
#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
แจง “ยิงโจรขึ้นบ้าน” มีความผิด?พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีการนำคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเหตุผู้บุกรุกเข้าไปในบ้านพักและมีการใช้อาวุธปืนจนผู้บุกรุกเสียชีวิต ไปเผยแพร่และตีความทางสื่อสังคมออนไลน์ ขอชี้แจงว่า เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าผู้ยิงมีความผิดหรือไม่ อย่างไรตามประมวลกฎหมายอาญา การใช้อาวุธปืนยิงบุคคลอื่นโดยเจตนาและเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดยหลักย่อมเป็นการกระทำที่กฎหมายกำหนดเป็นความผิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ใน มาตรา 68 เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ระบุว่า ผู้ใดจำเป็นต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด ในทางกลับกัน หากภยันตรายนั้นสิ้นสุดลงแล้ว หรือไม่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึงอีกต่อไป แต่ยังมีการติดตามไปใช้กำลังหรือใช้อาวุธ ก็ต้องพิจารณาแตกต่างออกไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี รวมทั้งกรณีหากการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลก็จะพิจารณาตามข้อเท้จจริงของแต่ละคดีเช่นกันกระบวนการดำเนินคดีพล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกระบวนการดำเนินคดี เมื่อมีผู้เสียชีวิตจากการใช้อาวุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องตรวจสถานที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ สอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าขณะเกิดเหตุมีภยันตรายใกล้จะถึงหรือไม่ ผู้เสียชีวิตมีพฤติการณ์อย่างไร และการตอบโต้ของผู้ใช้อาวุธพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ โดยการที่ตำรวจต้องดำเนินการสอบสวน เป็นกระบวนการตามกฎหมายเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย การวินิจฉัยในแต่ละขั้นตอนเป็นหน้าที่ของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และหากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล ก็เป็นอำนาจของศาลที่จะวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดดังนั้น สาระสำคัญของคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่การบอกว่า ผู้บุกรุกเข้าบ้านแล้วเจ้าของบ้านไม่มีสิทธิป้องกันตัว แต่เป็นการย้ำหลั
อ่านต่อ >18

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
การจัดตั้งศาสนสถานในประเทศไทยมีหลักเกณฑ์แตกต่างกันตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับแต่ละศาสนา โดยในส่วนของ วัดในพระพุทธศาสนา วัดคาทอลิก และมัสยิด มีบทบัญญัติหรือระเบียบกำหนดแนวทางการดำเนินการไว้ ขณะที่ศาสนสถานของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ ตามข้อมูลต้นฉบับระบุว่ายังไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในลักษณะเดียวกันเปิด 4 เงื่อนไขหลัก การสร้างและตั้งวัดในพระพุทธศาสนาสำหรับการตั้งวัดในพระพุทธศาสนา มีหลักเกณฑ์สำคัญตาม กฎกระทรวง การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย และการยุบเลิกวัด การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และการยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา พ.ศ. 2559ข้อมูลที่นำมาเปรียบเทียบระบุเงื่อนไขสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่- ขนาดที่ดิน ต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 6 ไร่- ระยะห่างจากวัดอื่น ไม่น้อยกว่า 2 กิโลเมตร- จำนวนประชาชนในท้องถิ่นที่นับถือพระพุทธศาสนา ไม่น้อยกว่า 1,000 คน- จำนวนเงินสำหรับดำเนินการก่อสร้าง ไม่น้อยกว่า 200,000 บาทหลักเกณฑ์ดังกล่าวทำให้การพิจารณาตั้งวัดมีองค์ประกอบทั้งด้านพื้นที่ จำนวนประชากรในชุมชน ระยะห่างระหว่างศาสนสถาน และความพร้อมด้านการก่อสร้างประกอบกัน ตั้งวัดคาทอลิก มีหลักเกณฑ์ระยะห่างและจำนวนศาสนิกชนส่วนการจัดตั้งวัดคาทอลิก อ้างอิง ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยแนวทางพิจารณาในการจัดตั้งวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก พ.