
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในหลายพื้นที่ของเอเชียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยที่ประเทศจีนและอินโดนีเซียต่างเผชิญแรงสั่นสะเทือนขนาดใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ รวมถึงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินในหลายพื้นที่ศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีน (CENC) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ในเขตปกครองตนเองไห่ซี มณฑลชิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อเวลา 17.06 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีความลึกประมาณ 10 กิโลเมตรเบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 4 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสำรวจความเสียหายและประเมินจำนวนผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม สื่อทางการจีนระบุว่า คนงานทั้งหมดในเหมืองถ่านหินใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวได้รับการอพยพออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัยแล้ว ขณะที่ทีมกู้ภัยถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร พร้อมตรวจสอบความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นตามมาด้านสำนักงานแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีนได้ยกระดับการตอบสนองเหตุฉุกเฉินทันทีหลังเกิดแผ่นดินไหว โดยพบอาฟเตอร์ช็อกหลายระลอก ซึ่งหนึ่งในนั้นมีขนาดถึง 4.9และในวันเดียวกัน อินโดนีเซียก็เผชิญเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.7 บริเวณเกาะสุลาเวสี ทางตอนกลางของประเทศ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 8 คน และเกิดความเสียหายเป็นหย่อม ๆ ในหลายพื้นที่ แรงสั่นสะเทือนทำให้ประชาชนในเมืองปาลู เมืองเอกของจังหวัดสุลาเวสีกลาง ซึ่งมีประชากรราว 400,000 คน พากันวิ่งออกจากอาคารไปยังพื้นที่โล่ง ขณะที่โรงพยาบาลหลายแห่งต้องอพยพผู้ป่วยออกมานอกอาคารเพื่อความปลอดภัยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองปาลูไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 43 กิโลเมตร และมีความลึกเพียง 10 กิโลเมตร ก่อนจะเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง โดยครั้งรุนแรงที่สุดวัดได้ 5.2เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกให้กับชาวเมืองปาลูเป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เคยเผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่จากแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อปี 2561 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 4,000 ราย และนับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดของอินโดนีเซียในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา.
อ่านต่อ >26

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
17 มิถุนายน 2569 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แจ้งเตือนผู้กู้ยืมเงินที่สำเร็จการศึกษาและผ่านช่วงปลอดหนี้ 2 ปีแล้ว ให้เตรียมพร้อมชำระหนี้งวดแรก ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้อง นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “ในวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ โดย กยศ. ได้ดำเนินการส่งหนังสือแจ้งภาระหนี้ครั้งแรกไปยังผู้กู้ยืมเงินทุกรายที่ครบกำหนดแล้ว ทั้งนี้ จึงขอให้ผู้กู้ยืมเงินที่สำเร็จการศึกษาและผ่านช่วงระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปีแล้ว เตรียมชำระหนี้งวดแรกในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 นี้ แนะนำให้ตรวจสอบยอดผ่อนชำระตามตาราง 15 ปี ได้จากแอปพลิเคชัน กยศ. Connect และสร้าง QR Code เพื่อจ่ายผ่าน Mobile banking ทุกธนาคาร โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ผู้กู้ยืมเงินสามารถชำระหนี้ได้มากกว่ายอดชำระรายปีที่กำหนด ซึ่งเป็นการผ่อนแบบลดต้นลดดอก เมื่อยอดหนี้เงินต้นคงเหลือลดลง ดอกเบี้ยก็จะลดลงตามไปด้วย และสามารถปิดหนี้ได้เร็วยิ่งขึ้น กยศ. ขอเชิญชวนผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ทุกท่านร่วมชำระเงินคืนตามกำหนด เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอในการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาที่ตนเองเคยได้รับให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้องที่ยังต้องการความช่วยเหลือต่อไป”
อ่านต่อ >20

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เดือนมิถุนายนถือเป็นช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มรูปแบบ โดยนอกจากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศแล้ว ยังเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลพายุหมุนเขตร้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงหลายเดือนก่อนหน้า แม้จะยังไม่ใช่ช่วงพีคของฤดูพายุ แต่ก็เป็นเดือนที่ต้องเริ่มเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากสถิติพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยตลอด 75 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2494-2568 พบว่า ในเดือนมิถุนายนมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยรวม 7 ลูก แบ่งเป็นพายุดีเปรสชัน 6 ลูก และพายุโซนร้อน 1 ลูก สะท้อนให้เห็นว่าเดือนมิถุนายนยังไม่ใช่ช่วงที่มีพายุเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยจำนวนมากนัก เมื่อเทียบกับช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม ซึ่งเป็นเดือนที่มีสถิติพายุเคลื่อนเข้าสู่ประเทศสูงที่สุดของปี ข้อมูลทางสถิติยังพบว่า พายุหมุนเขตร้อนที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในเดือนมิถุนายนส่วนใหญ่มักก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้ ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางตอนบนของประเทศเวียดนาม จากนั้นเคลื่อนผ่านประเทศลาวเข้าสู่ประเทศไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และเคลื่อนต่อไปยังพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งถือเป็นเส้นทางหลักที่พบได้บ่อยที่สุดในช่วงต้นฤดูพายุขณะที่เส้นทางรองที่พบเป็นบางปี