
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วันนี้ ( 17 ม.ค. 69 ) รัฐบาลยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผนึกกำลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและ 8 พันธมิตรบัญชี ประกาศสงครามกับ "บัญชีม้านิติบุคคล" หลังพบมิจฉาชีพเปลี่ยนแผนใช้ชื่อบริษัทสร้างความน่าเชื่อถือหลอกลวงประชาชน ย้ำใครช่วยจดทะเบียนอำพรางเจอดีเด็ดขาดนางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งจัดการกับปัญหา "นอมินี-บัญชีม้า" ที่แฝงตัวมาในรูปแบบนิติบุคคล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์การลงทุนของไทย โดยเฉพาะปัจจุบันที่มิจฉาชีพหันมาใช้การจดทะเบียนบริษัทบังหน้าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงคนไทย เปิดตัวเลขตรวจสอบ: พบกลุ่มเสี่ยงนับพันรายจากการตรวจสอบเชิงลึกของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับสำนักงาน ปปง. ในกลุ่มบัญชีม้านิติบุคคลกว่า 9.8 หมื่นราย พบข้อมูลว่า พบชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงประมาณ 1,500 ราย ซึ่งตรงกับรายชื่อในบัญชี HR-03 ของ ปปง. ได้ส่งรายชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ ตำรวจ, DSI และ ปปง. เพื่อขยายผลจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วมาตรการคัดกรองกลุ่มเปราะบาง: "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ"รัฐบาลพบพฤติการณ์มิจฉาชีพจ้างกลุ่มผู้มีรายได้น้อยด้วยเงินเพียง 1,000 - 2,000 บาท เพื่อนำชื่อมาแอบอ้างจดทะเบียนนิติบุคคล โดยมีรายชื่อผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 200 ราย ถูกนำชื่อไปใช้เป็นกรรมการบริษัท หากผู้ถูกเรียกพบไม่สามารถชี้แจงหลักฐานทางการเงินได้ จะมีการส่งรายชื่อให้กระทรวงการคลังเพื่อ "พิจารณาสถานะและเพิกถอนสิทธิผู้ถือบัตร" ทันที เนื่องจากเข้าข่ายมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม คาดโทษ "สำนักงานบัญชี" ตัวกลางทุนเทารัฐบาลขอความร่วมมือจากนักบัญชีและสำนักงานบัญชีทั่วประเทศ ในฐานะต้นน้ำของระบบธุรกิจ โดยมีมาตรการขั้นเด็ดขาดคือ:1. ไม่รับจดทะเบียน - ไม่ทำบัญชี - ไม่สนับสนุนทุนเทา2. บทลงโทษ: หากพบว่ามีส่วนรู้เห็นหรือจงใจช่วยเหลือ เช่น จดบริษัทจำนวนมากในที่อยู่เดียวกัน หรือจดบริษัทให้บุคคลรายเดียวเป็นร้อยบริษัท จะถูกดำเนินคดีอาญาและส่งเรื่องให้สภาวิชาชีพบัญชีจัดการทางวินัยสูงสุด รัฐบาลขอย้ำเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อรับจ้างเปิดบัญชีหรือยอมเป็นนอมินีให้ทุนต่างชาติโดยผิดกฎหมาย (พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542) เพราะนอกจากจะสูญเสียสิทธิต่างๆ จากภาครัฐแล้ว ยังต้องระวางโทษจำคุกและปรับอย่างหนัก
อ่านต่อ >27

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วันนี้ ( 17 ม.ค. 69 )นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครล่าสุดว่า จากการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดพบว่า “ค่าฝุ่นมีแนวโน้มลดลงตามลำดับ” โดยมีปัจจัยบวกมาจากสภาพอากาศที่เริ่มถ่ายเทได้ดีขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯลมใต้และความชื้น ปัจจัยหลักช่วยคลี่คลายฝุ่นผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุว่า ในช่วงเวลากลางวันหากอุณหภูมิสูงขึ้น ประกอบกับมีกระแสลมใต้พัดเข้ามาและมีความชื้นในอากาศสูงขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ฝุ่นละอองที่สะสมตัวอยู่กระจายตัวออกไปได้ดี