ศ. 2564 โดยข้อมูลต้นฉบับสรุปเงื่อนไขที่นำมาเปรียบเทียบไว้ 2 ด้าน คือ- ต้องอยู่ห่างจากวัดอื่นไม่น้อยกว่า 20 กิโลเมตร- ต้องมีศาสนิกชนในท้องถิ่นที่นับถือไม่น้อยกว่า 200 คนเมื่อเทียบกับหลักเกณฑ์ของวัดในพระพุทธศาสนา จะเห็นว่าตัวเลขที่กำหนดในแต่ละด้านแตกต่างกัน โดยเฉพาะระยะห่างและจำนวนศาสนิกชน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบที่ใช้กำกับการพิจารณาของแต่ละศาสนาการสร้างมัสยิด ไม่กำหนดตัวเลขขั้นต่ำตามข้อมูลที่นำมาเปรียบเทียบสำหรับมัสยิด แหล่งข้อมูลอ้างถึง กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540ข้อมูลที่นำมาเปรียบเทียบระบุว่า ไม่มีการกำหนดตัวเลขหรือจำนวนขั้นต่ำในลักษณะเดียวกับเกณฑ์ที่ยกมาของวัดในพระพุทธศาสนาและวัดคาทอลิก เช่น จำนวนศาสนิกชนขั้นต่ำหรือระยะห่างขั้นต่ำตามตัวเลขข้างต้นอย่างไรก็ตาม การไม่กำหนด “ตัวเลขขั้นต่ำ” ในประเด็นที่นำมาเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าการดำเนินกา
อ่านต่อ >23

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
แผ่นดินไหวขนาด 7.7 นอกชายฝั่งอินโดนีเซียเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซียเปิดเผยในวันนี้ (15 ส.ค.) ว่า พบผู้เสียชีวิต 2 รายจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งเกาะฟลอเรสของอินโดนีเซีย ขณะที่ทางการเตือนประชาชนให้ระวังแรงสั่นสะเทือนหลังแผ่นดินไหวสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) เรียกร้องให้ประชาชนเฝ้าระวังแรงสั่นสะเทือนตามมาหรืออาฟเตอร์ช็อก หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใกล้เมืองเอ็มบาย ในเขตนาเกเกโอ ขณะที่การเตือนภัยสึนามิที่ประกาศหลังเกิดแผ่นดินไหวได้ถูกยกเลิกในเวลาต่อมา สื่อท้องถิ่นรายงานว่า หลายพื้นที่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความตื่นตระหนกและรีบออกไปอยู่บนท้องถนนเพื่อหาที่ปลอดภัยทีมกู้ภัยยังคงประเมินความเสียหายและจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บในพื้นที่ได้รับผลกระทบทั่วเกาะฟลอเรส โดยคาดว่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเมื่อการปฏิบัติการฉุกเฉินดำเนินต่อไป
อ่านต่อ >41

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
นายกฯ ขับเครื่องบินส่วนตัว เข้าตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เดินทางไปยังกองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา โดยเป็นผู้ขับเครื่องบินส่วนตัว Socata TBM 930 ด้วยตนเอง พร้อมด้วยพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อตรวจเยี่ยมหน่วยบินทางยุทธวิธี โดยมีพลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีมาถึง ได้ขึ้นแท่นรับความเคารพจากกองทหารเกียรติยศ มีเครื่องบิน F-16 บินผ่านเพื่อแสดงการต้อนรับ ก่อนชมการสาธิตภารกิจทางอากาศ โดยเครื่องบิน F-16 จำนวน 4 เครื่อง จำลองการโจมตีทางอากาศทั้งอากาศสู่พื้น (Air-to-Ground) และอากาศสู่อากาศ (Air-to-Air) รวมถึงการค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescue) โดยเฮลิคอปเตอร์ H225Mโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมผู้บังคับบัญชา กำลังพล และเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศที่ทุ่มเทเสียสละ โดยเฉพาะการปฏิบัติภารกิจบินขับไล่เพื่อปกป้องอธิปไตยและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพอากาศให้ดำรงศักยภาพในระดับสูงสุด มอบนโยบายสำคัญ ดังนี้- พัฒนาขีดความสามารถทางอากาศ ผลักดันการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศ และอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ (โดรนโจมตี) เพื่อยกระดับศักยภาพการปฏิบัติการทางอากาศ ควบคู่กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมและบุคลากรไทย- ยกระดับกิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง พัฒนาระบบลาดตระเวนและเฝ้าระวังทางอวกาศ พร้อมผลักดันศูนย์ประสานงานการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม- บรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน บูรณาการกำลังพลและยุทโธปกรณ์ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์- เชื่อมโยงกำลังรบ เร่งพัฒนา Tactical Data Link สู่ National Link เชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทย สนับสนุนแนวคิด “One Team ทัพไทย” ให้ทั้ง 3 เหล่าทัพปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ- พัฒนาอุตสาหกร
อ่านต่อ >25

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
แจง “ยิงโจรขึ้นบ้าน” มีความผิด?พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีการนำคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเหตุผู้บุกรุกเข้าไปในบ้านพักและมีการใช้อาวุธปืนจนผู้บุกรุกเสียชีวิต ไปเผยแพร่และตีความทางสื่อสังคมออนไลน์ ขอชี้แจงว่า เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าผู้ยิงมีความผิดหรือไม่ อย่างไรตามประมวลกฎหมายอาญา การใช้อาวุธปืนยิงบุคคลอื่นโดยเจตนาและเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดยหลักย่อมเป็นการกระทำที่กฎหมายกำหนดเป็นความผิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ใน มาตรา 68 เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ระบุว่า ผู้ใดจำเป็นต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด ในทางกลับกัน หากภยันตรายนั้นสิ้นสุดลงแล้ว หรือไม่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึงอีกต่อไป แต่ยังมีการติดตามไปใช้กำลังหรือใช้อาวุธ ก็ต้องพิจารณาแตกต่างออกไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี รวมทั้งกรณีหากการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลก็จะพิจารณาตามข้อเท้จจริงของแต่ละคดีเช่นกันกระบวนการดำเนินคดีพล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกระบวนการดำเนินคดี เมื่อมีผู้เสียชีวิตจากการใช้อาวุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องตรวจสถานที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ สอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าขณะเกิดเหตุมีภยันตรายใกล้จะถึงหรือไม่ ผู้เสียชีวิตมีพฤติการณ์อย่างไร และการตอบโต้ของผู้ใช้อาวุธพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ โดยการที่ตำรวจต้องดำเนินการสอบสวน เป็นกระบวนการตามกฎหมายเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย การวินิจฉัยในแต่ละขั้นตอนเป็นหน้าที่ของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และหากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล ก็เป็นอำนาจของศาลที่จะวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดดังนั้น สาระสำคัญของคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่การบอกว่า ผู้บุกรุกเข้าบ้านแล้วเจ้าของบ้านไม่มีสิทธิป้องกันตัว แต่เป็นการย้ำหลั
อ่านต่อ >18

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
การจัดตั้งศาสนสถานในประเทศไทยมีหลักเกณฑ์แตกต่างกันตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับแต่ละศาสนา โดยในส่วนของ วัดในพระพุทธศาสนา วัดคาทอลิก และมัสยิด มีบทบัญญัติหรือระเบียบกำหนดแนวทางการดำเนินการไว้ ขณะที่ศาสนสถานของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ ตามข้อมูลต้นฉบับระบุว่ายังไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในลักษณะเดียวกันเปิด 4 เงื่อนไขหลัก การสร้างและตั้งวัดในพระพุทธศาสนาสำหรับการตั้งวัดในพระพุทธศาสนา มีหลักเกณฑ์สำคัญตาม กฎกระทรวง การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย และการยุบเลิกวัด การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และการยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา พ.