
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยทางถนนตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565–2570 โดยตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนให้เหลือไม่เกิน 12 คนต่อประชากร 100,000 คน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ (UN)น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ลงนามความร่วมมือเชื่อมโยงข้อมูล ใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม โดยปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลปกครอง หลักนิติธรรม และมาตรฐานสากล ใบสั่งจราจรระบบใหม่ ตรวจสอบข้อมูลได้ก่อนชำระค่าปรับระบบใหม่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดใบสั่งของตนเองได้อย่างครบถ้วนก่อนชำระค่าปรับ โดยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ ได้แก่สำเนาใบสั่งจราจรสำเนาหนังสือแจ้งเตือนสำเนาหลักฐานการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตอบรับข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรผู้ออกใบสั่งการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความโปร่งใส และให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายได้เริ่มใช้ 1 สิงหาคม 2569 กระบวนการใช้เวลาประมาณ 60-90 วันมาตรการดังกล่าวจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยหากผู้ได้รับใบสั่งยังไม่ชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งหนังสือแจ้งเตือนตามขั้นตอนของกฎหมายหากยังไม่มีการชำระค่าปรับ ข้อมูลจะถูกเชื่อมโยงไปยังกรมการขนส่งทางบก ซึ่งกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การออกใบสั่งจนถึงการส่งข้อมูล จะใช้เวลาประมาณ 60-90 วัน ค้างค่าปรับใบสั่ง ยังต่อภาษีรถได้ แต่ยังไม่ได้ป้ายภาษีสำหรับผู้ที่มีใบสั่งค้างชำระ สามารถตรวจสอบข้อมูลและชำระค่าปรับผ่านนายทะเบียนขนส่งได้ทันทีอย่างไรก็ตาม หากถึงกำหนดต่อภาษีรถประจำปี แม้จะยังสามารถดำเนินการต่อภาษีได้ตามปกติ แต่หากยังไม่ได้ชำระค่าปรับใบสั่งจราจร จะยัง ไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ (ป้ายภาษี) จนกว่าจะชำระค่าปรับทั้งหมดเรียบร้อยน.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกในครั้งนี้ จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นมาตรการสำคัญในการสร้างวินัยจราจร ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนและ
อ่านต่อ >18

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เงินสะพัดกว่า 8.64 หมื่นล้านนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ติดตามผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคับประคองกำลังซื้อ โดยล่าสุดข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.00 น. ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการครบ 2 เดือนเต็ม พบว่าโครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการเป็นอย่างดี มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากแล้ว 86,442.6 ล้านบาท รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,636 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” จำนวน 977,059 ร้าน ร้านค้าใหม่ที่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 215,577 ร้าน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 18.1 ของร้านค้าทั้งหมด สะท้อนว่ามาตรการของรัฐบาลช่วยดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบการชำระเงินและการค้าแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในด้านการใช้จ่าย มียอดใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 86,442.6 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 49,601.6 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 36,841.0 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติยังเป็นช่องทางหลัก คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 96.6 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนการใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 3.4เม็ดเงินกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง นางสาวลลิดา กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าเม็ดเงินจากโครงการได้กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านค้าปลีกรายย่อย หาบเร่ แผงลอย และผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งได้รับประโยชน์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รูปแบบการร่วมจ่ายในสัดส่วน รัฐร้อยละ 60 และประชาชนร้อยละ 40 ยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจมากกว่างบประมาณที่ภาครัฐสนับสนุน และช่วยรักษาระดับการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยใ
