัญของประเทศ และส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป3. ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางธรรมาภิบาล AI ระดับนานาชาติรัฐบาลเตรียมผลักดันการจัดตั้ง “ศูนย์กลางธรรมาภิบาลด้าน AI” ภายใต้ ETDA ร่วมกับยูเนสโก เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และมาตรฐานด้าน AI ของภูมิภาคและระดับโลก โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพบุคลากรไทย สร้างความเชื่อมั่นด้านเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้ไทยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม
อ่านต่อ >
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าเยี่ยมชมคูหา Thailand Pavilion ภายในงาน Marché du Film – Cannes Film Festival 2026 ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศสนางศุภจีเปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้นำผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แอนิเมชัน และบริการเกี่ยวเนื่องของไทย จำนวน 15 บริษัท เข้าร่วมงาน Marché du Film – Cannes Film Festival 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 68 ระหว่างวันที่ 12 – 20 พฤษภาคม 2569 ภายใต้คูหา Thailand Pavilion บนพื้นที่ 82 ตารางเมตร โดยปี 2569 นับเป็นครั้งที่ 19 ที่ประเทศไทยนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานดังกล่าว เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ขยายช่องทางตลาดต่างประเทศ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลกสำหรับผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานในปีนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ (Film Production and Distribution) จำนวน 12 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท บิบบิดี้ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด 2.บริษัท เฟียร์โฟล์คส เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด 3.บริษัท ฟิล์ม เฟรม โปรดักชั่นส์ จำกัด 4.บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด 5.บริษัท จีเอ็มเอ็ม สตูดิโอส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 6.บริษัท เอ็ม ดิสทริบิวชั่น จำกัด 7.บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด 8.บริษัท ณวลาร์ท นิมิต จำกัด 9.บริษัท ปลาบลาบลา จำกัด 10.บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 11.บริษัท ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ จำกัด และ12.บริษัท ทีแอนด์ บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนกลุ่มบริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Production and Post-Production Services) จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท เบนีโทน ฟิล์มส์ จำกัด 2.บริษัท เซคคันด์ สกิน สตูดิโอ จำกัด และ3.บริษัท ไวท์ ไลท์ สตูดิโอ จำกัดทั้งนี้ นางศุภจีและนางสาวซาบีดา ได้หารือและพูดคุยกับผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานเกี่ยวกับแนวทางการขยายตลาดและโอกาสความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมบันเทิงไทยสู่เวทีโลก“นอกจากการนำผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมภ
อ่านต่อ >
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบนโยบายแก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยเน้นย้ำให้เร่งรัดการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง และรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวนายพิพัฒน์กล่าวว่า กทพ. ต้องเร่งผลักดันโครงการตามแผน “Quick Win” ให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา โดยเฉพาะ โครงการทางพิเศษสายพระราม 3–ดาวคะนอง–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก และ โครงการทางพิเศษสายฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ–ถนนลำลูกกา ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ประชาชนเฝ้ารอ พร้อมกำชับให้ทุกขั้นตอนการก่อสร้างต้องยึดมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด โดยเฉพาะบริเวณถนนพระราม 2 ที่ต้องมีแผนบริหารจัดการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ ยังสั่งการให้เร่งผลักดันโครงการใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและเศรษฐกิจ ได้แก่ โครงการทางพิเศษสายศรีนครินทร์–สุวรรณภูมิ และ โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออก เพื่อบรรเทาปัญหาจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลสำหรับโครงการระยะยาวอย่าง ทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน–พระราม 9 นายพิพัฒน์ระบุว่าต้องศึกษารายละเอียดอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและตอบโจทย์การเดินทางในอนาคตขณะเดียวกัน ยังเร่งผลักดันโครงการทางพิเศษในภูมิภาค โดยเฉพาะ โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ พร้อมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาหลักการร่วมลงทุนโครงการทางพิเศษภูเก็ตทั้ง 2 ระยะ รองรับการขยายตัวของเมืองท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ ด้านนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. กล่าวว่า กทพ.พร้อมขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงคมนาคมสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเร่งเดินหน้าโครงการสำคัญควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งด้านงานก่อสร้าง การบริหารจราจร และการบริการประชาชนในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล กทพ. เดินหน้าส่งเสริมระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy Pass และพัฒนาแอปพลิเคชัน EXAT Portal ให้ทันสมัยและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีผู้ใช้ Easy Pass คิดเป็น 57.61% ของปริมาณจราจรทั้งหมด และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 70% ภายในปี 2571 เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ลดปัญหาคอขวดบริเวณหน้าด่าน และยกระดับประสบการณ์เดินทางของประชาชน พร้อมกันนี้ กทพ.ยังขับเคลื่อนองค์
อ่านต่อ >37

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 10,107 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 9,839 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 17,548 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารธุรกิจท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมการบินโลกรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) อยู่ที่ 51,029 ล้านบาท ลดลง 596 ล้านบาท หรือ 1.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักจากปริมาณการผลิตและปริมาณการขนส่งผู้โดยสารที่ลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรักษาระดับรายได้เฉลี่ยต่อหน่วยจากผู้โดยสารได้ใกล้เคียงปีก่อน แม้ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารด้านราคาและโครงสร้างรายได้ด้านค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) อยู่ที่ 37,282 ล้านบาท ลดลง 1.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ลดลงตามปริมาณการผลิตที่ลดลง ประกอบกับเงินบาทแข็งค่า แม้ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย รวมถึงค่าใช้จ่ายแปรผันที่ลดลงตามจำนวนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสาร ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (EBIT) อยู่ที่ 13,747 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% และมีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT Margin) อยู่ที่ 26.9% ขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลงมาอยู่ที่ 2,987 ล้านบาท ลดลง 494 ล้านบาทจากปีก่อน ประกอบกับมีรายการพิเศษสุทธิเป็นรายได้ 1,088 ล้านบาท จากกำไรการยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบิน กำไรจากการวัดมูลค่าตราสารอนุพันธ์ และผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิที่ลดลง สนับสนุนให้ผลประกอบการโดยรวมเติบโตต่อเนื่องในด้านปฏิบัติการบิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 การบินไทยมีเครื่องบินให้บริการรวม 80 ลำ มีอัตราการใช้ประโยชน์เฉลี่ย 13.8 ชั่วโมงต่อลำต่อวัน ขนส่งผู้โดยสารรวม 4.18 ล้านคน ปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) อยู่ที่ 17,389 ล้านที่นั่ง-กิโลเมตร ลดลง 1.9% ขณะที่ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) อยู่ที่ 14,453 ล้านคน-กิโลเมตร ลดลง 2.2% ส่งผลให้อัตราการบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย (Cabin Factor) อยู่ที่ 83.1% ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 83.3% ฐานะการเงินของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 มีสินทรัพย์รวม 324,542 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% จากสิ้นปี 2568 ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 16.7% แตะ 88,622 ล้านบาท ส่วนหนี้สินรวมอยู่ที่ 235,920 ล้านบาท เ
อ่านต่อ >25