
#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
การเลือกตั้งครั้งใหม่ในประเทศไทยจะเริ่มต้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว ที่จะตัดสินว่าพรรคไหนจะชนะและใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ชนะการเลือกตั้ง มีงานใหญ่รออยู่ นั่นก็คือการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เพราะหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจหยุดนิ่ง ขณะที่ประเทศอื่นเร่งพัฒนาแซงหน้าเราไปเรื่อย ๆ และเรามีแต่จะถูกทิ้งห่างมากขึ้น ๆ หากเป็นแบบนี้ต่อไป ไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จนตามใครไม่ทัน เว้นแต่รัฐบาลใหม่ที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามา จะเอาจริงกับการปฎิรูปเศรษฐกิจไทย จนสามารถกลับมาแข่งขันในตลาดโลกได้อีกครั้งสำนักข่าว CNA รายงานว่า ที่ผ่านมาการเมืองประเทศไทยตกอยู่ในวังวนของนโยบายประชานิยมที่เน้นแจกเงิน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน และกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ซึ่งแม้จะช่วยให้ได้รับความนิยมและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในเวลาสั้น ๆ แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในเวลานี้ คือการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งโครงสร้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว รวมทั้งแก้ไขปัญหาที่เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่มั่นคงทางการเมือง ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาด้านการศึกษา และการวนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมเดิม ๆ ที่มีแต่จะทำรายได้น้อยลง ๆ ทุก ๆ วันCNA มองว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของนโยบายด้านเศรษฐกิจในประเทศไทยคือ “ขาดความต่อเนื่อง” อย่างที่เราเห็นว่าการเมืองในประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขาดความมั่นคง เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล ก็มาพร้อมกับนโยบายใหม่ ซึ่งตรงนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความมั่นใจ และมองไม่เห็นภาพว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยจะไปในทิศทางไหน ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนหวังจะเห็นในตอนนี้ ก็คือรัฐบาลที่มีความมั่นคง นโยบายเศรษฐกิจที่มีความแน่นอน ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติหากดูเผิน ๆ ที่ผ่านมา เหมือนเศรษฐกิจไทยพอจะเอาตัวรอดได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยหลายอย่าง การส่งออกยังเติบโต การท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงบ้าง แต่ก็ถือว่ายังเยอะอยู่ แต่ปี 2026 จะเป็นปีที่ยากลำบากมากขึ้น จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่า ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวโดยตรง ส่วน GDP ของปร
อ่านต่อ >19

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 มีความเคลื่อนไหวสำคัญในประเด็นคุณสมบัติผู้สมัคร หลังปรากฏคำสั่งศาลฎีกาและมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ถอนชื่อผู้สมัคร สส. ออกจากกระบวนการเลือกตั้งในหลายกรณีจากการตรวจสอบข้อมูลข่าวและคำสั่งที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ พบว่า ณ ขณะนี้ มีผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตที่ถูกศาลฎีกาสั่งถอนชื่อแล้วอย่างเป็นทางการ 8 ราย จาก 4 พรรคการเมือง ขณะที่ยังมีผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่ออีก 28 ราย อยู่ระหว่างขั้นตอนที่ กกต. เสนอให้ศาลฎีกาพิจารณาถอนชื่อ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อแล้ว 8 ราย จาก 4 พรรคกลุ่มที่มีสถานะชัดเจนที่สุด คือผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต ที่ศาลฎีกามีคำสั่งถอนชื่อออกจากการเลือกตั้งแล้ว ประกอบด้วยพรรคกล้าธรรม • ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัคร สส. นครศรีธรรมราช เขต 7 • ผู้สมัคร สส. นครราชสีมา เขต 13 • ผู้สมัคร สส. ชัยภูมิ เขต 2 • ผู้สมัคร สส. ภูเก็ต เขต 2พรรคเพื่อไทย • ชญานันท์ จินดาเจี่ย ผู้สมัคร สส. ราชบุรี เขต 3 • กฤษณัฐ หรือ กิตษณัฐ อินทร์พรหม ผู้สมัคร สส. นครศรีธรรมราช