ศ. 2559ข้อมูลที่นำมาเปรียบเทียบระบุเงื่อนไขสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่- ขนาดที่ดิน ต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 6 ไร่- ระยะห่างจากวัดอื่น ไม่น้อยกว่า 2 กิโลเมตร- จำนวนประชาชนในท้องถิ่นที่นับถือพระพุทธศาสนา ไม่น้อยกว่า 1,000 คน- จำนวนเงินสำหรับดำเนินการก่อสร้าง ไม่น้อยกว่า 200,000 บาทหลักเกณฑ์ดังกล่าวทำให้การพิจารณาตั้งวัดมีองค์ประกอบทั้งด้านพื้นที่ จำนวนประชากรในชุมชน ระยะห่างระหว่างศาสนสถาน และความพร้อมด้านการก่อสร้างประกอบกัน ตั้งวัดคาทอลิก มีหลักเกณฑ์ระยะห่างและจำนวนศาสนิกชนส่วนการจัดตั้งวัดคาทอลิก อ้างอิง ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยแนวทางพิจารณาในการจัดตั้งวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก พ.ศ. 2564 โดยข้อมูลต้นฉบับสรุปเงื่อนไขที่นำมาเปรียบเทียบไว้ 2 ด้าน คือ- ต้องอยู่ห่างจากวัดอื่นไม่น้อยกว่า 20 กิโลเมตร- ต้องมีศาสนิกชนในท้องถิ่นที่นับถือไม่น้อยกว่า 200 คนเมื่อเทียบกับหลักเกณฑ์ของวัดในพระพุทธศาสนา จะเห็นว่าตัวเลขที่กำหนดในแต่ละด้านแตกต่างกัน โดยเฉพาะระยะห่างและจำนวนศาสนิกชน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบที่ใช้กำกับการพิจารณาของแต่ละศาสนาการสร้างมัสยิด ไม่กำหนดตัวเลขขั้นต่ำตามข้อมูลที่นำมาเปรียบเทียบสำหรับมัสยิด แหล่งข้อมูลอ้างถึง กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540ข้อมูลที่นำมาเปรียบเทียบระบุว่า ไม่มีการกำหนดตัวเลขหรือจำนวนขั้นต่ำในลักษณะเดียวกับเกณฑ์ที่ยกมาของวัดในพระพุทธศาสนาและวัดคาทอลิก เช่น จำนวนศาสนิกชนขั้นต่ำหรือระยะห่างขั้นต่ำตามตัวเลขข้างต้นอย่างไรก็ตาม การไม่กำหนด “ตัวเลขขั้นต่ำ” ในประเด็นที่นำมาเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าการดำเนินกา
อ่านต่อ >23

#ข่าวต่างประเทศ #TNN ช่อง16
แผ่นดินไหวขนาด 7.7 นอกชายฝั่งอินโดนีเซียเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซียเปิดเผยในวันนี้ (15 ส.ค.) ว่า พบผู้เสียชีวิต 2 รายจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งเกาะฟลอเรสของอินโดนีเซีย ขณะที่ทางการเตือนประชาชนให้ระวังแรงสั่นสะเทือนหลังแผ่นดินไหวสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย (BMKG) เรียกร้องให้ประชาชนเฝ้าระวังแรงสั่นสะเทือนตามมาหรืออาฟเตอร์ช็อก หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใกล้เมืองเอ็มบาย ในเขตนาเกเกโอ ขณะที่การเตือนภัยสึนามิที่ประกาศหลังเกิดแผ่นดินไหวได้ถูกยกเลิกในเวลาต่อมา สื่อท้องถิ่นรายงานว่า หลายพื้นที่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความตื่นตระหนกและรีบออกไปอยู่บนท้องถนนเพื่อหาที่ปลอดภัยทีมกู้ภัยยังคงประเมินความเสียหายและจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บในพื้นที่ได้รับผลกระทบทั่วเกาะฟลอเรส โดยคาดว่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเมื่อการปฏิบัติการฉุกเฉินดำเนินต่อไป
อ่านต่อ >41

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
นายกฯ ขับเครื่องบินส่วนตัว เข้าตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เดินทางไปยังกองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา โดยเป็นผู้ขับเครื่องบินส่วนตัว Socata TBM 930 ด้วยตนเอง พร้อมด้วยพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อตรวจเยี่ยมหน่วยบินทางยุทธวิธี โดยมีพลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ให้การต้อนรับ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีมาถึง ได้ขึ้นแท่นรับความเคารพจากกองทหารเกียรติยศ มีเครื่องบิน F-16 บินผ่านเพื่อแสดงการต้อนรับ ก่อนชมการสาธิตภารกิจทางอากาศ โดยเครื่องบิน F-16 จำนวน 4 เครื่อง จำลองการโจมตีทางอากาศทั้งอากาศสู่พื้น (Air-to-Ground) และอากาศสู่อากาศ (Air-to-Air) รวมถึงการค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescue) โดยเฮลิคอปเตอร์ H225Mโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมผู้บังคับบัญชา กำลังพล และเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศที่ทุ่มเทเสียสละ โดยเฉพาะการปฏิบัติภารกิจบินขับไล่เพื่อปกป้องอธิปไตยและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพอากาศให้ดำรงศักยภาพในระดับสูงสุด มอบนโยบายสำคัญ ดังนี้- พัฒนาขีดความสามารถทางอากาศ ผลักดันการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศ และอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ (โดรนโจมตี) เพื่อยกระดับศักยภาพการปฏิบัติการทางอากาศ ควบคู่กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมและบุคลากรไทย- ยกระดับกิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง พัฒนาระบบลาดตระเวนและเฝ้าระวังทางอวกาศ พร้อมผลักดันศูนย์ประสานงานการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม- บรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน บูรณาการกำลังพลและยุทโธปกรณ์ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์- เชื่อมโยงกำลังรบ เร่งพัฒนา Tactical Data Link สู่ National Link เชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทย สนับสนุนแนวคิด “One Team ทัพไทย” ให้ทั้ง 3 เหล่าทัพปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ- พัฒนาอุตสาหกร
อ่านต่อ >25

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
แจง “ยิงโจรขึ้นบ้าน” มีความผิด?พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีการนำคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเหตุผู้บุกรุกเข้าไปในบ้านพักและมีการใช้อาวุธปืนจนผู้บุกรุกเสียชีวิต ไปเผยแพร่และตีความทางสื่อสังคมออนไลน์ ขอชี้แจงว่า เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าผู้ยิงมีความผิดหรือไม่ อย่างไรตามประมวลกฎหมายอาญา การใช้อาวุธปืนยิงบุคคลอื่นโดยเจตนาและเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดยหลักย่อมเป็นการกระทำที่กฎหมายกำหนดเป็นความผิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ใน มาตรา 68 เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ระบุว่า ผู้ใดจำเป็นต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด ในทางกลับกัน หากภยันตรายนั้นสิ้นสุดลงแล้ว หรือไม่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึงอีกต่อไป แต่ยังมีการติดตามไปใช้กำลังหรือใช้อาวุธ ก็ต้องพิจารณาแตกต่างออกไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี รวมทั้งกรณีหากการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลก็จะพิจารณาตามข้อเท้จจริงของแต่ละคดีเช่นกันกระบวนการดำเนินคดีพล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกระบวนการดำเนินคดี เมื่อมีผู้เสียชีวิตจากการใช้อาวุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องตรวจสถานที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ สอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าขณะเกิดเหตุมีภยันตรายใกล้จะถึงหรือไม่ ผู้เสียชีวิตมีพฤติการณ์อย่างไร และการตอบโต้ของผู้ใช้อาวุธพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ โดยการที่ตำรวจต้องดำเนินการสอบสวน เป็นกระบวนการตามกฎหมายเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย การวินิจฉัยในแต่ละขั้นตอนเป็นหน้าที่ของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และหากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล ก็เป็นอำนาจของศาลที่จะวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดดังนั้น สาระสำคัญของคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่การบอกว่า ผู้บุกรุกเข้าบ้านแล้วเจ้าของบ้านไม่มีสิทธิป้องกันตัว แต่เป็นการย้ำหลั
อ่านต่อ >18