
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“เอกนิติ” เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ปลดล็อกลงทุน ฝ่าพายุ 4 ลูก พาไทยเชื่อมต่อห่วงโซ่โลกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในวงเสวนา “Global Debate: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future” ระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) 2026 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทย โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนเรือลำเล็กที่ต้องแล่นฝ่าพายุ 4 ลูก ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ4 มรสุมเศรษฐกิจโลก เขย่าความสามารถแข่งขันไทยพายุลูกแรก คือ ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนมาก เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนพายุลูกที่สอง คือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วของโลก ซึ่งทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน ไม่พึ่งพาแหล่งผลิตหรือคู่ค้าเพียงไม่กี่ราย และเร่งปรับตัวให้เข้ากับทิศทางการค้าและการลงทุนที่เปลี่ยนไปพายุลูกที่สาม คือ ภาวะดอกเบี้ยสูงและข้อจำกัดด้านการคลัง โดยไทยต้องรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป สะท้อนความแตกต่างของสภาวะตลาดและการดำเนินนโยบายของแต่ละประเทศพายุลูกที่สี่ คือ กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและการแข่งขันของโลก ประเทศที่จะได้รับประโยชน์จึงไม่ใช่เพียงประเทศที่นำ AI มาใช้งาน แต่รวมถึงประเทศที่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดังกล่าวด้วย นายเอกนิติระบุว่า สิ่งสำคัญคือประเทศไทยต้องประเมินความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจให้พร้อมรับแรงกระแทก โดยรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่กัน พร้อมเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสขณะเดียวกัน ต้องช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันและกันชนทางเศรษฐกิจ เพื่อให้รับมือกับความผันผวนจากภายนอกได้ดีขึ้นเร่งจับม
อ่านต่อ >19

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
เปิดเวที IMF - World Bank ชูคอนเซ็ปต์ "ขอบฟ้าใหม่ของไทย"เมื่อเวลา 09.15 น.วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 2569 (Annual Meeting Plenary) โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าร่วมด้วยย้อนเมื่อ 35 ปีก่อน โลกเปลี่ยนจากส่งแฟกซ์สู่เอไอจากนั้น นายอนุทิน กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยของเราเป็นสถานที่พบปะของผู้คนวัฒนธรรม นับศตวรรษมาแล้วตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นนครหลวงเดิมของเราเป็นศูนย์กลางของการค้าและการทูตที่รุ่งเรือง เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก จากนั้นประเทศสยามได้เติบโตจากการเชื่อมโยงและยังมีจิตวิญญาณนั้นอยู่ในปี 1991 เราได้เป็นผู้จัดการประชุมในลักษณะนี้ในขณะที่โลกกำลังมุ่งไปสู่การประสานรวมในทางเศรษฐกิจมากขึ้นและ 35 ปีให้หลัง เราให้การต้อนรับประชาคมโลกอีกครั้งในศูนย์ประชุมแห่งนี้ซึ่งดั้งเดิมนั้นได้ก่อตั้งขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ แต่โลกที่เราเผชิญในปัจจุบันต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อนอย่างยิ่งสมัย เครื่องส่งแฟกซ์เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเร็ว แต่ปัจจบันเอไอ กำลังมาเปลี่ยนไปกิจกรรมและวิถีชีวิตของเรา โลกของเรามุ่งไปสู่การบูรณาการทางเศรษฐกิจและด้วยการแบ่งแยกทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ เป็นสิ่งที่มาเปลี่ยนแปลงทิศทางของการค้า การลงทุน และขณะที่การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งเคยเป็นข้อกังวลที่อุบัติใหม่ ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพพูมิอากาศเป็นความท้าทายสำคัญของเรา โลกของเราเปลี่ยนอย่างมากทีเดียวและการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องอาศัยพวกเราที่จะตอบสนองด้วยกันหัวข้อของเรา ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย (Thailand's New Horizons Empowering People, Building Resilience ) หมายถึงอนาคตทั้งของประเทศไทยและอนาคตของพวกเราทุกคน ความสามารถในการตั้งรับปรับตัวด้วยความเชื่อมโยงที่ไว้วางใจกัน เข้าถึงเทคโนโลยี การเงินและเรียนรู้ระหว่างกัน การประชุมประจำปี 1991 นั้นเป็นสิ่งที่มีผลสืบทอดมายาวนานและศูนย์ประชุมแห่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนถึงสิ่งนั้น ปลุกทุกประเทศร่วมรับมือการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาที่สำคัญนี้เราได้มีการหารือกันระดับนานาชาติ เพื่อร่วมกัน ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ความท้าทายของโลกปัจจุบันอาจจะต่างออกไป แต่ละที่ของยังคงเด
อ่านต่อ >20

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วันนี้ (16 ตุลาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป บังคับใช้ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนที่จะบรรทุกไปกับอากาศยาน พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยการบินให้สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากลที่ใช้ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งการเปิดตรวจกระเป๋าสัมภาระ จะดำเนินการเฉพาะกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย และอยู่ภายใต้ขั้นตอนการตรวจสอบที่รัดกุมและตรวจสอบย้อนหลังได้ นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การเปิดตรวจกระเป๋าโดยไม่แจ้งเจ้าของล่วงหน้า มิใช่การเปิดตรวจกระเป๋าของผู้โดยสารโดยทั่วไป แต่จะดำเนินการเฉพาะกรณีที่เครื่องเอกซเรย์ตรวจพบวัตถุต้องสงสัยหรือสิ่งของที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยการบินเท่านั้น โดยการเปิดตรวจจะดำเนินการในพื้นที่ที่กำหนด มีการบันทึกภาพและจัดเก็บหลักฐานทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเป็นผู้ดำเนินการ มีการตรวจพบสิ่งใด และจะต้องมีการแจ้งให้ผู้โดยสารทราบภายหลังว่ามีการเปิดตรวจสัมภาระตามขั้นตอนที่กำหนด ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินที่ใช้อยู่ในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงหลายประเทศในตะวันออกกลางและยุโรป ตลอดจนสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันการนำสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายต่อการบินขึ้นอากาศยาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเที่ยวบิน ลดความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นจากการต้องติดตามเจ้าของกระเป๋ามาเปิดสัมภาระก่อนออกเดินทาง ทั้งนี้ ขอแนะนำให้เลือกใช้อุปกรณ์ล็อกสัมภาระที่ได้มาตรฐานสากล เช่น TSA Lock ซึ่งสามารถเปิดได้ด้วยอุปกรณ์เฉพาะของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในกรณีจำเป็น โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระเป๋าสัมภาระ ทั้งนี้ ผู้โดยสารควรตรวจสอบรายการสิ่งของต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจเข้าข่ายต้องได้รับการตรวจค้นเป็นพิเศษก่อนการเดินทาง เนื่องจากมาตรการลักษณะเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้ในสนามบินหลายแห่งทั่วโลก และอาจมีการตรวจค้นเพิ่มเติมทั้งในประเทศต้นทาง ประเทศระหว่างทาง และประเทศปลายทาง หากพบสิ่งของที่ฝ่าฝืนกฎหมายของประเทศนั้นอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางได้ ทั้งนี้ หากผู้โดยสารพบปัญหาหรือได้รับความเสียหายอันเกิดจากการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่านสายการบินที่ใช้บริการ หรือ
