
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย แสดงความเห็นต่อกระแสดรามาเกี่ยวกับการขอสินเชื่อผ่านธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) หลังมีการชักชวนให้เบี้ยวหนี้ โดยย้ำว่า การเอาเปรียบระบบเศรษฐกิจและทรัพยากรสาธารณะเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนที่มีความจำเป็นจริงในอนาคต โดยผู้ที่ตั้งใจเอาเปรียบระบบไม่ควรได้รับการสนับสนุน พร้อมชี้ว่า ประเทศไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบคิดเป็นร้อยละ 48 ของระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้ยื่นแบบเสียภาษีมีประมาณ 12 ล้านคน แต่ผู้ที่เสียภาษีจริงมีเพียงราว 5 ล้านคน ดังนั้นเงินฝาก และทรัพยากรในระบบการเงินจึงเป็นของผู้ที่อยู่ในระบบและปฏิบัติตามกติกา ไม่ควรถูกนำไปเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่จงใจเอาเปรียบนายผยงย้ำว่า การโพสต์ชักชวนหรืออวดอ้างว่าสามารถหลอกระบบได้ ควรตรวจสอบ Digital Footprint ว่าเป็นเพียงความคึกคะนองของบุคคล หรือมีผู้จงใจสร้างกระแส เพราะที่ผ่านมา กลุ่มมิจฉาชีพและแก๊งหลอกลวงออนไลน์ก็ใช้โซเชียลมีเดียสร้างกระแสในลักษณะเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหลบเลี่ยงระบบตรวจสอบได้ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างความรู้ด้านการเงิน และไม่ส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือนส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่ากระแสดังกล่าวจะทำให้ธนาคารต้องเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น นายผยงระบุว่า ระบบธนาคารมีมาตรฐานด้านการคัดกรองสินเชื่อ การติดตามหนี้ และการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) อยู่แล้ว อีกทั้งหากตรวจพบผู้ที่จงใจทุจริตหรือเอาเปรียบระบบ บุคคลเหล่านั้นก็จะไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่อย่างไรก็ตาม นายผยงเตือนว่า การสร้างกระแสให้ประชาชนเข้าใจว่าการเบี้ยวหนี้เป็นเรื่องน่าภูมิใจ อาจทำให้คนที่ตั้งใจประกอบอาชีพและต้องการเข้าถึงสินเชื่อหมดกำลังใจ และหากพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจทำให้สถาบันการเงินจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อผู้กู้ที่มีความจำเป็นจริงมากกว่าผู้ที่คิดเอาเปรียบระบบนายผยง ยังชี้แจงถึงบทบาทของ Virtual Bank ว่า วัตถุประสงค์สำคัญคือ การดึงประชาชนที่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบให้เข้าสู่สินเชื่อในระบบ ซึ่งมีดอกเบี้ยต่ำกว่าและอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ดังนั้น หากยอดหนี้ในระบบเพิ่มขึ้นจากการนำเงินไปปิดหนี้นอกระบบ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น เพราะภาระหน
อ่านต่อ >10

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
สรุปกรณีข้อมูลส่วนบุคคลรั่ว ชี้ต้นตอจากรหัสผ่านหลุด ไม่ใช่การเจาะระบบ วันนี้ (5 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เชิญสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) หน่วยงานด้านการสืบสวนสอบสวน หน่วยงานเจ้าของฐานข้อมูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาหารือและรับฟังรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการเผยแพร่ข้อมูลทะเบียนรถและข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อประมวลข้อเท็จจริงและกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเจาะระบบหรือการดึงฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐออกไปทั้งระบบ แต่เกิดจากการนำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่รั่วไหลอยู่ก่อนแล้วมาเข้าสู่ระบบตามสิทธิการใช้งานปกติ ก่อนสืบค้นข้อมูลเป็นรายกรณี โดยขณะนี้พบผู้ถูกสืบค้นข้อมูลประมาณ 800 ราย และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้จากข้อมูลการใช้งานในระบบ เดินหน้ายกระดับระบบรัฐสู่การยืนยันตัวตนหลายชั้นภายใน 30 วันนายภราดร ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยกำหนดให้ระบบที่จัดเก็บข้อมูลประชาชนใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายชั้น (Multi-Factor Authentication) ครอบคลุมทั้งระบบใหม่และระบบเดิม พร้อมเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 30 วัน รวมทั้งให้จัดทำระบบติดตามการใช้งาน (Audit Log) และติดตามหน่วยงานที่ได้รับการแจ้งเตือนเรื่องบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านรั่วไหลให้เร่งดำเนินการแก้ไข รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านซ้ำหลายบริการ และเปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้นในบัญชีสำคัญ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานดิจิทัล
