
#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
ความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องขอนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยอมรับว่า คำร้องที่เกี่ยวข้องกับ 4 คดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอเข้าสู่การประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องครั้งที่ 2 โดยจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและเสนอความเห็นตามลำดับ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 12.00 น. ที่ห้องประชุม 10-06 ชั้น 10 กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังการประชุมครั้งแรกของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ซึ่งมีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่ประธาน โดยเฉพาะแนวทางและกรอบระยะเวลาการพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวข้องกับคดีการชุมนุมทางการเมืองเตรียมเสนอคำร้อง 4 คดีทักษิณ เข้าประชุมครั้งที่ 2พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวถึงกรณีที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมระบุว่า จะนำคำร้องขอนิรโทษกรรมของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยื่นขอล้างมลทินตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 บรรจุเป็นวาระในการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องครั้งถัดไปโดยยอมรับว่า หากคำร้องของอดีตนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ แล้ว ไม่ว่าผลการพิจารณาหรือความเห็นจะออกมาในแนวทางใด จะต้องจัดทำความเห็นเสนอไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยผลการพิจารณาคำร้องดังกล่าว และยังไม่ถือว่ามีมติอนุมัติให้นิรโทษกรรมแต่อย่างใด คณะอนุกรรมการฯ ทยอยพิจารณาคำร้องเป็นกลุ่มได้สำหรับกระบวนการดำเนินงาน พล.ต.ท.รุทธพล อธิบายว่า คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องไม่จำเป็นต้องพิจารณาคำร้องทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในการประชุมครั้งเดียว แต่สามารถทยอยพิจารณาเป็นรายเรื่องหรือเป็นกลุ่มคำร้องได้เมื่อคำร้องใดผ่านการพิจารณาและมีความเห็นเรียบร้อยแล้ว สามารถส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้คำร้องทุกกรณีเสร็จสิ้นพร้อมกันแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งประสงค์จะยื่นคำร้องเพิ่มเติม สามารถดำเนินการผ่านคณะอนุกรรมการ
อ่านต่อ >13

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
จากกรณีที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกมาชี้แจงแนวคิด “กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง” หรือ “กระเป๋าต้องรอด” เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินต่างๆ โดยยึดหลัก “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” นั้นนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดี ปภ. เปิดเผยว่า เป้าหมายของแนวคิดนี้คือการช่วยให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตพึ่งพาตนเองได้ในช่วง 3 วันแรก (72 ชั่วโมง) หากเกิดภัยพิบัติรุนแรง เช่น น้ำท่วมฉับพลัน แผ่นดินไหว หรืออาคารถล่ม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานช่วยเหลืออาจยังไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ทั่วถึงทันที สำหรับข้อห่วงใยเรื่องสถานการณ์ความมั่นคง ปภ. ได้ทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงและกองทัพอย่างใกล้ชิด หากเป็นภัยพิบัติทั่วไป ปภ. สามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากสถานการณ์ขยายตัวไปสู่มิติความมั่นคง กระทรวงมหาดไทยจะรับบทบาทดูแลพื้นที่ส่วนหลัง ทั้งการประสานแผนอพยพ การจัดตั้งศูนย์พักพิง และการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบที่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง6 หมวดสิ่งของจำเป็นใน “กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง”การจัดเตรียมสิ่งของควรบรรจุไว้ในกระเป๋ากันน้ำที่พกพาสะดวก โดย ปภ. ได้แบ่งรายการสิ่งของจำเป็นออกเป็น 6 หมวดสำคัญ (อ้างอิงมาตรฐานสากล The Sphere Handbook 2018 และ FEMA Disaster Supplies Checklists) ดังนี้:1. ยาและสุขภาพ: ชุดปฐมพยาบาล, ยาสามัญประจำบ้าน, ยาประจำตัว, เอกสารประวัติการรักษา 2. อาหารและน้ำ: น้ำดื่มสะอาด (คำนวณ 3 ลิตร / คน / วัน), อาหารพร้อมทาน / อาหารแห้ง, อาหารเด็กและผู้ป่วย (หากมี) 3. อุปกรณ์สื่อสารและเครื่องมือ: โทรศัพท์มือถือ, เพาเวอร์แบงก์, ไฟฉายพร้อมถ่านสำรอง, วิทยุทรานซิสเตอร์ (ติดตามข่าวสาร), นกหวีด (ส่งสัญญาณขอช่วยเหลือ), เทียน และไฟแช็ก 4. เอกสารและเงินสด: บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน, สำเนาเอกสารสำคัญ, กุญแจสำรอง, เงินสดสำรอง 5. เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม: เสื้อผ้าสำรอง, เสื้อกันฝน, หมวก, ผ้าห่ม หรือถุงนอน 6. สุขอานามัยส่วนบุคคล: ทิชชู (เปียก/แห้ง), แปรงสีฟันและยาสีฟัน, อุปกรณ์อาบน้ำ, ถุงขยะ และถุงซิปล็อก สรุปภาพรวม: นานาประเทศกับการแจ้งเตือนประชาชนรับมือภัยพิบัติคำแนะนำเรื่อง "กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง" ไม่ใช่เรื่องใหม่เฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นแนวทางสากลที่รัฐบาลและหน่วยงานจัดการภัยพิบัติทั่วโลกนำมารณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตาม เพื่อสร้างความพร้อมและลดความสูญเส
อ่านต่อ >13

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยผ่านรายการธรณ์ทอล์ก ถึงแนวโน้มสภาพอากาศในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2569 ถึงมกราคม 2570 โดยนำบทเรียนจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2566-2567 มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปีนี้ เพื่อประเมินความเสี่ยงและเตรียมรับมือ อย่างไรก็ตาม มีการพยากรณ์จากหลายสำนักที่สอดคล้องกันว่า ช่วงวันที่ 9-10 พฤศจิกายน อาจมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาถึงภาคเหนือและภาคอีสานตอนบน ซึ่งต้องติดตามว่าจะส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูหนาวได้เมื่อใดเตือนฝุ่น PM2.5 ระบาด 2 ช่วง จากผลกระทบเอลนีโญสิ่งที่น่ากังวลในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า คือปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยบทเรียนจากปี 2566-2567 พบว่ามีช่วงที่ฝุ่นสะสมสูง 2 ระยะ ได้แก่ช่วงที่ 1: ต้นเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมช่วงที่ 2: เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนผศ.ดร.ธรณ์ อธิบายว่า เอลนีโญส่งผลต่อการเกิดฝุ่นผ่านปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่อากาศร้อนผิดปกติ แม้เข้าสู่ฤดูหนาวอุณหภูมิที่สูงขึ้นแม้ในช่วงฤดูหนาว ทำให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวน โดยอากาศร้อนที่อยู่ใกล้พื้นดินและมวลอากาศเย็นด้านบนอาจก่อให้เกิดสภาวะคล้ายฝาชีครอบ ส่งผลให้ฝุ่นไม่สามารถกระจายตัวได้ดีในปี 2566-2567 สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานครและภาคเหนือ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมภัยแล้งเพิ่มความเสี่ยงไฟป่าเอลนีโญทำให้บางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน มีปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้สภาพพื้นที่แห้งแล้งและเกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น อีกทั้งการดับไฟยังทำได้ยากเมื่อสภาพอากาศแห้งมากไฟป่าจึงมีโอกาสเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมและฝุ่นควันที่อาจพัดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลต่อภาคเหนือและภาคอีสานตอนบนได้ อากาศนิ่ง ทำให้ฝุ่นสะสมในบรรยากาศสภาพอากาศร้อนและแห้งอาจทำให้ลมสงบหรืออากาศถ่ายเทได้น้อยลง ส่งผลให้ฝุ่นที่เกิดขึ้นสะสมอยู่ในบรรยากาศมากขึ้น เมื่อประกอบกับสภาพอากาศที่คล้ายฝาชีครอบ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาฝุ่น PM2.5พยากรณ์ฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้าได้ยาก แนะกลุ่มเสี่ยงวางแผนรับมือผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยากกว่าการพยากรณ์สภาพอ
อ่านต่อ >18

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
