
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งอาจส่งผลให้บิดามารดาถูกตัดสิทธิ์จากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยระบุว่า ตามหลักเกณฑ์ภาษี หากบุตรสามารถนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ สะท้อนว่าบุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู และมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ระบบพิจารณาว่าบิดามารดามีผู้ดูแลแล้ว อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุตรไม่ได้ให้การอุปการะ หรือบิดามารดาไม่ทราบว่าถูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี รัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้ยื่นอุทธรณ์ภายหลังการประกาศผลการคัดกรองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 17 ก.ค. 69 เพื่อพิจารณาเป็นรายกรณีสำหรับการเปิดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายเดิมเข้ามายืนยันสิทธิ์ กระทรวงการคลังได้ปรับรูปแบบการพิจารณาจากเดิมที่อิงฐานะครัวเรือน มาเป็นการพิจารณาในระดับรายบุคคล เพื่อให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนจริงสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้มากขึ้น และลดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจากการต้องนำข้อมูลของสมาชิกในครอบครัวมาประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ ยืนยันว่า จะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอรับสิทธิ์ เพื่อให้เม็ดเงินภาษีของประชาชนถูกใช้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงเป้าหมาย โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ หรือมีสถานะเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งอาจสะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของผู้มีรายได้น้อยสำหรับแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายแยกแยะระหว่างผู้ที่มีความยากจนจริงกับผู้ที่พยายามเข้ามารับสิทธิ์ หรือ 'อยากจน' ซึ่งต้องทำการคัดกรองและการดูแลผู้ที่ลำบากจริงไปพร้อมกัน โดยรัฐบาลจำเป็นต้องบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบท่ามกลางพื้นที่การคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด
อ่านต่อ >15

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ รัฐบาลกำลังปรับระบบสวัสดิการครั้งใหญ่การเปิดยืนยันสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐระหว่างวันที่ 4-21 มิถุนายน 2569 กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังมีการปรับเกณฑ์คัดกรองครั้งสำคัญ และเพิ่มเงื่อนไขคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการจากรัฐแม้จะมีประชาชนบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับเกณฑ์ใหม่ แต่หากพิจารณาจากแนวทางที่กระทรวงการคลังประกาศ จะพบว่าการปรับระบบครั้งนี้มีเป้าหมายหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การทำให้ความช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบริหารระบบสวัสดิการของประเทศเปลี่ยนจากรายได้ครัวเรือน เป็นรายได้รายบุคคลหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบปี 2569 คือการปรับเกณฑ์จากการพิจารณารายได้ครัวเรือน มาเป็นรายได้รายบุคคลไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีกระทรวงการคลังอธิบายว่า แนวทางดังกล่าวช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งผู้สูงอายุหรือผู้มีรายได้น้อยบางรายอาศัยอยู่ร่วมกับบุตรหลานที่มีรายได้ ทำให้ทั้งครัวเรือนมีรายได้เกินเกณฑ์ แม้ตัวบุคคลจะยังมีฐานะยากลำบากก็ตามการเปลี่ยนมาใช้รายได้รายบุคคลจึงถูกมองว่าเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่เคยตกหล่นจากระบบ สามารถเข้าถึงสวัสดิการได้มากขึ้นขณะเดียวกัน รัฐยังเพิ่มเงื่อนไขคัดกรองผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท ผู้ถือหลักทรัพย์ ตราสารหนี้ ผู้มีประกันชีวิตที่จ่ายเบี้ยเกินเกณฑ์ รวมถึงผู้ที่ถูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร เพื่อให้การช่วยเหลือมุ่งไปยังกลุ่มเปราะบางมากขึ้น จาก 13.19 ล้านคน สู่การจัดสรรงบประมาณที่ตรงเป้าหมายกว่าเดิมข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมราว 13.19 ล้านคน ต้องเข้าระบบยืนยันสิทธิใหม่ทั้งหมดในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังเคยสื่อสารแนวทางว่า จำนวนผู้ได้รับสิทธิอาจลดลงจากเดิม เพื่อให้ภาครัฐสามารถจัดสรรงบประมาณได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพของการช่วยเหลือรายบุคคลในมุมของการบริหารการคลัง แนวทางดังกล่าวช่วยให้รัฐบาลสามารถดูแลผู้มีรายได้น้อยได้เข้มข้นขึ้น โดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณเกินความจำเป็นรัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการเสริมผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งเพิ่มเงินช่วยเหลือ 700 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 เพ
อ่านต่อ >14

