
#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เขื่อนเจ้าพระยา ลดระบายต่อเนื่องวันนี้ (12 ต.ค. 69) ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สามเสน นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ เข้าร่วมประชุม พร้อมถ่ายทอดผ่านระบบ VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1–17 เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและวางแผนบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า สถานการณ์น้ำหลายพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น หลังฝนตอนบนลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเวลา 16.00 น. วันนี้ (12 ตุลาคม 2569) เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ขณะเดียวกันยังเร่งระบายน้ำท่วมขังในลุ่มน้ำบางปะกงและคลองรังสิต พร้อมระดมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงเตรียมพร้อมรับฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ สถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ปริมาณฝนตอนบนเริ่มลดลง ล่าสุดวันนี้ (12 ตุลาคม 2569) เวลา 06.00 น. สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,824 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 3.45 เมตร กรมชลประทานได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 09.00 น. จาก 2,000 เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเวลา 16.00 น. โดยลดเฉลี่ยชั่วโมงละประมาณ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่องพร้อมปรับลดการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน บรรเทาผลกระทบต่อประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ ได้ปรับลดการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเขื่อนพระรามหก ที่ปรับลดการระบายเช่นเดียวกัน ส่งผลให้สถานการณ์น้ำตลิ่งด้านท้ายเขื่อนพระรามหก เริ่มคลี่คลายและคาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ภาพรวมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(12 ตุลาคม 2569) มีปริมาณน้ำรวม 63,635 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 83 ของความจ
อ่านต่อ >17

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม รัฐบาลเผยโอนแล้ว 75,000 ครัวเรือน ครอบคลุม 31 จังหวัด คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 650 ล้านบาทรัฐบาลไทยเดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ่ายเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท ประกันภัยพิบัติแห่งชาติคุ้มครองน้ำท่วมสูงสุด 1 แสนบาทต่อหลังคาเรือน พร้อมมาตรการพักหนี้ สินเชื่อฟื้นฟู ช่วยเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ช่วยตั้งหลักหลังน้ำลดนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ตั้งแต่การเยียวยาความเสียหาย การดูแลที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการฟื้นฟูอาชีพและธุรกิจหลังสถานการณ์น้ำลด เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วสำหรับผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และระเบียบเงินทดรองราชการ โดยผู้ที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงความช่วยเหลือกรณีบ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับธนาคารออมสิน เร่งโอนเงินเยียวยาให้ผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง แม้ในวันหยุด โดยข้อมูล ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 มีการโอนเงินแล้วกว่า 75,000 ครัวเรือน ครอบคลุม 31 จังหวัด คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 650 ล้านบาท และจะทยอยโอนเงินให้ผู้มีสิทธิตามรายชื่อที่จังหวัดตรวจสอบและส่งเข้าสู่ระบบประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะการขอรับเงินเยียวยาได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือเว็บไซต์ relief.disaster.go.th เพื่อติดตามความคืบหน้าตั้งแต่การรับเรื่อง การตรวจสอบสิทธิ ไปจนถึงสถานะการโอนเงิน สำหรับผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป รัฐบาลเริ่มใช้ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน โดยกรณีน้ำท่วมให้ความคุ้มครองบ้านสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิตคุ้มครอง 2 ล้านบาทต่อคน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้ประสานสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งการพักชำระหนี้ สินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อซ่อมแซมบ้านและเครื่องมือทำกิน การเติมสภาพคล่อง และสินเชื่อฟื้นฟูกิจการ เพื่อบรรเทาภาระทางกา
อ่านต่อ >21

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า 10 ตุลาคม 2569 ภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย ประชาชนจำนวนมากจะทยอยกลับเข้าบ้านเรือนเพื่อสำรวจความเสียหาย ทำความสะอาดบ้านเรือนและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้ต้องสัมผัสน้ำขัง ดินโคลน หรือสิ่งปฏิกูลที่ปนเปื้อนเชื้อโรค จึงขอให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคควบคู่ไปกับการฟื้นฟูบ้านเรือนโรคไข้ฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเลปโตสไปรา ซึ่งอาจปนเปื้อนอยู่ในน้ำหรือดินที่สัมผัสปัสสาวะของสัตว์ที่มีเชื้อ โดยเฉพาะหนู รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด เมื่อประชาชนสัมผัสน้ำหรือโคลนที่ปนเปื้อนเชื้อ เชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลหรือรอยถลอก แม้เป็นแผลขนาดเล็กที่มองเห็นได้ยาก รวมถึงผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานาน และเยื่อบุตา จมูก หรือปาก ความเสี่ยงจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ต้องลุยน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่ทำความสะอาดบ้านเรือนหรือพื้นที่โดยรอบหลังน้ำลดด้วย กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนเตรียมอุปกรณ์ป้องกันให้พร้อมก่อนเริ่มทำความสะอาดบ้าน โดยสวมรองเท้าบูตและถุงมือยาง หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าหรือสัมผัสโคลนโดยตรง และไม่ควรลุยน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น พร้อมทำความสะอาดและกำจัดขยะอย่างถูกสุขลักษณะ รวมถึงจัดการพื้นที่ไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของหนูและสัตว์พาหะนำโรค นอกจากนี้ หลังทำความสะอาดบ้านหรือสัมผัสน้ำและโคลน ควรรีบอาบน้ำและล้างร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที รวมถึงล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนรับประทานอาหารหรือสัมผัสใบหน้าสำหรับอาการของโรคไข้ฉี่หนู มักปรากฏภายในประมาณ 2 สัปดาห์หลังสัมผัสเชื้อ โดยอาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อหรือกดเจ็บตามกล้าเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง ต้นขา หรือหลัง บางรายอาจมีตาแดง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย เลือดออกผิดปกติ ไอเป็นเลือด หรือหายใจลำบาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทั้งนี้ หากประชาชนมีประวัติลุยน้ำหรือสัมผัสโคลนหลังน้ำท่วม แล้วมีไข้สูง ปวดศีรษะ หรือปวดกล้ามเนื้อภายใน 2 สัปดาห์ ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำหรือโคลนอย่างชัดเจน ไม่ควรรอดูอาการหรือซื้อยารับประทานเอง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก
อ่านต่อ >14

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
นางสาวจีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยผลการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 08.30 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2569 นับคะแนนแล้ว 4,408 หน่วย จากทั้งหมด 5,233 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 84โดยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พบจำนวนผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิ 819,482 คน เป็นบัตรดีจำนวน 796,494 ใบ เป็นบัตรเสีย 8,308 ใบ ไม่ประสงค์ลงคะแนน 14,680 ใบ ส่วนของนายจ้าง รายงานผ่านระบบเข้ามา 10,737 คน เป็นบัตรดี 10,535 ใบ เป็นบัตรเสีย 81 ใบ ไม่ประสงค์ลงคะแนน 121 ใบ ซึ่งหากเปรียบเทียบการเลือกตั้งจากปี 2566 กับปี 2569 พบว่ามีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมดเพิ่มขึ้น 632% หากแยกเป็นผู้ประกันตน ผู้ใช้สิทธิเพิ่มขึ้น 423% ถือว่าประสบความสำเร็จที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก ทั้งนี้ยอมรับว่าการสรุปผลอาจจะช้าไปบ้าง เพราะระบบคีย์คะแนนแต่ละใบ ต้องคีย์คะแนน 7 หมายเลข จะมีปัญชาล่าช้าในจังหวัดใหญ่ เช่น ชลบุรี นครราชสีมา และ กทม. แต่คาดว่าจะนับคะแนนแล้วเสร็จ 100% ภายในวันนี้ ( 12 ต.ค. 69 ) ทั้งนี้มองว่าการที่มีคนออกมาใช้สิทธิจำนวนมากเป็นนิมิตรหมายที่ดี เพราะกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่มีมูลค่าเยอะส่วนการรับรองผลอาจใช้เวลาเร็วที่สุดภายใน 30 วัน และหากรับรองผลแล้ว คาดว่าจะเปิดประชุมบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ครั้งแรกได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้สำหรับการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ชนะเลือกตั้ง เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมยืนยันว่า จะดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงตรวจสอบเงื่อนไขที่ระบุว่าผู้ได้รับเลือกต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการทางการเมือง โดยย้ำว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบตามปกติ ก่อนประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ
อ่านต่อ >14

