
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ลงพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา ติดตามสถานการณ์น้ำวันนี้(24 ก.ย.69) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายสงกรานต์ ชลอศรีทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการบริหารจัดการนน้ำ ณ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลา 06.00 น (24 ก.ย.69) สถานีc2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,777 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม/วินาที) สั่งบริหารจัดการเชิงรุก รับมือฝนเพิ่ม–ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อนกรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการทยอยยกระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อช่วยชะลอน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนที่อาจเกิดขึ้นเร็วเกินไป ควบคู่ไปกับการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งเต็มศักยภาพโดยไม่กระทบในพื้นที่ พร้อมทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดด้านเหนือเขื่อนที่อาจได้รับผลกระทบ รวมกับปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,750 ลบ.ม./วินาที ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่มขึ้นในพื้นที่ พร้อมทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีแม้ขณะนี้ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนจะเริ่มลดลง แต่เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 ก.ย. 69 ภาคกลางจะมีฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำและระดับน้ำในลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จึงยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้ชลประทานในพื้นที่ วางแผนการบริหารจัดการน้ำ โดยพิจารณาข้อมูลให้รอบด้าน นำมาวิเคราะห์และประเมินแนวโน้มสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำ เกิดประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและอาคารชลประทานเป็นหลัก รวมถึงเน้นย้ำการสื่อสารและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถเตรียมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้ได้ม
อ่านต่อ >13

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
พายุดีเปรสชันลูกใหม่ก่อตัวทางตะวันออกของทะเลฟิลิปปินส์ นักอุตุนิยมวิทยาจับตาพายุลูกนี้มีแนวโน้มทวีกำลังแรงอย่างรวดเร็ว หลังพบสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการพัฒนา ทั้งน้ำทะเลอุ่น ลมเฉือนต่ำ และความชื้นเพียงพอ คาดเคลื่อนตัวทางตะวันตกเฉียงเหนือ ก่อนหันขึ้นเหนือช่วงปลายสัปดาห์พายุลูกนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าในช่วง 12ชั่วโมงข้างหน้า พายุจะมีกำลังแรงขึ้น และอาจพัฒนาเป็นพายุโซนร้อนเร็ว ๆ นี้ซึ่งเมื่อเป็นโซนร้อนจะมีชื่อว่า “ซูรีแค” ซึ่งเป็นชื่อนกอินทรีชนิดหนึ่งตั้งโดยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี และมีโอกาสจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นไต้ฝุ่นกำลังแรงอีกในระยะต่อมา เนื่องจากพายุอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา ได้แก่ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูง ลมเฉือนในแนวดิ่งต่ำ ความชื้นเพียงพอ และมีปัจจัยจากระบบอากาศชั้นบนที่ช่วยส่งเสริมการหมุนเวียนของพายุด้านทิศทางการเคลื่อนตัว คาดว่า “ซูรีแค” จะเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกค่อนไปทางเหนือถึงตะวันตกเฉียงเหนือในช่วงแรก พื้นที่ที่ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ได้แก่ หมู่เกาะริวกิวและยาเอะยามะ รวมถึงเกาะโอกินาวา ทางตะวันออกของไต้หวัน และหมู่เกาะบาตาเนส ทั้งนี้ เส้นทางและความรุนแรงของ “ซูรีแค” ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะผลกระทบต่อพื้นที่ต่างๆ เนื่องจากพายุเพิ่งก่อตัวขึ้น จึงควรติดตามการพยากรณ์และประกาศจากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันข้างหน้า อย่างไรก็ตาม พายุลูกนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของประเทศไทย
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สทนช.เตรียมรับมือฝนตกหนักหลายพื้นที่ช่วง 23–27 ก.ย. โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก หวั่นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม กำชับหน่วยงานเร่งพร่องน้ำและเพิ่มศักยภาพการระบาย ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาเดินหน้าระบายน้ำ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คาดอาจเพิ่มเป็น 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากฝนยังตกต่อเนื่อง ย้ำสถานการณ์ยังไม่รุนแรงเทียบเท่าปี 2554 แต่พื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำอาจได้รับผลกระทบนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 5/2569 ว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน จะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งพื้นที่เสี่ยงอาจเกิดสถานการณ์น้ำท่วม จึงได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมมาตรการรองรับและลดผลกระทบต่อประชาชนสำหรับพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ กรมชลประทานจะเร่งพร่องน้ำในพื้นที่ฝั่งทะเลให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับปริมาณน้ำฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 24–26 กันยายน ขณะที่กรุงเทพมหานครได้เตรียมพร่องน้ำในระบบระบายน้ำให้อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับฝนตกหนักในช่วง 4 วันข้างหน้าส่วนสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน นายชยันต์กล่าวว่า ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา มีฝนตกสะสมค่อนข้างมาก ส่งผลให้จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา โดยตั้งแต่คืนวันที่ 22 กันยายน ได้เพิ่มการระบายน้ำเป็นอัตรา 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากหากชะลอการระบาย อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนบน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีฝนตกในพื้นที่ท้ายเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ค่อนข้างมาก ทำให้มีแนวโน้มว่าปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่ระบบและต้องระบายออกจะเพิ่มขึ้น โดยหากไม่มีฝนตกเพิ่มในปริมาณมาก คาดว่าอัตราการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาอาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีอย่างไรก็ตาม เลขาธิการ สทนช. ยืนยันว่า สถานการณ์น้ำในขณะนี้จะไม่รุนแรงเทียบเท่ากับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 แต่พื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำยังอาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์และประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดขณะที่จังหวัดนครนายก สทนช. ได้มอบหมา
อ่านต่อ >10

