
#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
กระทรวงการคลังยืนยันเดินหน้าคัดกรองผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมชี้แจงว่าไม่มีนโยบายตรวจสอบภาษีย้อนหลังตามที่สังคมกังวล ขณะเดียวกันรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ โดยอาจนำโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” มาใช้รองรับในอนาคตนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังไม่ได้มีแนวคิดหรือคำสั่งให้ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง กรณีผู้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา โดยยืนยันว่าหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่มีความชัดเจนอยู่แล้ว และจะดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดต่อไปสำหรับการคัดกรองรอบใหม่นี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนที่มีความจำเป็นมากที่สุด โดยยึดหลักว่าผู้ได้รับสิทธิควรเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ขาดผู้ดูแลอย่างแท้จริง ขณะที่ประชาชนกลุ่มอื่นซึ่งยังมีความจำเป็นแต่ไม่อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว รัฐบาลจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือในรูปแบบอื่นเพิ่มเติมในส่วนข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบิดามารดา กระทรวงการคลังได้ขอให้กรมสรรพากรรวบรวมข้อมูลผู้ใช้สิทธิลดหย่อนจากผู้ยื่นแบบภาษีทั้งหมดประมาณ 11 ล้านราย เพื่อนำมาตรวจสอบความสอดคล้องกับฐานข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น ไม่ใช่การตรวจสอบภาษีย้อนหลังแต่อย่างใด โดยคาดว่าผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ดังกล่าวมีจำนวนไม่มาก นายลวรณ ระบุว่า เกณฑ์ที่คาดว่าจะส่งผลต่อผู้ลงทะเบียนมากที่สุดคือเรื่องภาระหนี้สิน เนื่องจากมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับเครดิตบูโร ซึ่งผู้ที่มีหนี้ในระบบเกิน 100,000 บาท อาจถูกพิจารณาว่ามีศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบการเงินอยู่แล้วนอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังให้ความสำคัญกับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างถูกต้อง โดยหากมีการใช้สิทธิอุปการะบิดามารดา ผู้ใช้สิทธิควรมีการดูแลตามข้อเท็จจริง เพราะการยื่นภาษีเป็นการรับรองข้อมูลด้วยตนเอง หากข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริงอาจส่งผลต่อการใช้สิทธิในปีภาษีถัดไปปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า เมื่อมีการประกาศผลคัดกรอง ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะสามารถทราบเหตุผลได้ทันทีว่าไม่ผ่านในเงื่อนไขใด เพื่อเปิดโอกาสให้ยื่นอุทธรณ์ได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมสำหรับกรณีผู้สูงอายุหรือกลุ่มเปราะบางที่อาจตกหล่นจากระบบ กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานในพื้นที่จะร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงและนำเข้
อ่านต่อ >23

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วันนี้ (7 มิ.ย. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. พบว่า โครงการได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก โดยมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย และมียอดใช้จ่ายสะสมภายในโครงการรวม 14,099.82 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายดังกล่าวแบ่งเป็นเงินสนับสนุนจากภาครัฐจำนวน 8,205.35 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่ายอีก 5,894.47 ล้านบาท ขณะที่มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 21,852,006 ราย สะท้อนถึงการเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอยจริงในวงกว้างร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย เม็ดเงินหมุนเวียนสู่ชุมชนทั่วประเทศด้านผู้ประกอบการ ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการภายใต้โครงการแล้ว 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้านอกจากนี้ ยังมีร้านค้าอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติอีก 3,613 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) อีก 112,817 ร้านค้า สะท้อนถึงความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกัน มีร้านค้าที่มียอดการใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้ว 925,033 ร้านค้า ช่วยสร้างรายได้และเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจรายย่อยในระดับชุมชนทั่วประเทศกว่า 1.4 แสนรายใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมว่า ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วจำนวน 142,610 ราย แสดงให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมรัฐบาลเชื่อว่าการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้ารายย่อ
อ่านต่อ >19

