
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
การศึกษานี้ติดตามกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 5,000 คนที่เกิดในและรอบเมืองบริสตอลของสหราชอาณาจักรในช่วงทศวรรษ 1990 โดยเก็บข้อมูลสุขภาพตั้งแต่แรกเกิด และตรวจวัดสมรรถภาพปอดเมื่ออายุ 8 ปี, 15 ปี และติดตามต่อเนื่องจนถึงอายุ 24 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ปอดควรพัฒนาเต็มที่แล้ว แต่ผลการวิจัยกลับพบว่า เด็กที่ได้รับมลพิษทางอากาศในระดับสูง ทั้งในช่วงตั้งครรภ์ วัยทารก และวัยเด็กตอนต้น มีแนวโน้มที่การเจริญเติบโตของปอดจะช้าลง และแม้เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ สมรรถภาพปอดก็ยังไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่ โดยผลกระทบชัดเจนมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ปอดควรเติบโตอย่างรวดเร็ว ศาสตราจารย์แอนนา แฮนเซลล์ จากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ หัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า แม้งานวิจัยเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ผู้ใหญ่หรือหญิงตั้งครรภ์ แต่มีความเป็นไปได้สูงว่ามลพิษยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กโดยตรง และเด็กที่ปอดพัฒนาไม่เต็มที่อาจมีความเสี่ยงสูงต่อโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจในอนาคต เนื่องจากมีความสามารถสำรองของปอดต่ำกว่า นักวิจัยวัดสมรรถภาพปอดด้วยวิธี spirometry โดยให้ผู้เข้าร่วมทดลองหายใจเข้าเต็มที่ แล้วเป่าลมหายใจออกอย่างแรงและเร็วที่สุด เพื่อวัดปริมาณอากาศและความเร็วของการหายใจ ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพการทำงานของปอดอย่างแม่นยำ ทีมวิจัยยังประเมินระดับการสัมผัสมลพิษของเด็กในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ในครรภ์จนถึงวัยเด็กตอนต้น โดยรวมทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการจราจรและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมทั้งควบคุมปัจจัยอื่น ๆ เช่น การคลอดก่อนกำหนด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การสูบบุหรี่ในครอบครัว และสภาพบ้านที่อาจมีความชื้น ผลการศึกษายืนยันว่า การสัมผัสมลพิษทางอากาศตั้งแต่ช่วงชีวิตแรกเริ่มสามารถส่งผลต่อพัฒนาการของปอดไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่เป็นช่วงสำคัญของการเติบโตของปอดงานวิจัยก่อนหน้านี้ในลอนดอนตะวันออกยังพบว่า เด็กอายุ 9 ปีที่อยู่ในพื้นที่มลพิษสูงมีปอดเล็กกว่าปกติราว 90-100 มิลลิลิตร ซึ่งเทียบได้กับปริมาตรของไข่ไก่ประมาณสองฟอง ขณะที่การศึกษาจากสวีเดนพบว่า เมื่อคุณภาพอากาศดีขึ้น การเติบโตของปอดในเด็กก็สามารถฟื้นตัวได้มากขึ้น แม้ผลกระทบต่อเด็กแต่ละคนอาจดูไม่รุนแรงในระยะสั้น แต่เนื่องจากสมรรถภาพปอดมีแนวโน้มส่งผลต่อสุขภาพไปตลอดชีวิต ความแตกต่างเล็กน้อยในวัยเด็กอาจนำไปส
อ่านต่อ >15

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ไทยช่วยไทย พลัส ลงทะเบียนทะลุ 26.5 ล้านคน สำเร็จแล้วกว่า 26 ล้านรายกระทรวงการคลังรายงานความคืบหน้าการลงทะเบียนโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ณ เวลา 06.30 น. วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 พบว่ามีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 26,524,940 คนในจำนวนดังกล่าว แบ่งเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการ คนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,900,479 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่จำนวน 7,624,461 คน สำหรับผู้ลงทะเบียนใหม่ มีผู้ที่ผ่านการลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 7,140,144 คน ขณะที่มีผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 