อ่านต่อ >11

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
รัฐบาลญี่ปุ่นมีมติในวันนี้ (5 ส.ค.) อนุมัติแผนสำคัญของซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในการลดภาษีการบริโภค สำหรับสินค้าอาหาร จาก 8% เหลือ 1% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แม้ว่าจะมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับฐานะการคลังของประเทศที่ตึงตัวอยู่แล้วมาตรการนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2027 หากเริ่มใช้แล้วจะนับเป็น “ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นปรับลดภาษีการบริโภค” นับตั้งแต่เริ่มใช้ระบบภาษีดังกล่าวในปี 1989 ภายใต้แผนดังกล่าว รัฐบาลจะปรับลด ภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าอาหารจาก 8% เหลือ 1% เป็นเวลา 2 ปี นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะจ่าย เงินช่วยเหลือชดเชยอีก 1% ให้กับประชาชน ทำให้ภาระภาษีจากการซื้ออาหารแทบจะเป็นศูนย์มาตรการนี้ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลทากาอิจิในการรับมือกับปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น แต่คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 5 ล้านล้านเยน หรือมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันในการชี้แจงแหล่งเงินที่จะนำมาชดเชยรายได้ที่หายไปซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาด รัฐบาลจะจัดหาแหล่งเงินสำหรับมาตรการนี้โดยไม่ออกพันธบัตรเพื่อก่อหนี้เพิ่มเติม แต่จะทบทวนทั้งรายจ่ายและรายได้ของรัฐอย่างครอบคลุม รวมถึงเงินอุดหนุนและมาตรการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ มาตรการลดภาษีมีขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญภาระการใช้จ่ายจำนวนมหาศาล ทั้งจากแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชนมูลค่า 370 ล้านล้านเยน หรือมากกว่า 77 ล้านล้านบาท ที่จะดำเนินต่อเนื่องจนถึงปีงบประมาณ 2040/ แนวโน้มการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม หลังรัฐบาลปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ/ ความกังวลด้านการคลังเหล่านี้ยังส่งผลต่อ ค่าเงินเยน และตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ปรับขึ้นแตะ 2.87% ในสัปดาห์นี้ ทำให้นักลงทุนกังวลว่าต้นทุนการชำระหนี้ของรัฐบาลอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในอนาคต
อ่านต่อ >13

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
รองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็วในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการรับนักศึกษาชาวจีนของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน การดำเนินหลักสูตร และการขอวีซ่านักศึกษา คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. โกวิน วิวัฒนพงศ์พันธ์ คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และคณะกรรมการบอร์ดบริหาร หน่วยงานตรวจสอบภายใน ได้ออกมาแถลงข่าวแฉพฤติกรรมของกลุ่มรักษาการอธิการบดีที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนจีนผิดกฎหมาย โดยไม่ผ่านสภามหาวิทยาลัย และหลอกลวงนักศึกษาชาวจีนเข้ามาเรียนในหลักสูตรที่สร้างขึ้นเอง ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเสริมว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. จะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยจะเรียกข้อมูลจากมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้อมูลการรับสมัครและการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษา ข้อมูลการเข้าเมืองและการขอวีซ่านักศึกษา ตลอดจนรายละเอียดของหลักสูตรที่เปิดดำเนินการ สำหรับหลักสูตรประเภทปริญญา (Degree) จะตรวจสอบว่าการจัดการศึกษาสอดคล้องกับมาตรฐานการอุดมศึกษา หลักเกณฑ์การเปิดหลักสูตร และข้อกำหนดของกระทรวง อว. หรือไม่ ส่วนหลักสูตรที่ไม่ใช่ปริญญา (Non-degree) จะตรวจสอบว่าการดำเนินการเป็นไปตามแนวปฏิบัติและประกาศของกระทรวง อว. ที่เกี่ยวข้องครบถ้วนหรือไม่ กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานการอุดมศึกษาไทย รวมถึงการรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด หากพบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบ จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและไม่ละเว้น เพื่อรักษามาตรฐานและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ก่อนหน้านี้ ปลัดกระทรวง อว. เคยเปิดเผยว่าพบทุนจีนเข้าฮุบมหาวิทยาลัยเอกชนไทยถึง 3 แห่ง และมีความกังวลว่านักศึกษาอาจใช้สถานะแฝงเข้ามาทำงาน จึงมีการจับตาอย่างเข้มง้น และอาจพิจารณามาตรการตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือการขอใบอนุญาตธนาคารที่ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุน เพื่อป้องกันการใช้นอมินีสถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นที่อุดมศึกษาไทยกำลังเผชิญกับอิทธิพลของทุนจีน ซึ่งอาจทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นช่องทางหากำไร และตั้งคำถามถึงการรักษาความเป็นอิสระและมาตรฐานของกา
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย แสดงความเห็นต่อกระแสดรามาเกี่ยวกับการขอสินเชื่อผ่านธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) หลังมีการชักชวนให้เบี้ยวหนี้ โดยย้ำว่า การเอาเปรียบระบบเศรษฐกิจและทรัพยากรสาธารณะเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนที่มีความจำเป็นจริงในอนาคต โดยผู้ที่ตั้งใจเอาเปรียบระบบไม่ควรได้รับการสนับสนุน พร้อมชี้ว่า ประเทศไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบคิดเป็นร้อยละ 48 ของระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้ยื่นแบบเสียภาษีมีประมาณ 12 ล้านคน แต่ผู้ที่เสียภาษีจริงมีเพียงราว 5 ล้านคน ดังนั้นเงินฝาก และทรัพยากรในระบบการเงินจึงเป็นของผู้ที่อยู่ในระบบและปฏิบัติตามกติกา ไม่ควรถูกนำไปเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่จงใจเอาเปรียบนายผยงย้ำว่า การโพสต์ชักชวนหรืออวดอ้างว่าสามารถหลอกระบบได้ ควรตรวจสอบ Digital Footprint ว่าเป็นเพียงความคึกคะนองของบุคคล หรือมีผู้จงใจสร้างกระแส เพราะที่ผ่านมา กลุ่มมิจฉาชีพและแก๊งหลอกลวงออนไลน์ก็ใช้โซเชียลมีเดียสร้างกระแสในลักษณะเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหลบเลี่ยงระบบตรวจสอบได้ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างความรู้ด้านการเงิน และไม่ส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือนส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่ากระแสดังกล่าวจะทำให้ธนาคารต้องเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น นายผยงระบุว่า ระบบธนาคารมีมาตรฐานด้านการคัดกรองสินเชื่อ การติดตามหนี้ และการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) อยู่แล้ว อีกทั้งหากตรวจพบผู้ที่จงใจทุจริตหรือเอาเปรียบระบบ บุคคลเหล่านั้นก็จะไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่อย่างไรก็ตาม นายผยงเตือนว่า การสร้างกระแสให้ประชาชนเข้าใจว่าการเบี้ยวหนี้เป็นเรื่องน่าภูมิใจ อาจทำให้คนที่ตั้งใจประกอบอาชีพและต้องการเข้าถึงสินเชื่อหมดกำลังใจ และหากพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจทำให้สถาบันการเงินจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อผู้กู้ที่มีความจำเป็นจริงมากกว่าผู้ที่คิดเอาเปรียบระบบนายผยง ยังชี้แจงถึงบทบาทของ Virtual Bank ว่า วัตถุประสงค์สำคัญคือ การดึงประชาชนที่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบให้เข้าสู่สินเชื่อในระบบ ซึ่งมีดอกเบี้ยต่ำกว่าและอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ดังนั้น หากยอดหนี้ในระบบเพิ่มขึ้นจากการนำเงินไปปิดหนี้นอกระบบ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น เพราะภาระหน
อ่านต่อ >10

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
สรุปกรณีข้อมูลส่วนบุคคลรั่ว ชี้ต้นตอจากรหัสผ่านหลุด ไม่ใช่การเจาะระบบ วันนี้ (5 สิงหาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เชิญสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) หน่วยงานด้านการสืบสวนสอบสวน หน่วยงานเจ้าของฐานข้อมูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาหารือและรับฟังรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการเผยแพร่ข้อมูลทะเบียนรถและข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อประมวลข้อเท็จจริงและกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเจาะระบบหรือการดึงฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐออกไปทั้งระบบ แต่เกิดจากการนำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่รั่วไหลอยู่ก่อนแล้วมาเข้าสู่ระบบตามสิทธิการใช้งานปกติ ก่อนสืบค้นข้อมูลเป็นรายกรณี โดยขณะนี้พบผู้ถูกสืบค้นข้อมูลประมาณ 800 ราย และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้จากข้อมูลการใช้งานในระบบ เดินหน้ายกระดับระบบรัฐสู่การยืนยันตัวตนหลายชั้นภายใน 30 วันนายภราดร ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยกำหนดให้ระบบที่จัดเก็บข้อมูลประชาชนใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายชั้น (Multi-Factor Authentication) ครอบคลุมทั้งระบบใหม่และระบบเดิม พร้อมเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 30 วัน รวมทั้งให้จัดทำระบบติดตามการใช้งาน (Audit Log) และติดตามหน่วยงานที่ได้รับการแจ้งเตือนเรื่องบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านรั่วไหลให้เร่งดำเนินการแก้ไข รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านซ้ำหลายบริการ และเปิดใช้การยืนยันตัวตนสองชั้นในบัญชีสำคัญ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานดิจิทัล
อ่านต่อ >11

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
รัฐบาลญี่ปุ่นมีมติในวันนี้ (5 ส.ค.) อนุมัติแผนสำคัญของซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในการลดภาษีการบริโภค สำหรับสินค้าอาหาร จาก 8% เหลือ 1% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แม้ว่าจะมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับฐานะการคลังของประเทศที่ตึงตัวอยู่แล้วมาตรการนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2027 หากเริ่มใช้แล้วจะนับเป็น “ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นปรับลดภาษีการบริโภค” นับตั้งแต่เริ่มใช้ระบบภาษีดังกล่าวในปี 1989 ภายใต้แผนดังกล่าว รัฐบาลจะปรับลด ภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าอาหารจาก 8% เหลือ 1% เป็นเวลา 2 ปี นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะจ่าย เงินช่วยเหลือชดเชยอีก 1% ให้กับประชาชน ทำให้ภาระภาษีจากการซื้ออาหารแทบจะเป็นศูนย์มาตรการนี้ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลทากาอิจิในการรับมือกับปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น แต่คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 5 ล้านล้านเยน หรือมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันในการชี้แจงแหล่งเงินที่จะนำมาชดเชยรายได้ที่หายไปซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาด รัฐบาลจะจัดหาแหล่งเงินสำหรับมาตรการนี้โดยไม่ออกพันธบัตรเพื่อก่อหนี้เพิ่มเติม แต่จะทบทวนทั้งรายจ่ายและรายได้ของรัฐอย่างครอบคลุม รวมถึงเงินอุดหนุนและมาตรการลดหย่อนภาษีต่าง ๆ มาตรการลดภาษีมีขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญภาระการใช้จ่ายจำนวนมหาศาล ทั้งจากแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชนมูลค่า 370 ล้านล้านเยน หรือมากกว่า 77 ล้านล้านบาท ที่จะดำเนินต่อเนื่องจนถึงปีงบประมาณ 2040/ แนวโน้มการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม หลังรัฐบาลปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ/ ความกังวลด้านการคลังเหล่านี้ยังส่งผลต่อ ค่าเงินเยน และตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ปรับขึ้นแตะ 2.87% ในสัปดาห์นี้ ทำให้นักลงทุนกังวลว่าต้นทุนการชำระหนี้ของรัฐบาลอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในอนาคต
อ่านต่อ >13

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
รองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็วในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการรับนักศึกษาชาวจีนของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน การดำเนินหลักสูตร และการขอวีซ่านักศึกษา คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. โกวิน วิวัฒนพงศ์พันธ์ คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และคณะกรรมการบอร์ดบริหาร หน่วยงานตรวจสอบภายใน ได้ออกมาแถลงข่าวแฉพฤติกรรมของกลุ่มรักษาการอธิการบดีที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนจีนผิดกฎหมาย โดยไม่ผ่านสภามหาวิทยาลัย และหลอกลวงนักศึกษาชาวจีนเข้ามาเรียนในหลักสูตรที่สร้างขึ้นเอง ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเสริมว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. จะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยจะเรียกข้อมูลจากมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้อมูลการรับสมัครและการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษา ข้อมูลการเข้าเมืองและการขอวีซ่านักศึกษา ตลอดจนรายละเอียดของหลักสูตรที่เปิดดำเนินการ สำหรับหลักสูตรประเภทปริญญา (Degree) จะตรวจสอบว่าการจัดการศึกษาสอดคล้องกับมาตรฐานการอุดมศึกษา หลักเกณฑ์การเปิดหลักสูตร และข้อกำหนดของกระทรวง อว. หรือไม่ ส่วนหลักสูตรที่ไม่ใช่ปริญญา (Non-degree) จะตรวจสอบว่าการดำเนินการเป็นไปตามแนวปฏิบัติและประกาศของกระทรวง อว. ที่เกี่ยวข้องครบถ้วนหรือไม่ กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานการอุดมศึกษาไทย รวมถึงการรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด หากพบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบ จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและไม่ละเว้น เพื่อรักษามาตรฐานและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ก่อนหน้านี้ ปลัดกระทรวง อว. เคยเปิดเผยว่าพบทุนจีนเข้าฮุบมหาวิทยาลัยเอกชนไทยถึง 3 แห่ง และมีความกังวลว่านักศึกษาอาจใช้สถานะแฝงเข้ามาทำงาน จึงมีการจับตาอย่างเข้มง้น และอาจพิจารณามาตรการตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือการขอใบอนุญาตธนาคารที่ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุน เพื่อป้องกันการใช้นอมินีสถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นที่อุดมศึกษาไทยกำลังเผชิญกับอิทธิพลของทุนจีน ซึ่งอาจทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นช่องทางหากำไร และตั้งคำถามถึงการรักษาความเป็นอิสระและมาตรฐานของกา
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย แสดงความเห็นต่อกระแสดรามาเกี่ยวกับการขอสินเชื่อผ่านธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) หลังมีการชักชวนให้เบี้ยวหนี้ โดยย้ำว่า การเอาเปรียบระบบเศรษฐกิจและทรัพยากรสาธารณะเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนที่มีความจำเป็นจริงในอนาคต โดยผู้ที่ตั้งใจเอาเปรียบระบบไม่ควรได้รับการสนับสนุน พร้อมชี้ว่า ประเทศไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบคิดเป็นร้อยละ 48 ของระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ผู้ยื่นแบบเสียภาษีมีประมาณ 12 ล้านคน แต่ผู้ที่เสียภาษีจริงมีเพียงราว 5 ล้านคน ดังนั้นเงินฝาก และทรัพยากรในระบบการเงินจึงเป็นของผู้ที่อยู่ในระบบและปฏิบัติตามกติกา ไม่ควรถูกนำไปเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่จงใจเอาเปรียบนายผยงย้ำว่า การโพสต์ชักชวนหรืออวดอ้างว่าสามารถหลอกระบบได้ ควรตรวจสอบ Digital Footprint ว่าเป็นเพียงความคึกคะนองของบุคคล หรือมีผู้จงใจสร้างกระแส เพราะที่ผ่านมา กลุ่มมิจฉาชีพและแก๊งหลอกลวงออนไลน์ก็ใช้โซเชียลมีเดียสร้างกระแสในลักษณะเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหลบเลี่ยงระบบตรวจสอบได้ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างความรู้ด้านการเงิน และไม่ส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือนส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่ากระแสดังกล่าวจะทำให้ธนาคารต้องเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น นายผยงระบุว่า ระบบธนาคารมีมาตรฐานด้านการคัดกรองสินเชื่อ การติดตามหนี้ และการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) อยู่แล้ว อีกทั้งหากตรวจพบผู้ที่จงใจทุจริตหรือเอาเปรียบระบบ บุคคลเหล่านั้นก็จะไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่อย่างไรก็ตาม นายผยงเตือนว่า การสร้างกระแสให้ประชาชนเข้าใจว่าการเบี้ยวหนี้เป็นเรื่องน่าภูมิใจ อาจทำให้คนที่ตั้งใจประกอบอาชีพและต้องการเข้าถึงสินเชื่อหมดกำลังใจ และหากพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจทำให้สถาบันการเงินจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อผู้กู้ที่มีความจำเป็นจริงมากกว่าผู้ที่คิดเอาเปรียบระบบนายผยง ยังชี้แจงถึงบทบาทของ Virtual Bank ว่า วัตถุประสงค์สำคัญคือ การดึงประชาชนที่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบให้เข้าสู่สินเชื่อในระบบ ซึ่งมีดอกเบี้ยต่ำกว่าและอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ดังนั้น หากยอดหนี้ในระบบเพิ่มขึ้นจากการนำเงินไปปิดหนี้นอกระบบ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น เพราะภาระหน
อ่านต่อ >10