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. รายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ วันที่ 24 กันยายน 2569 พบว่า มีปริมาณน้ำรวม ร้อยละ 74 ของความจุเก็บกัก และเป็นน้ำใช้การได้ ร้อยละ 63 โดยภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำสูงสุด ร้อยละ 87 รองลงมาคือภาคเหนือและภาคใต้ ร้อยละ 69 ภาคตะวันออก ร้อยละ 66 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 62 และภาคกลาง ร้อยละ 54 สำหรับ 4 เขื่อนหลัก พบว่า เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำในอ่างร้อยละ 75 เขื่อนภูมิพลร้อยละ 58 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ร้อยละ 52 และเขื่อนอุบลรัตน์ร้อยละ 36 ขณะที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 5 แห่งที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีน้ำใช้การต่ำกว่า ร้อยละ 30 ได้แก่ ทับเสลา กระเสียว อุบลรัตน์ ลำพระเพลิง และลำนางรอง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมปริมาณน้ำยังเพียงพอต่อการใช้น้ำจนสิ้นสุดฤดูแล้งปี 2569/2570 ขณะเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าในช่วงวันที่ 24–27 กันยายน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง จึงต้องติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมต่อเนื่องสถานการณ์ฝนที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ อาจส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันพื้นที่ท้ายน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำต้องเฝ้าระวังน้ำหลากและน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงเวลาเดียวกันดังนั้น ระยะนี้จึงต้องติดตามทั้ง ปริมาณฝน น้ำท่า ปริมาณน้ำในอ่าง และการระบายน้ำ ควบคู่กัน แม้ภาพรวมปริมาณน้ำในเขื่อนยังเพียงพอต่อการใช้น้ำในระยะยาว แต่ฝนที่ตกหนักในช่วงสั้น ๆ อาจทำให้สถานการณ์น้ำในบางพื้นที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
อ่านต่อ >13

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ลงพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา ติดตามสถานการณ์น้ำวันนี้(24 ก.ย.69) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายสงกรานต์ ชลอศรีทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการบริหารจัดการนน้ำ ณ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลา 06.00 น (24 ก.ย.69) สถานีc2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,777 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม/วินาที) สั่งบริหารจัดการเชิงรุก รับมือฝนเพิ่ม–ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อนกรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการทยอยยกระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อช่วยชะลอน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนที่อาจเกิดขึ้นเร็วเกินไป ควบคู่ไปกับการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งเต็มศักยภาพโดยไม่กระทบในพื้นที่ พร้อมทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดด้านเหนือเขื่อนที่อาจได้รับผลกระทบ รวมกับปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,750 ลบ.ม./วินาที ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่มขึ้นในพื้นที่ พร้อมทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีแม้ขณะนี้ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนจะเริ่มลดลง แต่เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 ก.ย. 69 ภาคกลางจะมีฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำและระดับน้ำในลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จึงยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้ชลประทานในพื้นที่ วางแผนการบริหารจัดการน้ำ โดยพิจารณาข้อมูลให้รอบด้าน นำมาวิเคราะห์และประเมินแนวโน้มสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำ เกิดประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและอาคารชลประทานเป็นหลัก รวมถึงเน้นย้ำการสื่อสารและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถเตรียมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้ได้ม
อ่านต่อ >13

