
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
คนรุ่นก่อนๆ มักมีความคิดว่า คนรุ่นใหม่ Gen Z จะใช้ชีวิตวัยหนุ่มสาวให้สุดเหวี่ยง ทั้งปาร์ตี้หนักหน่วง มีความสัมพันธ์แบบชั่วครั้งชั่วคราว และทำตัวเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักคำว่าเหนื่อย เพราะด้วยวัยและสุขภาพที่ดีกว่า แต่ทว่า ผลสำรวจล่าสุดกลับชี้ให้มุมที่ต่างออกไปออกสิ้นเชิง เพราะคน Gen Z จำนวนมากบอกว่า พวกเขาเลือกนอนหลับให้เต็มอิ่ม จากการสำรวจผู้ใหญ่ Gen Z จำนวน 2,000 คนโดย EduBirdie พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า:67% เลือกการนอนหลับที่มีคุณภาพ มากกว่าการมีเซ็กซ์64% ให้ความสำคัญกับความมั่นคงในหน้าที่การงาน59% เลือกความสำเร็จส่วนตัว50% ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ46% เลือกการใช้เวลาอยู่กับตัวเองเรียกได้ว่าถ้วยรางวัลแห่งความเร่าร้อนคงต้องวางพักไว้บนหิ้งก่อนในตอนนี้ นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุว่า Gen Z มีความรอบคอบในเรื่องความสัมพันธ์ลึกซึ้ง โดยส่วนใหญ่จะมีการตกลงขอบเขตกันก่อนมีเซ็กซ์ และมีความมั่นใจที่จะปฏิเสธหากไม่ต้องการ Gen Z กับการเลือกสิ่งที่ "ใช้งานได้จริง" มากกว่าJulia Alexeenko นักวิเคราะห์ด้านสื่อและวัฒนธรรมสมัยนิยมจาก EduBirdie มองว่า คนรุ่นนี้เติบโตมาในช่วงที่มีกระแสต่อต้านเสรีภาพทางเพศ (conservative backlash) หลังจากผ่านยุคปลดปล่อยมานาน อีกทั้งยังใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตอยู่บนแอปพลิเคชันมากกว่าการออกไปเข้าสังคมในพื้นที่จริงยิ่งไปกว่านั้น ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ "การนอน" ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่การันตีผลตอบแทนได้แน่นอนที่สุด เพราะการออกเดทนั้นมีต้นทุน ทั้งตัวเงิน เวลา และพลังงานทางอารมณ์ ในขณะที่การนอนนั้นมีต้นทุนเพียงแค่... การไม่ได้ตอบข้อความบางแชท? หากคุณเคยอยู่ในจุดที่พลังงานหมดก๊อก คำถามที่ว่า "จะเอาเซ็กซ์หรือจะเอาเวลานอน 8 ชั่วโมง" จะกลายเป็นคำถามที่ตอบได้ง่ายทันที เพราะเมื่อสมองล้าและร่างกายต้องการการซ่อมแซม การนอนจึงเป็นผู้ชนะเสมอ โซเชียลมีเดียและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแม้หลายคนจะชอบโยนความผิดทุกอย่างให้ Gen Z แต่เรื่องนี้มีงานวิจัยรองรับมาหลายปีแล้ว ข้อมูลย้อนหลังพบว่าผู้ชายวัยรุ่นมีกิจกรรมทางเพศลดลงอย่างต่อเนื่อง และความถี่ในการมีเซ็กซ์ของคนวัยหนุ่มสาวโดยรวมก็ลดลงเช่นกันโซเชียลมีเดียเองก็ต้องยอมรับส่วนแบ่งความผิดนี้ไปเต็มๆ โดย Debra Soh นักวิจัยด้านเพศสัมพันธ์ระบุไว้ในหนังสือ Sextinction ของเธอว่า ชีวิตในโลกดิจิทัลยุคใหม่บิดเบือนความคาดหวัง และการไถหน้าจอเพื่อเปรียบเทียบหรือจินตน
อ่านต่อ >13

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง จนกระท่ังผ่านเลือกตั้งมาได้กว่า 2 สัปดาห์ หนึ่งหน่วยงานที่โดนตั้งข้อสงสัยถึงทั้งการทำงาน ความโปร่งใส และความชอบธรรมมาโดยตลอด ก็คือ กกต. ไม่ว่าจะจากกรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด, การเปิดเผยคะแนนที่ตะกุกตะกัก การใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้งที่มหาศาล แต่เจอช่องโหว่มากมาย แต่ล่าสุดกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงในองค์กรอิสระนี้ เมื่อ สว.ชุดล่าสุด กำลังจะเลือก กรรมการการเลือกตั้งใหม่ 2 คน แทนคนเก่า ถึงอย่างนั้น การเลือกครั้งนี้ก็ถูกกังขา เพราะการเลือกแคนดิเดตนี้จะถูกเลือกโดย สว.สีน้ำเงิน และตัวแคนดิเดตเองก็มีประวัติการทำงานที่เกี่ยวข้องกับพรรคสีน้ำเงินมาก่อน ทั้งตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งนี้เอง ยังจะเข้ามามีอำนาจตัดสินคดีฮั้ว สว. สีน้ำเงินด้วย จนถูกมองว่า เป็นการวางตัว เลือกกันเอง จัดสรรตำแหน่งกันเองทั้งหมด แล้วแคนดิเดต 2 คนนี้ คือใคร มีประวัติอย่างไร ? ตำแหน่งนี้ในกกต. สำคัญแค่ไหน ? การคัดเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2 ตำแหน่ง แทนตำแหน่งของเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏช ที่ครบวาระจะเกิดขึ้นในการประชุม สว.ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ โดยปกติแล้ว ตำแหน่งคือบอร์ด กกต. ที่มีทั้งหมด 7 คน มีอำนาจในการตัดสินใจ ควบคุม จัดการบริหารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติทั้งหมด ไปถึงการสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งใหม่ เพิกถอนสิทธิผู้สมัคร และออกระเบียบคำสั่ง เกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วยสำหรับผู้ได้รับเสนอชื่อ 2 คนของตำแหน่งนี้นั้น ได้แก่ จิรุตม์ วิศาลจิตร และมณฑล สุดประเสริฐซึ่งจากประวัติย่อในเอกสารการประชุมของ สว.นั้นระบุว่า นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อายุ 60 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทสาขารัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration) จาก National University of San Diego ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยดำรงตำแหน่งมากมายด้านคมนาคม ไม่ว่าจะเป็น ผู้ตรวจการกระทรวงคมนาคม, กรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย หรืออธิบดีกรมเจ้าท่า และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย และกรรมการ ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ด้วย หนึ่งในตำแหน่งที่ถูกเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยของจิรุตม์ คือการรับตำแหน่งอธิบดีกรมการขนส่งทางบกในปี 2562-2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแแหน่ง รมว.คมนาคม ทั้งสื่อหลายเจ้ายังรายงานตรงกันว่
อ่านต่อ >18

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
แหล่งข้อมูลอย่าง World Atlas ได้วิเคราะห์ตัวชี้วัดสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ภูมิศาสตร์ และสังคมเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนมีส่วนทำให้บางประเทศตกอยู่ในความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม นักวิชาการชี้ว่า ประเทศส่วนใหญ่อาจไม่หายไปทั้งหมด แต่จะสูญเสียพื้นที่จำนวนมากจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับประเทศแรก คือมัลดีฟส์ (Maldives)มัลดีฟส์กำลังเผชิญกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.3 มิลลิเมตร ประเทศหมู่เกาะราบต่ำกลางมหาสมุทรอินเดียแห่งนี้มีความท้าทายทางภูมิศาสตร์อย่างรุนแรง เนื่องจากกว่า 80% ของพื้นที่ประเทศอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่ถึง 1 เมตร เศรษฐกิจของประเทศยังพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งน่ากังวลยิ่งขึ้นเมื่อชุมชนส่วนใหญ่อยู่ห่างจากชายฝั่งเพียงราว 100 เมตร ปัจจุบันรัฐบาลกำลังสร้างเกาะเทียมและวางแผนย้ายประชาชนไปยังพื้นที่สูงกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญหายจากแผนที่โลก