
#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
อำนวยความสะดวกทำบัตรประชาชน – รับแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมกับ สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ในช่วงการออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และวันเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นจะดำเนินการ ดังนี้ 1. เปิดให้บริการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน ให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ดังนี้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569ระหว่างวันที่ 7 – 8 กุมภาพันธ์ 25692. จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. ที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ดังนี้ระหว่างวันที่ 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2569ระหว่างวันที่ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 25693. จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุจากผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ดังนี้ระหว่างวันที่ 14 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569ระหว่างวันที่ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569ทั้งนี้ สามารถแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และการแจ้งเหตุไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่ง รวมถึงสามารถแจ้งเหตุผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ เว็บไซต์สำนักทะเบียนกลาง www.bora.dopa.go.th แอปพลิเคชัน Smart Vote ไม่ได้ไปเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ต้องแจ้งเหตุ ฯ ในระบบ 2 ครั้งขอเน้นย้ำ ถ้าผู้มีสิทธิไม่ได้ไปเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ท่านต้องแจ้งเหตุ ฯ ในระบบ 2 ครั้ง ได้แก่ การแจ้งเหตุ ฯ ของ สส. การแจ้งเหตุ ฯ ของประชามติ เมื่อท่านแจ้งเหตุ ฯ ทั้ง 2 ประเภทแล้ว ท่านจะไม่ถูกจำกัดสิทธิ ฯ เป็นเวลา 2 ปีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตรวจสอบสิทธิ เตรียมความพร้อมก่อนวันเลือกตั้ง และหากมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิได้ ขอให้แจ้งเหตุภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริ
อ่านต่อ >25

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
แถลงสรุปผลตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเหตุการณ์เครนถล่มทับรถไฟโคราชและเครนก่อสร้างพังถล่มบนถนนพระราม 2 วันนี้ 23 มกราคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีอุบัติเหตุจากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ 2 กรณี ได้แก่ เหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน หล่นทับขบวนรถไฟ ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 และ เหตุคานปูนและเครนก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษ M82 พังถล่มบนถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยของประชาชนในการเดินทาง ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงคมนาคม ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 กรณี โดยมี นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง) เป็นประธานกรรมการ มีนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายกสภาวิศวกร ผู้แทนอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนกรมบัญชีกลาง และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ โดยมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลการดำเนินงานภายใน 15 วัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ให้เร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน ผลตรวจสอบเบื้องต้น กรณี เหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน หล่นทับขบวนรถไฟนายพิพัฒน์ ระบุว่า วันนี้เป็นวันครบกำหนด 7 วัน ตามที่นายกรัฐมนตรีกำชับให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน จึงขอชี้แจงผลการตรวจสอบเบื้องต้น พร้อมมาตรการสั่งการเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกผลตรวจสอบเบื้องต้น กรณี สีคิ้ว พบว่า วัตถุที่ตกลงมาทับขบวนรถไฟ เป็นชิ้นส่วนฐานรองรับด้านหน้าของเครน ซึ่งเกิดการเสียสมดุลระหว่างการเคลื่อนย้าย แต่ประเด็นสำคัญที่พบคือ มีการทำงานก่อสร้างโดยไม่ปิดการจราจรด้านล่าง ทั้งที่มีข้อกำหนดชัดเจนว่าต้องทำงานเฉพาะช่วงที่ไม่มีรถไฟวิ่ง ถือเป็นการละเลยมาตรการความปลอดภัยนายจิระพงศ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3 – 4 ช่วงลำตะคอง – สีคิ้ว และช่วงกุดจิก – โคกกรวด โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย – จีน