484,317 คนรายละเอียดของผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ ประกอบด้วยเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 481,604 คนเป็นผู้เสียชีวิตหรือย้ายไปต่างประเทศ จำนวน 2,505 คนเคยทำผิดเงื่อนไขโครงการคนละครึ่ง จำนวน 208 คน ข้อมูลล่าสุดยังระบุว่า มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัสสำเร็จแล้วรวม 26,040,623 คน แบ่งเป็นผู้เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,900,479 คนผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ผ่านการตรวจสอบและลงทะเบียนสำเร็จ จำนวน 7,140,144 คนตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการลงทะเบียนโครงการยังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ลงทะเบียนสำเร็จคิดเป็นสัดส่วนกว่า 98.17% ของผู้ที่สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งหมด
อ่านต่อ >27

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองอุตุนิยมวิทยาการบิน กรมอุตุนิยมวิทยา เผยว่า ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดพาความชื้นจากทะเลอันดามันเข้าประเทศไทยทำให้มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคอีสานตอนบนทำให้มีฝนตกหนักและฝนตกต่อเนื่อง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้และอันดามันมีการหมุนเวียนของลมแรงทำให้เกิดฝนตกหนัก ในช่วงวันที่ 30 พ.ค.-3 มิ.ย.เป็นช่วงที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น พัดเข้าหาหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ฝั่งตะวันตกและภาคใต้ฝั่งอันดามันมีฝนตกหนักสะสม ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และพื้นที่อื่น ๆ ในตอนกลางวันมีแดดแรง ส่วนช่วงบ่ายจะเริ่มมีเมฆฝนประปราย มีฝนตกเป็นจุด ๆ ไม่ครอบคลุม วันที่ 30-31 พ.ค. ภาคเหนือและอีสานตอนบนจะเริ่มมีกลุ่มฝนขยับเข้ามาเพิ่มขึ้น ส่วนภาคตะวันตกและภาคใต้ตอนบนคลื่นลมอ่าวไทยและอันดามันเริ่มมีกำลังแรงขึ้นเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ส่วนช่วงวันที่ 1-3 มิ.ย.บางพื้นที่มีแดดจัดในตอนกลางวันและมีฝนลดลงชั่วคราวเนื่องจากอิทธิพลระยะไกลของพายุดึงความชื้นไปบางส่วน ส่วนบริเวณทะเลอันดามันจะมีคลื่นลมแรงขึ้นอย่างชัดเจน ชาวเรือต้องระวังเป็นพิเศษ ขณะที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยมีฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง จากนั้นช่วงวันที่ 4-8 มิ.ย.จะมีฝนตกหนักสลับเบา แปรผันตามความแรงของลมมรสุม โดยมีหย่อมความกดอากาศต่ำก่อตัวขึ้นใหม่ในทะเลจีนใต้และอันดามัน ในช่วงนี้ภาคเหนือและภาคอีสานยังมีปริมาณฝนน้อย ไม่เพียงพอต่อการเกษตร ต้องเฝ้าระวังภาวะฝนทิ้งช่วง ในช่วงวันที่ 5-6 มิ.ย.จะมีฝนตกหนักเฉพาะที่ บริเวณด้านรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันตกและภาคตะวันออกยังมีฝนหนาแน่น ขณะที่พื้นที่ตอนบนของประเทศปริมาณฝนมีการกระจายตัวน้อย ทำให้ฝนไม่เพียงพอ เกษตรกรควรวางแผนสำรองน้ำเอาไว้ ช่วงวันที่ 7-8 มิ.ย.ร่องมรสุมหรือร่องฝนจะอ่อนกำลังลงและขยับขึ้นไปพาดผ่านประเทศไทยตอนบน ดังนั้นในช่วงนี้กลุ่มฝนจะขยับตัวเคลื่อนไปตามแนวร่องมรสุม ปริมาณฝนในภาคเหนือและอีสานตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคอีสานตอนบนต้องระวังฝนตกหนักสะสม ขณะที่ภาคใต้มีปริมาณฝนเริ่มลดลงตามลำดับ ทำให้ช่วงวันที่ 10-12 มิ.ย.ภาคเหนือและอีสานตอนบนบริเว
อ่านต่อ >18