เวียดนาม (Vietnam)เวียดนามกำลังเผชิญความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นประเทศที่มีแม่น้ำและแหล่งน้ำจำนวนมาก หากระดับน้ำทะเลยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดน้ำทะเลรุกล้ำแม่น้ำและทำให้พื้นที่นาข้าวเกิดความเค็ม ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตข้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรหลักของประเทศ และเป็นฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังเตือนว่าอุณหภูมิในเวียดนามอาจเพิ่มขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียส ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซามัว (Samoa)ซามัวเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างรุนแรง หมู่เกาะทั้งเจ็ดกำลังเผชิญระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4 มิลลิเมตร ขณะเดียวกัน อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นกำลังทำลายแนวปะการัง ซึ่งเป็นแนวป้องกันตามธรรมชาติจากคลื่นทะเล ส่งผลให้ซามัวมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่อาจหายไปจากแผนที่โลก ฟิจิ (Fiji)ฟิจิเป็นอีกหนึ่งประเทศหมู่เกาะที่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประเทศนี้มีภูมิประเทศต่ำเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีความเปราะบางอย่างยิ่ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หมู่บ้านหลายแห่ง เช่น วูนิโดโกโลอา (Vunidogoloa) ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานแล้ว รายงานของธนาคารโลกระบุว่า บางหมู่บ้านสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งไปแล้วถึง 15–20 เมตร เนื
อ่านต่อ >32

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 ต่อปีเศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.25 เป็น ร้อยละ 1.00 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 อย่า
อ่านต่อ >28

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
คนรุ่นก่อนๆ มักมีความคิดว่า คนรุ่นใหม่ Gen Z จะใช้ชีวิตวัยหนุ่มสาวให้สุดเหวี่ยง ทั้งปาร์ตี้หนักหน่วง มีความสัมพันธ์แบบชั่วครั้งชั่วคราว และทำตัวเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักคำว่าเหนื่อย เพราะด้วยวัยและสุขภาพที่ดีกว่า แต่ทว่า ผลสำรวจล่าสุดกลับชี้ให้มุมที่ต่างออกไปออกสิ้นเชิง เพราะคน Gen Z จำนวนมากบอกว่า พวกเขาเลือกนอนหลับให้เต็มอิ่ม จากการสำรวจผู้ใหญ่ Gen Z จำนวน 2,000 คนโดย EduBirdie พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า:67% เลือกการนอนหลับที่มีคุณภาพ มากกว่าการมีเซ็กซ์64% ให้ความสำคัญกับความมั่นคงในหน้าที่การงาน59% เลือกความสำเร็จส่วนตัว50% ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ46% เลือกการใช้เวลาอยู่กับตัวเองเรียกได้ว่าถ้วยรางวัลแห่งความเร่าร้อนคงต้องวางพักไว้บนหิ้งก่อนในตอนนี้ นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุว่า Gen Z มีความรอบคอบในเรื่องความสัมพันธ์ลึกซึ้ง โดยส่วนใหญ่จะมีการตกลงขอบเขตกันก่อนมีเซ็กซ์ และมีความมั่นใจที่จะปฏิเสธหากไม่ต้องการ Gen Z กับการเลือกสิ่งที่ "ใช้งานได้จริง" มากกว่าJulia Alexeenko นักวิเคราะห์ด้านสื่อและวัฒนธรรมสมัยนิยมจาก EduBirdie มองว่า คนรุ่นนี้เติบโตมาในช่วงที่มีกระแสต่อต้านเสรีภาพทางเพศ (conservative backlash) หลังจากผ่านยุคปลดปล่อยมานาน อีกทั้งยังใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตอยู่บนแอปพลิเคชันมากกว่าการออกไปเข้าสังคมในพื้นที่จริงยิ่งไปกว่านั้น ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ "การนอน" ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่การันตีผลตอบแทนได้แน่นอนที่สุด เพราะการออกเดทนั้นมีต้นทุน ทั้งตัวเงิน เวลา และพลังงานทางอารมณ์ ในขณะที่การนอนนั้นมีต้นทุนเพียงแค่... การไม่ได้ตอบข้อความบางแชท? หากคุณเคยอยู่ในจุดที่พลังงานหมดก๊อก คำถามที่ว่า "จะเอาเซ็กซ์หรือจะเอาเวลานอน 8 ชั่วโมง" จะกลายเป็นคำถามที่ตอบได้ง่ายทันที เพราะเมื่อสมองล้าและร่างกายต้องการการซ่อมแซม การนอนจึงเป็นผู้ชนะเสมอ โซเชียลมีเดียและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแม้หลายคนจะชอบโยนความผิดทุกอย่างให้ Gen Z แต่เรื่องนี้มีงานวิจัยรองรับมาหลายปีแล้ว ข้อมูลย้อนหลังพบว่าผู้ชายวัยรุ่นมีกิจกรรมทางเพศลดลงอย่างต่อเนื่อง และความถี่ในการมีเซ็กซ์ของคนวัยหนุ่มสาวโดยรวมก็ลดลงเช่นกันโซเชียลมีเดียเองก็ต้องยอมรับส่วนแบ่งความผิดนี้ไปเต็มๆ โดย Debra Soh นักวิจัยด้านเพศสัมพันธ์ระบุไว้ในหนังสือ Sextinction ของเธอว่า ชีวิตในโลกดิจิทัลยุคใหม่บิดเบือนความคาดหวัง และการไถหน้าจอเพื่อเปรียบเทียบหรือจินตน
อ่านต่อ >13

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง จนกระท่ังผ่านเลือกตั้งมาได้กว่า 2 สัปดาห์ หนึ่งหน่วยงานที่โดนตั้งข้อสงสัยถึงทั้งการทำงาน ความโปร่งใส และความชอบธรรมมาโดยตลอด ก็คือ กกต. ไม่ว่าจะจากกรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด, การเปิดเผยคะแนนที่ตะกุกตะกัก การใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้งที่มหาศาล แต่เจอช่องโหว่มากมาย แต่ล่าสุดกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงในองค์กรอิสระนี้ เมื่อ สว.ชุดล่าสุด กำลังจะเลือก กรรมการการเลือกตั้งใหม่ 2 คน แทนคนเก่า ถึงอย่างนั้น การเลือกครั้งนี้ก็ถูกกังขา เพราะการเลือกแคนดิเดตนี้จะถูกเลือกโดย สว.สีน้ำเงิน และตัวแคนดิเดตเองก็มีประวัติการทำงานที่เกี่ยวข้องกับพรรคสีน้ำเงินมาก่อน ทั้งตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งนี้เอง ยังจะเข้ามามีอำนาจตัดสินคดีฮั้ว สว. สีน้ำเงินด้วย จนถูกมองว่า เป็นการวางตัว เลือกกันเอง จัดสรรตำแหน่งกันเองทั้งหมด แล้วแคนดิเดต 2 คนนี้ คือใคร มีประวัติอย่างไร ? ตำแหน่งนี้ในกกต. สำคัญแค่ไหน ? การคัดเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2 ตำแหน่ง แทนตำแหน่งของเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏช ที่ครบวาระจะเกิดขึ้นในการประชุม สว.ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ โดยปกติแล้ว ตำแหน่งคือบอร์ด กกต. ที่มีทั้งหมด 7 คน มีอำนาจในการตัดสินใจ ควบคุม จัดการบริหารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติทั้งหมด ไปถึงการสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งใหม่ เพิกถอนสิทธิผู้สมัคร และออกระเบียบคำสั่ง เกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วยสำหรับผู้ได้รับเสนอชื่อ 2 คนของตำแหน่งนี้นั้น ได้แก่ จิรุตม์ วิศาลจิตร และมณฑล สุดประเสริฐซึ่งจากประวัติย่อในเอกสารการประชุมของ สว.