อ่านต่อ >12

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
“ความกังวลและความคาดหวังของประชาชนต่อ การฟื้นฟูหลังน้ำท่วม”สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความกังวลและความคาดหวังของประชาชนต่อ การฟื้นฟูหลังน้ำท่วม” มุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่ มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 42 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 9-12 ต.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมี บทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้ 1. หลังเกิดน้ำท่วม เรื่องใดทำให้เครียด/กังวลมากที่สุด ? 38.8% ระบุ เครียด/กังวล เรื่องบ้านหรือทรัพย์สินเสียหาย สูงที่สุด ) 24.8% กลัวน้ำท่วมซ้ำ18.2% รายได้ลดหรือหนี้เพิ่ม6.2% สุขภาพและโรคหลังน้ำ ท่วม4.5% ความปลอดภัยของครอบครัว4.5% ไม่ได้รับผลกระทบ1.0% ไม่รู้สึกเครียดหรือกังวล1.0% งานหรือการเรียนสะดุด1.0% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น น้ำลดแต่ความกังวลอาจจะไม่ได้ลดตาม เพราะยังมีทั้งความเสียหายที่ต้องจัดการ ภาระทางการเงิน และความกลัวว่าจะเกิดเหตุซ้ำ การฟื้นตัวจึงมีทั้งเรื่องของที่อยู่อาศัย ปากท้อง และความมั่นใจว่าจะ สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง 2. คนมอง “หนี้สินและค่าซ่อมแซม” จะเป็นปัญหายืดเยื้อหลังน้ำลด รวมถึงรายได้และอาชีพที่ยังไม่ฟื้น 37.3% ระบุว่า หนี้สินและค่าซ่อมแซม เป็นปัญหาที่น่าจะกระทบผู้ประสบภัยนานที่สุด 18.3% ปัญหารายได้และอาชีพยังไม่ฟื้น10.6% พื้นที่เกษตรและผลผลิตเสียหาย10.4% ปัญหาความเครียดและกลัวน้ำท่วมซ้ำ7.5% ปัญหาที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย7.4% ปัญหาขยะ น้ำ เสีย และสิ่งแวดล้อม5.0% โรคและปัญหาสุขภาพ2.6% การเรียนของเด็กหยุดชะงัก0.9% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น สะท้อนว่า การกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอาจใช้เวลานานกว่าการระบายน้ำออกจากพื้นที่ความเสียหาย ฟื้นฟูได้ยากเมื่อค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเกิดขึ้นพร้อมกับรายได้ที่ยังไม่กลับมา จึงถูกมองเป็นปัญหายืดเยื้อ หลังน้ำลด 3. เกือบครึ่ง ต้องการให้ช่วยเหลือเงินเยียวยามากที่สุด ตามด้วยซ่อมบ้านและลดภาระหนี้ 40.5% เห็นว่า ภาครัฐควรจ่ายเงินเยียวยามากที่สุด 21.6% ควรช่วยซ่อมบ้านและทรัพย์สินจำเป็น12.1% พักหนี้หรือลดภาระค่าใช้จ่าย9.6% ชดเชยความเสียหายด้านเกษตร, 5.5% ให้ทุนฟื้นฟูอาชีพและธุรกิจ4.4% ดูแลความเครียดและ สุขภาพจิต3.2% ตรว
อ่านต่อ >22

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“เอกนิติ” เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ปลดล็อกลงทุน ฝ่าพายุ 4 ลูก พาไทยเชื่อมต่อห่วงโซ่โลกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในวงเสวนา “Global Debate: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future” ระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) 2026 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทย โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนเรือลำเล็กที่ต้องแล่นฝ่าพายุ 4 ลูก ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ4 มรสุมเศรษฐกิจโลก เขย่าความสามารถแข่งขันไทยพายุลูกแรก คือ ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนมาก เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนพายุลูกที่สอง คือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วของโลก ซึ่งทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน ไม่พึ่งพาแหล่งผลิตหรือคู่ค้าเพียงไม่กี่ราย และเร่งปรับตัวให้เข้ากับทิศทางการค้าและการลงทุนที่เปลี่ยนไปพายุลูกที่สาม คือ ภาวะดอกเบี้ยสูงและข้อจำกัดด้านการคลัง โดยไทยต้องรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป สะท้อนความแตกต่างของสภาวะตลาดและการดำเนินนโยบายของแต่ละประเทศพายุลูกที่สี่ คือ กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและการแข่งขันของโลก ประเทศที่จะได้รับประโยชน์จึงไม่ใช่เพียงประเทศที่นำ AI มาใช้งาน แต่รวมถึงประเทศที่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดังกล่าวด้วย นายเอกนิติระบุว่า สิ่งสำคัญคือประเทศไทยต้องประเมินความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจให้พร้อมรับแรงกระแทก โดยรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่กัน พร้อมเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสขณะเดียวกัน ต้องช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันและกันชนทางเศรษฐกิจ เพื่อให้รับมือกับความผันผวนจากภายนอกได้ดีขึ้นเร่งจับม
อ่านต่อ >19

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
เปิดเวที IMF - World Bank ชูคอนเซ็ปต์ "ขอบฟ้าใหม่ของไทย"เมื่อเวลา 09.15 น.วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 2569 (Annual Meeting Plenary) โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าร่วมด้วยย้อนเมื่อ 35 ปีก่อน โลกเปลี่ยนจากส่งแฟกซ์สู่เอไอจากนั้น นายอนุทิน กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยของเราเป็นสถานที่พบปะของผู้คนวัฒนธรรม นับศตวรรษมาแล้วตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นนครหลวงเดิมของเราเป็นศูนย์กลางของการค้าและการทูตที่รุ่งเรือง เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก จากนั้นประเทศสยามได้เติบโตจากการเชื่อมโยงและยังมีจิตวิญญาณนั้นอยู่ในปี 1991 เราได้เป็นผู้จัดการประชุมในลักษณะนี้ในขณะที่โลกกำลังมุ่งไปสู่การประสานรวมในทางเศรษฐกิจมากขึ้นและ 35 ปีให้หลัง เราให้การต้อนรับประชาคมโลกอีกครั้งในศูนย์ประชุมแห่งนี้ซึ่งดั้งเดิมนั้นได้ก่อตั้งขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ แต่โลกที่เราเผชิญในปัจจุบันต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อนอย่างยิ่งสมัย เครื่องส่งแฟกซ์เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเร็ว แต่ปัจจบันเอไอ กำลังมาเปลี่ยนไปกิจกรรมและวิถีชีวิตของเรา โลกของเรามุ่งไปสู่การบูรณาการทางเศรษฐกิจและด้วยการแบ่งแยกทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ เป็นสิ่งที่มาเปลี่ยนแปลงทิศทางของการค้า การลงทุน และขณะที่การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งเคยเป็นข้อกังวลที่อุบัติใหม่ ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพพูมิอากาศเป็นความท้าทายสำคัญของเรา โลกของเราเปลี่ยนอย่างมากทีเดียวและการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องอาศัยพวกเราที่จะตอบสนองด้วยกันหัวข้อของเรา ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย (Thailand's New Horizons Empowering People, Building Resilience ) หมายถึงอนาคตทั้งของประเทศไทยและอนาคตของพวกเราทุกคน ความสามารถในการตั้งรับปรับตัวด้วยความเชื่อมโยงที่ไว้วางใจกัน เข้าถึงเทคโนโลยี การเงินและเรียนรู้ระหว่างกัน การประชุมประจำปี 1991 นั้นเป็นสิ่งที่มีผลสืบทอดมายาวนานและศูนย์ประชุมแห่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนถึงสิ่งนั้น ปลุกทุกประเทศร่วมรับมือการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาที่สำคัญนี้เราได้มีการหารือกันระดับนานาชาติ เพื่อร่วมกัน ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ความท้าทายของโลกปัจจุบันอาจจะต่างออกไป แต่ละที่ของยังคงเด