การเสียชีวิตของบุญทิ้ง นากที่เคยอาศัยอยู่ในสวนสัตว์เทศบาลนครนครปฐม หรือสวนสัตว์สนามจันทร์ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ หลังนากตัวนี้ถูกเจ้าหน้าที่ย้ายไปดูแลที่ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า ก่อนเสียชีวิตในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ทำให้ผู้คนจำนวนมากตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น และเหตุใดนากที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในสวนสัตว์มานานจึงเสียชีวิตหลังถูกย้ายไปอยู่สถานที่แห่งใหม่ จุดเริ่มต้นจากคลิป TikTok ของอินฟลูเอนเซอร์สาวเรื่องราวเริ่มต้นจากอินฟลูเอนเซอร์สาวคนหนึ่ง เดินทางไปเที่ยวสวนสัตว์สนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม และพบกับบุญทิ้ง ซึ่งอาศัยอยู่ภายในกรง เธอมองว่านากตัวนี้อยู่เพียงลำพังและมีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่น่าเหมาะสม จึงถ่ายคลิปวิดีโอเผยแพร่ผ่าน TikTok พร้อมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดูแลสัตว์ภายในสวนสัตว์หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ต่อ จนเกิดกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของบุญทิ้ง รวมถึงความเหมาะสมของสถานที่เลี้ยงดูเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ก่อนย้ายนากบุญทิ้งไปจังหวัดราชบุรีต่อมาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบสวนสัตว์และพบปัญหาเกี่ยวกับการไม่มีใบอนุญาตครอบครองนาก ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย จึงดำเนินการนำตัวบุญทิ้งออกจากสวนสัตว์สนามจันทร์ และส่งไปอยู่ในความดูแลของศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 3 (ประทับช้าง) จังหวัดราชบุรีบุญทิ้งเสียชีวิตหลังย้ายไปอยู่ที่ใหม่ไม่ถึงหนึ่งเดือนแต่หลังจากย้ายไปอยู่ที่ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน กลับมีข่าวเศร้าว่าบุญทิ้งเสียชีวิต โดยก่อนหน้านั้นมีรายงานว่านากเริ่มมีอาการซึมและไม่ยอมกินอาหาร ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการเปลี่ยนสถานที่อยู่อาศัยอาจส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจของสัตว์หรือไม่เนื่องจากบุญทิ้งเคยใช้ชีวิตใกล้ชิดกับมนุษย์มาเป็นเวลานาน จึงมีข้อสันนิษฐานว่าการย้ายไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่อาจทำให้เกิดความเครียด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผลตรวจสอบที่ยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าบุญทิ้งเสียชีวิตจากสาเหตุใด และความเครียดจากการย้ายสถานที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใดโซเชียลวิจารณ์หนัก ตั้งคำถามถึงคลิปต้นเรื่องเมื่อข่าวการเสียชีวิตแพร่กระจายออกไป ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจต่ออินฟลูเอนเซอร์สาวผู้เผยแพร่คลิป โดยมองว่าหากไม่มีคลิปดังกล่าว บุญทิ้งอาจไม่ได้ถูกย้ายออกจากสวนสัตว์
อ่านต่อ >37

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
ความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องขอนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยอมรับว่า คำร้องที่เกี่ยวข้องกับ 4 คดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอเข้าสู่การประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องครั้งที่ 2 โดยจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและเสนอความเห็นตามลำดับ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 12.00 น. ที่ห้องประชุม 10-06 ชั้น 10 กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังการประชุมครั้งแรกของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ซึ่งมีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่ประธาน โดยเฉพาะแนวทางและกรอบระยะเวลาการพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวข้องกับคดีการชุมนุมทางการเมืองเตรียมเสนอคำร้อง 4 คดีทักษิณ เข้าประชุมครั้งที่ 2พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวถึงกรณีที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมระบุว่า