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สถานกาณณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดนป่าน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ซัดรถกระบะขนส่งสินค้า จนไปติดค้างอยู่บริเวณเกาะกลางลำห้วยแม่แงะ ชายแดนบ้านเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มชาวบ้านระดมกำลังลุยกระแสน้ำเข้าช่วยเหลือคนขับและเร่งลำเลียงสินค้าออกจากท้ายกระบะอย่างทุลักทุเล เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกสะสมหนุนให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเอ่อล้นเข้าตัดขาดเส้นทางคมนาคม ผู้ใหญ่บ้านแม่เจ หมู่ที่ 4 ตำบลเสาหิน ออกประกาศด่วนที่สุด แจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการและรถขนส่งสินค้าทุกชนิด ให้งดใช้เส้นทางคมนาคมมุ่งหน้าสู่ชายแดนบ้านเสาหินเป็นการชั่วคราว พร้อมเน้นย้ำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและชุมชนริมตลิ่ง เฝ้าระวังภัยจากน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนสไลด์อย่างใกล้ชิด ส่วนในพื้นที่ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย หลังเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากพัดพาเศษกิ่งไม้และท่อนไม้จำนวนมากมาอุดตันใต้ท้องสะพานเชื่อมเส้นทางระหว่าง บ้านกองมูเดอ และแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง 'กลอเซโล' จนคอสะพานจนทรุดตัวอย่างหนัก/ เมื่อวานนี้(6 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องจักรกลหนัก เร่งกู้คืนสะพาน เพื่อเปิดเส้นทางให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถสัญจรผ่านไปมาได้ชั่วคราวแล้ว พร้อมแจ้งเตือนให้ผู้ที่ต้องสัญจรผ่านเส้นทางบริเวณพื้นที่ป่าเขาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้ติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดในระยะนี้
อ่านต่อ >17

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือระหว่างตำรวจไทยและตำรวจญี่ปุ่นสามารถจับกุมชายชาวญี่ปุ่นวัย 39 ปี ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายสำคัญของญี่ปุ่นได้ในพื้นที่ย่านทองหล่อ กรุงเทพมหานคร หลังพบมีหมายจับจากศาลเมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ในคดีฉ้อโกงประชาชนสร้างความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านเยนการจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อติดตามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจากการสืบสวนของทางการญี่ปุ่น พบว่าผู้ต้องหารายดังกล่าวเป็นหัวหน้าขบวนการที่ควบคุมการดำเนินงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา และมีเครือข่ายเชื่อมโยงหลายประเทศในภูมิภาค โดยใช้วิธีหลอกลวงเหยื่อชาวญี่ปุ่นผ่านระบบโทรศัพท์และช่องทางออนไลน์ ต่อมา ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการสืบสวนติดตาม กระทั่งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสามารถระบุตำแหน่งและเข้าจับกุมตัวได้ในพื้นที่ย่านทองหล่อ หลังพบว่าผู้ต้องหาหลบหนีเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยพร้อมครอบครัวข้อมูลจากทางการญี่ปุ่นยังระบุว่า เครือข่ายดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ประเทศกัมพูชาเป็นฐานปฏิบัติการ และมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการนำพาและบังคับบุคคลให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเข้าข่ายความผิดด้านการค้ามนุษย์ข้ามชาติที่หลายประเทศกำลังร่วมกันปราบปราม พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศพันธมิตรมีบทบาทสำคัญในการสกัดกั้นไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านของขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการและหัวหน้าเครือข่ายสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำลายโครงสร้างอาชญากรรมข้ามชาติให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพผู้ต้องหาจะถูกดำเนินกระบวนการตามกฎหมายและเตรียมส่งตัวกลับประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป
อ่านต่อ >18

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
กระทรวงการคลังยืนยันเดินหน้าคัดกรองผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมชี้แจงว่าไม่มีนโยบายตรวจสอบภาษีย้อนหลังตามที่สังคมกังวล ขณะเดียวกันรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ โดยอาจนำโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” มาใช้รองรับในอนาคตนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังไม่ได้มีแนวคิดหรือคำสั่งให้ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง กรณีผู้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา โดยยืนยันว่าหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่มีความชัดเจนอยู่แล้ว และจะดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดต่อไปสำหรับการคัดกรองรอบใหม่นี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนที่มีความจำเป็นมากที่สุด โดยยึดหลักว่าผู้ได้รับสิทธิควรเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ขาดผู้ดูแลอย่างแท้จริง ขณะที่ประชาชนกลุ่มอื่นซึ่งยังมีความจำเป็นแต่ไม่อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว รัฐบาลจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือในรูปแบบอื่นเพิ่มเติมในส่วนข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบิดามารดา กระทรวงการคลังได้ขอให้กรมสรรพากรรวบรวมข้อมูลผู้ใช้สิทธิลดหย่อนจากผู้ยื่นแบบภาษีทั้งหมดประมาณ 11 ล้านราย เพื่อนำมาตรวจสอบความสอดคล้องกับฐานข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น ไม่ใช่การตรวจสอบภาษีย้อนหลังแต่อย่างใด โดยคาดว่าผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ดังกล่าวมีจำนวนไม่มาก นายลวรณ ระบุว่า เกณฑ์ที่คาดว่าจะส่งผลต่อผู้ลงทะเบียนมากที่สุดคือเรื่องภาระหนี้สิน เนื่องจากมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับเครดิตบูโร ซึ่งผู้ที่มีหนี้ในระบบเกิน 100,000 บาท อาจถูกพิจารณาว่ามีศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบการเงินอยู่แล้วนอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังให้ความสำคัญกับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างถูกต้อง โดยหากมีการใช้สิทธิอุปการะบิดามารดา ผู้ใช้สิทธิควรมีการดูแลตามข้อเท็จจริง เพราะการยื่นภาษีเป็นการรับรองข้อมูลด้วยตนเอง หากข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริงอาจส่งผลต่อการใช้สิทธิในปีภาษีถัดไปปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า เมื่อมีการประกาศผลคัดกรอง ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะสามารถทราบเหตุผลได้ทันทีว่าไม่ผ่านในเงื่อนไขใด เพื่อเปิดโอกาสให้ยื่นอุทธรณ์ได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมสำหรับกรณีผู้สูงอายุหรือกลุ่มเปราะบางที่อาจตกหล่นจากระบบ กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานในพื้นที่จะร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงและนำเข้
อ่านต่อ >23

