
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ทำไมน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จึงเปลี่ยนเป็นสีเขียวเด่นชัด?GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ไขข้อสงสัย ทำไมน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จึงเกิดปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวเด่นชัดภาพถ่ายจากดาวเทียมเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างชัดเจน โดยกรณีของ ขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เมื่อเปรียบเทียบภาพจากดาวเทียม Sentinel-2C วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 กับ Landsat-8 วันที่ 1 ตุลาคม 2569 พบการเปลี่ยนแปลงของลักษณะผิวน้ำอย่างเห็นได้ชัดทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ภาพจาก GISTDA- ความแตกต่างของขนาดพื้นผิวน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก่อน (ซ้ายมือ) และหลังสถานการณ์ (ขวามือ) จากภาพแสดงถึงปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นอย่างมากจนถึงระดับใกล้เต็มความจุเขื่อน- ภาพถ่ายจากดาวเทียมเดือนตุลาคม 2569 ปรากฎสีน้ำในเขื่อนเป็นสีเขียว เนื่องจาก พื้นที่โดยรอบเขื่อนป่าสักฯ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหลัก เมื่อเกิดฝนตก น้ำฝนที่ไหลบ่าผ่านพื้นที่ดังกล่าว จะชะล้างและพัดพาเอาสารอาหารจากปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และอินทรียวัตถุต่างๆ ลงสู่เขื่อน โดยหากมีสารอาหารเหล่านี้ไหลลงสู่เขื่อนในปริมาณมาก ประกอบกับมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สาหร่ายและแพลงก์ตอนพืชจะสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว (Algae bloom) ทำให้เกิดเป็นปรากฎการณ์น้ำเขียวในเขื่อนฯ ดังที่เราเห็นในภาพ
อ่านต่อ >16

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
“แก้มลิงคู้บอน–บางชัน” พิจารณาตามหลักวิชาการนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงกรณีข้อวิจารณ์เกี่ยวกับโครงการบึงคู้บอนและบึงบางชัน โดยย้ำว่า โครงการดังกล่าวเป็นการศึกษาของกรุงเทพมหานครที่นำแนวคิด “แก้มลิง” มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ไม่ใช่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโดยตรง พร้อมยืนยันว่า การพิจารณาโครงการอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ ประสิทธิภาพการระบายน้ำ ความคุ้มค่าของงบประมาณ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 สำนักการระบายน้ำได้ศึกษาแนวทางจัดทำบึงรับน้ำ 6 แห่ง โดย 4 โครงการยุติไปก่อนหน้านี้ภายหลังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ส่วนบึงคู้บอนและบึงบางชันเป็น 2 โครงการที่มีการพิจารณาต่อเนื่อง แต่เมื่อมีการทบทวนรายละเอียด พบว่าการดำเนินโครงการมีวงเงินลงทุนสูง จึงจำเป็นต้องเปรียบเทียบกับแนวทางอื่นที่อาจเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำได้ในต้นทุนที่เหมาะสมกว่า จากการศึกษาของทีมที่ปรึกษาโครงการ แนวทางดำเนินโครงการแก้มลิงทั้งระบบมีมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่แนวทางปรับปรุงคลองและระบบระบายน้ำมีมูลค่าประมาณ 6,700 ล้านบาท กทม. จึงพิจารณาทางเลือกในการปรับปรุงคลองให้สามารถลำเลียงน้ำได้รวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพบึงหนองบอนและระบบอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ย้ำ แก้มลิงยกเลิก ขณะที่ตนยังไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.นายชัชชาติกล่าวถึงประเด็นความเชื่อมโยงกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ว่า ในอดีตเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทเคยยื่นคัดค้านโครงการบริเวณพื้นที่เพิ่มสินตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการเป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร และการยกเลิกโครงการเกิดขึ้นในสมัยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก่อนหน้านี้ ขณะที่ตนไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงขอยืนยันว่า การพิจารณาในปัจจุบันเป็นไปตามข้อมูลและหลักเกณฑ์ทางวิชาการ สำหรับหลักการบริหารจัดการน้ำ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า แก้มลิงที่มีประสิทธิภาพต้องมีทั้งพื้นที่รองรับน้ำ ระบบรับน้ำเข้า และระบบระบายน้ำออกที่เหมาะสม โดยบึงคู้บอนและบึงบางชันมีความจุรวมประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำจากฝนตกในพื้นที่กรุงเทพฯ มีปริมาณมากและกระจายตั
