
#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
วิเคราะห์คดีเด็ก 11 ขวบขับรถชนพระธุดงค์ ทำไม "เกียร์ธรรมดา" จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญเหตุการณ์อุบัติเหตุเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเด็กชายวัย 11 ปี ขับรถกระบะพุ่งชนขบวนพระธุดงค์บนถนนสายมุกดาหาร–ดอนตาล จนเป็นเหตุให้พระภิกษุมรณภาพ 10 รูป และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายราย นับเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุที่สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก และได้รับความสนใจจากสื่อทั้งในและต่างประเทศจากข้อมูลการสอบสวนเบื้องต้น เด็กชายได้แอบนำกุญแจรถของผู้ปกครองออกจากบ้าน ก่อนขับรถกระบะออกมาเพียงลำพัง โดยระหว่างทางยังมีรายงานว่าขับผ่านด่านตรวจและหลบหนีการสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนเกิดเหตุพุ่งชนขบวนพระธุดงค์ที่กำลังเดินทางไปยังจังหวัดอุบลราชธานีอย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในสังคม ไม่ใช่เพียงเรื่องอายุของผู้ขับขี่ แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่ารถคันเกิดเหตุเป็น รถเกียร์ธรรมดา (เกียร์กระปุก) ซึ่งต้องอาศัยทักษะการควบคุมรถมากกว่ารถเกียร์อัตโนมัติเหตุใด "รถเกียร์ธรรมดา" จึงเป็นข้อสงสัยสำคัญการขับรถเกียร์ธรรมดาแตกต่างจากรถเกียร์อัตโนมัติอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ขับต้องประสานการทำงานของเท้าซ้ายที่ควบคุมคลัตช์ เท้าขวาที่ควบคุมคันเร่งและเบรก รวมถึงมือที่ใช้เปลี่ยนเกียร์ในจังหวะที่เหมาะสม หากปล่อยคลัตช์เร็วเกินไป รถอาจดับเครื่องทันทีผู้เชี่ยวชาญด้านการขับขี่ระบุว่า แม้ผู้ใหญ่ที่เริ่มฝึกใหม่ก็มักต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงจะสามารถออกตัวรถได้โดยไม่ดับเครื่อง และต้องอาศัยการฝึกซ้ำหลายสัปดาห์จึงจะขับได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะที่องค์กรด้านความปลอดภัยทางถนนหลายแห่งในต่างประเทศประเมินว่า การขับรถเกียร์ธรรมดาให้เกิดความชำนาญต้องผ่านการฝึกเป็นเวลาหลายสิบชั่วโมงด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสงสัยว่าการที่เด็กวัยเพียง 11 ปี สามารถขับรถออกจากบ้าน วิ่งเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร และใช้ความเร็วต่อเนื่อง อาจสะท้อนว่ามีประสบการณ์ในการควบคุมรถมาก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายชี้ ต้องรอข้อเท็จจริงจากการสอบสวนนายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน อธิบายว่า ประเด็นสำคัญของคดีไม่ได้อยู่เพียงการที่เด็กนำรถออกจากบ้าน แต่รวมถึงข้อเท็จจริงว่า เด็กเคยได้รับการสอนขับรถจากผู้ปกครองหรือไม่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการพิจารณาความรับผิดของผู้ปกครองนายวัชรินทร์ให้ความเห็นว่า
อ่านต่อ >17

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ช้อปปี้ (Shopee) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน และเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มชั้นนำในบราซิล เดินหน้าตอกย้ำพันธกิจด้าน Digital Inclusion สร้างโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าเทียม โดยทำหน้าที่เป็น “สะพานดิจิทัล” เชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ากับโอกาสบนโลกออนไลน์ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคตลอดระยะเวลากว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ล่าสุด คณะผู้บริหารจาก Shopee และ Sea ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแพลตฟอร์มฯ ได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือถึงแนวทางการสนับสนุนและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศผ่านระบบนิเวศน์ของแพลตฟอร์มช้อปปี้ พร้อมรายงานความคืบหน้าของโครงการสำคัญ ได้แก่ โปรแกรม ‘ไทยช่วยไทยกับช้อปปี้: สนับสนุนการเติบโตร้านค้าไทยรายย่อย (Thai MSME Growth Support Program)’ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการ MSMEs ไทย