นั้นระบุว่า นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อายุ 60 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทสาขารัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration) จาก National University of San Diego ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยดำรงตำแหน่งมากมายด้านคมนาคม ไม่ว่าจะเป็น ผู้ตรวจการกระทรวงคมนาคม, กรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย หรืออธิบดีกรมเจ้าท่า และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย และกรรมการ ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ด้วย หนึ่งในตำแหน่งที่ถูกเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยของจิรุตม์ คือการรับตำแหน่งอธิบดีกรมการขนส่งทางบกในปี 2562-2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแแหน่ง รมว.คมนาคม ทั้งสื่อหลายเจ้ายังรายงานตรงกันว่
อ่านต่อ >18

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
แหล่งข้อมูลอย่าง World Atlas ได้วิเคราะห์ตัวชี้วัดสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ภูมิศาสตร์ และสังคมเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนมีส่วนทำให้บางประเทศตกอยู่ในความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม นักวิชาการชี้ว่า ประเทศส่วนใหญ่อาจไม่หายไปทั้งหมด แต่จะสูญเสียพื้นที่จำนวนมากจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับประเทศแรก คือมัลดีฟส์ (Maldives)มัลดีฟส์กำลังเผชิญกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.3 มิลลิเมตร ประเทศหมู่เกาะราบต่ำกลางมหาสมุทรอินเดียแห่งนี้มีความท้าทายทางภูมิศาสตร์อย่างรุนแรง เนื่องจากกว่า 80% ของพื้นที่ประเทศอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่ถึง 1 เมตร เศรษฐกิจของประเทศยังพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งน่ากังวลยิ่งขึ้นเมื่อชุมชนส่วนใหญ่อยู่ห่างจากชายฝั่งเพียงราว 100 เมตร ปัจจุบันรัฐบาลกำลังสร้างเกาะเทียมและวางแผนย้ายประชาชนไปยังพื้นที่สูงกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญหายจากแผนที่โลก เวียดนาม (Vietnam)เวียดนามกำลังเผชิญความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นประเทศที่มีแม่น้ำและแหล่งน้ำจำนวนมาก หากระดับน้ำทะเลยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดน้ำทะเลรุกล้ำแม่น้ำและทำให้พื้นที่นาข้าวเกิดความเค็ม ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตข้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรหลักของประเทศ และเป็นฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังเตือนว่าอุณหภูมิในเวียดนามอาจเพิ่มขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียส ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซามัว (Samoa)ซามัวเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างรุนแรง หมู่เกาะทั้งเจ็ดกำลังเผชิญระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4 มิลลิเมตร ขณะเดียวกัน อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นกำลังทำลายแนวปะการัง ซึ่งเป็นแนวป้องกันตามธรรมชาติจากคลื่นทะเล ส่งผลให้ซามัวมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่อาจหายไปจากแผนที่โลก ฟิจิ (Fiji)ฟิจิเป็นอีกหนึ่งประเทศหมู่เกาะที่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประเทศนี้มีภูมิประเทศต่ำเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีความเปราะบางอย่างยิ่ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หมู่บ้านหลายแห่ง เช่น วูนิโดโกโลอา (Vunidogoloa) ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานแล้ว รายงานของธนาคารโลกระบุว่า บางหมู่บ้านสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งไปแล้วถึง 15–20 เมตร เนื
