
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยสถานการณ์โรคอีโบลาในต่างประเทศยังคงอยู่ภายใต้การติดตามขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งได้ประกาศให้การระบาดในบางพื้นที่เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ เพิ่มการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรค “อีโบลา” (Ebola) ในจังหวัดอิตูริ ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ กระทรวงสาธารณสุขได้มีการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังตามประกาศดังกล่าว ซึ่งโรคอีโบลาเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงสูง ติดต่อผ่านเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น เลือด น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ หรือสารคัดหลั่งอื่น ๆ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การแพร่เชื้อส่วนใหญ่มักเกิดในครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยและศพผู้เสียชีวิต และไม่ได้แพร่กระจายง่ายทางอากาศแบบโรคหัดหรือโควิด 19 ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการระบาดของโรคนี้ในประเทศไทย อาการเริ่มต้นของโรคอาจคล้ายไข้ทั่วไป เช่น ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน และในบางรายอาจมีเลือดออกผิดปกติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โรคอาจมีอาการรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่ด้วยลักษณะของโรคที่ผู้ติดเชื้อมักมีอาการชัดเจน ทำให้สามารถติดตามผู้สัมผัส แยกกัก และควบคุมโรคได้ง่ายกว่าโรคติดเชื้อทางอากาศบางชนิด สำหรับการรักษาในปัจจุบันยังคงเน้นการดูแลตามอาการ เช่น การให้สารน้ำ ดูแลระบบไหลเวียนโลหิต การรักษาภาวะช็อก และการป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมียารักษาจำเพาะบางชนิดที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ โดยเฉพาะในอีโบลาบางสายพันธุ์ รวมถึงมีวัคซีนที่ถูกนำมาใช้ควบคุมการระบาดในต่างประเทศบางพื้นที่แล้วอย่างไรก็ตาม กรมการแพทย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อมด้านการดูแลรักษา ระบบห้องแยกโรค อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ เพื่อรองรับหากพบผู้ป่วยสงสัยในอนาคต ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความตื่นตระหนก และปฏิบัติตามหลัก
อ่านต่อ >28

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
อุบัติเหตุ “รถไฟชนรถเมล์” ขณะรถเมล์จอดค่อมทางรถไฟ บริเวณจุดตัดทางรถไฟ ถนนอโศก-ดินแดง (มักกะสัน) เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569ทำให้สังคมตั้งคำถามทันทีว่านี่คือความประมาทของคนขับรถโดยสารประจำทาง? หรือคือวินัยที่หายไปจากถนนเมืองหลวง?แต่ถ้าเราลองมองให้ลึกลงไปอีกชั้น คำถามที่สำคัญอาจไม่ใช่ว่าใครผิด แต่อาจเป็นว่าทำไมรถถึงไปติดอยู่ตรงจุดตัดทางรถไฟได้? และ ทำไมรถไฟถึงไม่สามารถชะลอหรือหยุดได้ทัน ทั้งที่เป็นจุดตัดกลางเมืองที่ทุกคนรู้ถึงความเสี่ยงศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ให้สัมภาษณ์ TNN ONLINE โดยชี้ว่าการวิเคราะห์เหตุรถไฟชนรถเมล์ครั้งนี้ ต้องมองทั้ง พฤติกรรมผู้ขับขี่ และ การจัดการความปลอดภัยของทางรถไฟ ไปพร้อมกัน เพราะอุบัติเหตุใหญ่แบบนี้มักไม่เกิดจากความผิดพลาดเพียงจุดเดียว ในกรณีรถเมล์ที่ปรากฏภาพว่าจอดทับหรือจอดค่อมทางรถไฟ นักวิชาการชี้ว่า ต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมของพื้นที่โดยรอบ เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่การจราจรติดขัดมาก โดยเฉพาะถนนกำแพงเพชร 7 ซึ่งรถสามารถเลี้ยวซ้ายผ่านได้ตลอด ส่งผลให้รถไหลมาเติมช่องจราจรอย่างต่อเนื่องโดยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงอาจเป็นภาพที่หลายคนคุ้นเคยในเมืองใหญ่ รถเมล์ขยับตามรถคันหน้าเพื่อ “ผ่านไปให้พ้น แต่พอถึงจุดตัดทางรถไฟ กลับเจอสภาวะที่ว่าการจราจรด้านหน้าติดขัดกว่าที่ประเมินไว้ จะถอยก็ไม่ได้ จะขยับก็ไม่พอ และสุดท้าย รถทั้งคันจึงค้างอยู่บนทางรถไฟศ.