
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
แจ้งเตือนเรือประมงทุกลำ หลีกเลี่ยงการเดินเรือใกล้เขตชายแดนไทย - กัมพูชา จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา กรมประมงมีความห่วงใยต่อพี่น้องชาวประมงเป็นอย่างยิ่ง จึงขอแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการและเรือประมงทุกลำ เพิ่มความระมัดระวังในการทำประมงบริเวณใกล้เขตชายแดน โดยเน้นย้ำให้เรือประมงทุกลำปฏิบัติตามประกาศของหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์จะปกตินางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า...กรมประมง ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมง จึงได้สั่งการเร่งด่วนให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง ยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามตำแหน่งเรือประมง ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการ 3 มาตรการ ดังนี้ 3 มาตรการยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามตำแหน่งเรือประมง ดำเนินการส่งข้อความ (SMS) แจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน “Fisheries Next” บนโทรศัพท์มือถือของเจ้าของเรือประมง เพื่อให้ผู้ประกอบการเรือประมงทุกประเภท ทุกลำ ที่ทำการประมงในเขตทะเลอ่าวไทย เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และทำการประมงโดยเฉพาะในบริเวณใกล้เขตแดนไทย – กัมพูชา ตั้งค่าการแจ้งเตือน เฝ้าระวัง ผ่านระบบ VMS Tracking ภายใต้หลักป้องกันล่วงหน้า หากตรวจพบเรือประมงลำใดมีเส้นทางการเดินเรือเข้าใกล้แนวเขตระยะ 5 ไมล์ทะเลนับจากเส้นแนวเขตแดนทางทะเลไทย - กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) จะโทรศัพท์ติดต่อไปยังเจ้าของเรือประมง เพื่อแจ้งเตือนเป็นรายลำให้ระมัดระวังในการเดินเรือ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกเรือและทรัพย์สินเป็นสำคัญ และให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดอันตราย หรืออาจมีผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างการทำประมงในทะเล ขอความร่วมมือชาวประมง หากพบเห็นเรือรบหรือกองกำลังทางเรือของกองทัพเรือกัมพูชาในบริเวณใกล้เคียงขอให้แจ้งข้อมูลมายังศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) หรือ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อจะได้ประเมินสถานการณ์และแจ้งกองทัพเรือของไทยดำเนินมาตรการที่เหมาะสมต่อไป กรมประมงพร้อมดูแลพี่น้องชาวประมงอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประกอบการเรือประมงทุก
อ่านต่อ >23

#ข่าวประชาสัมพันธ์ #TNN ช่อง16
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าขับเคลื่อนกีฬาไทยให้เป็นพลังสร้างคนรุ่นใหม่ และเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ ผ่านกิจกรรม “ซีพีร้อยเรียงใจ พาไทยคว้าชัยซีเกมส์” พาเยาวชนจากมูลนิธิดวงประทีปเข้าชมการแข่งขันซีเกมส์แบบติดขอบสนาม พร้อมร่วมเชียร์ “เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย ในการแข่งขันซีเกมส์ 2025 รอบรองชนะเลิศ ณ ยิม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยมีผู้บริหารเครือฯ นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และ ดร.เอกชัย ตั้งรัตนาวลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ซีดดิ้ง โซเชียลอิมแพคท์ จำกัด พร้อมด้วย นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ เลขาธิการมูลนิธิดวงประทีป ร่วมเชียร์กีฬากับน้องๆ เยาวชน โดยกิจกรรมนี้สะท้อนแนวคิด “กีฬาเป็นพื้นที่สร้างโอกาสและความหวัง” โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชนที่อาจไม่เคยมีโอกาสได้เห็นการแข่งขันในระดับภูมิภาคแบบใกล้ชิด การได้ซึมซับบรรยากาศ เห็นนักกีฬาลงสนามจริง เห็นการเตรียมพร้อม เห็นความทุ่มเทและวินัยที่อยู่หลังชัยชนะ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียนทักษะชีวิตที่กีฬาให้แก่เยาวชน นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เผยว่า “ในนามของเครือเจริญโภคภัณฑ์ และเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ปีนี้ได้เป็นผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันซีเกมส์ 2025 และในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปีนี้ ทางซีพี และกลุ่มธุรกิจในเครือ จึงเปิดโอกาสให้กับเยาวชนไทยสัมผัสประสบการณ์การเข้าชมการแข่งขันกีฬา ได้เจอนักกีฬา โค้ช และระบบเบื้องหลังการแข่งขัน ช่วยให้เยาวชนเข้าใจว่าการเป็นนักกีฬาอาชีพคือระบบที่มีทั้งความทุ่มเท ความสามารถ ทีมเวิร์ก และวินัย ซีพีจึงอยากเปิดพื้นที่เหล่านี้ให้เยาวชนได้สัมผัสประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียน“ในด้านซีพีเอฟเองก็นำอาหารปลอดภัยที่มีโภชนาการสูงมาช่วยเสริมสมรรถภาพนักกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีโปรตีนสูง ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ทำให้นักกีฬามีสุขภาพแข็งแรงและมีพลังในการแข่งขัน” นางสาวอนรรฆวี กล่าวเสริมดร.เอกชัย ตั้งรัตนาวลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ซีดดิ้ง โซเชียลอิมแพคท์ จำกัด กล่าวว่า “เยาวชนคือพลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลง การให้พวกเขาได้ออกมาสัมผัสสนามจริงของการแข่งขัน
อ่านต่อ >15

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
กองบัญชาการกองทัพไทย ขอสดุดีเหล่าทหารกล้า ผู้สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยและความปลอดภัยของประชาชน ความกล้าหาญของพวกท่าน คือ แสงสว่างที่ไม่มีวันดับสูญ และจะส่องนำทางให้กำลังพลทุกนายยืนหยัดบนเส้นทางแห่งเกียรติยศต่อไป ความเสียสละของพวกท่าน คือมรดกแห่งศักดิ์ศรีที่เราจะไม่ลืมเลือน ทั้งนี้ วันนี้ (11 ธ.ค. 2568) เมื่อเวลา 10.00 น. พลตรี สุรศักดิ์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในส่วนของกองทัพบก ทางกัมพูชายังคงโจมตีอย่างต่อเนื่องด้วยอาวุธหนัก แต่เป็นที่น่าเสียใจที่กำลังพลของเราสูญเสียอีก 2 นาย ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 จำนวน 1 นาย และสูญเสียชีวิตอีก 1 นายในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 โดยปัจจุบันมีกำลังพลสูญเสียไปแล้ว 9 นายและบาดเจ็บประมาณ 120 นาย
อ่านต่อ >50

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงในวันนี้ (11 ธ.ค.) ว่า มีพลเรือนชาวกัมพูชาเสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย และบาดเจ็บอีก 60 ราย จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนรอบล่าสุด"พลเรือนที่เสียชีวิตมีจำนวน 10 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กทารก 1 คน และพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 60 คน" มาลีกล่าวในระหว่างการแถลงข่าว โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังกล่าวด้วยว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทยปะทุขึ้นตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (7 ธ.ค.) และยังคงดำเนินต่อเนื่องจนถึงเช้าวันนี้ พร้อมกับเสริมว่า กองทัพไทยยิงปืนใหญ่เข้าใส่หลายพื้นที่ในเขตแดนกัมพูชาก่อนหน้านี้ กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เมื่อคืนวันพุธว่า พลเรือนประมาณ 190,000 คนจาก 56,000 ครอบครัว ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนไปยังศูนย์พักพิงที่ปลอดภัยขณะที่วันนี้ พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย แถลงข่าวในฐานะศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาได้โจมตีด้วยอาวุธ BM21 โดรนพลีชีพ และปืนครกเข้ามายังพื้นที่ช่องบก ช่องอานม้า และเนิน 667 ขณะที่ปฏิบัติการของทุกเหล่าทัพของไทยยังเป็นไปตามแผนอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดระยะเวลาที่ปฏิบัติการทางทหารตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีกำลังพลเสียชีวิตแล้ว 9 นาย และได้รับบาดเจ็บราว 120 ราย ขณะเดียวกัน การโจมตีของกัมพูชายังส่งผลให้ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนมาอยู่ในศูนย์พักพิง 849 จุด จำนวน 199,618 คน และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โรงพยาบาลได้รับผลกระทบ 19 แห่ง รพ.