อ่านต่อ >13

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
รัฐบาลเดินหน้าปรับกลไกคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ ศึกษาหลักความรับผิดชอบร่วมของแพลตฟอร์มรัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ศึกษาแนวทางกำหนดความรับผิดชอบร่วมของแพลตฟอร์มออนไลน์ และพิจารณาการนำระบบ "ฟ้องคดีแบบกลุ่ม" มาใช้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้เสียหายจำนวนมากเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวกยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแล สคบ. มอบหมายให้นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยมี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง นโยบายดังกล่าวมีขึ้นหลัง สคบ. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ (Action Plan) ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงบูรณาการด้านสินค้าออนไลน์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อกำหนดบทบาทของหน่วยงานหลัก หน่วยงานสนับสนุน ตัวชี้วัด (KPIs) และกลไกความร่วมมือในการคุ้มครองผู้บริโภคทั่วประเทศ นางสาวศุภมาส ระบุว่า ปัจจุบันผู้บริโภคยังเผชิญปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน สินค้าไม่ปลอดภัย หรือสินค้าไม่ตรงตามโฆษณา อีกทั้งหลายกรณีไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม จึงเห็นว่าการกำกับดูแลไม่ควรมุ่งเฉพาะผู้ขายเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องครอบคลุมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายและได้รับประโยชน์จากธุรกรรมบนระบบด้วย แม้ปัจจุบัน สคบ. จะยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจตามกฎหมายในการสั่งระงับหรือปิดการให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง แต่รัฐบาลมีแนวคิดผลักดันหลัก "ความรับผิดชอบร่วม" (Shared Responsibility) ระหว่างผู้ขายและแพลตฟอร์ม ผ่านการศึกษาการปรับปรุงกฎหมายและกลไกกำกับดูแล เพื่อให้แพลตฟอร์มมีบทบาทในการป้องกัน ระงับ และร่วมเยียวยาความเสียหายจากสินค้าผิดกฎหมาย รวมถึงดำเนินมาตรการกับร้านค้าที่กระทำผิดอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ สคบ. ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ "การฟ้องคดีแบบกลุ่ม" สำหรับกรณีที่ผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกัน เพื่อลดภาระของผู้เสียหายรายย่อ
อ่านต่อ >13

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ เมตา (Meta) กำลังเดินหน้าโน้มน้าวให้นักลงทุนเห็นพ้องกับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต โดยเขาทำนายว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า ผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกจะมี ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Agent) ส่วนตัวเป็นของตัวเอง ทำนายในงานรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดโดยเขากล่าวว่า หากมองไปในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเป็นไปได้ยากมากที่เราจะไม่มี AI ส่วนตัวที่เข้าใจเป้าหมาย คอยทำงานแทนเราตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วัน เพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายในทุก ๆ ด้านเขาเสริมว่า AI Agent เหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทช่วยจัดการทั้งเรื่องการเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไปจนถึงงานบ้าน และเมื่อเราเข้าสู่ยุคที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับ AI หลากหลายตัว แอปพลิเคชันอย่าง วอตส์แอป (WhatsApp) และบริการส่งข้อความอื่น ๆ ของ เมตา (Meta) จะกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญอย่างมาก ซึ่งปัจจุบัน WhatsApp ถือเป็นช่องทางหลักที่ผู้ใช้โต้ตอบกับปัญญาประดิษฐ์ของเมตา (Meta AI) อยู่แล้ว การแข่งขันในตลาด AI Agent ที่กำลังเดือดพล่านเมตา (Meta) ไม่ใช่ผู้เล่นเพียงรายเดียวที่ตั้งคาดหวังไว้สูงกับ AI Agent ที่สามารถลงมือทำการแทนมนุษย์ได้ มากกว่าแค่การตอบคำถามทั่วไปบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นเช่น กูเกิล (Google) ก็ได้เน้นย้ำเรื่องการพัฒนาผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์แบบส่วนตัว (Custom AI Agent) ในการยกเครื่องระบบค้นหา แม้จะเจอกระแสต้านจากผู้ใช้ที่รู้สึกว่าผลการค้นหาแน่นไปด้วย