ดร.กัณวีร์ ตั้งข้อสังเกตว่า การจอดค่อมทางรถไฟในบางกรณีอาจไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่เป็นผลจากการจราจรที่แน่นจน “ขยับไม่ได้” จึงทำให้รถไปติดอยู่ในตำแหน่งอันตรายโดยไม่ทันตั้งตัวรถไฟฝั่งตะวันออก…เส้นทางเศรษฐกิจที่ต้อง “ผ่าเมือง”สิ่งที่ทำให้จุดตัดทางรถไฟ ถนนอโศก-ดินแดง (มักกะสัน) อันตรายกว่าที่หลายคนคิด คือทางรถไฟบริเวณนี้อยู่บนแนว รถไฟสายตะวันออก ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันออกปัญหาคือ รถไฟสายนี้ไม่ใช่แค่ “วิ่งผ่านชานเมือง” แต่เป็นรถไฟที่ต้อง วิ่งผ่าเมือง ผ่านพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง มีรถยนต์ รถเมล์ และการจราจรสะสมตลอดวันเมื่อรถไฟต้องเดินทางผ่านเขตเมืองในระดับพื้นราบ (at-grade crossing) ความเสี่ยงจึงเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เพราะถนนไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางสัญจร แต่กลายเป็น “พื้นที่ต่อสู้กันของเวลา” ระหว่า
อ่านต่อ >12

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
พบไดโนเสาร์ยักษ์ในประเทศไทยนักวิทยาศาสตร์ขุดพบไดโนเสาร์ยักษ์ใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในไทย ยักษ์ใหญ่หนัก 27 ตัด ตัวยาวเท่าวาฬสีน้ำเงิน ถูกค้นพบในไทยนี่คือพาดหัวข่าวของบีบีซี แชนแนลนิวส์เอเชีย และอีกหลายสำนักข่าวระดับโลก ที่รายงานการค้นพบไดโนเสาร์ยักษ์คอยาวสายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทย จากซากฟอสซิลที่ถูกขุดพบที่บ้านพนังเสื่อ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิของไทย เมื่อราว 10 ปีก่อนไดโนเสาร์ตัวนี้ ชื่อ นาคาไททัน น้ำหนักตัวถึง 27 ตัน ถือว่าเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการขุดพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตัวของมันหนักเท่าช้างเอเชียตัวเต็มวัย 9 เชือก ลำตัวยาว 27 เมตร โดยจัดอยู่ในวงศ์เดียวกับไดโนเสาร์สายพันธุ์ดิพโพลโดคัส หรือวงศ์ซอโรพอด สัตว์กินพืชคอยาว ส่วนชื่อของมัน มาจากคำว่า นาคา ตามความเชื่อพญานาคของไทย รวมกับคำว่าไททัน ภาษากรีกที่แปลว่ายักษ์ รวมกันเป็นนาคาไททัน นั่นเอง สื่ออย่างบีบีซี รายงานว่า งานวิจัยถึงการค้นพบนี้ มีการตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports โดยมีฐิติวุฒิ เศรษฐพานิชสกุล นักศึกษาปริญญาเอกชาวไทย มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน เป็นผู้เขียนหลัก โดยเขากล่าวว่า ทีมนักวิจัยไทยขนานนามไททันว่าเป็น “ไททันตัวสุดท้าย” ของไทย เนื่องจากซากฟอสซิลถูกพบในชั้นหินที่มีอายุน้อยที่สุดในประเทศ หรือเรียกได้ว่า เป็นซอโรพอดขนาดใหญ่ตัวสุดท้าย หรือสายพันธุ์ล่าสุดที่จะค้บพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่เพียงเท่านั้น การค้นพบฟอสซิลนาคาไททัน ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจ เพราะพบโดยความบังเอิญและช่างสังเกตของชาวบ้านพนังเสื่อ ขณะหาปลาในสระน้ำสาธารณะช่วงหน้าแล้ง จนไปพบก้อนหินรูปร่างแปลกอยู่ริมสระ คล้ายกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่ จึงคาดว่าเป็นกระดูกไดโนเสาร์ สำหรับการค้นพบนาคาไททันในไทย ยังสะท้อนถึงศักยภาพความของไทย ที่มีความหลากหลายของซากฟอสซิลไดโนเสาร์ในระดับสูง และอาจเป็นแหล่งที่พบซากไดโนเสาร์อุดมสมบูรณ์ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของเอเชียก็เป็นได้
อ่านต่อ >14

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
