
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วันนี้ (21 ม.ค. 69) นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประธานการประชุม Situation Awareness Team (SAT) ติดตามสถานการณ์และการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เร่งประสานจังหวัดแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศต่อเนื่อง พร้อมยกระดับการปฏิบัติการควบคุมการเผา เพื่อลดจุดความร้อนและการเกิดฝุ่นละอองให้เร็วที่สุด ตลอดจนใช้กลไกท้องถิ่นและท้องที่ขอความร่วมมือประชาชนงดเผาทุกชนิดไปจนถึงช่วงปลายเดือน ม.ค. 69 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นละอองที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ โดยมีผู้แทนศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยเข้าร่วมประชุม และประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์นี้และต่อเนื่องจนถึง ปลายเดือนมกราคม สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในเกือบทุกภาคของประเทศ และจุดความร้อน (Hotspot) มีเพิ่มขึ้น ประกอบกับอัตราการระบายอากาศไม่ดี ส่งผลให้ปริมาณฝุ่น PM2.5 สะสมอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ณ วันที่ 21 ม.ค. 69 พบว่า ปริมาณฝุ่น PM2.5 เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพเกินค่ามาตรฐานในพื้นที่ 24 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร แยกเป็น ภาคกลาง 12 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด และภาคตะวันออก 3 จังหวัด ส่วนสถานการณ์การเกิดจุดความร้อน (Hotspot) ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ณ วันที่ 20 ม.ค. 69 พบว่า เกิดจุดความร้อนทั่วประเทศ รวม 320 จุด ในพื้นที่ 45 จังหวัด ส่วนใหญ่พบในพื้นที่การเกษตร นอกจากนี้ จากการคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ใน 7 วันข้างหน้า (ตั้งแต่วันที่ 22 - 28 ม.ค. 69) จะมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะวันที่ 24 - 28 ม.ค. 68 ค่าฝุ่นจะมีแนวโน้มขยับสูงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ยกเว้นภาคใต้ และอัตราการระบายอากาศลดลง จึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ฝุ่นสะสม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่นในช่วงนี้เป็นพิเศษนายชัยรัตน์ รองอธิบดี ปภ. กล่าวต่อว่า เพื่อให้การดำเนินการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ซึ่งได้มีข้อสั่งการตั้งแต่ก่
อ่านต่อ >17

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ดร.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “ขณะนี้ กยศ. ได้มีการส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้าง จำนวนกว่า 80,000 แห่ง เพื่อทำการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้ จำนวนกว่า 120,000 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และ กยศ. จะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้กู้ยืมทราบในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ผู้กู้ยืมทุกรายที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ทั้งสัญญารายปี/สัญญารายเดือน หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีหน้าที่ให้นายจ้างหักเงินเดือน ทั้งนี้ กยศ. ได้จัดประชุมสัมมนาออนไลน์ให้แก่องค์กรนายจ้างที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กยศ. เพื่อให้องค์กรนายจ้างเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในการทำหน้าที่ รวมถึงการใช้งานระบบรับชำระเงินกู้ยืม คืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (ระบบ e-PaySLF) ได้อย่างถูกต้อง จึงขอเชิญชวนองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th และเลือกวันและเวลาที่สะดวก หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏด้านล่าง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทีไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง” ปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการหักเงินเดือนจำนวน 1,418,640 ราย กยศ. ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเงินกู้ยืมของ กยศ. เป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน ซึ่งเงินที่ได้รับชำระคืนจะนำไปหมุนเวียน เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นต่อไป
อ่านต่อ >21