AI มากเกินไปส่วนทางฝั่งของแอนโทรปิก (Anthropic) มีรายงานว่ายอดสมัครใช้งาน คล็อด (Claude) พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากวิศวกรจำนวนมากหันมาชื่นชอบ Claude Code ซึ่งเป็นผู้ช่วยเขียนโค้ดทรงพลังความกังวลของนักลงทุน และตัวเลขการเงินของ Metaแม้วิสัยทัศน์จะยิ่งใหญ่ แต่ เมตา (Meta) อาจไม่ได้มั่นคงในสายตานักลงทุนเท่าคู่แข่ง เนื่องจากบริษัทยังคงทุ่มเงินมหาศาลไปกับโครงการนวัตกรรม ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะคุ้มทุนหรือไม่ ส่งผลให้หุ้นของบริษัทร่วงลงเกือบร้อยละ 10 หลังประกาศผลประกอบการโดยปัจจุบันบริษัทมีหลายโครงการที่ต้องดูแล ตัวอย่างเช่น แผนก เรียลลิตี้ แล็บส์ (Reality Labs) แผนกที่พัฒนาแว่นตา AR, หูฟัง VR และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง ขาดทุนในไตรมาสนี้ราว 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 153,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขขาดทุนในทุกไตรมาสนับตั้งแต่ปี 2021 รวมแล้วสูญเงินไปกว่า 88,
อ่านต่อ >27

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยทางถนนตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565–2570 โดยตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนให้เหลือไม่เกิน 12 คนต่อประชากร 100,000 คน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ (UN)น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ลงนามความร่วมมือเชื่อมโยงข้อมูล ใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม โดยปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลปกครอง หลักนิติธรรม และมาตรฐานสากล ใบสั่งจราจรระบบใหม่ ตรวจสอบข้อมูลได้ก่อนชำระค่าปรับระบบใหม่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดใบสั่งของตนเองได้อย่างครบถ้วนก่อนชำระค่าปรับ โดยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ ได้แก่สำเนาใบสั่งจราจรสำเนาหนังสือแจ้งเตือนสำเนาหลักฐานการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตอบรับข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรผู้ออกใบสั่งการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความโปร่งใส และให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายได้เริ่มใช้ 1 สิงหาคม 2569 กระบวนการใช้เวลาประมาณ 60-90 วันมาตรการดังกล่าวจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยหากผู้ได้รับใบสั่งยังไม่ชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งหนังสือแจ้งเตือนตามขั้นตอนของกฎหมายหากยังไม่มีการชำระค่าปรับ ข้อมูลจะถูกเชื่อมโยงไปยังกรมการขนส่งทางบก ซึ่งกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การออกใบสั่งจนถึงการส่งข้อมูล จะใช้เวลาประมาณ 60-90 วัน ค้างค่าปรับใบสั่ง ยังต่อภาษีรถได้ แต่ยังไม่ได้ป้ายภาษีสำหรับผู้ที่มีใบสั่งค้างชำระ สามารถตรวจสอบข้อมูลและชำระค่าปรับผ่านนายทะเบียนขนส่งได้ทันทีอย่างไรก็ตาม หากถึงกำหนดต่อภาษีรถประจำปี แม้จะยังสามารถดำเนินการต่อภาษีได้ตามปกติ แต่หากยังไม่ได้ชำระค่าปรับใบสั่งจราจร จะยัง ไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ (ป้ายภาษี) จนกว่าจะชำระค่าปรับทั้งหมดเรียบร้อยน.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกในครั้งนี้ จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นมาตรการสำคัญในการสร้างวินัยจราจร ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนและ
อ่านต่อ >18

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เงินสะพัดกว่า 8.64 หมื่นล้านนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ติดตามผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคับประคองกำลังซื้อ โดยล่าสุดข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.00 น. ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการครบ 2 เดือนเต็ม พบว่าโครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการเป็นอย่างดี มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากแล้ว 86,442.6 ล้านบาท รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,636 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” จำนวน 977,059 ร้าน ร้านค้าใหม่ที่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 215,577 ร้าน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 18.1 ของร้านค้าทั้งหมด สะท้อนว่ามาตรการของรัฐบาลช่วยดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบการชำระเงินและการค้าแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในด้านการใช้จ่าย มียอดใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 86,442.6 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 49,601.6 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 36,841.0 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติยังเป็นช่องทางหลัก คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 96.6 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนการใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 3.4เม็ดเงินกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง นางสาวลลิดา กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าเม็ดเงินจากโครงการได้กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านค้าปลีกรายย่อย หาบเร่ แผงลอย และผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งได้รับประโยชน์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รูปแบบการร่วมจ่ายในสัดส่วน รัฐร้อยละ 60 และประชาชนร้อยละ 40 ยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจมากกว่างบประมาณที่ภาครัฐสนับสนุน และช่วยรักษาระดับการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยใ
อ่านต่อ >13

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
รัฐบาลเดินหน้าปรับกลไกคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ ศึกษาหลักความรับผิดชอบร่วมของแพลตฟอร์มรัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ศึกษาแนวทางกำหนดความรับผิดชอบร่วมของแพลตฟอร์มออนไลน์ และพิจารณาการนำระบบ "ฟ้องคดีแบบกลุ่ม" มาใช้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้เสียหายจำนวนมากเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวกยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแล สคบ. มอบหมายให้นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยมี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง นโยบายดังกล่าวมีขึ้นหลัง สคบ. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ (Action Plan) ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงบูรณาการด้านสินค้าออนไลน์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อกำหนดบทบาทของหน่วยงานหลัก หน่วยงานสนับสนุน ตัวชี้วัด (KPIs) และกลไกความร่วมมือในการคุ้มครองผู้บริโภคทั่วประเทศ นางสาวศุภมาส ระบุว่า ปัจจุบันผู้บริโภคยังเผชิญปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน สินค้าไม่ปลอดภัย หรือสินค้าไม่ตรงตามโฆษณา อีกทั้งหลายกรณีไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม จึงเห็นว่าการกำกับดูแลไม่ควรมุ่งเฉพาะผู้ขายเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องครอบคลุมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายและได้รับประโยชน์จากธุรกรรมบนระบบด้วย แม้ปัจจุบัน สคบ. จะยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจตามกฎหมายในการสั่งระงับหรือปิดการให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง แต่รัฐบาลมีแนวคิดผลักดันหลัก "ความรับผิดชอบร่วม" (Shared Responsibility) ระหว่างผู้ขายและแพลตฟอร์ม ผ่านการศึกษาการปรับปรุงกฎหมายและกลไกกำกับดูแล เพื่อให้แพลตฟอร์มมีบทบาทในการป้องกัน ระงับ และร่วมเยียวยาความเสียหายจากสินค้าผิดกฎหมาย รวมถึงดำเนินมาตรการกับร้านค้าที่กระทำผิดอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ สคบ. ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ "การฟ้องคดีแบบกลุ่ม" สำหรับกรณีที่ผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกัน เพื่อลดภาระของผู้เสียหายรายย่อ
อ่านต่อ >13

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ เมตา (Meta) กำลังเดินหน้าโน้มน้าวให้นักลงทุนเห็นพ้องกับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต โดยเขาทำนายว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า ผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกจะมี ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Agent) ส่วนตัวเป็นของตัวเอง ทำนายในงานรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดโดยเขากล่าวว่า หากมองไปในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเป็นไปได้ยากมากที่เราจะไม่มี AI ส่วนตัวที่เข้าใจเป้าหมาย คอยทำงานแทนเราตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วัน เพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายในทุก ๆ ด้านเขาเสริมว่า AI Agent เหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทช่วยจัดการทั้งเรื่องการเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไปจนถึงงานบ้าน และเมื่อเราเข้าสู่ยุคที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับ AI หลากหลายตัว แอปพลิเคชันอย่าง วอตส์แอป (WhatsApp) และบริการส่งข้อความอื่น ๆ ของ เมตา (Meta) จะกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญอย่างมาก ซึ่งปัจจุบัน WhatsApp ถือเป็นช่องทางหลักที่ผู้ใช้โต้ตอบกับปัญญาประดิษฐ์ของเมตา (Meta AI) อยู่แล้ว การแข่งขันในตลาด AI Agent ที่กำลังเดือดพล่านเมตา (Meta) ไม่ใช่ผู้เล่นเพียงรายเดียวที่ตั้งคาดหวังไว้สูงกับ AI Agent ที่สามารถลงมือทำการแทนมนุษย์ได้ มากกว่าแค่การตอบคำถามทั่วไปบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นเช่น กูเกิล (Google) ก็ได้เน้นย้ำเรื่องการพัฒนาผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์แบบส่วนตัว (Custom AI Agent) ในการยกเครื่องระบบค้นหา แม้จะเจอกระแสต้านจากผู้ใช้ที่รู้สึกว่าผลการค้นหาแน่นไปด้วย AI มากเกินไปส่วนทางฝั่งของแอนโทรปิก (Anthropic) มีรายงานว่ายอดสมัครใช้งาน คล็อด (Claude) พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากวิศวกรจำนวนมากหันมาชื่นชอบ Claude Code ซึ่งเป็นผู้ช่วยเขียนโค้ดทรงพลังความกังวลของนักลงทุน และตัวเลขการเงินของ Metaแม้วิสัยทัศน์จะยิ่งใหญ่ แต่ เมตา (Meta) อาจไม่ได้มั่นคงในสายตานักลงทุนเท่าคู่แข่ง เนื่องจากบริษัทยังคงทุ่มเงินมหาศาลไปกับโครงการนวัตกรรม ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะคุ้มทุนหรือไม่ ส่งผลให้หุ้นของบริษัทร่วงลงเกือบร้อยละ 10 หลังประกาศผลประกอบการโดยปัจจุบันบริษัทมีหลายโครงการที่ต้องดูแล ตัวอย่างเช่น แผนก เรียลลิตี้ แล็บส์ (Reality Labs) แผนกที่พัฒนาแว่นตา AR, หูฟัง VR และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง ขาดทุนในไตรมาสนี้ราว 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 153,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขขาดทุนในทุกไตรมาสนับตั้งแต่ปี 2021 รวมแล้วสูญเงินไปกว่า 88,
อ่านต่อ >27

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยทางถนนตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565–2570 โดยตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนให้เหลือไม่เกิน 12 คนต่อประชากร 100,000 คน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ (UN)น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ลงนามความร่วมมือเชื่อมโยงข้อมูล ใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม โดยปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลปกครอง หลักนิติธรรม และมาตรฐานสากล ใบสั่งจราจรระบบใหม่ ตรวจสอบข้อมูลได้ก่อนชำระค่าปรับระบบใหม่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดใบสั่งของตนเองได้อย่างครบถ้วนก่อนชำระค่าปรับ โดยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ ได้แก่สำเนาใบสั่งจราจรสำเนาหนังสือแจ้งเตือนสำเนาหลักฐานการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตอบรับข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรผู้ออกใบสั่งการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความโปร่งใส และให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายได้เริ่มใช้ 1 สิงหาคม 2569 กระบวนการใช้เวลาประมาณ 60-90 วันมาตรการดังกล่าวจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยหากผู้ได้รับใบสั่งยังไม่ชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งหนังสือแจ้งเตือนตามขั้นตอนของกฎหมายหากยังไม่มีการชำระค่าปรับ ข้อมูลจะถูกเชื่อมโยงไปยังกรมการขนส่งทางบก ซึ่งกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การออกใบสั่งจนถึงการส่งข้อมูล จะใช้เวลาประมาณ 60-90 วัน ค้างค่าปรับใบสั่ง ยังต่อภาษีรถได้ แต่ยังไม่ได้ป้ายภาษีสำหรับผู้ที่มีใบสั่งค้างชำระ สามารถตรวจสอบข้อมูลและชำระค่าปรับผ่านนายทะเบียนขนส่งได้ทันทีอย่างไรก็ตาม หากถึงกำหนดต่อภาษีรถประจำปี แม้จะยังสามารถดำเนินการต่อภาษีได้ตามปกติ แต่หากยังไม่ได้ชำระค่าปรับใบสั่งจราจร จะยัง ไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ (ป้ายภาษี) จนกว่าจะชำระค่าปรับทั้งหมดเรียบร้อยน.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกในครั้งนี้ จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นมาตรการสำคัญในการสร้างวินัยจราจร ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนและ
อ่านต่อ >18