อ่านต่อ >14

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
วันที่ 23 มกราคม 2569 นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยในการแถลงข่าว ปีใหม่วิถีใหม่ ใส่ใจป้องกัน ห่างไกลโรคและภัยสุขภาพ ว่า มีโรคจากสัตว์สู่คน ที่เรียกว่า โรคไข้นกแก้ว มาเตือนประชาชน โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จากนกแก้วสู่คนเลี้ยง แต่พบได้ในนกพิราบ เป็ด ไก่งวง เป็นต้น ปัจจุบันพบรายงานการระบาดในประเทศแถบยุโรปสำหรับประเทศไทยมีรายงานพบผู้ป่วยไข้นกแก้ว 1 ราย เป็นหญิง อายุ 55 ปี ประวัติคือ 18 ต.ค.2568 ซื้อนกแก้วมาเลี้ยง 2 ตัว วันที่ 21 ต.ค.2568 นกแก้วตาย 1 ตัว นำไปฝั่งกลบ วันที่ 22 ต.ค.-30 พ.ย.2568 ทยอยซื้อนกแก้วมาเลี้ยงรวม 19 ตัว ระหว่างนี้นกแก้วทยอยตายสะสม 11 ตัว วันที่ 1 ธ.ค.2568 ผู้ป่วยเริ่มมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ซื้อยามาทาน เอง วันที่ 8 ธ.ค.2568 ยังมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ มีน้ำมูก ไปพบแพทย์และรักษาตามอาการ วันที่ 14 ธ.ค.2568 อาการไม่ดีขึ้น ไปโรงพยาบาลอีกครั้ง แพทย์ตรวจพบเชื้อ Chlamydophila psittaci แพทย์วินิจฉัยไข้นกแก้ว วันที่ 14 ธ.ค.2568-6 ม.ค.2569 รักษาตัวในโรงพยาบาล ปัจจุบันรักษาหายแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่พบคือ ผู้ป่วยมีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เลี้ยงนกแก้วในห้องแอร์ อากาศไม่ถ่ายเท ปล่อยบินในบ้าน นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า โรคไข้นกแก้วติดต่อผ่านการสูดดมละอองฝอยที่มีเชื้อปนเปื้อนในมูลแห้ง ขน สารคัดหลั่งจากจมูก หรือละอองหายใจของนกที่ติดเชื้อ โดยเชื้อทนทานในสิ่งแวดล้อมและมูลแห้งได้นานถึง 30 วัน โดยผู้ติดเชื้อจะเริ่มมีอาการ 5-14 วันหลังจากได้รับเชื้อ และมักอาการแสดงเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ หนาวสั่น ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ไอแห้ง สำหรับแนวทางป้องกันการติดเชื้อ มีดังนี้1.ป้องกันสัตว์ติดเชื้อ-หลีกเลี่ยงการนำนกไปอยู่ในที่นกชุกชุม-ทำความสะอาดกรงนก เปลี่ยนอาหารและน้ำวันละครั้ง-หากนกที่เลี้ยงจาม มีน้ำมูก ถ่ายเหลว มีมูกปนสีเขียวหรือเหลืองจัด ขนฟู หนาวสั่น ซึมผิดปกติ ควรแยกออกจากนกที่ปกติ 2.ป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ-หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีก หรือมูลนก-หลีกเลี่ยงการไปอยู่บริเวณที่มีสัตว์ปีกหนาแน่น-หากจำเป็นต้องสัมผัสสัตว์ปีก ให้สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือ และล้างมือเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ-วางกรงนกในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เลี้ยงนกในห้องนอน3. สังเกตอาการตนเองสังเกตอาการตนเอง และสัตว์เลี้ยง หากมีอากา
อ่านต่อ >7

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
"พาณิชย์" เผยตัวเลข "ส่งออก" ทั้งปี 2568 ขยายตัว 12.9% ร้อนแรงทุบสถิติ สูงสุดรอบ 4 ปี ทะลุ 11 ล้านล้านบาท ทองคำ-ชิปพุ่ง สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือน ธันวาคม 2568 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 28,928.4 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 16.8% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 29,280.4 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.8% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 352 ล้านดอลลาร์การส่งออก มีปัจจัยหนุนจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูง และเร่งขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวสูงตามการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้เผชิญกำแพงภาษีนำเข้าทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 339,635 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12.9% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 344,943 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12.9% ส่งผลให้ในปี 2568 ไทยขาดดุลการค้า 5,307.9 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม นับว่ามูลค่าการส่งออกและนำเข้าของไทยในปี 68 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยการส่งออกขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี และการนำเข้าขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปีนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า การส่งออกของไทยในเดือนธันวาคม 2568 ยังขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ซึ่งแรงขับเคลื่อนหลัก ยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามการอัปเกรดเทคโนโลยีสมัยใหม่สู่ยุค AI และการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเนื่อง ในขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรอยู่ในภาวะหดตัว จากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลกอย่างไรก็ดี การส่งออกของไทยในเดือนธันวาคม 2568 ที่ 16.8% นั้น หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 16.6% ขณะที่การส่งออกไทยทั้งปี 68 ที่ขยายตัว 12.9% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัวได้ 14%ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่า ในปี 2568 การส่งออกทองคำ ในแง่มูลค่าเพิ่มขึ้น 48.5% ส่วนในแง่ปริมาณ เพิ่มขึ้น 8.4% และเฉพาะเดือนธันวาคม 2568 เพียงเดือนเดียว ปริมาณการส่งออกทองคำ พุ่งสูงถึง 148.4% เป็นส่วนที่เป็นผลโดยตรงจากเรื่อง Geopolitics หรือภูมิรัฐศาสตร์ และการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงมากขึ้น สำหรับภาพรวมการส่งออกปี 2568 แยกเป็นรายกลุ่มสินค้า"สินค้าเกษตร" : กา
อ่านต่อ >
#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
อำนวยความสะดวกทำบัตรประชาชน – รับแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมกับ สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ในช่วงการออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และวันเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นจะดำเนินการ ดังนี้ 1. เปิดให้บริการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน ให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ดังนี้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569ระหว่างวันที่ 7 – 8 กุมภาพันธ์ 25692. จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. ที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ดังนี้ระหว่างวันที่ 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2569ระหว่างวันที่ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 25693. จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุจากผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ดังนี้ระหว่างวันที่ 14 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569ระหว่างวันที่ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569ทั้งนี้ สามารถแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และการแจ้งเหตุไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่ง รวมถึงสามารถแจ้งเหตุผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ เว็บไซต์สำนักทะเบียนกลาง www.bora.dopa.go.th แอปพลิเคชัน Smart Vote ไม่ได้ไปเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ต้องแจ้งเหตุ ฯ ในระบบ 2 ครั้งขอเน้นย้ำ ถ้าผู้มีสิทธิไม่ได้ไปเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ท่านต้องแจ้งเหตุ ฯ ในระบบ 2 ครั้ง ได้แก่ การแจ้งเหตุ ฯ ของ สส. การแจ้งเหตุ ฯ ของประชามติ เมื่อท่านแจ้งเหตุ ฯ ทั้ง 2 ประเภทแล้ว ท่านจะไม่ถูกจำกัดสิทธิ ฯ เป็นเวลา 2 ปีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตรวจสอบสิทธิ เตรียมความพร้อมก่อนวันเลือกตั้ง และหากมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิได้ ขอให้แจ้งเหตุภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริ
อ่านต่อ >25

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
แถลงสรุปผลตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเหตุการณ์เครนถล่มทับรถไฟโคราชและเครนก่อสร้างพังถล่มบนถนนพระราม 2 วันนี้ 23 มกราคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีอุบัติเหตุจากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ 2 กรณี ได้แก่ เหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน หล่นทับขบวนรถไฟ ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 และ เหตุคานปูนและเครนก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษ M82 พังถล่มบนถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยของประชาชนในการเดินทาง ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงคมนาคม ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 กรณี โดยมี นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง) เป็นประธานกรรมการ มีนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายกสภาวิศวกร ผู้แทนอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนกรมบัญชีกลาง และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ โดยมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลการดำเนินงานภายใน 15 วัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ให้เร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน ผลตรวจสอบเบื้องต้น กรณี เหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน หล่นทับขบวนรถไฟนายพิพัฒน์ ระบุว่า วันนี้เป็นวันครบกำหนด 7 วัน ตามที่นายกรัฐมนตรีกำชับให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน จึงขอชี้แจงผลการตรวจสอบเบื้องต้น พร้อมมาตรการสั่งการเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกผลตรวจสอบเบื้องต้น กรณี สีคิ้ว พบว่า วัตถุที่ตกลงมาทับขบวนรถไฟ เป็นชิ้นส่วนฐานรองรับด้านหน้าของเครน ซึ่งเกิดการเสียสมดุลระหว่างการเคลื่อนย้าย แต่ประเด็นสำคัญที่พบคือ มีการทำงานก่อสร้างโดยไม่ปิดการจราจรด้านล่าง ทั้งที่มีข้อกำหนดชัดเจนว่าต้องทำงานเฉพาะช่วงที่ไม่มีรถไฟวิ่ง ถือเป็นการละเลยมาตรการความปลอดภัยนายจิระพงศ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3 – 4 ช่วงลำตะคอง – สีคิ้ว และช่วงกุดจิก – โคกกรวด โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย – จีน
อ่านต่อ >14

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
วันที่ 23 มกราคม 2569 นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยในการแถลงข่าว ปีใหม่วิถีใหม่ ใส่ใจป้องกัน ห่างไกลโรคและภัยสุขภาพ ว่า มีโรคจากสัตว์สู่คน ที่เรียกว่า โรคไข้นกแก้ว มาเตือนประชาชน โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จากนกแก้วสู่คนเลี้ยง แต่พบได้ในนกพิราบ เป็ด ไก่งวง เป็นต้น ปัจจุบันพบรายงานการระบาดในประเทศแถบยุโรปสำหรับประเทศไทยมีรายงานพบผู้ป่วยไข้นกแก้ว 1 ราย เป็นหญิง อายุ 55 ปี ประวัติคือ 18 ต.ค.2568 ซื้อนกแก้วมาเลี้ยง 2 ตัว วันที่ 21 ต.ค.2568 นกแก้วตาย 1 ตัว นำไปฝั่งกลบ วันที่ 22 ต.ค.-30 พ.ย.2568 ทยอยซื้อนกแก้วมาเลี้ยงรวม 19 ตัว ระหว่างนี้นกแก้วทยอยตายสะสม 11 ตัว วันที่ 1 ธ.ค.2568 ผู้ป่วยเริ่มมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ซื้อยามาทาน เอง วันที่ 8 ธ.ค.2568 ยังมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ มีน้ำมูก ไปพบแพทย์และรักษาตามอาการ วันที่ 14 ธ.ค.2568 อาการไม่ดีขึ้น ไปโรงพยาบาลอีกครั้ง แพทย์ตรวจพบเชื้อ Chlamydophila psittaci แพทย์วินิจฉัยไข้นกแก้ว วันที่ 14 ธ.ค.2568-6 ม.ค.2569 รักษาตัวในโรงพยาบาล ปัจจุบันรักษาหายแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่พบคือ ผู้ป่วยมีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เลี้ยงนกแก้วในห้องแอร์ อากาศไม่ถ่ายเท ปล่อยบินในบ้าน นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า โรคไข้นกแก้วติดต่อผ่านการสูดดมละอองฝอยที่มีเชื้อปนเปื้อนในมูลแห้ง ขน สารคัดหลั่งจากจมูก หรือละอองหายใจของนกที่ติดเชื้อ โดยเชื้อทนทานในสิ่งแวดล้อมและมูลแห้งได้นานถึง 30 วัน โดยผู้ติดเชื้อจะเริ่มมีอาการ 5-14 วันหลังจากได้รับเชื้อ และมักอาการแสดงเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ หนาวสั่น ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ไอแห้ง สำหรับแนวทางป้องกันการติดเชื้อ มีดังนี้1.ป้องกันสัตว์ติดเชื้อ-หลีกเลี่ยงการนำนกไปอยู่ในที่นกชุกชุม-ทำความสะอาดกรงนก เปลี่ยนอาหารและน้ำวันละครั้ง-หากนกที่เลี้ยงจาม มีน้ำมูก ถ่ายเหลว มีมูกปนสีเขียวหรือเหลืองจัด ขนฟู หนาวสั่น ซึมผิดปกติ ควรแยกออกจากนกที่ปกติ 2.ป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ-หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีก หรือมูลนก-หลีกเลี่ยงการไปอยู่บริเวณที่มีสัตว์ปีกหนาแน่น-หากจำเป็นต้องสัมผัสสัตว์ปีก ให้สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือ และล้างมือเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ-วางกรงนกในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เลี้ยงนกในห้องนอน3. สังเกตอาการตนเองสังเกตอาการตนเอง และสัตว์เลี้ยง หากมีอากา
อ่านต่อ >7

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