อ่านต่อ >16

#ข่าวประชาสัมพันธ์ #TNN ช่อง16
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออกชุดมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัยตามนโยบายกระทรวงการคลัง ครอบคลุมทั้งการ พักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้และให้ลูกหนี้มีเวลาตั้งหลัก พร้อมปรับเงื่อนไขสินเชื่อสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติให้ผ่อนปรนมากขึ้น ช่วยประชาชนที่ประสบภัยตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่จำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน ซ่อมบ้าน และฟื้นฟูอาชีพหรือกิจการ เพื่อกลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง มาตรการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ ให้ลูกหนี้สามารถนำเงินไปดูแลครอบครัวและจัดการค่าใช้จ่ายจำเป็น ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตลอดช่วงพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องนำกลับมาชำระภายหลัง ส่วนเงินต้น 3 งวดที่พักไว้จะนำไปรวมชำระในงวดสุดท้ายของสัญญา และเมื่อครบกำหนดพักหนี้ให้กลับมาชำระค่างวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ทั้งนี้ ธนาคารจะทยอยแจ้งสิทธิ์แก่ลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ผ่านข้อความ SMS หรือจดหมาย กรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิ์ หรือหากไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ สามารถแจ้งได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center โทร. 1115 เพื่อชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยการพักหนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และประเภทสินเชื่อที่ธนาคารกำหนด*สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนฉุกเฉินและซ่อมแซมทรัพย์สินในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 0.60% ต่อเดือน ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 24 เดือน สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อยสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุน หรือปรับปรุงซ่อมแซม เช่น สถานประกอบการ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 0.70% ต่อเดือน เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) 15% ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี สินเชื
อ่านต่อ >15

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ถ้าต้องใช้เวลา 38 วัน...กว่าจะระบายน้ำออกจาก 3 จังหวัดลุ่มน้ำบางปะกง ใน จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทราคำถามคือ คนที่กำลังจมน้ำ จะรอไหวหรือไม่?38 วัน คือระยะเวลาที่ สทนช. ประเมินว่าต้องใช้ในการระบายน้ำรวมมากกว่า 2,105 ล้านลูกบาศก์เมตร ออกจากพื้นที่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญฝนต้องไม่ตกเติมและน้ำทะเลต้องไม่หนุนแต่ในสถานการณ์จริงแทบไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาเติมน้ำในระบบที่สำคัญ ขนาดของพื้นที่น้ำท่วมครั้งนี้ ยังมากกว่าสถิติสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ในปี 2556 ถึงกว่า 60,000 ไร่นั่นหมายความว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงน้ำจำนวนมากแต่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ยังขยายกว้างกว่าสถิติเดิมอย่างชัดเจน แล้วทำไมการระบายน้ำจึงใช้เวลานานขนาดนี้?เพราะมวลน้ำจากหลายพื้นที่กำลังไหลมารวมกันในจุดที่ “ทางออกมีจำกัด”น้ำจากนครนายกและปราจีนบุรีกำลังไหลมารวมกันที่ อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ก่อนจะไหลเข้าสู่แม่น้ำบางปะกงและลงสู่อ่าวไทยดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์อดีตเลขาธิการ สทนช. และอดีตอธิบดีกรมชลประทานให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกข่าวร้อนว่าขณะนี้ อำเภอบ้านสร้างเปรียบเหมือนจุดรวมของมวลน้ำก้อนใหญ่ แต่เมื่อเข้าสู่แม่น้ำบางปะกงการระบายน้ำกลับทำได้ยากขึ้นเพราะแม่น้ำบางปะกงมีลักษณะ คดเคี้ยวพื้นที่ตอนปลายยังเป็น ดินอ่อนและการระบายน้ำยังต้องเผชิญกับระดับน้ำทะเล ทั้งหมดนี้คือข้อจำกัดทางกายภาพของการระบายน้ำในลุ่มน้ำบางปะกงเมื่อมวลน้ำมหาศาลไหลมาพร้อมกันข้อจำกัดเหล่านี้จึงกลายเป็น“คอขวด” ของระบบระบายน้ำที่เชื่อมโยงทั้งนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ดร.