พร้อมขับเคลื่อนการเข้าถึงโอกาสทางดิจิทัลอย่างทั่วถึง เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อได้ดียิ่งขึ้นโปรแกรมดังกล่าวมีมูลค่าการสนับสนุนรวมกว่า 500 ล้านบาทตลอดทั้งโครงการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของร้านค้าไทยรายย่อย หรือ MSME และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน สะท้อนถึงการรวมพลังระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสร้างฟันเฟืองที่แข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก อีกทั้งยังเป็นการขานรับนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ของรัฐบาลที่มุ่งใช้ศักยภาพของอีคอมเมิร์ซในการสร้างโอกาสและรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศในการหารือร่วมกันครั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย หรือ MSME ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมสะท้อนถึงบทบาทของแพลตฟอร์มดิจิทัลในการเปิดโอกาสทางการค้าและขยายช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างการเติบโตให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศนายกฯ ได้แสดงความชื่นชมต่อการดำเนินงานของช้อปปี้ที่เข้ามาสนับสนุนนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการริเริ่มโปรแกรม‘ไทยช่วยไทยกับช้อปปี้: สนับสนุนการเติบโตร้านค้าไทยรายย่อย (Thai MSME Growth Support Prog
อ่านต่อ >
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ความคืบหน้าการสืบสวนเส้นทางกล่องพัสดุซุกซ่อนยาเสพติดที่นำมาส่งให้แอร์โฮสเตสสาว ย่านบางนา ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตรวจยึดรถยนต์ที่ใช้ในการขนส่ง พร้อมควบคุมตัวผู้ขับขี่มาสอบสวนขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการแล้ว แกะรอยเก๋งโตโยต้าส่งพัสดุซุกยาเสพติดย่านบางนาจากการสืบสวนเส้นทางกล่องพัสดุที่ใช้ซุกซ่อนยาเสพติด ซึ่งถูกนำมาส่งให้ แอร์โฮสเตสสาว ที่คอนโดมิเนียมย่านบางนา เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 พบว่าผู้ส่งเป็นชายสวมเสื้อแจ็กเก็ตแขนยาวแบบมีฮู้ด เดินทางมาด้วยรถยนต์โตโยต้าพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รายงานว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศอ.ปส.บช.น.) ได้สืบสวนจนทราบตัวเจ้าของรถคันดังกล่าว เป็นชายอายุ 59 ปี ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากการตรวจสอบประวัติพบว่า เคยถูกจับกุมเมื่อปี 2540 ในคดีลักลอบลำเลียงยาบ้า 10,000 เม็ด จากจังหวัดเชียงรายมายังกรุงเทพมหานคร โดยศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ก่อนได้รับการลดหย่อนโทษเหลือจำคุก 20 ปีคุมตัวคนขับสอบสวน อ้างรับจ้างจากชายลักษณะคล้ายต่างด้าวเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวชายคนดังกล่าวมาสอบสวน ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นผู้ขับรถนำกล่องพัสดุมาส่งให้ แอร์โฮสเตส จริง โดยอ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากชายลักษณะคล้ายชาวต่างด้าวที่นั่งรถร่วมทางมาด้วยกัน นอกจากนี้ ก่อนจะมาส่งพัสดุที่คอนโดของ น.ส.มีนา ตนยังได้นำกล่องพัสดุอีกกล่องไปส่งให้หญิงสาวในพื้นที่ซอยเสือใหญ่ โดยระบุว่าเพิ่งเคยเดินทางมาที่คอนโดเป็นครั้งแรกล่าสุด พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ติดตามพบรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว ขณะจอดอยู่ภายในอู่แห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อรอเปลี่ยนกระจกรถ จึงได้ทำการตรวจยึดมาตรวจสอบที่ ศอ.ปส.บช.น. และประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บพยานหลักฐานภายในรถอย่างละเอียดเพื่อใช้ขยายผล ตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบโอนค่าจ้างรวม 3,400 บาทพล.ต.ต.ธีรเดช เปิดเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยืนยันว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้โอนเงินค่าจ้างให้ แอร์โฮสเตสสาว รวมเป็นเงิน 3,400 บาท แบ่งเป็นเงินมัดจำจำนวน 1,700 บาท และโอนให้อีก 1,700 บาทในวันที่ น.ส.มีนา มีกำหนดเดินทางขึ้นเครื่องบินขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบปากคำผู้ขับรถและเร่งขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด โดยการทำงานเป็นการบูรณ