เขต 3พรรคประชาชน • รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส. ตาก เขต 2พรรคพลังประชารัฐ • วันใหม่ ทรงศีลสอาด ผู้สมัคร สส. ระยอง เขต 4ผู้สมัครในกลุ่มนี้ถือว่าสิ้นสุดสถานะการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในทันที ตามคำสั่งศาลฎีกา และไม่สามารถใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งในรอบการเลือกตั้งปี 2569 ได้ กกต. เสนอศาลฎีกา ถอนชื่อบัญชีรายชื่ออีก 28 รายขณะเดียวกัน กกต. ยังมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาถอนชื่อผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อเพิ่มเติมอีก 28 ราย จากหลายพรรคการเมือง โดยให้เหตุผลว่าผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวอยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง กรณีไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่แจ้งเหตุอันสมควรอย่างไรก็ตาม ผู้สมัครทั้ง 28 รายนี้ ยังอยู่ในสถานะ “เสนอศาลฎีกา” และยังไม่ถือว่าถูกถอนชื่อโดยเด็ดขาด เนื่องจากต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลฎีกาเป็นขั้นตอนสุดท้าย อีกทั้ง กกต. ยังไม่ได้เผยแพร่บัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการในรูปแบบเอกสารสาธารณะ ทำให้ยังไม่สามารถสรุปรายชื่อรายบุคคลได้ครบถ้วนต้องแยกสถานะให้ชัด ลดความสับสนสาธารณะแหล่งข่าวด้านการเลือกตั้งระบุว่า การนำเสนอข้อมูลผู้สมัครที่ถูกถอนชื่อ จำเป็นต้องแยกสถานะให้ชัดเจนระหว่างกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งแล้ว กับกรณีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจา
อ่านต่อ >9

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
นับถอยหลัง 3 วันต่อจากนี้ก็จะเป็นวันเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยแล้ว หนึ่งในสิ่งที่ทุกคนต้องทำในการเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากการลงคะแนนให้ผู้สมัครและพรรคที่ชื่นชอบแล้วคือการลงประชามติว่า “สมควรหรือไม่ที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ”เมื่อประเด็นการลงมติเพื่อแก้ไขรัธรรมนูญกลายเป็นสิ่งที่พูดถึงเป็นวงกว้างในสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมาวันนี้ TNN World จะขอไปย้อนเวลากลับไปสำรวจรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ที่มีความสำคัญของโลก แม้ว่าบางฉบับจะไม่ได้ใช้แล้วในปัจจุบันแต่บางฉบับในบางประเทศก็เป็นรัฐธรรมนูญเก่าแก่ที่ผ่านเวลามาพร้อมๆ กับประชาคมโลกและยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน“แมกนา คาร์ตา” ต้นแบบรัฐธรรมนูญของโลก ?“กฎบัตรแมกนา คาร์ตา” (Magna Carta) มักจะขึ้นมาเป็นชื่อแรกเสมอเมื่อพูดถึงรัฐธรรมนูญที่เก่าแก่มากที่สุดในโลก ด้วยความคุ้นชินจากวิชาประวัติศาสตร์ที่พวกเราเคยเรียนว่าแมกนา คาร์ตา ของอังกฤษ คือต้นแบบรัฐธรรมนูญฉบับแรกของโลกแมกนา คาร์ตา เกิดขึ้นจากการที่ขุนนางชั้นสูงหลายคนเริ่มรู้สึกไม่พอใจและไม่ต้องการทนกับพฤติกรรมในการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมของพระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษที่ขูดรีดภาษีจากประชาชน จึงยื่นข้อเสนอให้เกิดการปฏิรูปอำนาจของพระมหากษัตริย์และขอให้อำนาจของกษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมาย จนกระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน ปี 1215 พระเจ้าจอห์นของอังกฤษได้ลงนาม ยอมรับกฎบัตรแมกนา คาร์ตา ในที่สุดแมกนา คาร์ตา ผ่านการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง จนกระทั่งปี ค.ศ.1225 ก็เกิดเป็นฉบับที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองการปกครอของอังกฤษจนครั้งหนึ่ง ลอร์ด เดนนิง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของอังกฤษเคยกล่าวไว้ว่าแมกนา คาร์ตาเป็น “เอกสารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล”แต่เมื่อพิจารณาจุดประสงค์ของ แมกนา คาร์ตา กลับทำให้มัน “ไม่ถูกนับว่าเป็นรัฐธรรมนูญ” เพราะนี่เป็นเพียงเอกสารที่ทำขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อจำกัดอำนาจของกษัตริย์อังกฤษ และแม้ว่าจะถูกอ้างถึงบ่อยครั้งในฐานะรากฐานของรัฐธรรมนูญแบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของอังกฤษ แต่เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญตามความหมายสมัยใหม่ที่ต้องเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดทำเป็นระบบเดียว ซึ่งในปัจจุบันมีเพียงบทบัญญัติ 2 มาตราจากในแมกนา คาร์ตา ที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่เท่านั้น แล้วอะไรคือ รัฐธรรมนูญที่ “เก่าแก่ที่สุดในโลก” ?แท้จริงแล้วยังมีสิ่งที่ตรงตามคำนิยามของรัฐธรรมนูญ และมีความเก่าแก่มากพอที่จะกลาย