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทองนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีมติเห็นชอบข้อเสนอสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย เรื่องขอปรับปรุงอัตราจ่ายชดเชยบริการปลูกถ่ายตับและเปลี่ยนหัวใจในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) โดยใช้งบประมาณ ที่ประหยัดได้จากการปรับอัตราชดเชยค่ายากดภูมิคุ้มกันมาบริหารจัดการ ทั้งนี้ การปรับลดอัตราชดเชยค่ายากดภูมิคุ้มกันไม่ได้กระทบคุณภาพการรักษา แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับราคายาที่ลดลง โดยหลังผ่าตัดเดือนที่ 13-24 ปรับจาก 20,000 บาทต่อเดือน เป็น 18,000 บาทต่อเดือน และหลัง 24 เดือนขึ้นไป ปรับจาก 15,000 บาทต่อเดือน เป็น 13,000 บาทต่อเดือน ส่วนนี้ทำให้สามารถนำงบที่ประหยัดได้กลับมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะในส่วนอื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสม สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุน สาระสำคัญของมติ คือ ปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายเตรียมตัวก่อนผ่าตัดสำหรับผู้รับบริจาค จาก 30,000 บาทต่อราย เป็น 40,000 บาทต่อราย และสำหรับผู้บริจาคที่มีชีวิต จาก 40,000 บาทต่อราย เป็น 45,000 บาทต่อราย ขณะเดียวกัน ปรับค่าผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเป็นเหมาจ่าย 600,000 บาทต่อราย และปรับค่าผ่าตัดปลูกถ่ายตับในเด็กเป็น 660,000 บาทต่อราย สำหรับการปลูกถ่ายตับในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะกลางและระยะสุดท้าย ได้ปรับจากเดิมที่เหมาจ่ายรวมค่าผ่าตัดตับจากผู้บริจาคและค่าผ่าตัดปลูกถ่ายตับในผู้รับบริจาค 600,000 บาทต่อราย เป็นการแยกจ่ายให้ชัดเจน ได้แก่ ค่าผ่าตัดตับจากผู้บริจาค 200,000 บาทต่อราย และค่าผ่าตัดปลูกถ่ายตับในผู้รับบริจาค 660,000 บาทต่อราย เพื่อสะท้อนภาระบริการที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้นนอกจากนี้ ยังเพิ่มการชดเชยค่ารักษาในกรณีผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส (Cytomegalovirus : CMV) ซึ่งมักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ โดยกำหนดอัตราชดเชยสำหรับการป้องกันและรักษาการติดเชื้อ CMV จำนวน 180,000 บาทต่อราย และกรณีตรวจพบเชื้อ CMV ในกระแสเลือด จำนวน 40,000 บาทต่อราย จากเดิมที่ยังไม่มีรายการชดเชยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้ครอบคลุมมากขึ้น “การปลูกถ่ายอวัยวะเป็นบริการสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะผ
อ่านต่อ >14

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
การศึกษานี้ติดตามกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 5,000 คนที่เกิดในและรอบเมืองบริสตอลของสหราชอาณาจักรในช่วงทศวรรษ 1990 โดยเก็บข้อมูลสุขภาพตั้งแต่แรกเกิด และตรวจวัดสมรรถภาพปอดเมื่ออายุ 8 ปี, 15 ปี และติดตามต่อเนื่องจนถึงอายุ 24 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ปอดควรพัฒนาเต็มที่แล้ว แต่ผลการวิจัยกลับพบว่า เด็กที่ได้รับมลพิษทางอากาศในระดับสูง ทั้งในช่วงตั้งครรภ์ วัยทารก และวัยเด็กตอนต้น มีแนวโน้มที่การเจริญเติบโตของปอดจะช้าลง และแม้เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ สมรรถภาพปอดก็ยังไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่ โดยผลกระทบชัดเจนมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ปอดควรเติบโตอย่างรวดเร็ว ศาสตราจารย์แอนนา แฮนเซลล์ จากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ หัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า แม้งานวิจัยเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ผู้ใหญ่หรือหญิงตั้งครรภ์ แต่มีความเป็นไปได้สูงว่ามลพิษยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กโดยตรง และเด็กที่ปอดพัฒนาไม่เต็มที่อาจมีความเสี่ยงสูงต่อโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจในอนาคต เนื่องจากมีความสามารถสำรองของปอดต่ำกว่า