
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ภาพรวมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกต้องเผชิญความท้าทาย และความผันผวนนับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2569 จากปัจจัยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งภูมิรัฐสาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ผลักดันให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบเป็นวงกว้างทั่วโลก ทวีปเอเชีย ถือเป็นหนึ่งในทวีปที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง จากการขนส่งผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" แต่ภาพที่สะท้อนออกมาจากตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย กลับมีความแตกต่าง หลายประเทศดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ทั่วเอเชีย มีดังนี้ เกาหลีใต้ ดัชนี KOSPI ปรับตัวเพิ่มขึ้น +50.26% ตั้งแต่ต้นปีโอมาน ดัชนี MSM 30 ปรับตัวเพิ่มขึ้น +39.08%เขตเศรษฐกิจ ไต้หวัน ดัชนี TSEC weighted ปรับตัวเพิ่มขึ้น +34.42%ญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวเพิ่มขึ้น +18.30%ไทย ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น +16.01%ลาว ดัชนี LSX Composite ปรับตัวเพิ่มขึ้น +9.43%สิงคโปร์ ดัชนี Straits Times ปรับตัวเพิ่มขึ้น +6.04%ซาอุดิอาระเบีย ดัชนี Tadawul All Share TASI ปรับตัวเพิ่มขึ้น +5.90% เวียดนาม ดัชนี Ho Chi Minh Stock ปรับตัวเพิ่มขึ้น +3.89% จีน ดัชนี Shanghai Composite ปรับตัวเพิ่มขึ้น +2.82มาเลเซีย ดัชนี Bursa Malaysia KLCI ปรับตัวเพิ่มขึ้น +2.39% ฮ่องกง ดัชนี Hang Seng Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น +1.39%คูเวต ดัชนี Kuwait All-Share ปรับตัวลดลง -0.32%กาตาร์ ดัชนี Qatar Exchange ปรับตัวลดลง -0.93%ฟิลิปปินส์ ดัชนี Stock Exchange PSEi ปรับตัวลดลง -1.81%สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดัชนี Abu Dhabi General ปรับตัวลดลง -2.32%บาห์เรน ดัชนี Bourse Esterad ปรับตัวลดลง -6.42%มองโกเลีย ดัชนี MSE Top 20 Index ปรับตัวลดลง -6.60%อินเดีย ดัชนี BSE Sensex ปรับตัวลดลง -10.02อินโดนีเซีย ดัชนี Jakarta Stock Exchange Composite ปรับตัวลดลง -17.63%
อ่านต่อ >29

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยภายหลังที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี 2544 หรือ MOU44 และให้ใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบดำเนินการ ว่ากองทัพเรือพร้อมปฏิบัติตามนโยบายทันทีโฆษกกองทัพเรือระบุว่า MOU44 เป็นเพียงกรอบการเจรจาระหว่างรัฐ ไม่ได้เป็นข้อจำกัดต่อภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล โดยไม่ว่ากรอบดังกล่าวจะมีอยู่หรือสิ้นสุดลง กองทัพเรือยังคงดำเนินภารกิจในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มขีดความสามารถ และไม่มีการลดระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติ ในเชิงปฏิบัติ กองทัพเรือยังคงรักษาความพร้อมของกำลังรบ การลาดตระเวน และการเฝ้าระวังในพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักความรอบคอบ เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคง พร้อมทั้งดำเนินการภายใต้แนวทางไม่ยั่วยุ แต่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสมสำหรับมิติความร่วมมือระหว่างประเทศ กองทัพเรือยืนยันการสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยจะสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ แผนที่ และข้อเท็จจริงเชิงเทคนิคที่ตรวจสอบได้ เพื่อเสริมความชัดเจนในการเจรจาและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ทั้งนี้ กองทัพเรือให้ความสำคัญกับเสถียรภาพในภูมิภาค โดยดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อลดความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้น พร้อมยืนยันไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตยหรือผลประโยชน์ของชาติในทุกกรณี
อ่านต่อ >19

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