คือ พายุจะก่อตัวในบริเวณทะเลจีนใต้ใกล้ชายฝั่งเวียดนามตอนล่าง ก่อนเคลื่อนตัวผ่านประเทศกัมพูชาและเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณรอยต่อระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างกับภาคตะวันออก ส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับอิทธิพลจากฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า แม้พายุที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในเดือนมิถุนายนส่วนใหญ่จะมีกำลังไม่รุนแรงมากนักและมักอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำหลังขึ้นฝั่ง แต่พายุหมุนเขตร้อนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มปริมาณฝนสะสมให้กับประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ทั้งนี้ ผลกระทบจากพายุหมุนเขตร้อนอาจแตกต่างกันไปในแต่ละปี หากเป็นปีที่มีปริมาณน้ำฝนมากอยู่แล้ว การเข้ามาของพายุอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ แต่ในปีที่เผชิญภาวะฝนทิ้งช่วงหรือภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อนกลับมีบทบาทสำคัญในการเติมน้ำให้แหล่งกักเก็บน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นแก่พื้นที่เกษตรกรรม ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการขาด
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนสถานการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง และจะส่งผลกระทบชัดเจนตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า ทำให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติและอุณหภูมิสูงขึ้น ขณะที่หลายพื้นที่เสี่ยงเผชิญภาวะฝนทิ้งช่วงและปัญหาขาดแคลนน้ำนายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีและโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังพัฒนาความรุนแรง จะส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมไปจนถึงเดือนสิงหาคม เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนตัวขึ้นไปพาดผ่านประเทศจีน ทำให้ปริมาณฝนในประเทศไทยลดลงอย่างมากช่วงต้นเดือนสิงหาคมถือเป็นระยะที่อิทธิพลของเอลนีโญจะแสดงผลอย่างชัดเจนที่สุด ส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญสภาพอากาศแห้งแล้ง โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม ความกดอากาศต่ำจะเริ่มเคลื่อนตัวลงมาปกคลุมพื้นที่ตอนบนของประเทศ ส่งผลให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีโอกาสได้รับฝนเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ปริมาณฝนโดยรวมยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในหลายพื้นที่หลังเดือนตุลาคมเป็นต้นไป สถานการณ์อาจน่าเป็นห่วงมากขึ้น เนื่องจากลมหนาวหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน ซึ่งมีลักษณะแห้ง จะเริ่มแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย เมื่อผนวกกับอิทธิพลของเอลนีโญ จะยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ที่มีแนวโน้มจะมีฝนลดลงอย่างเห็นได้ชัดกรมอุตุนิยมวิทยาจึงขอให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสม และร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้และต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า
อ่านต่อ >13

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในหลายพื้นที่ของเอเชียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยที่ประเทศจีนและอินโดนีเซียต่างเผชิญแรงสั่นสะเทือนขนาดใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ รวมถึงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินในหลายพื้นที่ศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีน (CENC) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ในเขตปกครองตนเองไห่ซี มณฑลชิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อเวลา 17.06 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีความลึกประมาณ 10 กิโลเมตรเบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 4 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสำรวจความเสียหายและประเมินจำนวนผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม สื่อทางการจีนระบุว่า คนงานทั้งหมดในเหมืองถ่านหินใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวได้รับการอพยพออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัยแล้ว ขณะที่ทีมกู้ภัยถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร พร้อมตรวจสอบความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นตามมาด้านสำนักงานแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีนได้ยกระดับการตอบสนองเหตุฉุกเฉินทันทีหลังเกิดแผ่นดินไหว โดยพบอาฟเตอร์ช็อกหลายระลอก ซึ่งหนึ่งในนั้นมีขนาดถึง 4.9และในวันเดียวกัน อินโดนีเซียก็เผชิญเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.7 บริเวณเกาะสุลาเวสี ทางตอนกลางของประเทศ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 8 คน และเกิดความเสียหายเป็นหย่อม ๆ ในหลายพื้นที่ แรงสั่นสะเทือนทำให้ประชาชนในเมืองปาลู เมืองเอกของจังหวัดสุลาเวสีกลาง ซึ่งมีประชากรราว 400,000 คน พากันวิ่งออกจากอาคารไปยังพื้นที่โล่ง ขณะที่โรงพยาบาลหลายแห่งต้องอพยพผู้ป่วยออกมานอกอาคารเพื่อความปลอดภัยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองปาลูไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 43 กิโลเมตร และมีความลึกเพียง 10 กิโลเมตร ก่อนจะเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง โดยครั้งรุนแรงที่สุดวัดได้ 5.2เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกให้กับชาวเมืองปาลูเป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เคยเผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่จากแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อปี 2561 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 4,000 ราย และนับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดของอินโดนีเซียในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา.