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
พายุดีเปรสชันลูกใหม่ก่อตัวทางตะวันออกของทะเลฟิลิปปินส์ นักอุตุนิยมวิทยาจับตาพายุลูกนี้มีแนวโน้มทวีกำลังแรงอย่างรวดเร็ว หลังพบสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการพัฒนา ทั้งน้ำทะเลอุ่น ลมเฉือนต่ำ และความชื้นเพียงพอ คาดเคลื่อนตัวทางตะวันตกเฉียงเหนือ ก่อนหันขึ้นเหนือช่วงปลายสัปดาห์พายุลูกนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าในช่วง 12ชั่วโมงข้างหน้า พายุจะมีกำลังแรงขึ้น และอาจพัฒนาเป็นพายุโซนร้อนเร็ว ๆ นี้ซึ่งเมื่อเป็นโซนร้อนจะมีชื่อว่า “ซูรีแค” ซึ่งเป็นชื่อนกอินทรีชนิดหนึ่งตั้งโดยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี และมีโอกาสจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นไต้ฝุ่นกำลังแรงอีกในระยะต่อมา เนื่องจากพายุอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา ได้แก่ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูง ลมเฉือนในแนวดิ่งต่ำ ความชื้นเพียงพอ และมีปัจจัยจากระบบอากาศชั้นบนที่ช่วยส่งเสริมการหมุนเวียนของพายุด้านทิศทางการเคลื่อนตัว คาดว่า “ซูรีแค” จะเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกค่อนไปทางเหนือถึงตะวันตกเฉียงเหนือในช่วงแรก พื้นที่ที่ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ได้แก่ หมู่เกาะริวกิวและยาเอะยามะ รวมถึงเกาะโอกินาวา ทางตะวันออกของไต้หวัน และหมู่เกาะบาตาเนส ทั้งนี้ เส้นทางและความรุนแรงของ “ซูรีแค” ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะผลกระทบต่อพื้นที่ต่างๆ เนื่องจากพายุเพิ่งก่อตัวขึ้น จึงควรติดตามการพยากรณ์และประกาศจากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันข้างหน้า อย่างไรก็ตาม พายุลูกนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศของประเทศไทย
อ่านต่อ >16

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สทนช.เตรียมรับมือฝนตกหนักหลายพื้นที่ช่วง 23–27 ก.ย. โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก หวั่นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม กำชับหน่วยงานเร่งพร่องน้ำและเพิ่มศักยภาพการระบาย ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาเดินหน้าระบายน้ำ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คาดอาจเพิ่มเป็น 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากฝนยังตกต่อเนื่อง ย้ำสถานการณ์ยังไม่รุนแรงเทียบเท่าปี 2554 แต่พื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำอาจได้รับผลกระทบนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 5/2569 ว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน จะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งพื้นที่เสี่ยงอาจเกิดสถานการณ์น้ำท่วม จึงได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมมาตรการรองรับและลดผลกระทบต่อประชาชนสำหรับพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ กรมชลประทานจะเร่งพร่องน้ำในพื้นที่ฝั่งทะเลให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับปริมาณน้ำฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 24–26 กันยายน ขณะที่กรุงเทพมหานครได้เตรียมพร่องน้ำในระบบระบายน้ำให้อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับฝนตกหนักในช่วง 4 วันข้างหน้าส่วนสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน นายชยันต์กล่าวว่า ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา มีฝนตกสะสมค่อนข้างมาก ส่งผลให้จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา โดยตั้งแต่คืนวันที่ 22 กันยายน ได้เพิ่มการระบายน้ำเป็นอัตรา 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากหากชะลอการระบาย อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนบน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีฝนตกในพื้นที่ท้ายเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ค่อนข้างมาก ทำให้มีแนวโน้มว่าปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่ระบบและต้องระบายออกจะเพิ่มขึ้น โดยหากไม่มีฝนตกเพิ่มในปริมาณมาก คาดว่าอัตราการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาอาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีอย่างไรก็ตาม เลขาธิการ สทนช. ยืนยันว่า สถานการณ์น้ำในขณะนี้จะไม่รุนแรงเทียบเท่ากับสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 แต่พื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำยังอาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์และประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดขณะที่จังหวัดนครนายก สทนช. ได้มอบหมา
อ่านต่อ >10