อ่านต่อ >4

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สรท. ปรับเพิ่มเป้า "ส่งออก" ปี 69 โต 8-10% รับอานิสงส์อิเล็กทรอนิกส์ หนุนครึ่งปีแรกแรง จับตาภาษีสหรัฐ-ภูมิรัฐศาสตร์สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่ประเมินไว้เพียง 2-5% หลังการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกของปีเติบโตสูงถึง 17.1% จากแรงเร่งนำเข้าสินค้า (Front-loading) ของประเทศคู่ค้าสำคัญก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ โดยยังคงจับตาปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางเศรษฐกิจโลกนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน แต่การส่งออกไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้มากกว่ากรณีฐาน หากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ไม่รุนแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และประเทศคู่ค้าหลักยังรักษาระดับการนำเข้าไว้ได้ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งยังเป็นตลาดนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกนอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลาย ยังช่วยลดแรงกดดันด้านราคาพลังงานและค่าระวางเรือ ส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งของผู้ส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังจับตาปัจจัยเสี่ยง ต้นทุนการผลิตสูง อย่างไรก็ตาม สรท.ระบุว่า ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยปัจจัยภายใน ได้แก่ ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง และพลังงาน ค่าไฟฟ้าที่ยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงผลกระทบจากภาวะ Super El Niño ที่อาจกระทบต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนของอุปสงค์นำเข้าจากประเทศคู่ค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานและค่าระวางเรือ ความผันผวนของราคาพลังงานโลก รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ส่งผลต่อค่าเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุนนายธนากรกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาโมเมนตัมการส่งออก คือ ภาครัฐต้องไม่เพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การเร่งลดค่าไฟฟ้า และต้นทุนพลังงาน รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการส่งออกที่ซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
อ่านต่อ >11

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
วิเคราะห์คดีเด็ก 11 ขวบขับรถชนพระธุดงค์ ทำไม "เกียร์ธรรมดา" จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญเหตุการณ์อุบัติเหตุเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเด็กชายวัย 11 ปี ขับรถกระบะพุ่งชนขบวนพระธุดงค์บนถนนสายมุกดาหาร–ดอนตาล จนเป็นเหตุให้พระภิกษุมรณภาพ 10 รูป และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายราย นับเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุที่สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก และได้รับความสนใจจากสื่อทั้งในและต่างประเทศจากข้อมูลการสอบสวนเบื้องต้น เด็กชายได้แอบนำกุญแจรถของผู้ปกครองออกจากบ้าน ก่อนขับรถกระบะออกมาเพียงลำพัง โดยระหว่างทางยังมีรายงานว่าขับผ่านด่านตรวจและหลบหนีการสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนเกิดเหตุพุ่งชนขบวนพระธุดงค์ที่กำลังเดินทางไปยังจังหวัดอุบลราชธานีอย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในสังคม ไม่ใช่เพียงเรื่องอายุของผู้ขับขี่ แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่ารถคันเกิดเหตุเป็น รถเกียร์ธรรมดา (เกียร์กระปุก) ซึ่งต้องอาศัยทักษะการควบคุมรถมากกว่ารถเกียร์อัตโนมัติเหตุใด "รถเกียร์ธรรมดา" จึงเป็นข้อสงสัยสำคัญการขับรถเกียร์ธรรมดาแตกต่างจากรถเกียร์อัตโนมัติอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ขับต้องประสานการทำงานของเท้าซ้ายที่ควบคุมคลัตช์ เท้าขวาที่ควบคุมคันเร่งและเบรก รวมถึงมือที่ใช้เปลี่ยนเกียร์ในจังหวะที่เหมาะสม หากปล่อยคลัตช์เร็วเกินไป รถอาจดับเครื่องทันทีผู้เชี่ยวชาญด้านการขับขี่ระบุว่า แม้ผู้ใหญ่ที่เริ่มฝึกใหม่ก็มักต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงจะสามารถออกตัวรถได้โดยไม่ดับเครื่อง และต้องอาศัยการฝึกซ้ำหลายสัปดาห์จึงจะขับได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะที่องค์กรด้านความปลอดภัยทางถนนหลายแห่งในต่างประเทศประเมินว่า การขับรถเกียร์ธรรมดาให้เกิดความชำนาญต้องผ่านการฝึกเป็นเวลาหลายสิบชั่วโมงด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสงสัยว่าการที่เด็กวัยเพียง 11 ปี สามารถขับรถออกจากบ้าน วิ่งเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร และใช้ความเร็วต่อเนื่อง อาจสะท้อนว่ามีประสบการณ์ในการควบคุมรถมาก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายชี้ ต้องรอข้อเท็จจริงจากการสอบสวนนายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน อธิบายว่า ประเด็นสำคัญของคดีไม่ได้อยู่เพียงการที่เด็กนำรถออกจากบ้าน แต่รวมถึงข้อเท็จจริงว่า เด็กเคยได้รับการสอนขับรถจากผู้ปกครองหรือไม่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการพิจารณาความรับผิดของผู้ปกครองนายวัชรินทร์ให้ความเห็นว่า
อ่านต่อ >17

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ช้อปปี้ (Shopee) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน และเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มชั้นนำในบราซิล เดินหน้าตอกย้ำพันธกิจด้าน Digital Inclusion สร้างโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าเทียม โดยทำหน้าที่เป็น “สะพานดิจิทัล” เชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ากับโอกาสบนโลกออนไลน์ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคตลอดระยะเวลากว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ล่าสุด คณะผู้บริหารจาก Shopee และ Sea ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแพลตฟอร์มฯ ได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือถึงแนวทางการสนับสนุนและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศผ่านระบบนิเวศน์ของแพลตฟอร์มช้อปปี้ พร้อมรายงานความคืบหน้าของโครงการสำคัญ ได้แก่ โปรแกรม ‘ไทยช่วยไทยกับช้อปปี้: สนับสนุนการเติบโตร้านค้าไทยรายย่อย (Thai MSME Growth Support Program)’ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการ MSMEs ไทย พร้อมขับเคลื่อนการเข้าถึงโอกาสทางดิจิทัลอย่างทั่วถึง เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อได้ดียิ่งขึ้นโปรแกรมดังกล่าวมีมูลค่าการสนับสนุนรวมกว่า 500 ล้านบาทตลอดทั้งโครงการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของร้านค้าไทยรายย่อย หรือ MSME และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน สะท้อนถึงการรวมพลังระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสร้างฟันเฟืองที่แข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก อีกทั้งยังเป็นการขานรับนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ของรัฐบาลที่มุ่งใช้ศักยภาพของอีคอมเมิร์ซในการสร้างโอกาสและรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศในการหารือร่วมกันครั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย หรือ MSME ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมสะท้อนถึงบทบาทของแพลตฟอร์มดิจิทัลในการเปิดโอกาสทางการค้าและขยายช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างการเติบโตให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศนายกฯ ได้แสดงความชื่นชมต่อการดำเนินงานของช้อปปี้ที่เข้ามาสนับสนุนนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการริเริ่มโปรแกรม‘ไทยช่วยไทยกับช้อปปี้: สนับสนุนการเติบโตร้านค้าไทยรายย่อย (Thai MSME Growth Support Prog
อ่านต่อ >