อ่านต่อ >22

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วาเลนไทน์ปี 69 เงินสะพัดทุบสถิติ คาดใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงวันวาเลนไทน์ ปี 2569 พบสัญญาณบวกที่น่าสนใจ โดยคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจกว่า 2,899 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2564ที่น่าจับตามองคือ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนพุ่งสูงถึง 2,401 บาท ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจในปี 2550 โดยปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่กล้าใช้เงินมากขึ้น ประกอบกับราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะค่าครองชีพ 5 กิจกรรมยอดฮิต "กินข้าว-ช้อปปิ้ง" ยังครองแชมป์เมื่อเจาะลึกถึงกิจกรรมที่คู่รักตั้งใจจะทำร่วมกัน พบว่าความนิยมอันดับหนึ่งยังคงเป็นการรับประทานอาหารนอกบ้าน โดยมีรายละเอียดดังนี้:อันดับ 1: ไปทานข้าวนอกบ้าน (47.8%)อันดับ 2: ซื้อของขวัญ (41.9%)อันดับ 3: เดินห้างสรรพสินค้า (32.7%)อันดับ 4: พักผ่อนอยู่บ้าน (24.7%)อันดับ 5: ซื้อดอกไม้ (23.5%) บรรยากาศ "เลือกตั้ง" ตัวแปรสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจฯ ระบุว่า บรรยากาศวาเลนไทน์ปีนี้คึกคักเป็นพิเศษเนื่องจากมี "โมเมนตัมจากการเลือกตั้ง" เข้ามาเสริมในช่วงเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้เงินในระบบหมุนเวียนดีขึ้น รวมถึงวันวาเลนไทน์ในปีนี้ตรงกับวันหยุดพอดีอย่างไรก็ตาม สังคมยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่มองว่าปีนี้คึกคักกว่าเดิม (33.1%) ให้เหตุผลเรื่องโปรโมชั่นร้านค้าและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ ขณะที่กลุ่มที่มองว่าคึกคักน้อยลง (15.2%) ยังกังวลเรื่องปัญหาหนี้สินและราคาสินค้าแพงลุ้นจีดีพีโตเกิน 2% หากรัฐบาลใหม่สร้างความเชื่อมั่นได้เร็วนายธนวรรธน์ ทิ้งท้ายว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วง "รอการประเมินใหม่" เนื่องจากมีสัญญาณบวกจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนที่แตะระดับ 1 แสนคนต่อสัปดาห์ และบรรยากาศช่วงตรุษจีนที่คึกคักต่อเนื่อง หากรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ทันที ก็มีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้เกินกว่า 2%
อ่านต่อ >20

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
การเลือกตั้งครั้งใหม่ในประเทศไทยจะเริ่มต้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว ที่จะตัดสินว่าพรรคไหนจะชนะและใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ชนะการเลือกตั้ง มีงานใหญ่รออยู่ นั่นก็คือการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เพราะหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจหยุดนิ่ง ขณะที่ประเทศอื่นเร่งพัฒนาแซงหน้าเราไปเรื่อย ๆ และเรามีแต่จะถูกทิ้งห่างมากขึ้น ๆ หากเป็นแบบนี้ต่อไป ไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จนตามใครไม่ทัน เว้นแต่รัฐบาลใหม่ที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามา จะเอาจริงกับการปฎิรูปเศรษฐกิจไทย จนสามารถกลับมาแข่งขันในตลาดโลกได้อีกครั้งสำนักข่าว CNA รายงานว่า ที่ผ่านมาการเมืองประเทศไทยตกอยู่ในวังวนของนโยบายประชานิยมที่เน้นแจกเงิน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน และกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ซึ่งแม้จะช่วยให้ได้รับความนิยมและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในเวลาสั้น ๆ แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในเวลานี้ คือการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งโครงสร้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว รวมทั้งแก้ไขปัญหาที่เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่มั่นคงทางการเมือง ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาด้านการศึกษา และการวนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมเดิม ๆ ที่มีแต่จะทำรายได้น้อยลง ๆ ทุก ๆ วันCNA มองว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของนโยบายด้านเศรษฐกิจในประเทศไทยคือ “ขาดความต่อเนื่อง” อย่างที่เราเห็นว่าการเมืองในประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขาดความมั่นคง เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล ก็มาพร้อมกับนโยบายใหม่ ซึ่งตรงนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความมั่นใจ และมองไม่เห็นภาพว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยจะไปในทิศทางไหน ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนหวังจะเห็นในตอนนี้ ก็คือรัฐบาลที่มีความมั่นคง นโยบายเศรษฐกิจที่มีความแน่นอน ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติหากดูเผิน ๆ ที่ผ่านมา เหมือนเศรษฐกิจไทยพอจะเอาตัวรอดได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยหลายอย่าง การส่งออกยังเติบโต การท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงบ้าง แต่ก็ถือว่ายังเยอะอยู่ แต่ปี 2026 จะเป็นปีที่ยากลำบากมากขึ้น จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่า ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวโดยตรง ส่วน GDP ของปร
อ่านต่อ >19

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 มีความเคลื่อนไหวสำคัญในประเด็นคุณสมบัติผู้สมัคร หลังปรากฏคำสั่งศาลฎีกาและมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ถอนชื่อผู้สมัคร สส. ออกจากกระบวนการเลือกตั้งในหลายกรณีจากการตรวจสอบข้อมูลข่าวและคำสั่งที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ พบว่า ณ ขณะนี้ มีผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตที่ถูกศาลฎีกาสั่งถอนชื่อแล้วอย่างเป็นทางการ 8 ราย จาก 4 พรรคการเมือง ขณะที่ยังมีผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่ออีก 28 ราย อยู่ระหว่างขั้นตอนที่ กกต. เสนอให้ศาลฎีกาพิจารณาถอนชื่อ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อแล้ว 8 ราย จาก 4 พรรคกลุ่มที่มีสถานะชัดเจนที่สุด คือผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต ที่ศาลฎีกามีคำสั่งถอนชื่อออกจากการเลือกตั้งแล้ว ประกอบด้วยพรรคกล้าธรรม • ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัคร สส. นครศรีธรรมราช เขต 7 • ผู้สมัคร สส. นครราชสีมา เขต 13 • ผู้สมัคร สส. ชัยภูมิ เขต 2 • ผู้สมัคร สส. ภูเก็ต เขต 2พรรคเพื่อไทย • ชญานันท์ จินดาเจี่ย ผู้สมัคร สส. ราชบุรี เขต 3 • กฤษณัฐ หรือ กิตษณัฐ อินทร์พรหม ผู้สมัคร สส. นครศรีธรรมราช เขต 3พรรคประชาชน • รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส. ตาก เขต 2พรรคพลังประชารัฐ • วันใหม่ ทรงศีลสอาด ผู้สมัคร สส. ระยอง เขต 4ผู้สมัครในกลุ่มนี้ถือว่าสิ้นสุดสถานะการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในทันที ตามคำสั่งศาลฎีกา และไม่สามารถใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งในรอบการเลือกตั้งปี 2569 ได้ กกต. เสนอศาลฎีกา ถอนชื่อบัญชีรายชื่ออีก 28 รายขณะเดียวกัน กกต. ยังมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาถอนชื่อผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อเพิ่มเติมอีก 28 ราย จากหลายพรรคการเมือง โดยให้เหตุผลว่าผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวอยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง กรณีไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่แจ้งเหตุอันสมควรอย่างไรก็ตาม ผู้สมัครทั้ง 28 รายนี้ ยังอยู่ในสถานะ “เสนอศาลฎีกา” และยังไม่ถือว่าถูกถอนชื่อโดยเด็ดขาด เนื่องจากต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลฎีกาเป็นขั้นตอนสุดท้าย อีกทั้ง กกต. ยังไม่ได้เผยแพร่บัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการในรูปแบบเอกสารสาธารณะ ทำให้ยังไม่สามารถสรุปรายชื่อรายบุคคลได้ครบถ้วนต้องแยกสถานะให้ชัด ลดความสับสนสาธารณะแหล่งข่าวด้านการเลือกตั้งระบุว่า การนำเสนอข้อมูลผู้สมัครที่ถูกถอนชื่อ จำเป็นต้องแยกสถานะให้ชัดเจนระหว่างกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งแล้ว กับกรณีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจา
อ่านต่อ >9

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
นับถอยหลัง 3 วันต่อจากนี้ก็จะเป็นวันเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยแล้ว หนึ่งในสิ่งที่ทุกคนต้องทำในการเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากการลงคะแนนให้ผู้สมัครและพรรคที่ชื่นชอบแล้วคือการลงประชามติว่า “สมควรหรือไม่ที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ”เมื่อประเด็นการลงมติเพื่อแก้ไขรัธรรมนูญกลายเป็นสิ่งที่พูดถึงเป็นวงกว้างในสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมาวันนี้ TNN World จะขอไปย้อนเวลากลับไปสำรวจรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ที่มีความสำคัญของโลก แม้ว่าบางฉบับจะไม่ได้ใช้แล้วในปัจจุบันแต่บางฉบับในบางประเทศก็เป็นรัฐธรรมนูญเก่าแก่ที่ผ่านเวลามาพร้อมๆ กับประชาคมโลกและยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน“แมกนา คาร์ตา” ต้นแบบรัฐธรรมนูญของโลก ?“กฎบัตรแมกนา คาร์ตา” (Magna Carta) มักจะขึ้นมาเป็นชื่อแรกเสมอเมื่อพูดถึงรัฐธรรมนูญที่เก่าแก่มากที่สุดในโลก ด้วยความคุ้นชินจากวิชาประวัติศาสตร์ที่พวกเราเคยเรียนว่าแมกนา คาร์ตา ของอังกฤษ คือต้นแบบรัฐธรรมนูญฉบับแรกของโลกแมกนา คาร์ตา เกิดขึ้นจากการที่ขุนนางชั้นสูงหลายคนเริ่มรู้สึกไม่พอใจและไม่ต้องการทนกับพฤติกรรมในการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมของพระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษที่ขูดรีดภาษีจากประชาชน จึงยื่นข้อเสนอให้เกิดการปฏิรูปอำนาจของพระมหากษัตริย์และขอให้อำนาจของกษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมาย จนกระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน ปี 1215 พระเจ้าจอห์นของอังกฤษได้ลงนาม ยอมรับกฎบัตรแมกนา คาร์ตา ในที่สุดแมกนา คาร์ตา ผ่านการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง จนกระทั่งปี ค.ศ.1225 ก็เกิดเป็นฉบับที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองการปกครอของอังกฤษจนครั้งหนึ่ง ลอร์ด เดนนิง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของอังกฤษเคยกล่าวไว้ว่าแมกนา คาร์ตาเป็น “เอกสารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล”แต่เมื่อพิจารณาจุดประสงค์ของ แมกนา คาร์ตา กลับทำให้มัน “ไม่ถูกนับว่าเป็นรัฐธรรมนูญ” เพราะนี่เป็นเพียงเอกสารที่ทำขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อจำกัดอำนาจของกษัตริย์อังกฤษ และแม้ว่าจะถูกอ้างถึงบ่อยครั้งในฐานะรากฐานของรัฐธรรมนูญแบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของอังกฤษ แต่เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญตามความหมายสมัยใหม่ที่ต้องเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดทำเป็นระบบเดียว ซึ่งในปัจจุบันมีเพียงบทบัญญัติ 2 มาตราจากในแมกนา คาร์ตา ที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่เท่านั้น แล้วอะไรคือ รัฐธรรมนูญที่ “เก่าแก่ที่สุดในโลก” ?แท้จริงแล้วยังมีสิ่งที่ตรงตามคำนิยามของรัฐธรรมนูญ และมีความเก่าแก่มากพอที่จะกลาย
อ่านต่อ >22

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วาเลนไทน์ปี 69 เงินสะพัดทุบสถิติ คาดใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงวันวาเลนไทน์ ปี 2569 พบสัญญาณบวกที่น่าสนใจ โดยคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจกว่า 2,899 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2564ที่น่าจับตามองคือ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนพุ่งสูงถึง 2,401 บาท ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจในปี 2550 โดยปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่กล้าใช้เงินมากขึ้น ประกอบกับราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะค่าครองชีพ 5 กิจกรรมยอดฮิต "กินข้าว-ช้อปปิ้ง" ยังครองแชมป์เมื่อเจาะลึกถึงกิจกรรมที่คู่รักตั้งใจจะทำร่วมกัน พบว่าความนิยมอันดับหนึ่งยังคงเป็นการรับประทานอาหารนอกบ้าน โดยมีรายละเอียดดังนี้:อันดับ 1: ไปทานข้าวนอกบ้าน (47.8%)อันดับ 2: ซื้อของขวัญ (41.9%)อันดับ 3: เดินห้างสรรพสินค้า (32.7%)อันดับ 4: พักผ่อนอยู่บ้าน (24.7%)อันดับ 5: ซื้อดอกไม้ (23.5%) บรรยากาศ "เลือกตั้ง" ตัวแปรสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจฯ ระบุว่า บรรยากาศวาเลนไทน์ปีนี้คึกคักเป็นพิเศษเนื่องจากมี "โมเมนตัมจากการเลือกตั้ง" เข้ามาเสริมในช่วงเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้เงินในระบบหมุนเวียนดีขึ้น รวมถึงวันวาเลนไทน์ในปีนี้ตรงกับวันหยุดพอดีอย่างไรก็ตาม สังคมยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่มองว่าปีนี้คึกคักกว่าเดิม (33.1%) ให้เหตุผลเรื่องโปรโมชั่นร้านค้าและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ ขณะที่กลุ่มที่มองว่าคึกคักน้อยลง (15.2%) ยังกังวลเรื่องปัญหาหนี้สินและราคาสินค้าแพงลุ้นจีดีพีโตเกิน 2% หากรัฐบาลใหม่สร้างความเชื่อมั่นได้เร็วนายธนวรรธน์ ทิ้งท้ายว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วง "รอการประเมินใหม่" เนื่องจากมีสัญญาณบวกจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนที่แตะระดับ 1 แสนคนต่อสัปดาห์ และบรรยากาศช่วงตรุษจีนที่คึกคักต่อเนื่อง หากรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ทันที ก็มีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้เกินกว่า 2%
อ่านต่อ >20

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
การเลือกตั้งครั้งใหม่ในประเทศไทยจะเริ่มต้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว ที่จะตัดสินว่าพรรคไหนจะชนะและใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ชนะการเลือกตั้ง มีงานใหญ่รออยู่ นั่นก็คือการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เพราะหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจหยุดนิ่ง ขณะที่ประเทศอื่นเร่งพัฒนาแซงหน้าเราไปเรื่อย ๆ และเรามีแต่จะถูกทิ้งห่างมากขึ้น ๆ หากเป็นแบบนี้ต่อไป ไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จนตามใครไม่ทัน เว้นแต่รัฐบาลใหม่ที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามา จะเอาจริงกับการปฎิรูปเศรษฐกิจไทย จนสามารถกลับมาแข่งขันในตลาดโลกได้อีกครั้งสำนักข่าว CNA รายงานว่า ที่ผ่านมาการเมืองประเทศไทยตกอยู่ในวังวนของนโยบายประชานิยมที่เน้นแจกเงิน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระประชาชน และกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ซึ่งแม้จะช่วยให้ได้รับความนิยมและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในเวลาสั้น ๆ แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในเวลานี้ คือการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งโครงสร้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว รวมทั้งแก้ไขปัญหาที่เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่มั่นคงทางการเมือง ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาด้านการศึกษา และการวนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมเดิม ๆ ที่มีแต่จะทำรายได้น้อยลง ๆ ทุก ๆ วันCNA มองว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของนโยบายด้านเศรษฐกิจในประเทศไทยคือ “ขาดความต่อเนื่อง” อย่างที่เราเห็นว่าการเมืองในประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขาดความมั่นคง เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล ก็มาพร้อมกับนโยบายใหม่ ซึ่งตรงนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความมั่นใจ และมองไม่เห็นภาพว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยจะไปในทิศทางไหน ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนหวังจะเห็นในตอนนี้ ก็คือรัฐบาลที่มีความมั่นคง นโยบายเศรษฐกิจที่มีความแน่นอน ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติหากดูเผิน ๆ ที่ผ่านมา เหมือนเศรษฐกิจไทยพอจะเอาตัวรอดได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยหลายอย่าง การส่งออกยังเติบโต การท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงบ้าง แต่ก็ถือว่ายังเยอะอยู่ แต่ปี 2026 จะเป็นปีที่ยากลำบากมากขึ้น จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่า ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวโดยตรง ส่วน GDP ของปร
อ่านต่อ >19