
#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
“โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. (ครั้งที่ 4)”20 มิถุนายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหัวข้อ “โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. (ครั้งที่ 4)” โดยดำเนินการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,562 คน ทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 สรุปผลได้ดังนี้ สรุปผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ1. คนกรุงเทพฯ อยากให้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปอันดับ 1 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) 61.09% เพราะ มีผลงานให้เห็น พัฒนา กทม. ดีขึ้น ขยัน ตั้งใจทำงาน มีประสบการณ์ ต้องการให้สานงานต่อ ภาพลักษณ์ดี มีความรู้ ความสามารถ ฯลฯอันดับ 2 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) 10.93% เพราะ ต้องการคนรุ่นใหม่ ซื่อสัตย์ โปร่งใส ต้องการให้เข้ามาจัดการปัญหาทุจริต ชื่นชอบนโยบาย ชื่นชอบพรรคประชาชน ฯลฯอันดับ 3 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) 9.84% เพราะ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ให้โอกาสผู้หญิงได้ลองบริหาร จริงจังในการทำงาน ชื่นชอบนโยบาย การนำ AI มาแก้ปัญหาเมือง ฯลฯอันดับ 4 นายอนุชา บูรพชัยศรี (ประชาธิปัตย์) 4.64% เพราะ ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ ทีมงานมีประสิทธิภาพ อยากให้โอกาสคนใหม่ๆ ทำงานดี มีประสบการณ์ในการทำงาน ฯลฯอันดับ 5 มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) 1.56% เพราะ ชอบนโยบาย ชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ต้องการให้โอกาสคนใหม่ได้ลองทำงาน มีวิสัยทัศน์ดีฯลฯ อื่น ๆ 2.96%ยังไม่ตัดสินใจ 8.98% 2. คนกรุงเทพฯ คิดว่าจะเลือก ส.ก. จากพรรคใดอันดับ 1 ผู้สมัครอิสระ 33.96% เพราะ ทำงานได้เต็มที่ เป็นอิสระจากพรรคการเมือง ใส่ใจประชาชน ทำงานได้รวดเร็ว ตัดสินใจได้เอง ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเข้ามาบริหาร กทม. ลดความเสี่ยงเรื่องทุจริต ไม่มีพรรคพวก ฯลฯอันดับ 2 พรรคประชาชน 31.81% เป็นคนรุ่นใหม่ ไฟแรง กล้าคิดนอกกรอบ ชื่นชอบพรรค แนวทางการทำงานของพรรค ชอบนโยบาย ทำได้จริง ทันสมัยคอยตรวจสอบเรื่องทุจริต ฯลฯ อันดับ 3 พรรคเพื่อไทย 10.62% เพราะ เป็นคนในพื้นที่ ลงพื้นที่ เข้าถึงประชาชน ตั้งใจทำงาน มุ่งมั่นพัฒนางาน ชื่นชอบพรรค เคยทำงาน รู้ปัญหา แก้ปัญหาได้รวดเร็ว ฯลฯอันดับ 4 พรรคประชาธิปัตย์ 8.78% เพราะ ต้องการให้โอกาสคนใหม่ได้ลองทำงาน มีความพร้อมด้านทีมงาน มีประสิทธิภาพ ชื่นชอบพรรค เป็นพรรคเก่าแก่น่าจะทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ได้ดีฯลฯยังไม่ตัดสินใจอยู่ที่ 11.98%
อ่านต่อ >13

#Fake News #TNN ช่อง16
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่ดูแลคนพิการ จะได้รับเงินช่วยเหลือ 1,000 บาท/เดือน โดยระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ทั้งนี้ ข้อมูลที่ถูกต้อง คือ พรรคประชาชน (พก.) ได้มีการผลักดันข้อเสนอให้ปรับเพิ่มเบี้ยความพิการจากเดิมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน สำหรับคนพิการที่มีสิทธิได้รับเบี้ยความพิการ โดยเป็นการเพิ่มสวัสดิการให้แก่คนพิการโดยตรง ไม่ใช่เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ดูแลคนพิการแต่อย่างใด
อ่านต่อ >14

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