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วันนี้ (7 มิ.ย. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. พบว่า โครงการได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก โดยมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้ว 26,040,623 ราย และมียอดใช้จ่ายสะสมภายในโครงการรวม 14,099.82 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายดังกล่าวแบ่งเป็นเงินสนับสนุนจากภาครัฐจำนวน 8,205.35 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่ายอีก 5,894.47 ล้านบาท ขณะที่มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 21,852,006 ราย สะท้อนถึงการเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอยจริงในวงกว้างร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย เม็ดเงินหมุนเวียนสู่ชุมชนทั่วประเทศด้านผู้ประกอบการ ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการภายใต้โครงการแล้ว 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้านอกจากนี้ ยังมีร้านค้าอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติอีก 3,613 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) อีก 112,817 ร้านค้า สะท้อนถึงความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกัน มีร้านค้าที่มียอดการใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้ว 925,033 ร้านค้า ช่วยสร้างรายได้และเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจรายย่อยในระดับชุมชนทั่วประเทศกว่า 1.4 แสนรายใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมว่า ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วจำนวน 142,610 ราย แสดงให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมรัฐบาลเชื่อว่าการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้ารายย่อ
อ่านต่อ >19

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สถานกาณณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดนป่าน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ซัดรถกระบะขนส่งสินค้า จนไปติดค้างอยู่บริเวณเกาะกลางลำห้วยแม่แงะ ชายแดนบ้านเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มชาวบ้านระดมกำลังลุยกระแสน้ำเข้าช่วยเหลือคนขับและเร่งลำเลียงสินค้าออกจากท้ายกระบะอย่างทุลักทุเล เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกสะสมหนุนให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเอ่อล้นเข้าตัดขาดเส้นทางคมนาคม ผู้ใหญ่บ้านแม่เจ หมู่ที่ 4 ตำบลเสาหิน ออกประกาศด่วนที่สุด แจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการและรถขนส่งสินค้าทุกชนิด ให้งดใช้เส้นทางคมนาคมมุ่งหน้าสู่ชายแดนบ้านเสาหินเป็นการชั่วคราว พร้อมเน้นย้ำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและชุมชนริมตลิ่ง เฝ้าระวังภัยจากน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนสไลด์อย่างใกล้ชิด ส่วนในพื้นที่ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย หลังเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากพัดพาเศษกิ่งไม้และท่อนไม้จำนวนมากมาอุดตันใต้ท้องสะพานเชื่อมเส้นทางระหว่าง บ้านกองมูเดอ และแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง 'กลอเซโล' จนคอสะพานจนทรุดตัวอย่างหนัก/ เมื่อวานนี้(6 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องจักรกลหนัก เร่งกู้คืนสะพาน เพื่อเปิดเส้นทางให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถสัญจรผ่านไปมาได้ชั่วคราวแล้ว พร้อมแจ้งเตือนให้ผู้ที่ต้องสัญจรผ่านเส้นทางบริเวณพื้นที่ป่าเขาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้ติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดในระยะนี้
อ่านต่อ >17