นักวิจัยวัดสมรรถภาพปอดด้วยวิธี spirometry โดยให้ผู้เข้าร่วมทดลองหายใจเข้าเต็มที่ แล้วเป่าลมหายใจออกอย่างแรงและเร็วที่สุด เพื่อวัดปริมาณอากาศและความเร็วของการหายใจ ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพการทำงานของปอดอย่างแม่นยำ ทีมวิจัยยังประเมินระดับการสัมผัสมลพิษของเด็กในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ในครรภ์จนถึงวัยเด็กตอนต้น โดยรวมทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการจราจรและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมทั้งควบคุมปัจจัยอื่น ๆ เช่น การคลอดก่อนกำหนด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การสูบบุหรี่ในครอบครัว และสภาพบ้านที่อาจมีความชื้น ผลการศึกษายืนยันว่า การสัมผัสมลพิษทางอากาศตั้งแต่ช่วงชีวิตแรกเริ่มสามารถส่งผลต่อพัฒนาการของปอดไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่เป็นช่วงสำคัญของการเติบโตของปอดงานวิจัยก่อนหน้านี้ในลอนดอนตะวันออกยังพบว่า เด็กอายุ 9 ปีที่อยู่ในพื้นที่มลพิษสูงมีปอดเล็กกว่าปกติราว 90-100 มิลลิลิตร ซึ่งเทียบได้กับปริมาตรของไข่ไก่ประมาณสองฟอง ขณะที่การศึกษาจากสวีเดนพบว่า เมื่อคุณภาพอากาศดีขึ้น การเติบโตของปอดในเด็กก็สามารถฟื้นตัวได้มากขึ้น แม้ผลกระทบต่อเด็กแต่ละคนอาจดูไม่รุนแรงในระยะสั้น แต่เนื่องจากสมรรถภาพปอดมีแนวโน้มส่งผลต่อสุขภาพไปตลอดชีวิต ความแตกต่างเล็กน้อยในวัยเด็กอาจนำไปส
อ่านต่อ >15

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ไทยช่วยไทย พลัส ลงทะเบียนทะลุ 26.5 ล้านคน สำเร็จแล้วกว่า 26 ล้านรายกระทรวงการคลังรายงานความคืบหน้าการลงทะเบียนโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ณ เวลา 06.30 น. วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 พบว่ามีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 26,524,940 คนในจำนวนดังกล่าว แบ่งเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการ คนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,900,479 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่จำนวน 7,624,461 คน สำหรับผู้ลงทะเบียนใหม่ มีผู้ที่ผ่านการลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 7,140,144 คน ขณะที่มีผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 484,317 คนรายละเอียดของผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ ประกอบด้วยเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 481,604 คนเป็นผู้เสียชีวิตหรือย้ายไปต่างประเทศ จำนวน 2,505 คนเคยทำผิดเงื่อนไขโครงการคนละครึ่ง จำนวน 208 คน ข้อมูลล่าสุดยังระบุว่า มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัสสำเร็จแล้วรวม 26,040,623 คน แบ่งเป็นผู้เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,900,479 คนผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ผ่านการตรวจสอบและลงทะเบียนสำเร็จ จำนวน 7,140,144 คนตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการลงทะเบียนโครงการยังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ลงทะเบียนสำเร็จคิดเป็นสัดส่วนกว่า 98.17% ของผู้ที่สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งหมด
อ่านต่อ >27