EU อนุมัติ Visa Cascade อำนวยความสะดวกผู้ถือหนังสือเดินทางไทย ขอวีซ่าเชงเกนสะดวกขึ้น ผู้ที่มีประวัติการเดินทางที่ดีจะได้รับสิทธิพิเศษในการขอวีซ่าเชงเกนแบบเข้า-ออกได้หลายครั้ง (Multiple-entry) ที่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นสูงสุดถึง 5 ปี โดยไม่ต้องยื่นขอใหม่ทุกครั้งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) อนุมัติมาตรการ Visa Cascade สำหรับคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และยื่นขอวีซ่าเชงเกนประเภทพำนักระยะสั้น (short-stay) ณ สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลของประเทศสมาชิกเชงเกนในประเทศไทย โดยมาตรการดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับวีซ่าเชงเกนและมีประวัติการเดินทางที่ดี ช่วยลดความจำเป็นในการยื่นขอวีซ่าบ่อยครั้ง ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายให้แก่คนไทยVisa Cascade อำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับและใช้วีซ่าเชงเกนอย่างถูกต้อง มีสิทธิได้รับวีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้ง (multiple-entry) ที่มีอายุยาวขึ้นตามลำดับ ดังนี้• วีซ่าอายุ 1 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่า 1 ครั้ง และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 2 ปีก่อนหน้า• วีซ่าอายุ 2 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 1 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 3 ปีก่อนหน้า วีซ่าอายุ 5 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 2 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 4 ปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี Visa Cascade ไม่ใช่การยกเว้นการตรวจลงตรา ดังนั้น การขอวีซ่ายังมีกระบวนการเช่นเดิม ไม่มีการผ่อนปรนเงื่อนไข และผู้ถือหนังสือเดินทางไทยต้องรักษาประวัติการเดินทางที่ดี รวมถึงเคารพกฎหมายของประเทศปลายทาง จึงจะมีโอกาสได้รับวีซ่าที่มีอายุยาวขึ้นความสำเร็จครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของกระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมยุโรป ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ และสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในยุโรป คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและเขตเชงเกนประจำประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยมีความเสี่ยงด้านการเข้าเมืองและความมั่นคงในระดับต่ำ และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญแก่ประเทศสมาชิกอียูและเขตเชงเกน โดยปัจจุบัน ประเทศไทยเป็น 1 ใน 7 ประเทศที่ได้รับการพิจารณา
อ่านต่อ >10

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยสถานการณ์โรคอีโบลาในต่างประเทศยังคงอยู่ภายใต้การติดตามขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งได้ประกาศให้การระบาดในบางพื้นที่เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ เพิ่มการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรค “อีโบลา” (Ebola) ในจังหวัดอิตูริ ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ กระทรวงสาธารณสุขได้มีการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังตามประกาศดังกล่าว ซึ่งโรคอีโบลาเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงสูง ติดต่อผ่านเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น เลือด น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ หรือสารคัดหลั่งอื่น ๆ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การแพร่เชื้อส่วนใหญ่มักเกิดในครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยและศพผู้เสียชีวิต และไม่ได้แพร่กระจายง่ายทางอากาศแบบโรคหัดหรือโควิด 19 ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการระบาดของโรคนี้ในประเทศไทย