สต.ได้รับผลกระทบ 180 แห่ง"ขอประณามการกระทำของกัมพูชาที่ใช้อาวุธหนักโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเป้าหมายของประชาชน" พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าว
อ่านต่อ >39

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
แจ้งเตือนเรือประมงทุกลำ หลีกเลี่ยงการเดินเรือใกล้เขตชายแดนไทย - กัมพูชา จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา กรมประมงมีความห่วงใยต่อพี่น้องชาวประมงเป็นอย่างยิ่ง จึงขอแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการและเรือประมงทุกลำ เพิ่มความระมัดระวังในการทำประมงบริเวณใกล้เขตชายแดน โดยเน้นย้ำให้เรือประมงทุกลำปฏิบัติตามประกาศของหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์จะปกตินางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า...กรมประมง ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมง จึงได้สั่งการเร่งด่วนให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง ยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามตำแหน่งเรือประมง ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการ 3 มาตรการ ดังนี้ 3 มาตรการยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามตำแหน่งเรือประมง ดำเนินการส่งข้อความ (SMS) แจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน “Fisheries Next” บนโทรศัพท์มือถือของเจ้าของเรือประมง เพื่อให้ผู้ประกอบการเรือประมงทุกประเภท ทุกลำ ที่ทำการประมงในเขตทะเลอ่าวไทย เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และทำการประมงโดยเฉพาะในบริเวณใกล้เขตแดนไทย – กัมพูชา ตั้งค่าการแจ้งเตือน เฝ้าระวัง ผ่านระบบ VMS Tracking ภายใต้หลักป้องกันล่วงหน้า หากตรวจพบเรือประมงลำใดมีเส้นทางการเดินเรือเข้าใกล้แนวเขตระยะ 5 ไมล์ทะเลนับจากเส้นแนวเขตแดนทางทะเลไทย - กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) จะโทรศัพท์ติดต่อไปยังเจ้าของเรือประมง เพื่อแจ้งเตือนเป็นรายลำให้ระมัดระวังในการเดินเรือ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกเรือและทรัพย์สินเป็นสำคัญ และให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดอันตราย หรืออาจมีผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างการทำประมงในทะเล ขอความร่วมมือชาวประมง หากพบเห็นเรือรบหรือกองกำลังทางเรือของกองทัพเรือกัมพูชาในบริเวณใกล้เคียงขอให้แจ้งข้อมูลมายังศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) หรือ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อจะได้ประเมินสถานการณ์และแจ้งกองทัพเรือของไทยดำเนินมาตรการที่เหมาะสมต่อไป กรมประมงพร้อมดูแลพี่น้องชาวประมงอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประกอบการเรือประมงทุก
อ่านต่อ >23

#ข่าวประชาสัมพันธ์ #TNN ช่อง16
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าขับเคลื่อนกีฬาไทยให้เป็นพลังสร้างคนรุ่นใหม่ และเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ ผ่านกิจกรรม “ซีพีร้อยเรียงใจ พาไทยคว้าชัยซีเกมส์” พาเยาวชนจากมูลนิธิดวงประทีปเข้าชมการแข่งขันซีเกมส์แบบติดขอบสนาม พร้อมร่วมเชียร์ “เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย ในการแข่งขันซีเกมส์ 2025 รอบรองชนะเลิศ ณ ยิม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยมีผู้บริหารเครือฯ นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และ ดร.