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
บรรยากาศในย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ยังคงดำเนินไปตามปกติ ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์จากคลิปวิดีโอของชาวจีนรายหนึ่ง ซึ่งกล่าวอ้างว่าร้านอาหารแห่งหนึ่งในพื้นที่ไม่รับชำระเงินผ่านระบบการชำระเงินของไทย และขอให้ชำระเป็นสกุลเงินหยวนแทน จนกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงกว้างจากการสำรวจบริเวณถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านอาหารจีน ร้านหม้อไฟ และธุรกิจที่ให้บริการชาวจีนและนักท่องเที่ยว พบว่าร้านค้าส่วนใหญ่ยังเปิดให้บริการตามปกติ มีทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ผู้ประกอบการหลายรายให้ข้อมูลว่า การชำระเงินของลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงใช้ช่องทางทั่วไป เช่น เงินสด การสแกนคิวอาร์โค้ด และระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ขณะที่ร้านค้าหลายแห่งมีการแสดงราคาสินค้าและช่องทางการชำระเงินไว้อย่างชัดเจนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม กระแสที่เกิดขึ้นจากคลิปดังกล่าวทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของร้านค้าบางแห่งในพื้นที่ พร้อมมีเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความชัดเจนแก่สังคมและผู้บริโภค ย่านห้วยขวางถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และได้รับการกล่าวถึงในฐานะ "ไชน่าทาวน์แห่งใหม่" ของกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีร้านอาหาร ร้านค้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนขยายตัวอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าวทั้งนี้ บรรยากาศโดยรวมของการค้าขายในพื้นที่ยังคงเป็นไปตามปกติ โดยผู้ประกอบการและประชาชนต่างรอติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความชัดเจนในประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคม
อ่านต่อ >12

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ให้สัมภาษณ์กรณีมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร รวมถึงประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง โดยยืนยันว่าพร้อมให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกเรื่อง และเห็นว่าการเมืองควรเป็นพื้นที่สำหรับการนำเสนอข้อมูลที่ตรวจสอบได้นายชัชชาติกล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวถึงคำว่า "ระบบอากง" ว่า การทำงานของกรุงเทพมหานครเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่ายตามระบบราชการและกลไกการบริหารงานปกติ โดยการตัดสินใจสำคัญยังคงอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครส่วนข้อสังเกตเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ นายชัชชาติระบุว่า การพิจารณาบุคลากรควรยึดหลักความรู้ ความสามารถ และกระบวนการที่เป็นไปตามระเบียบราชการ พร้อมย้ำว่าการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรที่มีคุณภาพและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ในหน่วยงานต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติกล่าวว่า หากมีข้อมูลหรือข้อร้องเรียนที่มีรายละเอียดชัดเจน สามารถนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้ พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมา กทม. มีมาตรการตรวจสอบภายในและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องนายชัชชาติกล่าวว่า การตรวจสอบเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย และหากมีข้อกล่าวหาหรือข้อมูลใหม่ ๆ ก็พร้อมรับฟังและชี้แจงตามข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านในส่วนของนโยบายการทำงานหากได้รับความไว้วางใจกลับมาบริหารกรุงเทพมหานครอีกสมัย นายชัชชาติระบุว่า จะให้ความสำคัญกับการยกระดับความโปร่งใสในการบริหารงาน ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะการลดภาระค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษา สาธารณสุข และการอำนวยความสะดวกในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าการทำงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมเปิดรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายช่วงท้าย นายชัชชาติกล่าวว่า การเมืองควรเป็นการแข่งขันเชิงนโยบายและข้อเท็จจริงมากกว่าการสร้างความขัดแย้ง พร้อมย้ำว่าพร้อมรับการตรวจสอบ และจะชี้แจงทุกประเด็นด้วยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้
อ่านต่อ >11

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งอาจส่งผลให้บิดามารดาถูกตัดสิทธิ์จากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยระบุว่า ตามหลักเกณฑ์ภาษี หากบุตรสามารถนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ สะท้อนว่าบุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู และมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ระบบพิจารณาว่าบิดามารดามีผู้ดูแลแล้ว อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุตรไม่ได้ให้การอุปการะ หรือบิดามารดาไม่ทราบว่าถูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี รัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้ยื่นอุทธรณ์ภายหลังการประกาศผลการคัดกรองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 17 ก.ค. 69 เพื่อพิจารณาเป็นรายกรณีสำหรับการเปิดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายเดิมเข้ามายืนยันสิทธิ์ กระทรวงการคลังได้ปรับรูปแบบการพิจารณาจากเดิมที่อิงฐานะครัวเรือน มาเป็นการพิจารณาในระดับรายบุคคล เพื่อให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนจริงสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้มากขึ้น และลดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจากการต้องนำข้อมูลของสมาชิกในครอบครัวมาประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ ยืนยันว่า จะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอรับสิทธิ์ เพื่อให้เม็ดเงินภาษีของประชาชนถูกใช้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงเป้าหมาย โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ หรือมีสถานะเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งอาจสะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของผู้มีรายได้น้อยสำหรับแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายแยกแยะระหว่างผู้ที่มีความยากจนจริงกับผู้ที่พยายามเข้ามารับสิทธิ์ หรือ 'อยากจน' ซึ่งต้องทำการคัดกรองและการดูแลผู้ที่ลำบากจริงไปพร้อมกัน โดยรัฐบาลจำเป็นต้องบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบท่ามกลางพื้นที่การคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด
อ่านต่อ >15