ส่งผลให้คุณภาพอากาศในภาพรวมของกรุงเทพฯ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เฝ้าระวังจุดความร้อน (Hotspot) รอบกรุงจากการตรวจสอบผ่านดาวเทียม แม้ในเขตกรุงเทพมหานครจะไม่พบรายงานการเผาในที่โล่ง แต่ยังคงตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) ในจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม พบจุดความร้อนในจังหวัดปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ มากนัก พร้อมกับยืนยันว่าฝุ่นใน กทม. ขณะนี้เกิดจาก “การจราจรและการขนส่ง” เป็นปัจจัยหลักแนะกลุ่มเปราะบาง "การ์ดอย่าตก"แม้ภาพรวมสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายและประชาชนทั่วไปสามารถใช้ชีวิตกลางแจ้งได้ตามปกติ แต่ทาง กทม. ยังคงมีความห่วงใย โดยเฉพาะ “กลุ่มเปราะบาง” (เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว) โดยมีข้อแนะนำดังนี้ - สวมหน้ากากป้องกัน PM 2.5 ทุกครั้งที่จำเป็นต้องออกนอกอาคาร- หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ที่ต้องใช้แรงมากในช่วงที่มีค่าฝุ่นสะสม- สังเกตอาการ หากพบความผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก หรือระคายเคืองตา ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หรือรีบพบแพทย์ทันที"กทม. จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือ และขอความร่วมมือช่วยกันลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น เพื่อให้เราผ่านช่วงวิกฤตฝุ่นในเดือนมกราคมนี้ไปด้วยกัน" นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย
อ่านต่อ >29

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ได้รับแจ้งจากกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ได้มีประกาศฉบับที่ 1/2569 เรื่อง สภาวะระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณกองบัญชาการกองทัพเรือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า และพื้นที่ใกล้เคียงในวันที่ 18 – 22 ม.ค. โดยช่วงเวลา 07.00-10.00 น. เป็นช่วงที่ระดับน้ำทะเลหนุนสูง และคาดหมายว่าจะส่งผลให้เกิดสภาวะระดับน้ำล้นตลิ่ง และระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น อาจไหลเข้าท่วมบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ คลอง รวมถึงชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำและแนวเขื่อนชั่วคราวบริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร (แนวฟันหลอ) โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูง ระหว่างวันที่ 18 – 22 ม.ค.ดังนี้ ภาคกลาง 6 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ปทุมธานี (อำเภอเมืองปทุมธานี และอำเภอสามโคก) นนทบุรี (อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด และอำเภอบางกรวย) นครปฐม (อำเภอบางเลน อำเภอนครชัยศรี และอำเภอสามพราน)สมุทรสาคร (ทุกอำเภอ) สมุทรสงคราม (อำเภอเมืองสมุทรสงคราม) สมุทรปราการ (อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ อำเภอพระประแดง และอำเภอบางบ่อ) ขอให้จังหวัดประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงช่วงเวลาที่น้ำทะเลหนุนสูงและแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชนที่ประกอบกิจการริมน้ำ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
อ่านต่อ >20

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