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือระหว่างตำรวจไทยและตำรวจญี่ปุ่นสามารถจับกุมชายชาวญี่ปุ่นวัย 39 ปี ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายสำคัญของญี่ปุ่นได้ในพื้นที่ย่านทองหล่อ กรุงเทพมหานคร หลังพบมีหมายจับจากศาลเมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ในคดีฉ้อโกงประชาชนสร้างความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านเยนการจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อติดตามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจากการสืบสวนของทางการญี่ปุ่น พบว่าผู้ต้องหารายดังกล่าวเป็นหัวหน้าขบวนการที่ควบคุมการดำเนินงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา และมีเครือข่ายเชื่อมโยงหลายประเทศในภูมิภาค โดยใช้วิธีหลอกลวงเหยื่อชาวญี่ปุ่นผ่านระบบโทรศัพท์และช่องทางออนไลน์ ต่อมา ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการสืบสวนติดตาม กระทั่งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสามารถระบุตำแหน่งและเข้าจับกุมตัวได้ในพื้นที่ย่านทองหล่อ หลังพบว่าผู้ต้องหาหลบหนีเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยพร้อมครอบครัวข้อมูลจากทางการญี่ปุ่นยังระบุว่า เครือข่ายดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ประเทศกัมพูชาเป็นฐานปฏิบัติการ และมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการนำพาและบังคับบุคคลให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเข้าข่ายความผิดด้านการค้ามนุษย์ข้ามชาติที่หลายประเทศกำลังร่วมกันปราบปราม พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศพันธมิตรมีบทบาทสำคัญในการสกัดกั้นไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านของขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการและหัวหน้าเครือข่ายสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำลายโครงสร้างอาชญากรรมข้ามชาติให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพผู้ต้องหาจะถูกดำเนินกระบวนการตามกฎหมายและเตรียมส่งตัวกลับประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป
อ่านต่อ >18

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
กระทรวงการคลังยืนยันเดินหน้าคัดกรองผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมชี้แจงว่าไม่มีนโยบายตรวจสอบภาษีย้อนหลังตามที่สังคมกังวล ขณะเดียวกันรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ โดยอาจนำโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” มาใช้รองรับในอนาคตนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังไม่ได้มีแนวคิดหรือคำสั่งให้ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง กรณีผู้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา โดยยืนยันว่าหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่มีความชัดเจนอยู่แล้ว และจะดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดต่อไปสำหรับการคัดกรองรอบใหม่นี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนที่มีความจำเป็นมากที่สุด โดยยึดหลักว่าผู้ได้รับสิทธิควรเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ขาดผู้ดูแลอย่างแท้จริง ขณะที่ประชาชนกลุ่มอื่นซึ่งยังมีความจำเป็นแต่ไม่อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว รัฐบาลจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือในรูปแบบอื่นเพิ่มเติมในส่วนข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบิดามารดา กระทรวงการคลังได้ขอให้กรมสรรพากรรวบรวมข้อมูลผู้ใช้สิทธิลดหย่อนจากผู้ยื่นแบบภาษีทั้งหมดประมาณ 11 ล้านราย เพื่อนำมาตรวจสอบความสอดคล้องกับฐานข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่านั้น ไม่ใช่การตรวจสอบภาษีย้อนหลังแต่อย่างใด โดยคาดว่าผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ดังกล่าวมีจำนวนไม่มาก นายลวรณ ระบุว่า เกณฑ์ที่คาดว่าจะส่งผลต่อผู้ลงทะเบียนมากที่สุดคือเรื่องภาระหนี้สิน เนื่องจากมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับเครดิตบูโร ซึ่งผู้ที่มีหนี้ในระบบเกิน 100,000 บาท อาจถูกพิจารณาว่ามีศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบการเงินอยู่แล้วนอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังให้ความสำคัญกับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างถูกต้อง โดยหากมีการใช้สิทธิอุปการะบิดามารดา ผู้ใช้สิทธิควรมีการดูแลตามข้อเท็จจริง เพราะการยื่นภาษีเป็นการรับรองข้อมูลด้วยตนเอง หากข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริงอาจส่งผลต่อการใช้สิทธิในปีภาษีถัดไปปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า เมื่อมีการประกาศผลคัดกรอง ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะสามารถทราบเหตุผลได้ทันทีว่าไม่ผ่านในเงื่อนไขใด เพื่อเปิดโอกาสให้ยื่นอุทธรณ์ได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมสำหรับกรณีผู้สูงอายุหรือกลุ่มเปราะบางที่อาจตกหล่นจากระบบ กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานในพื้นที่จะร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงและนำเข้
อ่านต่อ >23