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ความคืบหน้าการสืบสวนเส้นทางกล่องพัสดุซุกซ่อนยาเสพติดที่นำมาส่งให้แอร์โฮสเตสสาว ย่านบางนา ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตรวจยึดรถยนต์ที่ใช้ในการขนส่ง พร้อมควบคุมตัวผู้ขับขี่มาสอบสวนขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการแล้ว แกะรอยเก๋งโตโยต้าส่งพัสดุซุกยาเสพติดย่านบางนาจากการสืบสวนเส้นทางกล่องพัสดุที่ใช้ซุกซ่อนยาเสพติด ซึ่งถูกนำมาส่งให้ แอร์โฮสเตสสาว ที่คอนโดมิเนียมย่านบางนา เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 พบว่าผู้ส่งเป็นชายสวมเสื้อแจ็กเก็ตแขนยาวแบบมีฮู้ด เดินทางมาด้วยรถยนต์โตโยต้าพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รายงานว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศอ.ปส.บช.น.) ได้สืบสวนจนทราบตัวเจ้าของรถคันดังกล่าว เป็นชายอายุ 59 ปี ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากการตรวจสอบประวัติพบว่า เคยถูกจับกุมเมื่อปี 2540 ในคดีลักลอบลำเลียงยาบ้า 10,000 เม็ด จากจังหวัดเชียงรายมายังกรุงเทพมหานคร โดยศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ก่อนได้รับการลดหย่อนโทษเหลือจำคุก 20 ปีคุมตัวคนขับสอบสวน อ้างรับจ้างจากชายลักษณะคล้ายต่างด้าวเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวชายคนดังกล่าวมาสอบสวน ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นผู้ขับรถนำกล่องพัสดุมาส่งให้ แอร์โฮสเตส จริง โดยอ้างว่าได้รับการว่าจ้างจากชายลักษณะคล้ายชาวต่างด้าวที่นั่งรถร่วมทางมาด้วยกัน นอกจากนี้ ก่อนจะมาส่งพัสดุที่คอนโดของ น.ส.มีนา ตนยังได้นำกล่องพัสดุอีกกล่องไปส่งให้หญิงสาวในพื้นที่ซอยเสือใหญ่ โดยระบุว่าเพิ่งเคยเดินทางมาที่คอนโดเป็นครั้งแรกล่าสุด พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ติดตามพบรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว ขณะจอดอยู่ภายในอู่แห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อรอเปลี่ยนกระจกรถ จึงได้ทำการตรวจยึดมาตรวจสอบที่ ศอ.ปส.บช.น. และประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บพยานหลักฐานภายในรถอย่างละเอียดเพื่อใช้ขยายผล ตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบโอนค่าจ้างรวม 3,400 บาทพล.ต.ต.ธีรเดช เปิดเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยืนยันว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้โอนเงินค่าจ้างให้ แอร์โฮสเตสสาว รวมเป็นเงิน 3,400 บาท แบ่งเป็นเงินมัดจำจำนวน 1,700 บาท และโอนให้อีก 1,700 บาทในวันที่ น.ส.มีนา มีกำหนดเดินทางขึ้นเครื่องบินขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบปากคำผู้ขับรถและเร่งขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด โดยการทำงานเป็นการบูรณ
อ่านต่อ >4

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สรท. ปรับเพิ่มเป้า "ส่งออก" ปี 69 โต 8-10% รับอานิสงส์อิเล็กทรอนิกส์ หนุนครึ่งปีแรกแรง จับตาภาษีสหรัฐ-ภูมิรัฐศาสตร์สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่ประเมินไว้เพียง 2-5% หลังการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกของปีเติบโตสูงถึง 17.1% จากแรงเร่งนำเข้าสินค้า (Front-loading) ของประเทศคู่ค้าสำคัญก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ โดยยังคงจับตาปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางเศรษฐกิจโลกนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน แต่การส่งออกไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้มากกว่ากรณีฐาน หากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ไม่รุนแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และประเทศคู่ค้าหลักยังรักษาระดับการนำเข้าไว้ได้ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งยังเป็นตลาดนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกนอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลาย ยังช่วยลดแรงกดดันด้านราคาพลังงานและค่าระวางเรือ ส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งของผู้ส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังจับตาปัจจัยเสี่ยง ต้นทุนการผลิตสูง อย่างไรก็ตาม สรท.