จะนำคำร้องขอนิรโทษกรรมของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยื่นขอล้างมลทินตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 บรรจุเป็นวาระในการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องครั้งถัดไปโดยยอมรับว่า หากคำร้องของอดีตนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ แล้ว ไม่ว่าผลการพิจารณาหรือความเห็นจะออกมาในแนวทางใด จะต้องจัดทำความเห็นเสนอไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยผลการพิจารณาคำร้องดังกล่าว และยังไม่ถือว่ามีมติอนุมัติให้นิรโทษกรรมแต่อย่างใด คณะอนุกรรมการฯ ทยอยพิจารณาคำร้องเป็นกลุ่มได้สำหรับกระบวนการดำเนินงาน พล.ต.ท.รุทธพล อธิบายว่า คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องไม่จำเป็นต้องพิจารณาคำร้องทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในการประชุมครั้งเดียว แต่สามารถทยอยพิจารณาเป็นรายเรื่องหรือเป็นกลุ่มคำร้องได้เมื่อคำร้องใดผ่านการพิจารณาและมีความเห็นเรียบร้อยแล้ว สามารถส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้คำร้องทุกกรณีเสร็จสิ้นพร้อมกันแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งประสงค์จะยื่นคำร้องเพิ่มเติม สามารถดำเนินการผ่านคณะอนุกรรมการ
อ่านต่อ >13

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
จากกรณีที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกมาชี้แจงแนวคิด “กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง” หรือ “กระเป๋าต้องรอด” เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินต่างๆ โดยยึดหลัก “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” นั้นนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดี ปภ. เปิดเผยว่า เป้าหมายของแนวคิดนี้คือการช่วยให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตพึ่งพาตนเองได้ในช่วง 3 วันแรก (72 ชั่วโมง) หากเกิดภัยพิบัติรุนแรง เช่น น้ำท่วมฉับพลัน แผ่นดินไหว หรืออาคารถล่ม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานช่วยเหลืออาจยังไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ทั่วถึงทันที สำหรับข้อห่วงใยเรื่องสถานการณ์ความมั่นคง ปภ. ได้ทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงและกองทัพอย่างใกล้ชิด หากเป็นภัยพิบัติทั่วไป ปภ. สามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากสถานการณ์ขยายตัวไปสู่มิติความมั่นคง กระทรวงมหาดไทยจะรับบทบาทดูแลพื้นที่ส่วนหลัง ทั้งการประสานแผนอพยพ การจัดตั้งศูนย์พักพิง และการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบที่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง6 หมวดสิ่งของจำเป็นใน “กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง”การจัดเตรียมสิ่งของควรบรรจุไว้ในกระเป๋ากันน้ำที่พกพาสะดวก โดย ปภ. ได้แบ่งรายการสิ่งของจำเป็นออกเป็น 6 หมวดสำคัญ (อ้างอิงมาตรฐานสากล The Sphere Handbook 2018 และ FEMA Disaster Supplies Checklists) ดังนี้:1. ยาและสุขภาพ: ชุดปฐมพยาบาล, ยาสามัญประจำบ้าน, ยาประจำตัว, เอกสารประวัติการรักษา 2. อาหารและน้ำ: น้ำดื่มสะอาด (คำนวณ 3 ลิตร / คน / วัน), อาหารพร้อมทาน / อาหารแห้ง, อาหารเด็กและผู้ป่วย (หากมี) 3. อุปกรณ์สื่อสารและเครื่องมือ: โทรศัพท์มือถือ, เพาเวอร์แบงก์, ไฟฉายพร้อมถ่านสำรอง, วิทยุทรานซิสเตอร์ (ติดตามข่าวสาร), นกหวีด (ส่งสัญญาณขอช่วยเหลือ), เทียน และไฟแช็ก 4. เอกสารและเงินสด: บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน, สำเนาเอกสารสำคัญ, กุญแจสำรอง, เงินสดสำรอง 5. เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม: เสื้อผ้าสำรอง, เสื้อกันฝน, หมวก, ผ้าห่ม หรือถุงนอน 6. สุขอานามัยส่วนบุคคล: ทิชชู (เปียก/แห้ง), แปรงสีฟันและยาสีฟัน, อุปกรณ์อาบน้ำ, ถุงขยะ และถุงซิปล็อก สรุปภาพรวม: นานาประเทศกับการแจ้งเตือนประชาชนรับมือภัยพิบัติคำแนะนำเรื่อง "กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง" ไม่ใช่เรื่องใหม่เฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นแนวทางสากลที่รัฐบาลและหน่วยงานจัดการภัยพิบัติทั่วโลกนำมารณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตาม เพื่อสร้างความพร้อมและลดความสูญเส