สมเกียรติ มองว่าสิ่งที่ทำได้ในเวลานี้ คือเร่งสูบน้ำเพิ่มเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเพิ่มกำลังการระบายให้มากที่สุดอีกทางหนึ่งคือ การ “เบี่ยงน้ำ”แต่คำถามต่อมาคือจะเบี่ยงไปไหน?เพราะพื้นที่ปลายทางเองส่วนใหญ่ก็มีน้ำอยู่แล้วเมื่อเอาน้ำจากพื้นที่หนึ่งไปใส่อีกพื้นที่หนึ่งปัญหาจึงไม่ใช่แค่จะระบายน้ำอย่างไรแต่กลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่าจะให้ใครรับน้ำ?นี่คือจุดที่วิกฤตน้ำไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิคอีกต่อไปแต่มันคือเรื่องของ การตัดสินใจเพราะเมื่อทุกพื้นที่ต่างก็ไม่พร้อมรับน้ำเพิ่มคนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องตอบให้ได้ว่าจะให้น้ำไปทางไหนเพื่อให้ความเสียหายโดยรวมน้อยที่สุด
อ่านต่อ >14

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ทำไมน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จึงเปลี่ยนเป็นสีเขียวเด่นชัด?GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ไขข้อสงสัย ทำไมน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จึงเกิดปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวเด่นชัดภาพถ่ายจากดาวเทียมเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างชัดเจน โดยกรณีของ ขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เมื่อเปรียบเทียบภาพจากดาวเทียม Sentinel-2C วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 กับ Landsat-8 วันที่ 1 ตุลาคม 2569 พบการเปลี่ยนแปลงของลักษณะผิวน้ำอย่างเห็นได้ชัดทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ภาพจาก GISTDA- ความแตกต่างของขนาดพื้นผิวน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก่อน (ซ้ายมือ) และหลังสถานการณ์ (ขวามือ) จากภาพแสดงถึงปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นอย่างมากจนถึงระดับใกล้เต็มความจุเขื่อน- ภาพถ่ายจากดาวเทียมเดือนตุลาคม 2569 ปรากฎสีน้ำในเขื่อนเป็นสีเขียว เนื่องจาก พื้นที่โดยรอบเขื่อนป่าสักฯ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหลัก เมื่อเกิดฝนตก น้ำฝนที่ไหลบ่าผ่านพื้นที่ดังกล่าว จะชะล้างและพัดพาเอาสารอาหารจากปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และอินทรียวัตถุต่างๆ ลงสู่เขื่อน โดยหากมีสารอาหารเหล่านี้ไหลลงสู่เขื่อนในปริมาณมาก ประกอบกับมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สาหร่ายและแพลงก์ตอนพืชจะสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว (Algae bloom) ทำให้เกิดเป็นปรากฎการณ์น้ำเขียวในเขื่อนฯ ดังที่เราเห็นในภาพ
อ่านต่อ >16

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
“แก้มลิงคู้บอน–บางชัน” พิจารณาตามหลักวิชาการนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงกรณีข้อวิจารณ์เกี่ยวกับโครงการบึงคู้บอนและบึงบางชัน โดยย้ำว่า โครงการดังกล่าวเป็นการศึกษาของกรุงเทพมหานครที่นำแนวคิด “แก้มลิง” มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ไม่ใช่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโดยตรง พร้อมยืนยันว่า การพิจารณาโครงการอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ ประสิทธิภาพการระบายน้ำ ความคุ้มค่าของงบประมาณ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 สำนักการระบายน้ำได้ศึกษาแนวทางจัดทำบึงรับน้ำ 6 แห่ง โดย 4 โครงการยุติไปก่อนหน้านี้ภายหลังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ส่วนบึงคู้บอนและบึงบางชันเป็น 2 โครงการที่มีการพิจารณาต่อเนื่อง แต่เมื่อมีการทบทวนรายละเอียด พบว่าการดำเนินโครงการมีวงเงินลงทุนสูง จึงจำเป็นต้องเปรียบเทียบกับแนวทางอื่นที่อาจเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำได้ในต้นทุนที่เหมาะสมกว่า จากการศึกษาของทีมที่ปรึกษาโครงการ แนวทางดำเนินโครงการแก้มลิงทั้งระบบมีมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่แนวทางปรับปรุงคลองและระบบระบายน้ำมีมูลค่าประมาณ 6,700 ล้านบาท กทม. จึงพิจารณาทางเลือกในการปรับปรุงคลองให้สามารถลำเลียงน้ำได้รวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพบึงหนองบอนและระบบอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ย้ำ แก้มลิงยกเลิก ขณะที่ตนยังไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.