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กรมทรัพยากรน้ำ ขานรับนโยบาย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขับเคลื่อนแนวคิด “ป่าเปียก” ตามศาสตร์พระราชา ลดไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืนวันที่ 20 มกราคม 2569 นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า กรมทรัพยากรน้ำได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ควบคู่กับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การกำกับของ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ระบุว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานร่วมกับ นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และคณะทำงาน ในการตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำ เพื่อสนับสนุนการควบคุมไฟป่าดอยพระบาท ภายในเขตอุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปางสำหรับการดำเนินงานดังกล่าว เป็นการนำแนวคิด “ป่าเปียก” มาสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนป่า และจัดทำแนวป้องกันไฟเปียกในพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อลดโอกาสการเกิดไฟป่าและการลุกลามของไฟในช่วงฤดูแล้งอย่างมีประสิทธิภาพโครงการนี้สามารถช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ลดความเสี่ยงการเกิดหมอกควันไฟป่า และลดฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ดอยพระบาทได้มากกว่า 500 ไร่ นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการบูรณาการงานด้านทรัพยากรน้ำ ควบคู่การแก้ไขปัญหามลพิษ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว
อ่านต่อ >20

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ย้ำมาตรการทางกฎหมายควบคุมการเผาในที่โล่งและพื้นที่ป่า หลังพบจุดความร้อนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เกษตรและป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรงนายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า รัฐบาลได้กำหนดมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง โดยควบคุมแหล่งกำเนิดในทุกพื้นที่ ทั้งการเผาในป่า พื้นที่เกษตร เขตเมือง การคมนาคม การก่อสร้าง รวมถึงหมอกควันข้ามแดน เพื่อจำกัดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ต่อประชาชนจากการติดตามสถานการณ์ พบว่าหลายจังหวัดได้ออกประกาศกำหนดเขตควบคุมและห้ามเผา พร้อมสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยการเผาในพื้นที่ต่าง ๆ มีความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ -เผาในที่ตนเองหรือที่สาธารณะจนเกิดเหตุรำคาญ เช่น เผาขยะ มีความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 โทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ -เผาข้างทางหรือใกล้ถนนในระยะไม่เกิน 500 เมตร จนเป็นอันตรายต่อการจราจร มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 -เผาในพื้นที่เกษตรหรือที่โล่ง เช่น เผาไร่อ้อย เผาตอซังข้าว เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท -เผาป่าในเขตอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โทษจำคุกตั้งแต่ 4–20 ปี ปรับ 400,000–2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ -เผาป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โทษจำคุก 1–10 ปี ปรับ 20,000–200,000 บาท และหากเผาเกิน 25 ไร่ โทษเพิ่มเป็นจำคุก 4–20 ปี ปรับ 200,000–2,000,000 บาทนายสุรินทร์ ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ หัวใจและหลอดเลือด ดวงตา และผิวหนัง และหากได้รับสะสมเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งปอด จึงขอความร่วมมือประชาชนงดเผาทุกชนิด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการประกาศห้ามเผาอย่างเด็ดขาด
อ่านต่อ >30

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วันนี้ (21 ม.ค. 69) นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประธานการประชุม Situation Awareness Team (SAT) ติดตามสถานการณ์และการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เร่งประสานจังหวัดแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศต่อเนื่อง พร้อมยกระดับการปฏิบัติการควบคุมการเผา เพื่อลดจุดความร้อนและการเกิดฝุ่นละอองให้เร็วที่สุด ตลอดจนใช้กลไกท้องถิ่นและท้องที่ขอความร่วมมือประชาชนงดเผาทุกชนิดไปจนถึงช่วงปลายเดือน ม.ค. 69 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นละอองที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ โดยมีผู้แทนศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยเข้าร่วมประชุม และประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์นี้และต่อเนื่องจนถึง ปลายเดือนมกราคม สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในเกือบทุกภาคของประเทศ และจุดความร้อน (Hotspot) มีเพิ่มขึ้น ประกอบกับอัตราการระบายอากาศไม่ดี ส่งผลให้ปริมาณฝุ่น PM2.5 สะสมอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ณ วันที่ 21 ม.ค. 69 พบว่า ปริมาณฝุ่น PM2.5 เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพเกินค่ามาตรฐานในพื้นที่ 24 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร แยกเป็น ภาคกลาง 12 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด และภาคตะวันออก 3 จังหวัด ส่วนสถานการณ์การเกิดจุดความร้อน (Hotspot) ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ณ วันที่ 20 ม.ค. 69 พบว่า เกิดจุดความร้อนทั่วประเทศ รวม 320 จุด ในพื้นที่ 45 จังหวัด ส่วนใหญ่พบในพื้นที่การเกษตร นอกจากนี้ จากการคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ใน 7 วันข้างหน้า (ตั้งแต่วันที่ 22 - 28 ม.ค. 69) จะมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะวันที่ 24 - 28 ม.ค. 68 ค่าฝุ่นจะมีแนวโน้มขยับสูงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ยกเว้นภาคใต้ และอัตราการระบายอากาศลดลง จึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ฝุ่นสะสม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่นในช่วงนี้เป็นพิเศษนายชัยรัตน์ รองอธิบดี ปภ. กล่าวต่อว่า เพื่อให้การดำเนินการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ซึ่งได้มีข้อสั่งการตั้งแต่ก่
อ่านต่อ >17

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ดร.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “ขณะนี้ กยศ. ได้มีการส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้าง จำนวนกว่า 80,000 แห่ง เพื่อทำการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้ จำนวนกว่า 120,000 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และ กยศ. จะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้กู้ยืมทราบในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ผู้กู้ยืมทุกรายที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ทั้งสัญญารายปี/สัญญารายเดือน หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีหน้าที่ให้นายจ้างหักเงินเดือน ทั้งนี้ กยศ. ได้จัดประชุมสัมมนาออนไลน์ให้แก่องค์กรนายจ้างที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กยศ. เพื่อให้องค์กรนายจ้างเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในการทำหน้าที่ รวมถึงการใช้งานระบบรับชำระเงินกู้ยืม คืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (ระบบ e-PaySLF) ได้อย่างถูกต้อง จึงขอเชิญชวนองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th และเลือกวันและเวลาที่สะดวก หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏด้านล่าง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทีไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง” ปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการหักเงินเดือนจำนวน 1,418,640 ราย กยศ. ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเงินกู้ยืมของ กยศ. เป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน ซึ่งเงินที่ได้รับชำระคืนจะนำไปหมุนเวียน เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นต่อไป
อ่านต่อ >21

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กรมทรัพยากรน้ำ ขานรับนโยบาย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการขับเคลื่อนแนวคิด “ป่าเปียก” ตามศาสตร์พระราชา ลดไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืนวันที่ 20 มกราคม 2569 นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า กรมทรัพยากรน้ำได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ควบคู่กับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การกำกับของ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ระบุว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานร่วมกับ นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และคณะทำงาน ในการตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำ เพื่อสนับสนุนการควบคุมไฟป่าดอยพระบาท ภายในเขตอุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปางสำหรับการดำเนินงานดังกล่าว เป็นการนำแนวคิด “ป่าเปียก” มาสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนป่า และจัดทำแนวป้องกันไฟเปียกในพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อลดโอกาสการเกิดไฟป่าและการลุกลามของไฟในช่วงฤดูแล้งอย่างมีประสิทธิภาพโครงการนี้สามารถช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ลดความเสี่ยงการเกิดหมอกควันไฟป่า และลดฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ดอยพระบาทได้มากกว่า 500 ไร่ นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการบูรณาการงานด้านทรัพยากรน้ำ ควบคู่การแก้ไขปัญหามลพิษ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว
อ่านต่อ >20