อาการเริ่มต้นของโรคอาจคล้ายไข้ทั่วไป เช่น ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน และในบางรายอาจมีเลือดออกผิดปกติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โรคอาจมีอาการรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่ด้วยลักษณะของโรคที่ผู้ติดเชื้อมักมีอาการชัดเจน ทำให้สามารถติดตามผู้สัมผัส แยกกัก และควบคุมโรคได้ง่ายกว่าโรคติดเชื้อทางอากาศบางชนิด สำหรับการรักษาในปัจจุบันยังคงเน้นการดูแลตามอาการ เช่น การให้สารน้ำ ดูแลระบบไหลเวียนโลหิต การรักษาภาวะช็อก และการป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมียารักษาจำเพาะบางชนิดที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ โดยเฉพาะในอีโบลาบางสายพันธุ์ รวมถึงมีวัคซีนที่ถูกนำมาใช้ควบคุมการระบาดในต่างประเทศบางพื้นที่แล้วอย่างไรก็ตาม กรมการแพทย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อมด้านการดูแลรักษา ระบบห้องแยกโรค อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ เพื่อรองรับหากพบผู้ป่วยสงสัยในอนาคต ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความตื่นตระหนก และปฏิบัติตามหลัก
อ่านต่อ >28

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
อุบัติเหตุ “รถไฟชนรถเมล์” ขณะรถเมล์จอดค่อมทางรถไฟ บริเวณจุดตัดทางรถไฟ ถนนอโศก-ดินแดง (มักกะสัน) เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569ทำให้สังคมตั้งคำถามทันทีว่านี่คือความประมาทของคนขับรถโดยสารประจำทาง? หรือคือวินัยที่หายไปจากถนนเมืองหลวง?แต่ถ้าเราลองมองให้ลึกลงไปอีกชั้น คำถามที่สำคัญอาจไม่ใช่ว่าใครผิด แต่อาจเป็นว่าทำไมรถถึงไปติดอยู่ตรงจุดตัดทางรถไฟได้? และ ทำไมรถไฟถึงไม่สามารถชะลอหรือหยุดได้ทัน ทั้งที่เป็นจุดตัดกลางเมืองที่ทุกคนรู้ถึงความเสี่ยงศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ให้สัมภาษณ์ TNN ONLINE โดยชี้ว่าการวิเคราะห์เหตุรถไฟชนรถเมล์ครั้งนี้ ต้องมองทั้ง พฤติกรรมผู้ขับขี่ และ การจัดการความปลอดภัยของทางรถไฟ ไปพร้อมกัน เพราะอุบัติเหตุใหญ่แบบนี้มักไม่เกิดจากความผิดพลาดเพียงจุดเดียว ในกรณีรถเมล์ที่ปรากฏภาพว่าจอดทับหรือจอดค่อมทางรถไฟ นักวิชาการชี้ว่า ต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมของพื้นที่โดยรอบ เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่การจราจรติดขัดมาก โดยเฉพาะถนนกำแพงเพชร 7 ซึ่งรถสามารถเลี้ยวซ้ายผ่านได้ตลอด ส่งผลให้รถไหลมาเติมช่องจราจรอย่างต่อเนื่องโดยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงอาจเป็นภาพที่หลายคนคุ้นเคยในเมืองใหญ่ รถเมล์ขยับตามรถคันหน้าเพื่อ “ผ่านไปให้พ้น แต่พอถึงจุดตัดทางรถไฟ กลับเจอสภาวะที่ว่าการจราจรด้านหน้าติดขัดกว่าที่ประเมินไว้ จะถอยก็ไม่ได้ จะขยับก็ไม่พอ และสุดท้าย รถทั้งคันจึงค้างอยู่บนทางรถไฟศ.ดร.กัณวีร์ ตั้งข้อสังเกตว่า การจอดค่อมทางรถไฟในบางกรณีอาจไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่เป็นผลจากการจราจรที่แน่นจน “ขยับไม่ได้” จึงทำให้รถไปติดอยู่ในตำแหน่งอันตรายโดยไม่ทันตั้งตัวรถไฟฝั่งตะวันออก…เส้นทางเศรษฐกิจที่ต้อง “ผ่าเมือง”สิ่งที่ทำให้จุดตัดทางรถไฟ ถนนอโศก-ดินแดง (มักกะสัน) อันตรายกว่าที่หลายคนคิด คือทางรถไฟบริเวณนี้อยู่บนแนว รถไฟสายตะวันออก ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันออกปัญหาคือ รถไฟสายนี้ไม่ใช่แค่ “วิ่งผ่านชานเมือง” แต่เป็นรถไฟที่ต้อง วิ่งผ่าเมือง ผ่านพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง มีรถยนต์ รถเมล์ และการจราจรสะสมตลอดวันเมื่อรถไฟต้องเดินทางผ่านเขตเมืองในระดับพื้นราบ (at-grade crossing) ความเสี่ยงจึงเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เพราะถนนไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางสัญจร แต่กลายเป็น “พื้นที่ต่อสู้กันของเวลา” ระหว่า