"ญี่ปุ่น" ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า สูงสุด 5 เท่า เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 นี้เป็นต้นไป รับต้นทุนพุ่ง-เงินเยนอ่อนค่า รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติครั้งใหญ่ โดยวีซ่าแบบเข้าประเทศครั้งเดียว (Single-Entry Visa) จะปรับเพิ่มจาก 3,000 เยน เป็น 15,000 เยน หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่า ขณะที่วีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้ง (Multiple-Entry Visa) จะเพิ่มจาก 6,000 เยน เป็น 30,000 เยน และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไปโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ประกาศมาตรการดังกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 มิถุนายน) โดยระบุว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2521 โดยรัฐบาลญี่ปุ่นให้เหตุผลว่าต้นทุนการดำเนินงานด้านตรวจคนเข้าเมืองและการให้บริการด้านวีซ่าเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียมเดิมไม่สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แม้ค่าธรรมเนียมจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในระยะสั้น เนื่องจากญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และยังได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการเดินทางระหว่างประเทศหลังสถานการณ์โควิด-19ทั้งนี้การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่สูงกว่าระดับปกติ รวมถึงต้นทุนด้านแรงงานและการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียมด้านการเข้าเมืองและการพำนักของชาวต่างชาติให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
อ่านต่อ >17

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สหรัฐฯ และอิหร่านได้จัดทำ “บันทึกความเข้าใจ” หรือ MoU เพื่อเป็นกรอบยุติความขัดแย้งและเปิดทางสู่การเจรจาระยะยาว หลังจากความตึงเครียดและการเผชิญหน้าทางทหารที่ยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม หลังการประกาศ MoU ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะเกิดความขัดแย้งต่อเนื่องในภูมิภาคและการเจรจาบางส่วนถูกเลื่อนออกไป ทำให้หลายฝ่ายยังตั้งคำถามว่าข้อตกลงนี้จะเดินหน้าสู่ข้อตกลงถาวรได้หรือไม่ โดยรายละเอียดของ ทั้ง 14 ข้อใน MOU ประกอบไปด้วย 1) ยุติสงครามและปฏิบัติการทางทหารทันที สหรัฐฯ อิหร่าน และฝ่ายพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ตกลงให้มีการยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบทันที รวมถึงพื้นที่ในเลบานอน และจะไม่เริ่มสงครามหรือใช้กำลังต่อกันอีกในอนาคต แนวคิดนี้จะถูกบรรจุในข้อตกลงถาวรภายหลัง2) เคารพอธิปไตยของกันและกัน ทั้งสองประเทศให้คำมั่นว่าจะเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและไม่แทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่าย หมายถึงลดการใช้อิทธิพลทางการเมือง ข่าวกรอง หรือแรงกดดันโดยตรง3) เจรจาข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน MoU นี้เป็นเพียงกรอบชั่วคราว โดยทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าทำข้อตกลงถาวรให้ได้ภายใน 60 วัน และสามารถขยายเวลาได้หากตกลงร่วมกัน4) สหรัฐฯ เริ่มยกเลิกการปิดกั้นทางทะเล ทันทีหลังลงนาม สหรัฐฯ จะเริ่มถอนมาตรการสกัดกั้นทางทะเลและลดแรงกดดันต่อการเดินเรือของอิหร่าน โดยตั้งเป้าฟื้นการเดินเรือให้กลับสู่ระดับก่อนสงครามภายใน 30 วัน หลังมีข้อตกลงสุดท้าย จะมีการลดกำลังทหารใกล้อิหร่านเพิ่มเติม5) อิหร่านรับรองความปลอดภัยของการเดินเรือ อิหร่านจะอำนวยความปลอดภัยให้เรือพาณิชย์เดินทางผ่านจากอ่าวเปอร์เซียไปทะเลโอมานและย้อนกลับ โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วันแรก6) ร่วมมือบริหารเส้นทางเดินเรือในภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายจะสร้างกลไกเพื่อให้การค้าทางทะเลและพลังงานกลับมาทำงานได้ตามปกติ ลดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก7) สหรัฐฯ สนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่าน มีการระบุกรอบสนับสนุนทางการเงินและการฟื้นฟูหลังสงคราม ซึ่งตัวเลขที่ถูกพูดถึงอยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ โดยผูกกับการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย8) เริ่มผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร สหรัฐฯ จะเริ่มกระบวนการลดหรือยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน เพื่อให้อิหร่านกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น9) ปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด มีกรอบสำหรับคืนหรือเปิดการเข้าถึงทรัพย์สินและเงินทุนของอิ
อ่านต่อ >15

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
“โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. (ครั้งที่ 4)”20 มิถุนายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหัวข้อ “โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. (ครั้งที่ 4)” โดยดำเนินการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,562 คน ทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 สรุปผลได้ดังนี้ สรุปผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ1. คนกรุงเทพฯ อยากให้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปอันดับ 1 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) 61.09% เพราะ มีผลงานให้เห็น พัฒนา กทม. ดีขึ้น ขยัน ตั้งใจทำงาน มีประสบการณ์ ต้องการให้สานงานต่อ ภาพลักษณ์ดี มีความรู้ ความสามารถ ฯลฯอันดับ 2 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) 10.93% เพราะ ต้องการคนรุ่นใหม่ ซื่อสัตย์ โปร่งใส ต้องการให้เข้ามาจัดการปัญหาทุจริต ชื่นชอบนโยบาย ชื่นชอบพรรคประชาชน ฯลฯอันดับ 3 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) 9.84% เพราะ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ให้โอกาสผู้หญิงได้ลองบริหาร จริงจังในการทำงาน ชื่นชอบนโยบาย การนำ AI มาแก้ปัญหาเมือง ฯลฯอันดับ 4 นายอนุชา บูรพชัยศรี (ประชาธิปัตย์) 4.64% เพราะ ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ ทีมงานมีประสิทธิภาพ อยากให้โอกาสคนใหม่ๆ ทำงานดี มีประสบการณ์ในการทำงาน ฯลฯอันดับ 5 มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) 1.56% เพราะ ชอบนโยบาย ชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ต้องการให้โอกาสคนใหม่ได้ลองทำงาน มีวิสัยทัศน์ดีฯลฯ อื่น ๆ 2.96%ยังไม่ตัดสินใจ 8.98% 2. คนกรุงเทพฯ คิดว่าจะเลือก ส.ก. จากพรรคใดอันดับ 1 ผู้สมัครอิสระ 33.96% เพราะ ทำงานได้เต็มที่ เป็นอิสระจากพรรคการเมือง ใส่ใจประชาชน ทำงานได้รวดเร็ว ตัดสินใจได้เอง ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเข้ามาบริหาร กทม. ลดความเสี่ยงเรื่องทุจริต ไม่มีพรรคพวก ฯลฯอันดับ 2 พรรคประชาชน 31.81% เป็นคนรุ่นใหม่ ไฟแรง กล้าคิดนอกกรอบ ชื่นชอบพรรค แนวทางการทำงานของพรรค ชอบนโยบาย ทำได้จริง ทันสมัยคอยตรวจสอบเรื่องทุจริต ฯลฯ อันดับ 3 พรรคเพื่อไทย 10.62% เพราะ เป็นคนในพื้นที่ ลงพื้นที่ เข้าถึงประชาชน ตั้งใจทำงาน มุ่งมั่นพัฒนางาน ชื่นชอบพรรค เคยทำงาน รู้ปัญหา แก้ปัญหาได้รวดเร็ว ฯลฯอันดับ 4 พรรคประชาธิปัตย์ 8.78% เพราะ ต้องการให้โอกาสคนใหม่ได้ลองทำงาน มีความพร้อมด้านทีมงาน มีประสิทธิภาพ ชื่นชอบพรรค เป็นพรรคเก่าแก่น่าจะทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ได้ดีฯลฯยังไม่ตัดสินใจอยู่ที่ 11.98%
อ่านต่อ >13

#Fake News #TNN ช่อง16
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่ดูแลคนพิการ จะได้รับเงินช่วยเหลือ 1,000 บาท/เดือน โดยระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ทั้งนี้ ข้อมูลที่ถูกต้อง คือ พรรคประชาชน (พก.) ได้มีการผลักดันข้อเสนอให้ปรับเพิ่มเบี้ยความพิการจากเดิมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน สำหรับคนพิการที่มีสิทธิได้รับเบี้ยความพิการ โดยเป็นการเพิ่มสวัสดิการให้แก่คนพิการโดยตรง ไม่ใช่เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ดูแลคนพิการแต่อย่างใด