นายชัชชาติกล่าวถึงประเด็นความเชื่อมโยงกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ว่า ในอดีตเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทเคยยื่นคัดค้านโครงการบริเวณพื้นที่เพิ่มสินตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการเป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร และการยกเลิกโครงการเกิดขึ้นในสมัยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก่อนหน้านี้ ขณะที่ตนไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงขอยืนยันว่า การพิจารณาในปัจจุบันเป็นไปตามข้อมูลและหลักเกณฑ์ทางวิชาการ สำหรับหลักการบริหารจัดการน้ำ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า แก้มลิงที่มีประสิทธิภาพต้องมีทั้งพื้นที่รองรับน้ำ ระบบรับน้ำเข้า และระบบระบายน้ำออกที่เหมาะสม โดยบึงคู้บอนและบึงบางชันมีความจุรวมประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำจากฝนตกในพื้นที่กรุงเทพฯ มีปริมาณมากและกระจายตั
อ่านต่อ >16

#ข่าวประชาสัมพันธ์ #TNN ช่อง16
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออกชุดมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัยตามนโยบายกระทรวงการคลัง ครอบคลุมทั้งการ พักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระหนี้และให้ลูกหนี้มีเวลาตั้งหลัก พร้อมปรับเงื่อนไขสินเชื่อสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติให้ผ่อนปรนมากขึ้น ช่วยประชาชนที่ประสบภัยตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่จำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน ซ่อมบ้าน และฟื้นฟูอาชีพหรือกิจการ เพื่อกลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง มาตรการพักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ ให้ลูกหนี้สามารถนำเงินไปดูแลครอบครัวและจัดการค่าใช้จ่ายจำเป็น ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตลอดช่วงพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ลูกหนี้ไม่ต้องนำกลับมาชำระภายหลัง ส่วนเงินต้น 3 งวดที่พักไว้จะนำไปรวมชำระในงวดสุดท้ายของสัญญา และเมื่อครบกำหนดพักหนี้ให้กลับมาชำระค่างวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ทั้งนี้ ธนาคารจะทยอยแจ้งสิทธิ์แก่ลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ผ่านข้อความ SMS หรือจดหมาย กรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิ์ หรือหากไม่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ สามารถแจ้งได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center โทร. 1115 เพื่อชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยการพักหนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และประเภทสินเชื่อที่ธนาคารกำหนด*สินเชื่อฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนฉุกเฉินและซ่อมแซมทรัพย์สินในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 0.60% ต่อเดือน ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 24 เดือน สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อยสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุน หรือปรับปรุงซ่อมแซม เช่น สถานประกอบการ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 0.70% ต่อเดือน เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) 15% ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 7 ปี สินเชื
อ่านต่อ >15