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองอุตุนิยมวิทยาการบิน กรมอุตุนิยมวิทยา เผยว่า ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดพาความชื้นจากทะเลอันดามันเข้าประเทศไทยทำให้มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคอีสานตอนบนทำให้มีฝนตกหนักและฝนตกต่อเนื่อง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้และอันดามันมีการหมุนเวียนของลมแรงทำให้เกิดฝนตกหนัก ในช่วงวันที่ 30 พ.ค.-3 มิ.ย.เป็นช่วงที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น พัดเข้าหาหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ฝั่งตะวันตกและภาคใต้ฝั่งอันดามันมีฝนตกหนักสะสม ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และพื้นที่อื่น ๆ ในตอนกลางวันมีแดดแรง ส่วนช่วงบ่ายจะเริ่มมีเมฆฝนประปราย มีฝนตกเป็นจุด ๆ ไม่ครอบคลุม วันที่ 30-31 พ.ค. ภาคเหนือและอีสานตอนบนจะเริ่มมีกลุ่มฝนขยับเข้ามาเพิ่มขึ้น ส่วนภาคตะวันตกและภาคใต้ตอนบนคลื่นลมอ่าวไทยและอันดามันเริ่มมีกำลังแรงขึ้นเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ส่วนช่วงวันที่ 1-3 มิ.ย.บางพื้นที่มีแดดจัดในตอนกลางวันและมีฝนลดลงชั่วคราวเนื่องจากอิทธิพลระยะไกลของพายุดึงความชื้นไปบางส่วน ส่วนบริเวณทะเลอันดามันจะมีคลื่นลมแรงขึ้นอย่างชัดเจน ชาวเรือต้องระวังเป็นพิเศษ ขณะที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยมีฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง จากนั้นช่วงวันที่ 4-8 มิ.ย.จะมีฝนตกหนักสลับเบา แปรผันตามความแรงของลมมรสุม โดยมีหย่อมความกดอากาศต่ำก่อตัวขึ้นใหม่ในทะเลจีนใต้และอันดามัน ในช่วงนี้ภาคเหนือและภาคอีสานยังมีปริมาณฝนน้อย ไม่เพียงพอต่อการเกษตร ต้องเฝ้าระวังภาวะฝนทิ้งช่วง ในช่วงวันที่ 5-6 มิ.ย.จะมีฝนตกหนักเฉพาะที่ บริเวณด้านรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันตกและภาคตะวันออกยังมีฝนหนาแน่น ขณะที่พื้นที่ตอนบนของประเทศปริมาณฝนมีการกระจายตัวน้อย ทำให้ฝนไม่เพียงพอ เกษตรกรควรวางแผนสำรองน้ำเอาไว้ ช่วงวันที่ 7-8 มิ.ย.ร่องมรสุมหรือร่องฝนจะอ่อนกำลังลงและขยับขึ้นไปพาดผ่านประเทศไทยตอนบน ดังนั้นในช่วงนี้กลุ่มฝนจะขยับตัวเคลื่อนไปตามแนวร่องมรสุม ปริมาณฝนในภาคเหนือและอีสานตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคอีสานตอนบนต้องระวังฝนตกหนักสะสม ขณะที่ภาคใต้มีปริมาณฝนเริ่มลดลงตามลำดับ ทำให้ช่วงวันที่ 10-12 มิ.ย.ภาคเหนือและอีสานตอนบนบริเว
อ่านต่อ >18

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทองนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีมติเห็นชอบข้อเสนอสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย เรื่องขอปรับปรุงอัตราจ่ายชดเชยบริการปลูกถ่ายตับและเปลี่ยนหัวใจในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) โดยใช้งบประมาณ ที่ประหยัดได้จากการปรับอัตราชดเชยค่ายากดภูมิคุ้มกันมาบริหารจัดการ ทั้งนี้ การปรับลดอัตราชดเชยค่ายากดภูมิคุ้มกันไม่ได้กระทบคุณภาพการรักษา แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับราคายาที่ลดลง โดยหลังผ่าตัดเดือนที่ 13-24 ปรับจาก 20,000 บาทต่อเดือน เป็น 18,000 บาทต่อเดือน และหลัง 24 เดือนขึ้นไป ปรับจาก 15,000 บาทต่อเดือน เป็น 13,000 บาทต่อเดือน ส่วนนี้ทำให้สามารถนำงบที่ประหยัดได้กลับมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะในส่วนอื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสม สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุน สาระสำคัญของมติ คือ ปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายเตรียมตัวก่อนผ่าตัดสำหรับผู้รับบริจาค จาก 30,000 บาทต่อราย เป็น 40,000 บาทต่อราย และสำหรับผู้บริจาคที่มีชีวิต จาก 40,000 บาทต่อราย เป็น 45,000 บาทต่อราย ขณะเดียวกัน ปรับค่าผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเป็นเหมาจ่าย 600,000 บาทต่อราย และปรับค่าผ่าตัดปลูกถ่ายตับในเด็กเป็น 660,000 บาทต่อราย สำหรับการปลูกถ่ายตับในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะกลางและระยะสุดท้าย ได้ปรับจากเดิมที่เหมาจ่ายรวมค่าผ่าตัดตับจากผู้บริจาคและค่าผ่าตัดปลูกถ่ายตับในผู้รับบริจาค 600,000 บาทต่อราย เป็นการแยกจ่ายให้ชัดเจน ได้แก่ ค่าผ่าตัดตับจากผู้บริจาค 200,000 บาทต่อราย และค่าผ่าตัดปลูกถ่ายตับในผู้รับบริจาค 660,000 บาทต่อราย เพื่อสะท้อนภาระบริการที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้นนอกจากนี้ ยังเพิ่มการชดเชยค่ารักษาในกรณีผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส (Cytomegalovirus : CMV) ซึ่งมักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ โดยกำหนดอัตราชดเชยสำหรับการป้องกันและรักษาการติดเชื้อ CMV จำนวน 180,000 บาทต่อราย และกรณีตรวจพบเชื้อ CMV ในกระแสเลือด จำนวน 40,000 บาทต่อราย จากเดิมที่ยังไม่มีรายการชดเชยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้ครอบคลุมมากขึ้น “การปลูกถ่ายอวัยวะเป็นบริการสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะผ
อ่านต่อ >14

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
การศึกษานี้ติดตามกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 5,000 คนที่เกิดในและรอบเมืองบริสตอลของสหราชอาณาจักรในช่วงทศวรรษ 1990 โดยเก็บข้อมูลสุขภาพตั้งแต่แรกเกิด และตรวจวัดสมรรถภาพปอดเมื่ออายุ 8 ปี, 15 ปี และติดตามต่อเนื่องจนถึงอายุ 24 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ปอดควรพัฒนาเต็มที่แล้ว แต่ผลการวิจัยกลับพบว่า เด็กที่ได้รับมลพิษทางอากาศในระดับสูง ทั้งในช่วงตั้งครรภ์ วัยทารก และวัยเด็กตอนต้น มีแนวโน้มที่การเจริญเติบโตของปอดจะช้าลง และแม้เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ สมรรถภาพปอดก็ยังไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่ โดยผลกระทบชัดเจนมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ปอดควรเติบโตอย่างรวดเร็ว ศาสตราจารย์แอนนา แฮนเซลล์ จากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ หัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า แม้งานวิจัยเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ผู้ใหญ่หรือหญิงตั้งครรภ์ แต่มีความเป็นไปได้สูงว่ามลพิษยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กโดยตรง และเด็กที่ปอดพัฒนาไม่เต็มที่อาจมีความเสี่ยงสูงต่อโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจในอนาคต เนื่องจากมีความสามารถสำรองของปอดต่ำกว่า นักวิจัยวัดสมรรถภาพปอดด้วยวิธี spirometry โดยให้ผู้เข้าร่วมทดลองหายใจเข้าเต็มที่ แล้วเป่าลมหายใจออกอย่างแรงและเร็วที่สุด เพื่อวัดปริมาณอากาศและความเร็วของการหายใจ ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพการทำงานของปอดอย่างแม่นยำ ทีมวิจัยยังประเมินระดับการสัมผัสมลพิษของเด็กในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ในครรภ์จนถึงวัยเด็กตอนต้น โดยรวมทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการจราจรและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมทั้งควบคุมปัจจัยอื่น ๆ เช่น การคลอดก่อนกำหนด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การสูบบุหรี่ในครอบครัว และสภาพบ้านที่อาจมีความชื้น ผลการศึกษายืนยันว่า การสัมผัสมลพิษทางอากาศตั้งแต่ช่วงชีวิตแรกเริ่มสามารถส่งผลต่อพัฒนาการของปอดไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่เป็นช่วงสำคัญของการเติบโตของปอดงานวิจัยก่อนหน้านี้ในลอนดอนตะวันออกยังพบว่า เด็กอายุ 9 ปีที่อยู่ในพื้นที่มลพิษสูงมีปอดเล็กกว่าปกติราว 90-100 มิลลิลิตร ซึ่งเทียบได้กับปริมาตรของไข่ไก่ประมาณสองฟอง ขณะที่การศึกษาจากสวีเดนพบว่า เมื่อคุณภาพอากาศดีขึ้น การเติบโตของปอดในเด็กก็สามารถฟื้นตัวได้มากขึ้น แม้ผลกระทบต่อเด็กแต่ละคนอาจดูไม่รุนแรงในระยะสั้น แต่เนื่องจากสมรรถภาพปอดมีแนวโน้มส่งผลต่อสุขภาพไปตลอดชีวิต ความแตกต่างเล็กน้อยในวัยเด็กอาจนำไปส
อ่านต่อ >15