นายกฯ เร่งเครื่องเศรษฐกิจ ดันแลนด์บริดจ์ควบคู่มาตรการช่วยประชาชนอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยความคืบหน้านโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาล โดยเน้นทั้งมาตรการระยะยาวและระยะสั้น เพื่อสร้างสมดุลการเติบโตท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในส่วนของโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ “แลนด์บริดจ์” รัฐบาลกำหนดกรอบเวลาชัดเจน เตรียมนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569 ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักในการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค“แลนด์บริดจ์” กลไกหลักเชื่อมสองฝั่งทะเล สร้างรายได้ระยะยาวโครงการแลนด์บริดจ์มีเป้าหมายเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลระบุว่า การเร่งพิจารณาโครงการมีความจำเป็นมากขึ้น จากแนวโน้มการแข่งขันด้านเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ รวมถึงแนวคิดการจัดเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบสำคัญของโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการค้าระหว่างประเทศการมีโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาระบบขนส่งภายในประเทศได้มากขึ้น พร้อมสร้างรายได้และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว“ไทยช่วยไทยพลัส” เติมกำลังซื้อ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับโครงการระยะยาว รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการระยะสั้นผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนมาตรการดังกล่าวกำหนดให้มีการเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจผ่านประชาชนโดยตรง เดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวม 4,000 บาทต่อคน ไทม์ไลน์โครงการพฤษภาคม 2569 เปิดลงทะเบียนมิถุนายน 2569 เริ่มโอนเงินงวดแรกระยะเวลาโครงการ 4 เดือนนโยบายนี้ปรับบทบาทจากการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงกว้าง มาเน้นการช่วยเหลือประชาชนโดยตรง เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบอย่างทั่วถึงรัฐบาลเดินหน้าคู่ขนาน “โครงสร้าง-กำลังซื้อ”แนวทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปี 2569 เน้นการขับเคลื่อนแบบคู่ขนาน โดยใช้โครงการขนาดใหญ่สร้างศักยภาพระยะยาว และมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อประคองกำลังซื้อในระยะสั้นทั้งนี้ การเร่งผลักดันแลนด์บริดจ์และมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ถูกวางเป็นกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
อ่านต่อ >16

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
บรรดานักวิเคราะห์เปิดเผยว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังแข่งขันกันซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย กำลังให้ความสำคัญกับการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงภายในประเทศ มากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งกับพันธมิตร เช่น สหรัฐฯ หรือประเทศในยุโรปที่สนับสนุนยูเครนในการทำสงครามกับรัสเซีย ยูเครนวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ขยายการผ่อนผันให้รัสเซียสามารถขายน้ำมันได้ แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก โดยระบุว่ารายได้เหล่านี้จะถูกนำไปใช้สนับสนุนสงครามการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ นี้ อนุญาตให้มีการซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียที่ถูกบรรทุกอยู่บนเรือในทะเลแล้ว จนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม โดยสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าการผ่อนผันดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนอุปทานพลังงาน ซึ่งเกิดจากสงครามกับอิหร่านที่เริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ให้สัมภาษณ์กับ CNA ว่า สหรัฐฯอาจยังคงมองในแง่ลบต่อประเทศที่ซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า การพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มอำนาจต่อรองของรัสเซียในความสัมพันธ์ทวิภาคี และอาจสร้างความตึงเครียดกับประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งถูกโจมตีโดยอิหร่านที่เป็นพันธมิตรกับรัสเซีย และยังมีสัญญาซื้อน้ำมันระยะยาวกับบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โยฮาเนส ซูไลมาน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยอัชมัด ยานี ของอินโดนีเซีย กล่าวว่า “ประเทศต่าง ๆ ต้องตัดสินใจว่า ผลประโยชน์ระยะสั้นจากการซื้อน้ำมันรัสเซีย คุ้มค่ากับผลกระทบระยะยาวหรือไม่” ประเทศสมาชิกอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมาและไทย ต่างแสดงความสนใจในการซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย ท่ามกลางปริมาณสำรองภายในประเทศที่ลดลงเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิด ทำให้เกิดการขาดแคลนอุปทานจริงในทันทีในภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซียมากกว่าครึ่งหนึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงหันไปหาพลังงานทางเลือกที่มีอยู่และมีราคาย่อมเยากว่าอย่างรัสเซียอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มั่นใจว่ามีอุปทานเพียงพอ ซึ่งในบริบทนี้ รัสเซียมีปริมาณน้ำมันที่พร้อม และสามารถเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งไปยังพื้นที่ที่ต้องการได้ ในขณะเดียวกัน การผ่อนผันชั่วคร
อ่านต่อ >19

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ภาพรวมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกต้องเผชิญความท้าทาย และความผันผวนนับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2569 จากปัจจัยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งภูมิรัฐสาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ผลักดันให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบเป็นวงกว้างทั่วโลก ทวีปเอเชีย ถือเป็นหนึ่งในทวีปที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง จากการขนส่งผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" แต่ภาพที่สะท้อนออกมาจากตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย กลับมีความแตกต่าง หลายประเทศดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ทั่วเอเชีย มีดังนี้ เกาหลีใต้ ดัชนี KOSPI ปรับตัวเพิ่มขึ้น +50.26% ตั้งแต่ต้นปีโอมาน ดัชนี MSM 30 ปรับตัวเพิ่มขึ้น +39.08%เขตเศรษฐกิจ ไต้หวัน ดัชนี TSEC weighted ปรับตัวเพิ่มขึ้น +34.42%ญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวเพิ่มขึ้น +18.30%ไทย ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น +16.01%ลาว ดัชนี LSX Composite ปรับตัวเพิ่มขึ้น +9.43%สิงคโปร์ ดัชนี Straits Times ปรับตัวเพิ่มขึ้น +6.04%ซาอุดิอาระเบีย ดัชนี Tadawul All Share TASI ปรับตัวเพิ่มขึ้น +5.90% เวียดนาม ดัชนี Ho Chi Minh Stock ปรับตัวเพิ่มขึ้น +3.89% จีน ดัชนี Shanghai Composite ปรับตัวเพิ่มขึ้น +2.82มาเลเซีย ดัชนี Bursa Malaysia KLCI ปรับตัวเพิ่มขึ้น +2.39% ฮ่องกง ดัชนี Hang Seng Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น +1.39%คูเวต ดัชนี Kuwait All-Share ปรับตัวลดลง -0.32%กาตาร์ ดัชนี Qatar Exchange ปรับตัวลดลง -0.93%ฟิลิปปินส์ ดัชนี Stock Exchange PSEi ปรับตัวลดลง -1.81%สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดัชนี Abu Dhabi General ปรับตัวลดลง -2.32%บาห์เรน ดัชนี Bourse Esterad ปรับตัวลดลง -6.42%มองโกเลีย ดัชนี MSE Top 20 Index ปรับตัวลดลง -6.60%อินเดีย ดัชนี BSE Sensex ปรับตัวลดลง -10.02อินโดนีเซีย ดัชนี Jakarta Stock Exchange Composite ปรับตัวลดลง -17.63%
อ่านต่อ >29

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยภายหลังที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี 2544 หรือ MOU44 และให้ใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบดำเนินการ ว่ากองทัพเรือพร้อมปฏิบัติตามนโยบายทันทีโฆษกกองทัพเรือระบุว่า MOU44 เป็นเพียงกรอบการเจรจาระหว่างรัฐ ไม่ได้เป็นข้อจำกัดต่อภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล โดยไม่ว่ากรอบดังกล่าวจะมีอยู่หรือสิ้นสุดลง กองทัพเรือยังคงดำเนินภารกิจในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มขีดความสามารถ และไม่มีการลดระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติ ในเชิงปฏิบัติ กองทัพเรือยังคงรักษาความพร้อมของกำลังรบ การลาดตระเวน และการเฝ้าระวังในพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักความรอบคอบ เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคง พร้อมทั้งดำเนินการภายใต้แนวทางไม่ยั่วยุ แต่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสมสำหรับมิติความร่วมมือระหว่างประเทศ กองทัพเรือยืนยันการสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยจะสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ แผนที่ และข้อเท็จจริงเชิงเทคนิคที่ตรวจสอบได้ เพื่อเสริมความชัดเจนในการเจรจาและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ทั้งนี้ กองทัพเรือให้ความสำคัญกับเสถียรภาพในภูมิภาค โดยดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อลดความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้น พร้อมยืนยันไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตยหรือผลประโยชน์ของชาติในทุกกรณี
อ่านต่อ >19

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
นายกฯ เร่งเครื่องเศรษฐกิจ ดันแลนด์บริดจ์ควบคู่มาตรการช่วยประชาชนอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยความคืบหน้านโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาล โดยเน้นทั้งมาตรการระยะยาวและระยะสั้น เพื่อสร้างสมดุลการเติบโตท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในส่วนของโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ “แลนด์บริดจ์” รัฐบาลกำหนดกรอบเวลาชัดเจน เตรียมนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569 ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักในการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค“แลนด์บริดจ์” กลไกหลักเชื่อมสองฝั่งทะเล สร้างรายได้ระยะยาวโครงการแลนด์บริดจ์มีเป้าหมายเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลระบุว่า การเร่งพิจารณาโครงการมีความจำเป็นมากขึ้น จากแนวโน้มการแข่งขันด้านเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ รวมถึงแนวคิดการจัดเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบสำคัญของโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการค้าระหว่างประเทศการมีโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาระบบขนส่งภายในประเทศได้มากขึ้น พร้อมสร้างรายได้และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว“ไทยช่วยไทยพลัส” เติมกำลังซื้อ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับโครงการระยะยาว รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการระยะสั้นผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนมาตรการดังกล่าวกำหนดให้มีการเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจผ่านประชาชนโดยตรง เดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวม 4,000 บาทต่อคน ไทม์ไลน์โครงการพฤษภาคม 2569 เปิดลงทะเบียนมิถุนายน 2569 เริ่มโอนเงินงวดแรกระยะเวลาโครงการ 4 เดือนนโยบายนี้ปรับบทบาทจากการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงกว้าง มาเน้นการช่วยเหลือประชาชนโดยตรง เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบอย่างทั่วถึงรัฐบาลเดินหน้าคู่ขนาน “โครงสร้าง-กำลังซื้อ”แนวทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปี 2569 เน้นการขับเคลื่อนแบบคู่ขนาน โดยใช้โครงการขนาดใหญ่สร้างศักยภาพระยะยาว และมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อประคองกำลังซื้อในระยะสั้นทั้งนี้ การเร่งผลักดันแลนด์บริดจ์และมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ถูกวางเป็นกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
อ่านต่อ >16

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
บรรดานักวิเคราะห์เปิดเผยว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังแข่งขันกันซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย กำลังให้ความสำคัญกับการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงภายในประเทศ มากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งกับพันธมิตร เช่น สหรัฐฯ หรือประเทศในยุโรปที่สนับสนุนยูเครนในการทำสงครามกับรัสเซีย ยูเครนวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ขยายการผ่อนผันให้รัสเซียสามารถขายน้ำมันได้ แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก โดยระบุว่ารายได้เหล่านี้จะถูกนำไปใช้สนับสนุนสงครามการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ นี้ อนุญาตให้มีการซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียที่ถูกบรรทุกอยู่บนเรือในทะเลแล้ว จนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม โดยสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าการผ่อนผันดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนอุปทานพลังงาน ซึ่งเกิดจากสงครามกับอิหร่านที่เริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ให้สัมภาษณ์กับ CNA ว่า สหรัฐฯอาจยังคงมองในแง่ลบต่อประเทศที่ซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า การพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มอำนาจต่อรองของรัสเซียในความสัมพันธ์ทวิภาคี และอาจสร้างความตึงเครียดกับประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งถูกโจมตีโดยอิหร่านที่เป็นพันธมิตรกับรัสเซีย และยังมีสัญญาซื้อน้ำมันระยะยาวกับบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โยฮาเนส ซูไลมาน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยอัชมัด ยานี ของอินโดนีเซีย กล่าวว่า “ประเทศต่าง ๆ ต้องตัดสินใจว่า ผลประโยชน์ระยะสั้นจากการซื้อน้ำมันรัสเซีย คุ้มค่ากับผลกระทบระยะยาวหรือไม่” ประเทศสมาชิกอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมาและไทย ต่างแสดงความสนใจในการซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย ท่ามกลางปริมาณสำรองภายในประเทศที่ลดลงเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิด ทำให้เกิดการขาดแคลนอุปทานจริงในทันทีในภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซียมากกว่าครึ่งหนึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงหันไปหาพลังงานทางเลือกที่มีอยู่และมีราคาย่อมเยากว่าอย่างรัสเซียอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มั่นใจว่ามีอุปทานเพียงพอ ซึ่งในบริบทนี้ รัสเซียมีปริมาณน้ำมันที่พร้อม และสามารถเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งไปยังพื้นที่ที่ต้องการได้ ในขณะเดียวกัน การผ่อนผันชั่วคร
อ่านต่อ >19

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ภาพรวมการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกต้องเผชิญความท้าทาย และความผันผวนนับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2569 จากปัจจัยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งภูมิรัฐสาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ผลักดันให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบเป็นวงกว้างทั่วโลก ทวีปเอเชีย ถือเป็นหนึ่งในทวีปที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง จากการขนส่งผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" แต่ภาพที่สะท้อนออกมาจากตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย กลับมีความแตกต่าง หลายประเทศดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ทั่วเอเชีย มีดังนี้ เกาหลีใต้ ดัชนี KOSPI ปรับตัวเพิ่มขึ้น +50.26% ตั้งแต่ต้นปีโอมาน ดัชนี MSM 30 ปรับตัวเพิ่มขึ้น +39.08%เขตเศรษฐกิจ ไต้หวัน ดัชนี TSEC weighted ปรับตัวเพิ่มขึ้น +34.42%ญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวเพิ่มขึ้น +18.30%ไทย ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น +16.01%ลาว ดัชนี LSX Composite ปรับตัวเพิ่มขึ้น +9.43%สิงคโปร์ ดัชนี Straits Times ปรับตัวเพิ่มขึ้น +6.04%ซาอุดิอาระเบีย ดัชนี Tadawul All Share TASI ปรับตัวเพิ่มขึ้น +5.90% เวียดนาม ดัชนี Ho Chi Minh Stock ปรับตัวเพิ่มขึ้น +3.89% จีน ดัชนี Shanghai Composite ปรับตัวเพิ่มขึ้น +2.82มาเลเซีย ดัชนี Bursa Malaysia KLCI ปรับตัวเพิ่มขึ้น +2.39% ฮ่องกง ดัชนี Hang Seng Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น +1.39%คูเวต ดัชนี Kuwait All-Share ปรับตัวลดลง -0.32%กาตาร์ ดัชนี Qatar Exchange ปรับตัวลดลง -0.93%ฟิลิปปินส์ ดัชนี Stock Exchange PSEi ปรับตัวลดลง -1.81%สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดัชนี Abu Dhabi General ปรับตัวลดลง -2.32%บาห์เรน ดัชนี Bourse Esterad ปรับตัวลดลง -6.42%มองโกเลีย ดัชนี MSE Top 20 Index ปรับตัวลดลง -6.60%อินเดีย ดัชนี BSE Sensex ปรับตัวลดลง -10.02อินโดนีเซีย ดัชนี Jakarta Stock Exchange Composite ปรับตัวลดลง -17.63%
อ่านต่อ >29