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ย้ำมาตรการทางกฎหมายควบคุมการเผาในที่โล่งและพื้นที่ป่า หลังพบจุดความร้อนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เกษตรและป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรงนายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า รัฐบาลได้กำหนดมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง โดยควบคุมแหล่งกำเนิดในทุกพื้นที่ ทั้งการเผาในป่า พื้นที่เกษตร เขตเมือง การคมนาคม การก่อสร้าง รวมถึงหมอกควันข้ามแดน เพื่อจำกัดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ต่อประชาชนจากการติดตามสถานการณ์ พบว่าหลายจังหวัดได้ออกประกาศกำหนดเขตควบคุมและห้ามเผา พร้อมสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยการเผาในพื้นที่ต่าง ๆ มีความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ -เผาในที่ตนเองหรือที่สาธารณะจนเกิดเหตุรำคาญ เช่น เผาขยะ มีความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 โทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ -เผาข้างทางหรือใกล้ถนนในระยะไม่เกิน 500 เมตร จนเป็นอันตรายต่อการจราจร มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 -เผาในพื้นที่เกษตรหรือที่โล่ง เช่น เผาไร่อ้อย เผาตอซังข้าว เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท -เผาป่าในเขตอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โทษจำคุกตั้งแต่ 4–20 ปี ปรับ 400,000–2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ -เผาป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โทษจำคุก 1–10 ปี ปรับ 20,000–200,000 บาท และหากเผาเกิน 25 ไร่ โทษเพิ่มเป็นจำคุก 4–20 ปี ปรับ 200,000–2,000,000 บาทนายสุรินทร์ ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ หัวใจและหลอดเลือด ดวงตา และผิวหนัง และหากได้รับสะสมเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งปอด จึงขอความร่วมมือประชาชนงดเผาทุกชนิด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการประกาศห้ามเผาอย่างเด็ดขาด
อ่านต่อ >30

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วันนี้ (21 ม.ค. 69) นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประธานการประชุม Situation Awareness Team (SAT) ติดตามสถานการณ์และการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เร่งประสานจังหวัดแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศต่อเนื่อง พร้อมยกระดับการปฏิบัติการควบคุมการเผา เพื่อลดจุดความร้อนและการเกิดฝุ่นละอองให้เร็วที่สุด ตลอดจนใช้กลไกท้องถิ่นและท้องที่ขอความร่วมมือประชาชนงดเผาทุกชนิดไปจนถึงช่วงปลายเดือน ม.ค. 69 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นละอองที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ โดยมีผู้แทนศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยเข้าร่วมประชุม และประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์นี้และต่อเนื่องจนถึง ปลายเดือนมกราคม สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในเกือบทุกภาคของประเทศ และจุดความร้อน (Hotspot) มีเพิ่มขึ้น ประกอบกับอัตราการระบายอากาศไม่ดี ส่งผลให้ปริมาณฝุ่น PM2.5 สะสมอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ณ วันที่ 21 ม.ค. 69 พบว่า ปริมาณฝุ่น PM2.5 เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพเกินค่ามาตรฐานในพื้นที่ 24 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร แยกเป็น ภาคกลาง 12 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด และภาคตะวันออก 3 จังหวัด ส่วนสถานการณ์การเกิดจุดความร้อน (Hotspot) ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ณ วันที่ 20 ม.ค. 69 พบว่า เกิดจุดความร้อนทั่วประเทศ รวม 320 จุด ในพื้นที่ 45 จังหวัด ส่วนใหญ่พบในพื้นที่การเกษตร นอกจากนี้ จากการคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ใน 7 วันข้างหน้า (ตั้งแต่วันที่ 22 - 28 ม.ค. 69) จะมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะวันที่ 24 - 28 ม.ค. 68 ค่าฝุ่นจะมีแนวโน้มขยับสูงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ยกเว้นภาคใต้ และอัตราการระบายอากาศลดลง จึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ฝุ่นสะสม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่นในช่วงนี้เป็นพิเศษนายชัยรัตน์ รองอธิบดี ปภ. กล่าวต่อว่า เพื่อให้การดำเนินการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ซึ่งได้มีข้อสั่งการตั้งแต่ก่
อ่านต่อ >17