อ่านต่อ >20

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
วันนี้ (16 ตุลาคม 2569) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป บังคับใช้ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนที่จะบรรทุกไปกับอากาศยาน พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยการบินให้สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากลที่ใช้ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งการเปิดตรวจกระเป๋าสัมภาระ จะดำเนินการเฉพาะกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย และอยู่ภายใต้ขั้นตอนการตรวจสอบที่รัดกุมและตรวจสอบย้อนหลังได้ นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การเปิดตรวจกระเป๋าโดยไม่แจ้งเจ้าของล่วงหน้า มิใช่การเปิดตรวจกระเป๋าของผู้โดยสารโดยทั่วไป แต่จะดำเนินการเฉพาะกรณีที่เครื่องเอกซเรย์ตรวจพบวัตถุต้องสงสัยหรือสิ่งของที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยการบินเท่านั้น โดยการเปิดตรวจจะดำเนินการในพื้นที่ที่กำหนด มีการบันทึกภาพและจัดเก็บหลักฐานทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเป็นผู้ดำเนินการ มีการตรวจพบสิ่งใด และจะต้องมีการแจ้งให้ผู้โดยสารทราบภายหลังว่ามีการเปิดตรวจสัมภาระตามขั้นตอนที่กำหนด ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินที่ใช้อยู่ในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงหลายประเทศในตะวันออกกลางและยุโรป ตลอดจนสหรัฐอเมริกา เพื่อป้องกันการนำสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายต่อการบินขึ้นอากาศยาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเที่ยวบิน ลดความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นจากการต้องติดตามเจ้าของกระเป๋ามาเปิดสัมภาระก่อนออกเดินทาง ทั้งนี้ ขอแนะนำให้เลือกใช้อุปกรณ์ล็อกสัมภาระที่ได้มาตรฐานสากล เช่น TSA Lock ซึ่งสามารถเปิดได้ด้วยอุปกรณ์เฉพาะของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในกรณีจำเป็น โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระเป๋าสัมภาระ ทั้งนี้ ผู้โดยสารควรตรวจสอบรายการสิ่งของต้องห้ามหรือสิ่งของที่อาจเข้าข่ายต้องได้รับการตรวจค้นเป็นพิเศษก่อนการเดินทาง เนื่องจากมาตรการลักษณะเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้ในสนามบินหลายแห่งทั่วโลก และอาจมีการตรวจค้นเพิ่มเติมทั้งในประเทศต้นทาง ประเทศระหว่างทาง และประเทศปลายทาง หากพบสิ่งของที่ฝ่าฝืนกฎหมายของประเทศนั้นอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางได้ ทั้งนี้ หากผู้โดยสารพบปัญหาหรือได้รับความเสียหายอันเกิดจากการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่านสายการบินที่ใช้บริการ หรือ
อ่านต่อ >12

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
“ความกังวลและความคาดหวังของประชาชนต่อ การฟื้นฟูหลังน้ำท่วม”สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความกังวลและความคาดหวังของประชาชนต่อ การฟื้นฟูหลังน้ำท่วม” มุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่ มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 42 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 9-12 ต.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมี บทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้ 1. หลังเกิดน้ำท่วม เรื่องใดทำให้เครียด/กังวลมากที่สุด ? 