อ่านต่อ >26

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
17 มิถุนายน 2569 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แจ้งเตือนผู้กู้ยืมเงินที่สำเร็จการศึกษาและผ่านช่วงปลอดหนี้ 2 ปีแล้ว ให้เตรียมพร้อมชำระหนี้งวดแรก ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้อง นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “ในวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ โดย กยศ. ได้ดำเนินการส่งหนังสือแจ้งภาระหนี้ครั้งแรกไปยังผู้กู้ยืมเงินทุกรายที่ครบกำหนดแล้ว ทั้งนี้ จึงขอให้ผู้กู้ยืมเงินที่สำเร็จการศึกษาและผ่านช่วงระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปีแล้ว เตรียมชำระหนี้งวดแรกในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 นี้ แนะนำให้ตรวจสอบยอดผ่อนชำระตามตาราง 15 ปี ได้จากแอปพลิเคชัน กยศ. Connect และสร้าง QR Code เพื่อจ่ายผ่าน Mobile banking ทุกธนาคาร โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ผู้กู้ยืมเงินสามารถชำระหนี้ได้มากกว่ายอดชำระรายปีที่กำหนด ซึ่งเป็นการผ่อนแบบลดต้นลดดอก เมื่อยอดหนี้เงินต้นคงเหลือลดลง ดอกเบี้ยก็จะลดลงตามไปด้วย และสามารถปิดหนี้ได้เร็วยิ่งขึ้น กยศ. ขอเชิญชวนผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ทุกท่านร่วมชำระเงินคืนตามกำหนด เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอในการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาที่ตนเองเคยได้รับให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้องที่ยังต้องการความช่วยเหลือต่อไป”
อ่านต่อ >20

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เดือนมิถุนายนถือเป็นช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มรูปแบบ โดยนอกจากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศแล้ว ยังเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลพายุหมุนเขตร้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงหลายเดือนก่อนหน้า แม้จะยังไม่ใช่ช่วงพีคของฤดูพายุ แต่ก็เป็นเดือนที่ต้องเริ่มเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากสถิติพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยตลอด 75 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2494-2568 พบว่า ในเดือนมิถุนายนมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยรวม 7 ลูก แบ่งเป็นพายุดีเปรสชัน 6 ลูก และพายุโซนร้อน 1 ลูก สะท้อนให้เห็นว่าเดือนมิถุนายนยังไม่ใช่ช่วงที่มีพายุเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยจำนวนมากนัก เมื่อเทียบกับช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม ซึ่งเป็นเดือนที่มีสถิติพายุเคลื่อนเข้าสู่ประเทศสูงที่สุดของปี ข้อมูลทางสถิติยังพบว่า พายุหมุนเขตร้อนที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในเดือนมิถุนายนส่วนใหญ่มักก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้ ก่อนเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางตอนบนของประเทศเวียดนาม จากนั้นเคลื่อนผ่านประเทศลาวเข้าสู่ประเทศไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และเคลื่อนต่อไปยังพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งถือเป็นเส้นทางหลักที่พบได้บ่อยที่สุดในช่วงต้นฤดูพายุขณะที่เส้นทางรองที่พบเป็นบางปี คือ พายุจะก่อตัวในบริเวณทะเลจีนใต้ใกล้ชายฝั่งเวียดนามตอนล่าง ก่อนเคลื่อนตัวผ่านประเทศกัมพูชาและเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณรอยต่อระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างกับภาคตะวันออก ส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับอิทธิพลจากฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า แม้พายุที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในเดือนมิถุนายนส่วนใหญ่จะมีกำลังไม่รุนแรงมากนักและมักอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำหลังขึ้นฝั่ง แต่พายุหมุนเขตร้อนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มปริมาณฝนสะสมให้กับประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ทั้งนี้ ผลกระทบจากพายุหมุนเขตร้อนอาจแตกต่างกันไปในแต่ละปี หากเป็นปีที่มีปริมาณน้ำฝนมากอยู่แล้ว การเข้ามาของพายุอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ แต่ในปีที่เผชิญภาวะฝนทิ้งช่วงหรือภัยแล้ง พายุหมุนเขตร้อนกลับมีบทบาทสำคัญในการเติมน้ำให้แหล่งกักเก็บน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นแก่พื้นที่เกษตรกรรม ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการขาด
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนสถานการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง และจะส่งผลกระทบชัดเจนตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า ทำให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติและอุณหภูมิสูงขึ้น ขณะที่หลายพื้นที่เสี่ยงเผชิญภาวะฝนทิ้งช่วงและปัญหาขาดแคลนน้ำนายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีและโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังพัฒนาความรุนแรง จะส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมไปจนถึงเดือนสิงหาคม เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนตัวขึ้นไปพาดผ่านประเทศจีน ทำให้ปริมาณฝนในประเทศไทยลดลงอย่างมากช่วงต้นเดือนสิงหาคมถือเป็นระยะที่อิทธิพลของเอลนีโญจะแสดงผลอย่างชัดเจนที่สุด ส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญสภาพอากาศแห้งแล้ง โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม ความกดอากาศต่ำจะเริ่มเคลื่อนตัวลงมาปกคลุมพื้นที่ตอนบนของประเทศ ส่งผลให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีโอกาสได้รับฝนเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ปริมาณฝนโดยรวมยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในหลายพื้นที่หลังเดือนตุลาคมเป็นต้นไป สถานการณ์อาจน่าเป็นห่วงมากขึ้น เนื่องจากลมหนาวหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน ซึ่งมีลักษณะแห้ง จะเริ่มแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย เมื่อผนวกกับอิทธิพลของเอลนีโญ จะยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ที่มีแนวโน้มจะมีฝนลดลงอย่างเห็นได้ชัดกรมอุตุนิยมวิทยาจึงขอให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสม และร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้และต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า
อ่านต่อ >13

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในหลายพื้นที่ของเอเชียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยที่ประเทศจีนและอินโดนีเซียต่างเผชิญแรงสั่นสะเทือนขนาดใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ รวมถึงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินในหลายพื้นที่ศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีน (CENC) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ในเขตปกครองตนเองไห่ซี มณฑลชิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อเวลา 17.06 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีความลึกประมาณ 10 กิโลเมตรเบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 4 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสำรวจความเสียหายและประเมินจำนวนผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม สื่อทางการจีนระบุว่า คนงานทั้งหมดในเหมืองถ่านหินใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวได้รับการอพยพออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัยแล้ว ขณะที่ทีมกู้ภัยถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร พร้อมตรวจสอบความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นตามมาด้านสำนักงานแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีนได้ยกระดับการตอบสนองเหตุฉุกเฉินทันทีหลังเกิดแผ่นดินไหว โดยพบอาฟเตอร์ช็อกหลายระลอก ซึ่งหนึ่งในนั้นมีขนาดถึง 4.9และในวันเดียวกัน อินโดนีเซียก็เผชิญเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.7 บริเวณเกาะสุลาเวสี ทางตอนกลางของประเทศ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 8 คน และเกิดความเสียหายเป็นหย่อม ๆ ในหลายพื้นที่ แรงสั่นสะเทือนทำให้ประชาชนในเมืองปาลู เมืองเอกของจังหวัดสุลาเวสีกลาง ซึ่งมีประชากรราว 400,000 คน พากันวิ่งออกจากอาคารไปยังพื้นที่โล่ง ขณะที่โรงพยาบาลหลายแห่งต้องอพยพผู้ป่วยออกมานอกอาคารเพื่อความปลอดภัยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองปาลูไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 43 กิโลเมตร และมีความลึกเพียง 10 กิโลเมตร ก่อนจะเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง โดยครั้งรุนแรงที่สุดวัดได้ 5.2เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกให้กับชาวเมืองปาลูเป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เคยเผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่จากแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อปี 2561 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 4,000 ราย และนับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดของอินโดนีเซียในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา.
อ่านต่อ >26