อ่านต่อ >13

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยผ่านรายการธรณ์ทอล์ก ถึงแนวโน้มสภาพอากาศในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2569 ถึงมกราคม 2570 โดยนำบทเรียนจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2566-2567 มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปีนี้ เพื่อประเมินความเสี่ยงและเตรียมรับมือ อย่างไรก็ตาม มีการพยากรณ์จากหลายสำนักที่สอดคล้องกันว่า ช่วงวันที่ 9-10 พฤศจิกายน อาจมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาถึงภาคเหนือและภาคอีสานตอนบน ซึ่งต้องติดตามว่าจะส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูหนาวได้เมื่อใดเตือนฝุ่น PM2.5 ระบาด 2 ช่วง จากผลกระทบเอลนีโญสิ่งที่น่ากังวลในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า คือปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยบทเรียนจากปี 2566-2567 พบว่ามีช่วงที่ฝุ่นสะสมสูง 2 ระยะ ได้แก่ช่วงที่ 1: ต้นเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมช่วงที่ 2: เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนผศ.ดร.ธรณ์ อธิบายว่า เอลนีโญส่งผลต่อการเกิดฝุ่นผ่านปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่อากาศร้อนผิดปกติ แม้เข้าสู่ฤดูหนาวอุณหภูมิที่สูงขึ้นแม้ในช่วงฤดูหนาว ทำให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวน โดยอากาศร้อนที่อยู่ใกล้พื้นดินและมวลอากาศเย็นด้านบนอาจก่อให้เกิดสภาวะคล้ายฝาชีครอบ ส่งผลให้ฝุ่นไม่สามารถกระจายตัวได้ดีในปี 2566-2567 สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานครและภาคเหนือ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมภัยแล้งเพิ่มความเสี่ยงไฟป่าเอลนีโญทำให้บางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน มีปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้สภาพพื้นที่แห้งแล้งและเกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น อีกทั้งการดับไฟยังทำได้ยากเมื่อสภาพอากาศแห้งมากไฟป่าจึงมีโอกาสเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมและฝุ่นควันที่อาจพัดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลต่อภาคเหนือและภาคอีสานตอนบนได้ อากาศนิ่ง ทำให้ฝุ่นสะสมในบรรยากาศสภาพอากาศร้อนและแห้งอาจทำให้ลมสงบหรืออากาศถ่ายเทได้น้อยลง ส่งผลให้ฝุ่นที่เกิดขึ้นสะสมอยู่ในบรรยากาศมากขึ้น เมื่อประกอบกับสภาพอากาศที่คล้ายฝาชีครอบ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาฝุ่น PM2.5พยากรณ์ฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้าได้ยาก แนะกลุ่มเสี่ยงวางแผนรับมือผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยากกว่าการพยากรณ์สภาพอ
อ่านต่อ >18

#ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #TNN ช่อง16
การเสียชีวิตของบุญทิ้ง นากที่เคยอาศัยอยู่ในสวนสัตว์เทศบาลนครนครปฐม หรือสวนสัตว์สนามจันทร์ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ หลังนากตัวนี้ถูกเจ้าหน้าที่ย้ายไปดูแลที่ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า ก่อนเสียชีวิตในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ทำให้ผู้คนจำนวนมากตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น และเหตุใดนากที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในสวนสัตว์มานานจึงเสียชีวิตหลังถูกย้ายไปอยู่สถานที่แห่งใหม่ จุดเริ่มต้นจากคลิป TikTok ของอินฟลูเอนเซอร์สาวเรื่องราวเริ่มต้นจากอินฟลูเอนเซอร์สาวคนหนึ่ง เดินทางไปเที่ยวสวนสัตว์สนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม และพบกับบุญทิ้ง ซึ่งอาศัยอยู่ภายในกรง เธอมองว่านากตัวนี้อยู่เพียงลำพังและมีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่น่าเหมาะสม จึงถ่ายคลิปวิดีโอเผยแพร่ผ่าน TikTok พร้อมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดูแลสัตว์ภายในสวนสัตว์หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ต่อ จนเกิดกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของบุญทิ้ง