อ่านต่อ >12

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
พบไดโนเสาร์ยักษ์ในประเทศไทยนักวิทยาศาสตร์ขุดพบไดโนเสาร์ยักษ์ใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในไทย ยักษ์ใหญ่หนัก 27 ตัด ตัวยาวเท่าวาฬสีน้ำเงิน ถูกค้นพบในไทยนี่คือพาดหัวข่าวของบีบีซี แชนแนลนิวส์เอเชีย และอีกหลายสำนักข่าวระดับโลก ที่รายงานการค้นพบไดโนเสาร์ยักษ์คอยาวสายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทย จากซากฟอสซิลที่ถูกขุดพบที่บ้านพนังเสื่อ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิของไทย เมื่อราว 10 ปีก่อนไดโนเสาร์ตัวนี้ ชื่อ นาคาไททัน น้ำหนักตัวถึง 27 ตัน ถือว่าเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการขุดพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตัวของมันหนักเท่าช้างเอเชียตัวเต็มวัย 9 เชือก ลำตัวยาว 27 เมตร โดยจัดอยู่ในวงศ์เดียวกับไดโนเสาร์สายพันธุ์ดิพโพลโดคัส หรือวงศ์ซอโรพอด สัตว์กินพืชคอยาว ส่วนชื่อของมัน มาจากคำว่า นาคา ตามความเชื่อพญานาคของไทย รวมกับคำว่าไททัน ภาษากรีกที่แปลว่ายักษ์ รวมกันเป็นนาคาไททัน นั่นเอง สื่ออย่างบีบีซี รายงานว่า งานวิจัยถึงการค้นพบนี้ มีการตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports โดยมีฐิติวุฒิ เศรษฐพานิชสกุล นักศึกษาปริญญาเอกชาวไทย มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน เป็นผู้เขียนหลัก โดยเขากล่าวว่า ทีมนักวิจัยไทยขนานนามไททันว่าเป็น “ไททันตัวสุดท้าย” ของไทย เนื่องจากซากฟอสซิลถูกพบในชั้นหินที่มีอายุน้อยที่สุดในประเทศ หรือเรียกได้ว่า เป็นซอโรพอดขนาดใหญ่ตัวสุดท้าย หรือสายพันธุ์ล่าสุดที่จะค้บพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่เพียงเท่านั้น การค้นพบฟอสซิลนาคาไททัน ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจ เพราะพบโดยความบังเอิญและช่างสังเกตของชาวบ้านพนังเสื่อ ขณะหาปลาในสระน้ำสาธารณะช่วงหน้าแล้ง จนไปพบก้อนหินรูปร่างแปลกอยู่ริมสระ คล้ายกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่ จึงคาดว่าเป็นกระดูกไดโนเสาร์ สำหรับการค้นพบนาคาไททันในไทย ยังสะท้อนถึงศักยภาพความของไทย ที่มีความหลากหลายของซากฟอสซิลไดโนเสาร์ในระดับสูง และอาจเป็นแหล่งที่พบซากไดโนเสาร์อุดมสมบูรณ์ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของเอเชียก็เป็นได้
อ่านต่อ >14

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
EU อนุมัติ Visa Cascade อำนวยความสะดวกผู้ถือหนังสือเดินทางไทย ขอวีซ่าเชงเกนสะดวกขึ้น ผู้ที่มีประวัติการเดินทางที่ดีจะได้รับสิทธิพิเศษในการขอวีซ่าเชงเกนแบบเข้า-ออกได้หลายครั้ง (Multiple-entry) ที่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นสูงสุดถึง 5 ปี โดยไม่ต้องยื่นขอใหม่ทุกครั้งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) อนุมัติมาตรการ Visa Cascade สำหรับคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และยื่นขอวีซ่าเชงเกนประเภทพำนักระยะสั้น (short-stay) ณ สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลของประเทศสมาชิกเชงเกนในประเทศไทย โดยมาตรการดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับวีซ่าเชงเกนและมีประวัติการเดินทางที่ดี ช่วยลดความจำเป็นในการยื่นขอวีซ่าบ่อยครั้ง ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายให้แก่คนไทยVisa Cascade อำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับและใช้วีซ่าเชงเกนอย่างถูกต้อง มีสิทธิได้รับวีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้ง (multiple-entry) ที่มีอายุยาวขึ้นตามลำดับ ดังนี้• วีซ่าอายุ 1 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่า 1 ครั้ง และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 2 ปีก่อนหน้า• วีซ่าอายุ 2 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 1 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 3 ปีก่อนหน้า วีซ่าอายุ 5 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 2 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 4 ปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี Visa Cascade ไม่ใช่การยกเว้นการตรวจลงตรา ดังนั้น การขอวีซ่ายังมีกระบวนการเช่นเดิม ไม่มีการผ่อนปรนเงื่อนไข และผู้ถือหนังสือเดินทางไทยต้องรักษาประวัติการเดินทางที่ดี รวมถึงเคารพกฎหมายของประเทศปลายทาง จึงจะมีโอกาสได้รับวีซ่าที่มีอายุยาวขึ้นความสำเร็จครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของกระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมยุโรป ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ และสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในยุโรป คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและเขตเชงเกนประจำประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยมีความเสี่ยงด้านการเข้าเมืองและความมั่นคงในระดับต่ำ และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญแก่ประเทศสมาชิกอียูและเขตเชงเกน โดยปัจจุบัน ประเทศไทยเป็น 1 ใน 7 ประเทศที่ได้รับการพิจารณา
อ่านต่อ >10

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยสถานการณ์โรคอีโบลาในต่างประเทศยังคงอยู่ภายใต้การติดตามขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งได้ประกาศให้การระบาดในบางพื้นที่เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ เพิ่มการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรค “อีโบลา” (Ebola) ในจังหวัดอิตูริ ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ กระทรวงสาธารณสุขได้มีการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังตามประกาศดังกล่าว ซึ่งโรคอีโบลาเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงสูง ติดต่อผ่านเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น เลือด น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ หรือสารคัดหลั่งอื่น ๆ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การแพร่เชื้อส่วนใหญ่มักเกิดในครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยและศพผู้เสียชีวิต และไม่ได้แพร่กระจายง่ายทางอากาศแบบโรคหัดหรือโควิด 19 ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการระบาดของโรคนี้ในประเทศไทย อาการเริ่มต้นของโรคอาจคล้ายไข้ทั่วไป เช่น ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน และในบางรายอาจมีเลือดออกผิดปกติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โรคอาจมีอาการรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่ด้วยลักษณะของโรคที่ผู้ติดเชื้อมักมีอาการชัดเจน ทำให้สามารถติดตามผู้สัมผัส แยกกัก และควบคุมโรคได้ง่ายกว่าโรคติดเชื้อทางอากาศบางชนิด สำหรับการรักษาในปัจจุบันยังคงเน้นการดูแลตามอาการ เช่น การให้สารน้ำ ดูแลระบบไหลเวียนโลหิต การรักษาภาวะช็อก และการป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมียารักษาจำเพาะบางชนิดที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ โดยเฉพาะในอีโบลาบางสายพันธุ์ รวมถึงมีวัคซีนที่ถูกนำมาใช้ควบคุมการระบาดในต่างประเทศบางพื้นที่แล้วอย่างไรก็ตาม กรมการแพทย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อมด้านการดูแลรักษา ระบบห้องแยกโรค อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ เพื่อรองรับหากพบผู้ป่วยสงสัยในอนาคต ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความตื่นตระหนก และปฏิบัติตามหลัก
อ่านต่อ >28