"พาณิชย์" เผยตัวเลข "ส่งออก" ทั้งปี 2568 ขยายตัว 12.9% ร้อนแรงทุบสถิติ สูงสุดรอบ 4 ปี ทะลุ 11 ล้านล้านบาท ทองคำ-ชิปพุ่ง สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือน ธันวาคม 2568 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 28,928.4 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 16.8% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 29,280.4 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.8% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 352 ล้านดอลลาร์การส่งออก มีปัจจัยหนุนจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูง และเร่งขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวสูงตามการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้เผชิญกำแพงภาษีนำเข้าทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 339,635 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12.9% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 344,943 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12.9% ส่งผลให้ในปี 2568 ไทยขาดดุลการค้า 5,307.9 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม นับว่ามูลค่าการส่งออกและนำเข้าของไทยในปี 68 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยการส่งออกขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี และการนำเข้าขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปีนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า การส่งออกของไทยในเดือนธันวาคม 2568 ยังขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ซึ่งแรงขับเคลื่อนหลัก ยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามการอัปเกรดเทคโนโลยีสมัยใหม่สู่ยุค AI และการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเนื่อง ในขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรอยู่ในภาวะหดตัว จากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลกอย่างไรก็ดี การส่งออกของไทยในเดือนธันวาคม 2568 ที่ 16.8% นั้น หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 16.6% ขณะที่การส่งออกไทยทั้งปี 68 ที่ขยายตัว 12.9% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัวได้ 14%ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่า ในปี 2568 การส่งออกทองคำ ในแง่มูลค่าเพิ่มขึ้น 48.5% ส่วนในแง่ปริมาณ เพิ่มขึ้น 8.4% และเฉพาะเดือนธันวาคม 2568 เพียงเดือนเดียว ปริมาณการส่งออกทองคำ พุ่งสูงถึง 148.4% เป็นส่วนที่เป็นผลโดยตรงจากเรื่อง Geopolitics หรือภูมิรัฐศาสตร์ และการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงมากขึ้น สำหรับภาพรวมการส่งออกปี 2568 แยกเป็นรายกลุ่มสินค้า"สินค้าเกษตร" : กา
อ่านต่อ >
#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
อำนวยความสะดวกทำบัตรประชาชน – รับแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมกับ สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ในช่วงการออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และวันเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นจะดำเนินการ ดังนี้ 1. เปิดให้บริการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน ให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ดังนี้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569ระหว่างวันที่ 7 – 8 กุมภาพันธ์ 25692. จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. ที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ดังนี้ระหว่างวันที่ 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2569ระหว่างวันที่ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 25693. จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุจากผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ดังนี้ระหว่างวันที่ 14 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569ระหว่างวันที่ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569ทั้งนี้ สามารถแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และการแจ้งเหตุไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่ง รวมถึงสามารถแจ้งเหตุผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ เว็บไซต์สำนักทะเบียนกลาง www.bora.dopa.go.th แอปพลิเคชัน Smart Vote ไม่ได้ไปเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ต้องแจ้งเหตุ ฯ ในระบบ 2 ครั้งขอเน้นย้ำ ถ้าผู้มีสิทธิไม่ได้ไปเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ท่านต้องแจ้งเหตุ ฯ ในระบบ 2 ครั้ง ได้แก่ การแจ้งเหตุ ฯ ของ สส. การแจ้งเหตุ ฯ ของประชามติ เมื่อท่านแจ้งเหตุ ฯ ทั้ง 2 ประเภทแล้ว ท่านจะไม่ถูกจำกัดสิทธิ ฯ เป็นเวลา 2 ปีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตรวจสอบสิทธิ เตรียมความพร้อมก่อนวันเลือกตั้ง และหากมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิได้ ขอให้แจ้งเหตุภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริ
อ่านต่อ >25