อ่านต่อ >14

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
"ญี่ปุ่น" ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า สูงสุด 5 เท่า เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 นี้เป็นต้นไป รับต้นทุนพุ่ง-เงินเยนอ่อนค่า รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติครั้งใหญ่ โดยวีซ่าแบบเข้าประเทศครั้งเดียว (Single-Entry Visa) จะปรับเพิ่มจาก 3,000 เยน เป็น 15,000 เยน หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่า ขณะที่วีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้ง (Multiple-Entry Visa) จะเพิ่มจาก 6,000 เยน เป็น 30,000 เยน และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไปโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ประกาศมาตรการดังกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 มิถุนายน) โดยระบุว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2521 โดยรัฐบาลญี่ปุ่นให้เหตุผลว่าต้นทุนการดำเนินงานด้านตรวจคนเข้าเมืองและการให้บริการด้านวีซ่าเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียมเดิมไม่สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แม้ค่าธรรมเนียมจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในระยะสั้น เนื่องจากญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และยังได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการเดินทางระหว่างประเทศหลังสถานการณ์โควิด-19ทั้งนี้การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่สูงกว่าระดับปกติ รวมถึงต้นทุนด้านแรงงานและการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียมด้านการเข้าเมืองและการพำนักของชาวต่างชาติให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
อ่านต่อ >17

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สหรัฐฯ และอิหร่านได้จัดทำ “บันทึกความเข้าใจ” หรือ MoU เพื่อเป็นกรอบยุติความขัดแย้งและเปิดทางสู่การเจรจาระยะยาว หลังจากความตึงเครียดและการเผชิญหน้าทางทหารที่ยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม หลังการประกาศ MoU ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะเกิดความขัดแย้งต่อเนื่องในภูมิภาคและการเจรจาบางส่วนถูกเลื่อนออกไป ทำให้หลายฝ่ายยังตั้งคำถามว่าข้อตกลงนี้จะเดินหน้าสู่ข้อตกลงถาวรได้หรือไม่ โดยรายละเอียดของ ทั้ง 14 ข้อใน MOU ประกอบไปด้วย 1) ยุติสงครามและปฏิบัติการทางทหารทันที สหรัฐฯ อิหร่าน และฝ่ายพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ตกลงให้มีการยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบทันที รวมถึงพื้นที่ในเลบานอน และจะไม่เริ่มสงครามหรือใช้กำลังต่อกันอีกในอนาคต แนวคิดนี้จะถูกบรรจุในข้อตกลงถาวรภายหลัง2) เคารพอธิปไตยของกันและกัน ทั้งสองประเทศให้คำมั่นว่าจะเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและไม่แทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่าย หมายถึงลดการใช้อิทธิพลทางการเมือง ข่าวกรอง หรือแรงกดดันโดยตรง3) เจรจาข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน MoU นี้เป็นเพียงกรอบชั่วคราว โดยทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าทำข้อตกลงถาวรให้ได้ภายใน 60 วัน และสามารถขยายเวลาได้หากตกลงร่วมกัน4) สหรัฐฯ เริ่มยกเลิกการปิดกั้นทางทะเล ทันทีหลังลงนาม สหรัฐฯ จะเริ่มถอนมาตรการสกัดกั้นทางทะเลและลดแรงกดดันต่อการเดินเรือของอิหร่าน โดยตั้งเป้าฟื้นการเดินเรือให้กลับสู่ระดับก่อนสงครามภายใน 30 วัน หลังมีข้อตกลงสุดท้าย จะมีการลดกำลังทหารใกล้อิหร่านเพิ่มเติม5) อิหร่านรับรองความปลอดภัยของการเดินเรือ อิหร่านจะอำนวยความปลอดภัยให้เรือพาณิชย์เดินทางผ่านจากอ่าวเปอร์เซียไปทะเลโอมานและย้อนกลับ โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วันแรก6) ร่วมมือบริหารเส้นทางเดินเรือในภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายจะสร้างกลไกเพื่อให้การค้าทางทะเลและพลังงานกลับมาทำงานได้ตามปกติ ลดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก7) สหรัฐฯ สนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่าน มีการระบุกรอบสนับสนุนทางการเงินและการฟื้นฟูหลังสงคราม ซึ่งตัวเลขที่ถูกพูดถึงอยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ โดยผูกกับการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย8) เริ่มผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร สหรัฐฯ จะเริ่มกระบวนการลดหรือยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน เพื่อให้อิหร่านกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น9) ปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด มีกรอบสำหรับคืนหรือเปิดการเข้าถึงทรัพย์สินและเงินทุนของอิ
อ่านต่อ >15

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
“โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. (ครั้งที่ 4)”20 มิถุนายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหัวข้อ “โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. (ครั้งที่ 4)” โดยดำเนินการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,562 คน ทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 สรุปผลได้ดังนี้ สรุปผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ1. คนกรุงเทพฯ อยากให้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปอันดับ 1 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) 61.09% เพราะ มีผลงานให้เห็น พัฒนา กทม. ดีขึ้น ขยัน ตั้งใจทำงาน มีประสบการณ์ ต้องการให้สานงานต่อ ภาพลักษณ์ดี มีความรู้ ความสามารถ ฯลฯอันดับ 2 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) 10.93% เพราะ ต้องการคนรุ่นใหม่ ซื่อสัตย์ โปร่งใส ต้องการให้เข้ามาจัดการปัญหาทุจริต ชื่นชอบนโยบาย ชื่นชอบพรรคประชาชน ฯลฯอันดับ 3 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) 9.84% เพราะ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ให้โอกาสผู้หญิงได้ลองบริหาร จริงจังในการทำงาน ชื่นชอบนโยบาย การนำ AI มาแก้ปัญหาเมือง ฯลฯอันดับ 4 นายอนุชา บูรพชัยศรี (ประชาธิปัตย์) 4.64% เพราะ ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ ทีมงานมีประสิทธิภาพ อยากให้โอกาสคนใหม่ๆ ทำงานดี มีประสบการณ์ในการทำงาน ฯลฯอันดับ 5 มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) 1.56% เพราะ ชอบนโยบาย ชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ต้องการให้โอกาสคนใหม่ได้ลองทำงาน มีวิสัยทัศน์ดีฯลฯ อื่น ๆ 2.96%ยังไม่ตัดสินใจ 8.98% 2. คนกรุงเทพฯ คิดว่าจะเลือก ส.ก. จากพรรคใดอันดับ 1 ผู้สมัครอิสระ 33.96% เพราะ ทำงานได้เต็มที่ เป็นอิสระจากพรรคการเมือง ใส่ใจประชาชน ทำงานได้รวดเร็ว ตัดสินใจได้เอง ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเข้ามาบริหาร กทม. ลดความเสี่ยงเรื่องทุจริต ไม่มีพรรคพวก ฯลฯอันดับ 2 พรรคประชาชน 31.81% เป็นคนรุ่นใหม่ ไฟแรง กล้าคิดนอกกรอบ ชื่นชอบพรรค แนวทางการทำงานของพรรค ชอบนโยบาย ทำได้จริง ทันสมัยคอยตรวจสอบเรื่องทุจริต ฯลฯ อันดับ 3 พรรคเพื่อไทย 10.62% เพราะ เป็นคนในพื้นที่ ลงพื้นที่ เข้าถึงประชาชน ตั้งใจทำงาน มุ่งมั่นพัฒนางาน ชื่นชอบพรรค เคยทำงาน รู้ปัญหา แก้ปัญหาได้รวดเร็ว ฯลฯอันดับ 4 พรรคประชาธิปัตย์ 8.78% เพราะ ต้องการให้โอกาสคนใหม่ได้ลองทำงาน มีความพร้อมด้านทีมงาน มีประสิทธิภาพ ชื่นชอบพรรค เป็นพรรคเก่าแก่น่าจะทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ได้ดีฯลฯยังไม่ตัดสินใจอยู่ที่ 11.98%
อ่านต่อ >13