อ่านต่อ >32

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 ต่อปีเศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.25 เป็น ร้อยละ 1.00 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 อย่า
อ่านต่อ >28

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
คนรุ่นก่อนๆ มักมีความคิดว่า คนรุ่นใหม่ Gen Z จะใช้ชีวิตวัยหนุ่มสาวให้สุดเหวี่ยง ทั้งปาร์ตี้หนักหน่วง มีความสัมพันธ์แบบชั่วครั้งชั่วคราว และทำตัวเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักคำว่าเหนื่อย เพราะด้วยวัยและสุขภาพที่ดีกว่า แต่ทว่า ผลสำรวจล่าสุดกลับชี้ให้มุมที่ต่างออกไปออกสิ้นเชิง เพราะคน Gen Z จำนวนมากบอกว่า พวกเขาเลือกนอนหลับให้เต็มอิ่ม จากการสำรวจผู้ใหญ่ Gen Z จำนวน 2,000 คนโดย EduBirdie พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า:67% เลือกการนอนหลับที่มีคุณภาพ มากกว่าการมีเซ็กซ์64% ให้ความสำคัญกับความมั่นคงในหน้าที่การงาน59% เลือกความสำเร็จส่วนตัว50% ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ46% เลือกการใช้เวลาอยู่กับตัวเองเรียกได้ว่าถ้วยรางวัลแห่งความเร่าร้อนคงต้องวางพักไว้บนหิ้งก่อนในตอนนี้ นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุว่า Gen Z มีความรอบคอบในเรื่องความสัมพันธ์ลึกซึ้ง โดยส่วนใหญ่จะมีการตกลงขอบเขตกันก่อนมีเซ็กซ์ และมีความมั่นใจที่จะปฏิเสธหากไม่ต้องการ Gen Z กับการเลือกสิ่งที่ "ใช้งานได้จริง" มากกว่าJulia Alexeenko นักวิเคราะห์ด้านสื่อและวัฒนธรรมสมัยนิยมจาก EduBirdie มองว่า คนรุ่นนี้เติบโตมาในช่วงที่มีกระแสต่อต้านเสรีภาพทางเพศ (conservative backlash) หลังจากผ่านยุคปลดปล่อยมานาน อีกทั้งยังใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตอยู่บนแอปพลิเคชันมากกว่าการออกไปเข้าสังคมในพื้นที่จริงยิ่งไปกว่านั้น ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ "การนอน" ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่การันตีผลตอบแทนได้แน่นอนที่สุด เพราะการออกเดทนั้นมีต้นทุน ทั้งตัวเงิน เวลา และพลังงานทางอารมณ์ ในขณะที่การนอนนั้นมีต้นทุนเพียงแค่... การไม่ได้ตอบข้อความบางแชท? หากคุณเคยอยู่ในจุดที่พลังงานหมดก๊อก คำถามที่ว่า "จะเอาเซ็กซ์หรือจะเอาเวลานอน 8 ชั่วโมง" จะกลายเป็นคำถามที่ตอบได้ง่ายทันที เพราะเมื่อสมองล้าและร่างกายต้องการการซ่อมแซม การนอนจึงเป็นผู้ชนะเสมอ โซเชียลมีเดียและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแม้หลายคนจะชอบโยนความผิดทุกอย่างให้ Gen Z แต่เรื่องนี้มีงานวิจัยรองรับมาหลายปีแล้ว ข้อมูลย้อนหลังพบว่าผู้ชายวัยรุ่นมีกิจกรรมทางเพศลดลงอย่างต่อเนื่อง และความถี่ในการมีเซ็กซ์ของคนวัยหนุ่มสาวโดยรวมก็ลดลงเช่นกันโซเชียลมีเดียเองก็ต้องยอมรับส่วนแบ่งความผิดนี้ไปเต็มๆ โดย Debra Soh นักวิจัยด้านเพศสัมพันธ์ระบุไว้ในหนังสือ Sextinction ของเธอว่า ชีวิตในโลกดิจิทัลยุคใหม่บิดเบือนความคาดหวัง และการไถหน้าจอเพื่อเปรียบเทียบหรือจินตน
อ่านต่อ >13