เอกชัย ตั้งรัตนาวลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ซีดดิ้ง โซเชียลอิมแพคท์ จำกัด พร้อมด้วย นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ เลขาธิการมูลนิธิดวงประทีป ร่วมเชียร์กีฬากับน้องๆ เยาวชน โดยกิจกรรมนี้สะท้อนแนวคิด “กีฬาเป็นพื้นที่สร้างโอกาสและความหวัง” โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชนที่อาจไม่เคยมีโอกาสได้เห็นการแข่งขันในระดับภูมิภาคแบบใกล้ชิด การได้ซึมซับบรรยากาศ เห็นนักกีฬาลงสนามจริง เห็นการเตรียมพร้อม เห็นความทุ่มเทและวินัยที่อยู่หลังชัยชนะ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียนทักษะชีวิตที่กีฬาให้แก่เยาวชน นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เผยว่า “ในนามของเครือเจริญโภคภัณฑ์ และเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ปีนี้ได้เป็นผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันซีเกมส์ 2025 และในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปีนี้ ทางซีพี และกลุ่มธุรกิจในเครือ จึงเปิดโอกาสให้กับเยาวชนไทยสัมผัสประสบการณ์การเข้าชมการแข่งขันกีฬา ได้เจอนักกีฬา โค้ช และระบบเบื้องหลังการแข่งขัน ช่วยให้เยาวชนเข้าใจว่าการเป็นนักกีฬาอาชีพคือระบบที่มีทั้งความทุ่มเท ความสามารถ ทีมเวิร์ก และวินัย ซีพีจึงอยากเปิดพื้นที่เหล่านี้ให้เยาวชนได้สัมผัสประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียน“ในด้านซีพีเอฟเองก็นำอาหารปลอดภัยที่มีโภชนาการสูงมาช่วยเสริมสมรรถภาพนักกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีโปรตีนสูง ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ทำให้นักกีฬามีสุขภาพแข็งแรงและมีพลังในการแข่งขัน” นางสาวอนรรฆวี กล่าวเสริมดร.เอกชัย ตั้งรัตนาวลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ซีดดิ้ง โซเชียลอิมแพคท์ จำกัด กล่าวว่า “เยาวชนคือพลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลง การให้พวกเขาได้ออกมาสัมผัสสนามจริงของการแข่งขัน
อ่านต่อ >15

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
กองบัญชาการกองทัพไทย ขอสดุดีเหล่าทหารกล้า ผู้สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยและความปลอดภัยของประชาชน ความกล้าหาญของพวกท่าน คือ แสงสว่างที่ไม่มีวันดับสูญ และจะส่องนำทางให้กำลังพลทุกนายยืนหยัดบนเส้นทางแห่งเกียรติยศต่อไป ความเสียสละของพวกท่าน คือมรดกแห่งศักดิ์ศรีที่เราจะไม่ลืมเลือน ทั้งนี้ วันนี้ (11 ธ.ค. 2568) เมื่อเวลา 10.00 น. พลตรี สุรศักดิ์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในส่วนของกองทัพบก ทางกัมพูชายังคงโจมตีอย่างต่อเนื่องด้วยอาวุธหนัก แต่เป็นที่น่าเสียใจที่กำลังพลของเราสูญเสียอีก 2 นาย ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 จำนวน 1 นาย และสูญเสียชีวิตอีก 1 นายในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 โดยปัจจุบันมีกำลังพลสูญเสียไปแล้ว 9 นายและบาดเจ็บประมาณ 120 นาย
อ่านต่อ >50

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงในวันนี้ (11 ธ.ค.) ว่า มีพลเรือนชาวกัมพูชาเสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย และบาดเจ็บอีก 60 ราย จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนรอบล่าสุด"พลเรือนที่เสียชีวิตมีจำนวน 10 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กทารก 1 คน และพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 60 คน" มาลีกล่าวในระหว่างการแถลงข่าว โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังกล่าวด้วยว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทยปะทุขึ้นตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (7 ธ.