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. รายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ วันที่ 24 กันยายน 2569 พบว่า มีปริมาณน้ำรวม ร้อยละ 74 ของความจุเก็บกัก และเป็นน้ำใช้การได้ ร้อยละ 63 โดยภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำสูงสุด ร้อยละ 87 รองลงมาคือภาคเหนือและภาคใต้ ร้อยละ 69 ภาคตะวันออก ร้อยละ 66 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 62 และภาคกลาง ร้อยละ 54 สำหรับ 4 เขื่อนหลัก พบว่า เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำในอ่างร้อยละ 75 เขื่อนภูมิพลร้อยละ 58 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ร้อยละ 52 และเขื่อนอุบลรัตน์ร้อยละ 36 ขณะที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 5 แห่งที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีน้ำใช้การต่ำกว่า ร้อยละ 30 ได้แก่ ทับเสลา กระเสียว อุบลรัตน์ ลำพระเพลิง และลำนางรอง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมปริมาณน้ำยังเพียงพอต่อการใช้น้ำจนสิ้นสุดฤดูแล้งปี 2569/2570 ขณะเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าในช่วงวันที่ 24–27 กันยายน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง จึงต้องติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมต่อเนื่องสถานการณ์ฝนที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ อาจส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันพื้นที่ท้ายน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำต้องเฝ้าระวังน้ำหลากและน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงเวลาเดียวกันดังนั้น ระยะนี้จึงต้องติดตามทั้ง ปริมาณฝน น้ำท่า ปริมาณน้ำในอ่าง และการระบายน้ำ ควบคู่กัน แม้ภาพรวมปริมาณน้ำในเขื่อนยังเพียงพอต่อการใช้น้ำในระยะยาว แต่ฝนที่ตกหนักในช่วงสั้น ๆ อาจทำให้สถานการณ์น้ำในบางพื้นที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
อ่านต่อ >13

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ลงพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา ติดตามสถานการณ์น้ำวันนี้(24 ก.ย.69) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายสงกรานต์ ชลอศรีทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการบริหารจัดการนน้ำ ณ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลา 06.00 น (24 ก.ย.69) สถานีc2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,777 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม/วินาที) สั่งบริหารจัดการเชิงรุก รับมือฝนเพิ่ม–ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อนกรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการทยอยยกระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อช่วยชะลอน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนที่อาจเกิดขึ้นเร็วเกินไป ควบคู่ไปกับการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งเต็มศักยภาพโดยไม่กระทบในพื้นที่ พร้อมทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดด้านเหนือเขื่อนที่อาจได้รับผลกระทบ รวมกับปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,750 ลบ.ม./วินาที ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่มขึ้นในพื้นที่ พร้อมทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีแม้ขณะนี้ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนจะเริ่มลดลง แต่เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 ก.ย. 69 ภาคกลางจะมีฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำและระดับน้ำในลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จึงยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้ชลประทานในพื้นที่ วางแผนการบริหารจัดการน้ำ โดยพิจารณาข้อมูลให้รอบด้าน นำมาวิเคราะห์และประเมินแนวโน้มสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำ เกิดประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและอาคารชลประทานเป็นหลัก รวมถึงเน้นย้ำการสื่อสารและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถเตรียมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้ได้ม
อ่านต่อ >13