เมื่อใกล้ถึงวันเลือกตั้ง สิ่งแรกที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนต้องทำคือการ "ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง" และ "เช็กหน่วยเลือกตั้ง" เพื่อทราบว่าเราต้องไปลงคะแนนที่ไหน ลำดับที่เท่าไหร่ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในวันเลือกตั้งจริงปัจจุบัน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายๆ ผ่านระบบออนไลน์ ไม่ต้องเดินทางไปดูที่บอร์ดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภออีกต่อไป ช่องทางออนไลน์สำหรับการเช็กหน่วยเลือกตั้งประชาชนสามารถเข้าใช้งานผ่านลิงก์อย่างเป็นทางการของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ได้ที่: https://boraservices.bora.dopa.go.th/elec/enqelection/ขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง1. เข้าสู่เว็บไซต์: คลิกไปที่ระบบตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง Bora Services2. กรอกเลขประจำตัวประชาชน: ระบุเลขบัตรประชาชน 13 หลักของคุณลงในช่องว่าง3.กดปุ่มตรวจสอบ: ระบบจะประมวลผลและแสดงข้อมูลสำคัญ ได้แก่- ชื่อ-นามสกุล ของคุณ- เขตเลือกตั้ง ที่คุณมีสิทธิ- หน่วยเลือกตั้ง และ สถานที่เลือกตั้ง (เช่น โรงเรียน, วัด หรือหอประชุม)- ลำดับที่ในบัญชีรายชื่อ (แนะนำให้จดหรือแคปหน้าจอไว้เพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่หน้าคูหา) สิ่งที่ต้องเตรียมไปในวันเลือกตั้งนอกจากการเช็กหน่วยเลือกตั้งให้แม่นยำแล้ว อย่าลืมเตรียมหลักฐานสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้:- บัตรประจำตัวประชาชน (บัตรหมดอายุก็ใช้ได้)- บัตรหรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการออกให้ (ต้องมีรูปถ่ายและเลข 13 หลัก เช่น ใบขับขี่, พาสปอร์ต)- แอปพลิเคชัน ThaiD (สามารถใช้แสดงบัตรประชาชนดิจิทัลแทนตัวจริงได้)ทำไมต้องรีบเช็กสิทธิเลือกตั้ง?หากคุณตรวจสอบแล้วพบว่า "ไม่มีชื่อ" หรือ "มีชื่อบุคคลอื่นเกินมาในบ้าน" คุณสามารถยื่นคำร้องเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อ ต่อสิทธินายทะเบียนท้องถิ่นได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (โดยปกติคือไม่น้อยกว่า 10 วันก่อนวันเลือกตั้ง)
อ่านต่อ >12

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วันนี้ ( 17 ม.ค. 69 ) รัฐบาลยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผนึกกำลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและ 8 พันธมิตรบัญชี ประกาศสงครามกับ "บัญชีม้านิติบุคคล" หลังพบมิจฉาชีพเปลี่ยนแผนใช้ชื่อบริษัทสร้างความน่าเชื่อถือหลอกลวงประชาชน ย้ำใครช่วยจดทะเบียนอำพรางเจอดีเด็ดขาดนางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งจัดการกับปัญหา "นอมินี-บัญชีม้า" ที่แฝงตัวมาในรูปแบบนิติบุคคล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์การลงทุนของไทย โดยเฉพาะปัจจุบันที่มิจฉาชีพหันมาใช้การจดทะเบียนบริษัทบังหน้าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงคนไทย เปิดตัวเลขตรวจสอบ: พบกลุ่มเสี่ยงนับพันรายจากการตรวจสอบเชิงลึกของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับสำนักงาน ปปง. ในกลุ่มบัญชีม้านิติบุคคลกว่า 9.8 หมื่นราย พบข้อมูลว่า พบชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงประมาณ 1,500 ราย ซึ่งตรงกับรายชื่อในบัญชี HR-03 ของ ปปง. ได้ส่งรายชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ ตำรวจ, DSI และ ปปง. เพื่อขยายผลจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วมาตรการคัดกรองกลุ่มเปราะบาง: "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ"รัฐบาลพบพฤติการณ์มิจฉาชีพจ้างกลุ่มผู้มีรายได้น้อยด้วยเงินเพียง 1,000 - 2,000 บาท เพื่อนำชื่อมาแอบอ้างจดทะเบียนนิติบุคคล โดยมีรายชื่อผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 200 ราย ถูกนำชื่อไปใช้เป็นกรรมการบริษัท หากผู้ถูกเรียกพบไม่สามารถชี้แจงหลักฐานทางการเงินได้ จะมีการส่งรายชื่อให้กระทรวงการคลังเพื่อ "พิจารณาสถานะและเพิกถอนสิทธิผู้ถือบัตร" ทันที เนื่องจากเข้าข่ายมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม คาดโทษ "สำนักงานบัญชี" ตัวกลางทุนเทารัฐบาลขอความร่วมมือจากนักบัญชีและสำนักงานบัญชีทั่วประเทศ ในฐานะต้นน้ำของระบบธุรกิจ โดยมีมาตรการขั้นเด็ดขาดคือ:1. ไม่รับจดทะเบียน - ไม่ทำบัญชี - ไม่สนับสนุนทุนเทา2. บทลงโทษ: หากพบว่ามีส่วนรู้เห็นหรือจงใจช่วยเหลือ เช่น จดบริษัทจำนวนมากในที่อยู่เดียวกัน หรือจดบริษัทให้บุคคลรายเดียวเป็นร้อยบริษัท จะถูกดำเนินคดีอาญาและส่งเรื่องให้สภาวิชาชีพบัญชีจัดการทางวินัยสูงสุด รัฐบาลขอย้ำเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อรับจ้างเปิดบัญชีหรือยอมเป็นนอมินีให้ทุนต่างชาติโดยผิดกฎหมาย (พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542) เพราะนอกจากจะสูญเสียสิทธิต่างๆ จากภาครัฐแล้ว ยังต้องระวางโทษจำคุกและปรับอย่างหนัก
อ่านต่อ >27

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วันนี้ ( 17 ม.ค. 69 )นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครล่าสุดว่า จากการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดพบว่า “ค่าฝุ่นมีแนวโน้มลดลงตามลำดับ” โดยมีปัจจัยบวกมาจากสภาพอากาศที่เริ่มถ่ายเทได้ดีขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯลมใต้และความชื้น ปัจจัยหลักช่วยคลี่คลายฝุ่นผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุว่า ในช่วงเวลากลางวันหากอุณหภูมิสูงขึ้น ประกอบกับมีกระแสลมใต้พัดเข้ามาและมีความชื้นในอากาศสูงขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ฝุ่นละอองที่สะสมตัวอยู่กระจายตัวออกไปได้ดี ส่งผลให้คุณภาพอากาศในภาพรวมของกรุงเทพฯ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เฝ้าระวังจุดความร้อน (Hotspot) รอบกรุงจากการตรวจสอบผ่านดาวเทียม แม้ในเขตกรุงเทพมหานครจะไม่พบรายงานการเผาในที่โล่ง แต่ยังคงตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) ในจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม พบจุดความร้อนในจังหวัดปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ มากนัก พร้อมกับยืนยันว่าฝุ่นใน กทม. ขณะนี้เกิดจาก “การจราจรและการขนส่ง” เป็นปัจจัยหลักแนะกลุ่มเปราะบาง "การ์ดอย่าตก"แม้ภาพรวมสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายและประชาชนทั่วไปสามารถใช้ชีวิตกลางแจ้งได้ตามปกติ แต่ทาง กทม. ยังคงมีความห่วงใย โดยเฉพาะ “กลุ่มเปราะบาง” (เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว) โดยมีข้อแนะนำดังนี้ - สวมหน้ากากป้องกัน PM 2.5 ทุกครั้งที่จำเป็นต้องออกนอกอาคาร- หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ที่ต้องใช้แรงมากในช่วงที่มีค่าฝุ่นสะสม- สังเกตอาการ หากพบความผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก หรือระคายเคืองตา ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หรือรีบพบแพทย์ทันที"กทม. จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือ และขอความร่วมมือช่วยกันลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น เพื่อให้เราผ่านช่วงวิกฤตฝุ่นในเดือนมกราคมนี้ไปด้วยกัน" นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย
อ่านต่อ >29

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ได้รับแจ้งจากกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ได้มีประกาศฉบับที่ 1/2569 เรื่อง สภาวะระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณกองบัญชาการกองทัพเรือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า และพื้นที่ใกล้เคียงในวันที่ 18 – 22 ม.ค. โดยช่วงเวลา 07.00-10.00 น. เป็นช่วงที่ระดับน้ำทะเลหนุนสูง และคาดหมายว่าจะส่งผลให้เกิดสภาวะระดับน้ำล้นตลิ่ง และระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น อาจไหลเข้าท่วมบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ คลอง รวมถึงชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำและแนวเขื่อนชั่วคราวบริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร (แนวฟันหลอ) โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูง ระหว่างวันที่ 18 – 22 ม.ค.ดังนี้ ภาคกลาง 6 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ปทุมธานี (อำเภอเมืองปทุมธานี และอำเภอสามโคก) นนทบุรี (อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด และอำเภอบางกรวย) นครปฐม (อำเภอบางเลน อำเภอนครชัยศรี และอำเภอสามพราน)สมุทรสาคร (ทุกอำเภอ) สมุทรสงคราม (อำเภอเมืองสมุทรสงคราม) สมุทรปราการ (อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ อำเภอพระประแดง และอำเภอบางบ่อ) ขอให้จังหวัดประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงช่วงเวลาที่น้ำทะเลหนุนสูงและแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชนที่ประกอบกิจการริมน้ำ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
อ่านต่อ >20

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
เมื่อใกล้ถึงวันเลือกตั้ง สิ่งแรกที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนต้องทำคือการ "ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง" และ "เช็กหน่วยเลือกตั้ง" เพื่อทราบว่าเราต้องไปลงคะแนนที่ไหน ลำดับที่เท่าไหร่ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในวันเลือกตั้งจริงปัจจุบัน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายๆ ผ่านระบบออนไลน์ ไม่ต้องเดินทางไปดูที่บอร์ดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภออีกต่อไป ช่องทางออนไลน์สำหรับการเช็กหน่วยเลือกตั้งประชาชนสามารถเข้าใช้งานผ่านลิงก์อย่างเป็นทางการของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ได้ที่: https://boraservices.bora.dopa.go.th/elec/enqelection/ขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง1. เข้าสู่เว็บไซต์: คลิกไปที่ระบบตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง Bora Services2. กรอกเลขประจำตัวประชาชน: ระบุเลขบัตรประชาชน 13 หลักของคุณลงในช่องว่าง3.กดปุ่มตรวจสอบ: ระบบจะประมวลผลและแสดงข้อมูลสำคัญ ได้แก่- ชื่อ-นามสกุล ของคุณ- เขตเลือกตั้ง ที่คุณมีสิทธิ- หน่วยเลือกตั้ง และ สถานที่เลือกตั้ง (เช่น โรงเรียน, วัด หรือหอประชุม)- ลำดับที่ในบัญชีรายชื่อ (แนะนำให้จดหรือแคปหน้าจอไว้เพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่หน้าคูหา) สิ่งที่ต้องเตรียมไปในวันเลือกตั้งนอกจากการเช็กหน่วยเลือกตั้งให้แม่นยำแล้ว อย่าลืมเตรียมหลักฐานสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้:- บัตรประจำตัวประชาชน (บัตรหมดอายุก็ใช้ได้)- บัตรหรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการออกให้ (ต้องมีรูปถ่ายและเลข 13 หลัก เช่น ใบขับขี่, พาสปอร์ต)- แอปพลิเคชัน ThaiD (สามารถใช้แสดงบัตรประชาชนดิจิทัลแทนตัวจริงได้)ทำไมต้องรีบเช็กสิทธิเลือกตั้ง?