รวมถึงความเหมาะสมของสถานที่เลี้ยงดูเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ก่อนย้ายนากบุญทิ้งไปจังหวัดราชบุรีต่อมาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบสวนสัตว์และพบปัญหาเกี่ยวกับการไม่มีใบอนุญาตครอบครองนาก ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย จึงดำเนินการนำตัวบุญทิ้งออกจากสวนสัตว์สนามจันทร์ และส่งไปอยู่ในความดูแลของศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 3 (ประทับช้าง) จังหวัดราชบุรีบุญทิ้งเสียชีวิตหลังย้ายไปอยู่ที่ใหม่ไม่ถึงหนึ่งเดือนแต่หลังจากย้ายไปอยู่ที่ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน กลับมีข่าวเศร้าว่าบุญทิ้งเสียชีวิต โดยก่อนหน้านั้นมีรายงานว่านากเริ่มมีอาการซึมและไม่ยอมกินอาหาร ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการเปลี่ยนสถานที่อยู่อาศัยอาจส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจของสัตว์หรือไม่เนื่องจากบุญทิ้งเคยใช้ชีวิตใกล้ชิดกับมนุษย์มาเป็นเวลานาน จึงมีข้อสันนิษฐานว่าการย้ายไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่อาจทำให้เกิดความเครียด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผลตรวจสอบที่ยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าบุญทิ้งเสียชีวิตจากสาเหตุใด และความเครียดจากการย้ายสถานที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใดโซเชียลวิจารณ์หนัก ตั้งคำถามถึงคลิปต้นเรื่องเมื่อข่าวการเสียชีวิตแพร่กระจายออกไป ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจต่ออินฟลูเอนเซอร์สาวผู้เผยแพร่คลิป โดยมองว่าหากไม่มีคลิปดังกล่าว บุญทิ้งอาจไม่ได้ถูกย้ายออกจากสวนสัตว์
อ่านต่อ >37

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
ความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องขอนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยอมรับว่า คำร้องที่เกี่ยวข้องกับ 4 คดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอเข้าสู่การประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องครั้งที่ 2 โดยจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและเสนอความเห็นตามลำดับ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 12.00 น. ที่ห้องประชุม 10-06 ชั้น 10 กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังการประชุมครั้งแรกของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ซึ่งมีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่ประธาน โดยเฉพาะแนวทางและกรอบระยะเวลาการพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวข้องกับคดีการชุมนุมทางการเมืองเตรียมเสนอคำร้อง 4 คดีทักษิณ เข้าประชุมครั้งที่ 2พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวถึงกรณีที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมระบุว่า จะนำคำร้องขอนิรโทษกรรมของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยื่นขอล้างมลทินตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 บรรจุเป็นวาระในการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องครั้งถัดไปโดยยอมรับว่า หากคำร้องของอดีตนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ แล้ว ไม่ว่าผลการพิจารณาหรือความเห็นจะออกมาในแนวทางใด จะต้องจัดทำความเห็นเสนอไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยผลการพิจารณาคำร้องดังกล่าว และยังไม่ถือว่ามีมติอนุมัติให้นิรโทษกรรมแต่อย่างใด คณะอนุกรรมการฯ ทยอยพิจารณาคำร้องเป็นกลุ่มได้สำหรับกระบวนการดำเนินงาน พล.ต.ท.รุทธพล อธิบายว่า คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องไม่จำเป็นต้องพิจารณาคำร้องทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในการประชุมครั้งเดียว แต่สามารถทยอยพิจารณาเป็นรายเรื่องหรือเป็นกลุ่มคำร้องได้เมื่อคำร้องใดผ่านการพิจารณาและมีความเห็นเรียบร้อยแล้ว สามารถส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้คำร้องทุกกรณีเสร็จสิ้นพร้อมกันแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งประสงค์จะยื่นคำร้องเพิ่มเติม สามารถดำเนินการผ่านคณะอนุกรรมการ
อ่านต่อ >13