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ รัฐบาลกำลังปรับระบบสวัสดิการครั้งใหญ่การเปิดยืนยันสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐระหว่างวันที่ 4-21 มิถุนายน 2569 กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังมีการปรับเกณฑ์คัดกรองครั้งสำคัญ และเพิ่มเงื่อนไขคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการจากรัฐแม้จะมีประชาชนบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับเกณฑ์ใหม่ แต่หากพิจารณาจากแนวทางที่กระทรวงการคลังประกาศ จะพบว่าการปรับระบบครั้งนี้มีเป้าหมายหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การทำให้ความช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบริหารระบบสวัสดิการของประเทศเปลี่ยนจากรายได้ครัวเรือน เป็นรายได้รายบุคคลหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบปี 2569 คือการปรับเกณฑ์จากการพิจารณารายได้ครัวเรือน มาเป็นรายได้รายบุคคลไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีกระทรวงการคลังอธิบายว่า แนวทางดังกล่าวช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งผู้สูงอายุหรือผู้มีรายได้น้อยบางรายอาศัยอยู่ร่วมกับบุตรหลานที่มีรายได้ ทำให้ทั้งครัวเรือนมีรายได้เกินเกณฑ์ แม้ตัวบุคคลจะยังมีฐานะยากลำบากก็ตามการเปลี่ยนมาใช้รายได้รายบุคคลจึงถูกมองว่าเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่เคยตกหล่นจากระบบ สามารถเข้าถึงสวัสดิการได้มากขึ้นขณะเดียวกัน รัฐยังเพิ่มเงื่อนไขคัดกรองผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท ผู้ถือหลักทรัพย์ ตราสารหนี้ ผู้มีประกันชีวิตที่จ่ายเบี้ยเกินเกณฑ์ รวมถึงผู้ที่ถูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร เพื่อให้การช่วยเหลือมุ่งไปยังกลุ่มเปราะบางมากขึ้น จาก 13.19 ล้านคน สู่การจัดสรรงบประมาณที่ตรงเป้าหมายกว่าเดิมข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมราว 13.19 ล้านคน ต้องเข้าระบบยืนยันสิทธิใหม่ทั้งหมดในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังเคยสื่อสารแนวทางว่า จำนวนผู้ได้รับสิทธิอาจลดลงจากเดิม เพื่อให้ภาครัฐสามารถจัดสรรงบประมาณได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพของการช่วยเหลือรายบุคคลในมุมของการบริหารการคลัง แนวทางดังกล่าวช่วยให้รัฐบาลสามารถดูแลผู้มีรายได้น้อยได้เข้มข้นขึ้น โดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณเกินความจำเป็นรัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการเสริมผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งเพิ่มเงินช่วยเหลือ 700 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 เพ
อ่านต่อ >14

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
บรรยากาศในย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ยังคงดำเนินไปตามปกติ ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์จากคลิปวิดีโอของชาวจีนรายหนึ่ง ซึ่งกล่าวอ้างว่าร้านอาหารแห่งหนึ่งในพื้นที่ไม่รับชำระเงินผ่านระบบการชำระเงินของไทย และขอให้ชำระเป็นสกุลเงินหยวนแทน จนกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงกว้างจากการสำรวจบริเวณถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านอาหารจีน ร้านหม้อไฟ และธุรกิจที่ให้บริการชาวจีนและนักท่องเที่ยว พบว่าร้านค้าส่วนใหญ่ยังเปิดให้บริการตามปกติ มีทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ผู้ประกอบการหลายรายให้ข้อมูลว่า การชำระเงินของลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงใช้ช่องทางทั่วไป เช่น เงินสด การสแกนคิวอาร์โค้ด และระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ขณะที่ร้านค้าหลายแห่งมีการแสดงราคาสินค้าและช่องทางการชำระเงินไว้อย่างชัดเจนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม กระแสที่เกิดขึ้นจากคลิปดังกล่าวทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของร้านค้าบางแห่งในพื้นที่ พร้อมมีเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความชัดเจนแก่สังคมและผู้บริโภค ย่านห้วยขวางถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และได้รับการกล่าวถึงในฐานะ "ไชน่าทาวน์แห่งใหม่" ของกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีร้านอาหาร ร้านค้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนขยายตัวอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าวทั้งนี้ บรรยากาศโดยรวมของการค้าขายในพื้นที่ยังคงเป็นไปตามปกติ โดยผู้ประกอบการและประชาชนต่างรอติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความชัดเจนในประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคม
อ่านต่อ >12