หากคุณตรวจสอบแล้วพบว่า "ไม่มีชื่อ" หรือ "มีชื่อบุคคลอื่นเกินมาในบ้าน" คุณสามารถยื่นคำร้องเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อ ต่อสิทธินายทะเบียนท้องถิ่นได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (โดยปกติคือไม่น้อยกว่า 10 วันก่อนวันเลือกตั้ง)
อ่านต่อ >12

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วันนี้ ( 17 ม.ค. 69 ) รัฐบาลยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผนึกกำลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและ 8 พันธมิตรบัญชี ประกาศสงครามกับ "บัญชีม้านิติบุคคล" หลังพบมิจฉาชีพเปลี่ยนแผนใช้ชื่อบริษัทสร้างความน่าเชื่อถือหลอกลวงประชาชน ย้ำใครช่วยจดทะเบียนอำพรางเจอดีเด็ดขาดนางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งจัดการกับปัญหา "นอมินี-บัญชีม้า" ที่แฝงตัวมาในรูปแบบนิติบุคคล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์การลงทุนของไทย โดยเฉพาะปัจจุบันที่มิจฉาชีพหันมาใช้การจดทะเบียนบริษัทบังหน้าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงคนไทย เปิดตัวเลขตรวจสอบ: พบกลุ่มเสี่ยงนับพันรายจากการตรวจสอบเชิงลึกของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับสำนักงาน ปปง. ในกลุ่มบัญชีม้านิติบุคคลกว่า 9.8 หมื่นราย พบข้อมูลว่า พบชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงประมาณ 1,500 ราย ซึ่งตรงกับรายชื่อในบัญชี HR-03 ของ ปปง. ได้ส่งรายชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ ตำรวจ, DSI และ ปปง. เพื่อขยายผลจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วมาตรการคัดกรองกลุ่มเปราะบาง: "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ"รัฐบาลพบพฤติการณ์มิจฉาชีพจ้างกลุ่มผู้มีรายได้น้อยด้วยเงินเพียง 1,000 - 2,000 บาท เพื่อนำชื่อมาแอบอ้างจดทะเบียนนิติบุคคล โดยมีรายชื่อผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 200 ราย ถูกนำชื่อไปใช้เป็นกรรมการบริษัท หากผู้ถูกเรียกพบไม่สามารถชี้แจงหลักฐานทางการเงินได้ จะมีการส่งรายชื่อให้กระทรวงการคลังเพื่อ "พิจารณาสถานะและเพิกถอนสิทธิผู้ถือบัตร" ทันที เนื่องจากเข้าข่ายมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม คาดโทษ "สำนักงานบัญชี" ตัวกลางทุนเทารัฐบาลขอความร่วมมือจากนักบัญชีและสำนักงานบัญชีทั่วประเทศ ในฐานะต้นน้ำของระบบธุรกิจ โดยมีมาตรการขั้นเด็ดขาดคือ:1. ไม่รับจดทะเบียน - ไม่ทำบัญชี - ไม่สนับสนุนทุนเทา2. บทลงโทษ: หากพบว่ามีส่วนรู้เห็นหรือจงใจช่วยเหลือ เช่น จดบริษัทจำนวนมากในที่อยู่เดียวกัน หรือจดบริษัทให้บุคคลรายเดียวเป็นร้อยบริษัท จะถูกดำเนินคดีอาญาและส่งเรื่องให้สภาวิชาชีพบัญชีจัดการทางวินัยสูงสุด รัฐบาลขอย้ำเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อรับจ้างเปิดบัญชีหรือยอมเป็นนอมินีให้ทุนต่างชาติโดยผิดกฎหมาย (พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542) เพราะนอกจากจะสูญเสียสิทธิต่างๆ จากภาครัฐแล้ว ยังต้องระวางโทษจำคุกและปรับอย่างหนัก
อ่านต่อ >27