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ถ้าต้องใช้เวลา 38 วัน...กว่าจะระบายน้ำออกจาก 3 จังหวัดลุ่มน้ำบางปะกง ใน จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทราคำถามคือ คนที่กำลังจมน้ำ จะรอไหวหรือไม่?38 วัน คือระยะเวลาที่ สทนช. ประเมินว่าต้องใช้ในการระบายน้ำรวมมากกว่า 2,105 ล้านลูกบาศก์เมตร ออกจากพื้นที่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญฝนต้องไม่ตกเติมและน้ำทะเลต้องไม่หนุนแต่ในสถานการณ์จริงแทบไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาเติมน้ำในระบบที่สำคัญ ขนาดของพื้นที่น้ำท่วมครั้งนี้ ยังมากกว่าสถิติสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ในปี 2556 ถึงกว่า 60,000 ไร่นั่นหมายความว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงน้ำจำนวนมากแต่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ยังขยายกว้างกว่าสถิติเดิมอย่างชัดเจน แล้วทำไมการระบายน้ำจึงใช้เวลานานขนาดนี้?เพราะมวลน้ำจากหลายพื้นที่กำลังไหลมารวมกันในจุดที่ “ทางออกมีจำกัด”น้ำจากนครนายกและปราจีนบุรีกำลังไหลมารวมกันที่ อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ก่อนจะไหลเข้าสู่แม่น้ำบางปะกงและลงสู่อ่าวไทยดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์อดีตเลขาธิการ สทนช. และอดีตอธิบดีกรมชลประทานให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกข่าวร้อนว่าขณะนี้ อำเภอบ้านสร้างเปรียบเหมือนจุดรวมของมวลน้ำก้อนใหญ่ แต่เมื่อเข้าสู่แม่น้ำบางปะกงการระบายน้ำกลับทำได้ยากขึ้นเพราะแม่น้ำบางปะกงมีลักษณะ คดเคี้ยวพื้นที่ตอนปลายยังเป็น ดินอ่อนและการระบายน้ำยังต้องเผชิญกับระดับน้ำทะเล ทั้งหมดนี้คือข้อจำกัดทางกายภาพของการระบายน้ำในลุ่มน้ำบางปะกงเมื่อมวลน้ำมหาศาลไหลมาพร้อมกันข้อจำกัดเหล่านี้จึงกลายเป็น“คอขวด” ของระบบระบายน้ำที่เชื่อมโยงทั้งนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ดร.สมเกียรติ มองว่าสิ่งที่ทำได้ในเวลานี้ คือเร่งสูบน้ำเพิ่มเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเพิ่มกำลังการระบายให้มากที่สุดอีกทางหนึ่งคือ การ “เบี่ยงน้ำ”แต่คำถามต่อมาคือจะเบี่ยงไปไหน?เพราะพื้นที่ปลายทางเองส่วนใหญ่ก็มีน้ำอยู่แล้วเมื่อเอาน้ำจากพื้นที่หนึ่งไปใส่อีกพื้นที่หนึ่งปัญหาจึงไม่ใช่แค่จะระบายน้ำอย่างไรแต่กลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่าจะให้ใครรับน้ำ?นี่คือจุดที่วิกฤตน้ำไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิคอีกต่อไปแต่มันคือเรื่องของ การตัดสินใจเพราะเมื่อทุกพื้นที่ต่างก็ไม่พร้อมรับน้ำเพิ่มคนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องตอบให้ได้ว่าจะให้น้ำไปทางไหนเพื่อให้ความเสียหายโดยรวมน้อยที่สุด
อ่านต่อ >14

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
ทำไมน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จึงเปลี่ยนเป็นสีเขียวเด่นชัด?GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ไขข้อสงสัย ทำไมน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จึงเกิดปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวเด่นชัดภาพถ่ายจากดาวเทียมเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างชัดเจน โดยกรณีของ ขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เมื่อเปรียบเทียบภาพจากดาวเทียม Sentinel-2C วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 กับ Landsat-8 วันที่ 1 ตุลาคม 2569 พบการเปลี่ยนแปลงของลักษณะผิวน้ำอย่างเห็นได้ชัดทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ภาพจาก GISTDA- ความแตกต่างของขนาดพื้นผิวน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก่อน (ซ้ายมือ) และหลังสถานการณ์ (ขวามือ) จากภาพแสดงถึงปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นอย่างมากจนถึงระดับใกล้เต็มความจุเขื่อน- ภาพถ่ายจากดาวเทียมเดือนตุลาคม 2569 ปรากฎสีน้ำในเขื่อนเป็นสีเขียว เนื่องจาก พื้นที่โดยรอบเขื่อนป่าสักฯ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหลัก เมื่อเกิดฝนตก น้ำฝนที่ไหลบ่าผ่านพื้นที่ดังกล่าว จะชะล้างและพัดพาเอาสารอาหารจากปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และอินทรียวัตถุต่างๆ ลงสู่เขื่อน โดยหากมีสารอาหารเหล่านี้ไหลลงสู่เขื่อนในปริมาณมาก ประกอบกับมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สาหร่ายและแพลงก์ตอนพืชจะสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว (Algae bloom) ทำให้เกิดเป็นปรากฎการณ์น้ำเขียวในเขื่อนฯ ดังที่เราเห็นในภาพ
อ่านต่อ >16