ค.) และยังคงดำเนินต่อเนื่องจนถึงเช้าวันนี้ พร้อมกับเสริมว่า กองทัพไทยยิงปืนใหญ่เข้าใส่หลายพื้นที่ในเขตแดนกัมพูชาก่อนหน้านี้ กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เมื่อคืนวันพุธว่า พลเรือนประมาณ 190,000 คนจาก 56,000 ครอบครัว ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนไปยังศูนย์พักพิงที่ปลอดภัยขณะที่วันนี้ พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย แถลงข่าวในฐานะศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาได้โจมตีด้วยอาวุธ BM21 โดรนพลีชีพ และปืนครกเข้ามายังพื้นที่ช่องบก ช่องอานม้า และเนิน 667 ขณะที่ปฏิบัติการของทุกเหล่าทัพของไทยยังเป็นไปตามแผนอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดระยะเวลาที่ปฏิบัติการทางทหารตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีกำลังพลเสียชีวิตแล้ว 9 นาย และได้รับบาดเจ็บราว 120 ราย ขณะเดียวกัน การโจมตีของกัมพูชายังส่งผลให้ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนมาอยู่ในศูนย์พักพิง 849 จุด จำนวน 199,618 คน และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โรงพยาบาลได้รับผลกระทบ 19 แห่ง รพ.สต.ได้รับผลกระทบ 180 แห่ง"ขอประณามการกระทำของกัมพูชาที่ใช้อาวุธหนักโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเป้าหมายของประชาชน" พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าว
อ่านต่อ >39

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
แจ้งเตือนเรือประมงทุกลำ หลีกเลี่ยงการเดินเรือใกล้เขตชายแดนไทย - กัมพูชา จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา กรมประมงมีความห่วงใยต่อพี่น้องชาวประมงเป็นอย่างยิ่ง จึงขอแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการและเรือประมงทุกลำ เพิ่มความระมัดระวังในการทำประมงบริเวณใกล้เขตชายแดน โดยเน้นย้ำให้เรือประมงทุกลำปฏิบัติตามประกาศของหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์จะปกตินางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า...กรมประมง ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมง จึงได้สั่งการเร่งด่วนให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง ยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามตำแหน่งเรือประมง ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการ 3 มาตรการ ดังนี้ 3 มาตรการยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามตำแหน่งเรือประมง ดำเนินการส่งข้อความ (SMS) แจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน “Fisheries Next” บนโทรศัพท์มือถือของเจ้าของเรือประมง เพื่อให้ผู้ประกอบการเรือประมงทุกประเภท ทุกลำ ที่ทำการประมงในเขตทะเลอ่าวไทย เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และทำการประมงโดยเฉพาะในบริเวณใกล้เขตแดนไทย – กัมพูชา ตั้งค่าการแจ้งเตือน เฝ้าระวัง ผ่านระบบ VMS Tracking ภายใต้หลักป้องกันล่วงหน้า หากตรวจพบเรือประมงลำใดมีเส้นทางการเดินเรือเข้าใกล้แนวเขตระยะ 5 ไมล์ทะเลนับจากเส้นแนวเขตแดนทางทะเลไทย - กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) จะโทรศัพท์ติดต่อไปยังเจ้าของเรือประมง เพื่อแจ้งเตือนเป็นรายลำให้ระมัดระวังในการเดินเรือ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกเรือและทรัพย์สินเป็นสำคัญ และให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดอันตราย หรืออาจมีผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างการทำประมงในทะเล ขอความร่วมมือชาวประมง หากพบเห็นเรือรบหรือกองกำลังทางเรือของกองทัพเรือกัมพูชาในบริเวณใกล้เคียงขอให้แจ้งข้อมูลมายังศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) หรือ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อจะได้ประเมินสถานการณ์และแจ้งกองทัพเรือของไทยดำเนินมาตรการที่เหมาะสมต่อไป กรมประมงพร้อมดูแลพี่น้องชาวประมงอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประกอบการเรือประมงทุก
อ่านต่อ >23