38.8% ระบุ เครียด/กังวล เรื่องบ้านหรือทรัพย์สินเสียหาย สูงที่สุด ) 24.8% กลัวน้ำท่วมซ้ำ18.2% รายได้ลดหรือหนี้เพิ่ม6.2% สุขภาพและโรคหลังน้ำ ท่วม4.5% ความปลอดภัยของครอบครัว4.5% ไม่ได้รับผลกระทบ1.0% ไม่รู้สึกเครียดหรือกังวล1.0% งานหรือการเรียนสะดุด1.0% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น น้ำลดแต่ความกังวลอาจจะไม่ได้ลดตาม เพราะยังมีทั้งความเสียหายที่ต้องจัดการ ภาระทางการเงิน และความกลัวว่าจะเกิดเหตุซ้ำ การฟื้นตัวจึงมีทั้งเรื่องของที่อยู่อาศัย ปากท้อง และความมั่นใจว่าจะ สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง 2. คนมอง “หนี้สินและค่าซ่อมแซม” จะเป็นปัญหายืดเยื้อหลังน้ำลด รวมถึงรายได้และอาชีพที่ยังไม่ฟื้น 37.3% ระบุว่า หนี้สินและค่าซ่อมแซม เป็นปัญหาที่น่าจะกระทบผู้ประสบภัยนานที่สุด 18.3% ปัญหารายได้และอาชีพยังไม่ฟื้น10.6% พื้นที่เกษตรและผลผลิตเสียหาย10.4% ปัญหาความเครียดและกลัวน้ำท่วมซ้ำ7.5% ปัญหาที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย7.4% ปัญหาขยะ น้ำ เสีย และสิ่งแวดล้อม5.0% โรคและปัญหาสุขภาพ2.6% การเรียนของเด็กหยุดชะงัก0.9% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น สะท้อนว่า การกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอาจใช้เวลานานกว่าการระบายน้ำออกจากพื้นที่ความเสียหาย ฟื้นฟูได้ยากเมื่อค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเกิดขึ้นพร้อมกับรายได้ที่ยังไม่กลับมา จึงถูกมองเป็นปัญหายืดเยื้อ หลังน้ำลด 3. เกือบครึ่ง ต้องการให้ช่วยเหลือเงินเยียวยามากที่สุด ตามด้วยซ่อมบ้านและลดภาระหนี้ 40.5% เห็นว่า ภาครัฐควรจ่ายเงินเยียวยามากที่สุด 21.6% ควรช่วยซ่อมบ้านและทรัพย์สินจำเป็น12.1% พักหนี้หรือลดภาระค่าใช้จ่าย9.6% ชดเชยความเสียหายด้านเกษตร, 5.5% ให้ทุนฟื้นฟูอาชีพและธุรกิจ4.4% ดูแลความเครียดและ สุขภาพจิต3.2% ตรว
อ่านต่อ >22

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
“เอกนิติ” เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ปลดล็อกลงทุน ฝ่าพายุ 4 ลูก พาไทยเชื่อมต่อห่วงโซ่โลกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในวงเสวนา “Global Debate: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future” ระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) 2026 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทย โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนเรือลำเล็กที่ต้องแล่นฝ่าพายุ 4 ลูก ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ4 มรสุมเศรษฐกิจโลก เขย่าความสามารถแข่งขันไทยพายุลูกแรก คือ ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนมาก เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนพายุลูกที่สอง คือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วของโลก ซึ่งทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน ไม่พึ่งพาแหล่งผลิตหรือคู่ค้าเพียงไม่กี่ราย และเร่งปรับตัวให้เข้ากับทิศทางการค้าและการลงทุนที่เปลี่ยนไปพายุลูกที่สาม คือ ภาวะดอกเบี้ยสูงและข้อจำกัดด้านการคลัง โดยไทยต้องรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป สะท้อนความแตกต่างของสภาวะตลาดและการดำเนินนโยบายของแต่ละประเทศพายุลูกที่สี่ คือ กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและการแข่งขันของโลก ประเทศที่จะได้รับประโยชน์จึงไม่ใช่เพียงประเทศที่นำ AI มาใช้งาน แต่รวมถึงประเทศที่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดังกล่าวด้วย นายเอกนิติระบุว่า สิ่งสำคัญคือประเทศไทยต้องประเมินความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจให้พร้อมรับแรงกระแทก โดยรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่กัน พร้อมเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสขณะเดียวกัน ต้องช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันและกันชนทางเศรษฐกิจ เพื่อให้รับมือกับความผันผวนจากภายนอกได้ดีขึ้นเร่งจับม
อ่านต่อ >19