ระบุว่า ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยปัจจัยภายใน ได้แก่ ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง และพลังงาน ค่าไฟฟ้าที่ยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงผลกระทบจากภาวะ Super El Niño ที่อาจกระทบต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนของอุปสงค์นำเข้าจากประเทศคู่ค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานและค่าระวางเรือ ความผันผวนของราคาพลังงานโลก รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ส่งผลต่อค่าเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุนนายธนากรกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาโมเมนตัมการส่งออก คือ ภาครัฐต้องไม่เพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การเร่งลดค่าไฟฟ้า และต้นทุนพลังงาน รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการส่งออกที่ซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
อ่านต่อ >11

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
วิเคราะห์คดีเด็ก 11 ขวบขับรถชนพระธุดงค์ ทำไม "เกียร์ธรรมดา" จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญเหตุการณ์อุบัติเหตุเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเด็กชายวัย 11 ปี ขับรถกระบะพุ่งชนขบวนพระธุดงค์บนถนนสายมุกดาหาร–ดอนตาล จนเป็นเหตุให้พระภิกษุมรณภาพ 10 รูป และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายราย นับเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุที่สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก และได้รับความสนใจจากสื่อทั้งในและต่างประเทศจากข้อมูลการสอบสวนเบื้องต้น เด็กชายได้แอบนำกุญแจรถของผู้ปกครองออกจากบ้าน ก่อนขับรถกระบะออกมาเพียงลำพัง โดยระหว่างทางยังมีรายงานว่าขับผ่านด่านตรวจและหลบหนีการสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนเกิดเหตุพุ่งชนขบวนพระธุดงค์ที่กำลังเดินทางไปยังจังหวัดอุบลราชธานีอย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในสังคม ไม่ใช่เพียงเรื่องอายุของผู้ขับขี่ แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่ารถคันเกิดเหตุเป็น รถเกียร์ธรรมดา (เกียร์กระปุก) ซึ่งต้องอาศัยทักษะการควบคุมรถมากกว่ารถเกียร์อัตโนมัติเหตุใด "รถเกียร์ธรรมดา" จึงเป็นข้อสงสัยสำคัญการขับรถเกียร์ธรรมดาแตกต่างจากรถเกียร์อัตโนมัติอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ขับต้องประสานการทำงานของเท้าซ้ายที่ควบคุมคลัตช์ เท้าขวาที่ควบคุมคันเร่งและเบรก รวมถึงมือที่ใช้เปลี่ยนเกียร์ในจังหวะที่เหมาะสม หากปล่อยคลัตช์เร็วเกินไป รถอาจดับเครื่องทันทีผู้เชี่ยวชาญด้านการขับขี่ระบุว่า แม้ผู้ใหญ่ที่เริ่มฝึกใหม่ก็มักต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงจะสามารถออกตัวรถได้โดยไม่ดับเครื่อง และต้องอาศัยการฝึกซ้ำหลายสัปดาห์จึงจะขับได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะที่องค์กรด้านความปลอดภัยทางถนนหลายแห่งในต่างประเทศประเมินว่า การขับรถเกียร์ธรรมดาให้เกิดความชำนาญต้องผ่านการฝึกเป็นเวลาหลายสิบชั่วโมงด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสงสัยว่าการที่เด็กวัยเพียง 11 ปี สามารถขับรถออกจากบ้าน วิ่งเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร และใช้ความเร็วต่อเนื่อง อาจสะท้อนว่ามีประสบการณ์ในการควบคุมรถมาก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายชี้ ต้องรอข้อเท็จจริงจากการสอบสวนนายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน อธิบายว่า ประเด็นสำคัญของคดีไม่ได้อยู่เพียงการที่เด็กนำรถออกจากบ้าน แต่รวมถึงข้อเท็จจริงว่า เด็กเคยได้รับการสอนขับรถจากผู้ปกครองหรือไม่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการพิจารณาความรับผิดของผู้ปกครองนายวัชรินทร์ให้ความเห็นว่า
อ่านต่อ >17