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ให้สัมภาษณ์กรณีมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร รวมถึงประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง โดยยืนยันว่าพร้อมให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกเรื่อง และเห็นว่าการเมืองควรเป็นพื้นที่สำหรับการนำเสนอข้อมูลที่ตรวจสอบได้นายชัชชาติกล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวถึงคำว่า "ระบบอากง" ว่า การทำงานของกรุงเทพมหานครเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่ายตามระบบราชการและกลไกการบริหารงานปกติ โดยการตัดสินใจสำคัญยังคงอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครส่วนข้อสังเกตเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ นายชัชชาติระบุว่า การพิจารณาบุคลากรควรยึดหลักความรู้ ความสามารถ และกระบวนการที่เป็นไปตามระเบียบราชการ พร้อมย้ำว่าการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรที่มีคุณภาพและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ในหน่วยงานต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติกล่าวว่า หากมีข้อมูลหรือข้อร้องเรียนที่มีรายละเอียดชัดเจน สามารถนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้ พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมา กทม. มีมาตรการตรวจสอบภายในและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องนายชัชชาติกล่าวว่า การตรวจสอบเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย และหากมีข้อกล่าวหาหรือข้อมูลใหม่ ๆ ก็พร้อมรับฟังและชี้แจงตามข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านในส่วนของนโยบายการทำงานหากได้รับความไว้วางใจกลับมาบริหารกรุงเทพมหานครอีกสมัย นายชัชชาติระบุว่า จะให้ความสำคัญกับการยกระดับความโปร่งใสในการบริหารงาน ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะการลดภาระค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษา สาธารณสุข และการอำนวยความสะดวกในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าการทำงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมเปิดรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายช่วงท้าย นายชัชชาติกล่าวว่า การเมืองควรเป็นการแข่งขันเชิงนโยบายและข้อเท็จจริงมากกว่าการสร้างความขัดแย้ง พร้อมย้ำว่าพร้อมรับการตรวจสอบ และจะชี้แจงทุกประเด็นด้วยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้
อ่านต่อ >11

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งอาจส่งผลให้บิดามารดาถูกตัดสิทธิ์จากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยระบุว่า ตามหลักเกณฑ์ภาษี หากบุตรสามารถนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ สะท้อนว่าบุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู และมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทำให้ระบบพิจารณาว่าบิดามารดามีผู้ดูแลแล้ว อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุตรไม่ได้ให้การอุปการะ หรือบิดามารดาไม่ทราบว่าถูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี รัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้ยื่นอุทธรณ์ภายหลังการประกาศผลการคัดกรองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 17 ก.ค. 69 เพื่อพิจารณาเป็นรายกรณีสำหรับการเปิดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายเดิมเข้ามายืนยันสิทธิ์ กระทรวงการคลังได้ปรับรูปแบบการพิจารณาจากเดิมที่อิงฐานะครัวเรือน มาเป็นการพิจารณาในระดับรายบุคคล เพื่อให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนจริงสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้มากขึ้น และลดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจากการต้องนำข้อมูลของสมาชิกในครอบครัวมาประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ ยืนยันว่า จะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอรับสิทธิ์ เพื่อให้เม็ดเงินภาษีของประชาชนถูกใช้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงเป้าหมาย โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ หรือมีสถานะเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งอาจสะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของผู้มีรายได้น้อยสำหรับแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายแยกแยะระหว่างผู้ที่มีความยากจนจริงกับผู้ที่พยายามเข้ามารับสิทธิ์ หรือ 'อยากจน' ซึ่งต้องทำการคัดกรองและการดูแลผู้ที่ลำบากจริงไปพร้อมกัน โดยรัฐบาลจำเป็นต้องบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบท่ามกลางพื้นที่การคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด
อ่านต่อ >15