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เขื่อนเจ้าพระยา ลดระบายต่อเนื่องวันนี้ (12 ต.ค. 69) ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สามเสน นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ เข้าร่วมประชุม พร้อมถ่ายทอดผ่านระบบ VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1–17 เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและวางแผนบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า สถานการณ์น้ำหลายพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น หลังฝนตอนบนลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเวลา 16.00 น. วันนี้ (12 ตุลาคม 2569) เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ขณะเดียวกันยังเร่งระบายน้ำท่วมขังในลุ่มน้ำบางปะกงและคลองรังสิต พร้อมระดมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงเตรียมพร้อมรับฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ สถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ปริมาณฝนตอนบนเริ่มลดลง ล่าสุดวันนี้ (12 ตุลาคม 2569) เวลา 06.00 น. สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,824 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 3.45 เมตร กรมชลประทานได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 09.00 น. จาก 2,000 เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเวลา 16.00 น. โดยลดเฉลี่ยชั่วโมงละประมาณ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่องพร้อมปรับลดการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน บรรเทาผลกระทบต่อประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ ได้ปรับลดการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเขื่อนพระรามหก ที่ปรับลดการระบายเช่นเดียวกัน ส่งผลให้สถานการณ์น้ำตลิ่งด้านท้ายเขื่อนพระรามหก เริ่มคลี่คลายและคาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ภาพรวมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(12 ตุลาคม 2569) มีปริมาณน้ำรวม 63,635 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 83 ของความจ
อ่านต่อ >17

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม รัฐบาลเผยโอนแล้ว 75,000 ครัวเรือน ครอบคลุม 31 จังหวัด คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 650 ล้านบาทรัฐบาลไทยเดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ่ายเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท ประกันภัยพิบัติแห่งชาติคุ้มครองน้ำท่วมสูงสุด 1 แสนบาทต่อหลังคาเรือน พร้อมมาตรการพักหนี้ สินเชื่อฟื้นฟู ช่วยเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ช่วยตั้งหลักหลังน้ำลดนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ตั้งแต่การเยียวยาความเสียหาย การดูแลที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการฟื้นฟูอาชีพและธุรกิจหลังสถานการณ์น้ำลด เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วสำหรับผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และระเบียบเงินทดรองราชการ โดยผู้ที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงความช่วยเหลือกรณีบ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับธนาคารออมสิน เร่งโอนเงินเยียวยาให้ผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง แม้ในวันหยุด โดยข้อมูล ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 มีการโอนเงินแล้วกว่า 75,000 ครัวเรือน ครอบคลุม 31 จังหวัด คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 650 ล้านบาท และจะทยอยโอนเงินให้ผู้มีสิทธิตามรายชื่อที่จังหวัดตรวจสอบและส่งเข้าสู่ระบบประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะการขอรับเงินเยียวยาได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หรือเว็บไซต์ relief.disaster.go.th เพื่อติดตามความคืบหน้าตั้งแต่การรับเรื่อง การตรวจสอบสิทธิ ไปจนถึงสถานะการโอนเงิน สำหรับผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป รัฐบาลเริ่มใช้ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน โดยกรณีน้ำท่วมให้ความคุ้มครองบ้านสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิตคุ้มครอง 2 ล้านบาทต่อคน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้ประสานสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งการพักชำระหนี้ สินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อซ่อมแซมบ้านและเครื่องมือทำกิน การเติมสภาพคล่อง และสินเชื่อฟื้นฟูกิจการ เพื่อบรรเทาภาระทางกา
อ่านต่อ >21

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า 10 ตุลาคม 2569 ภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย ประชาชนจำนวนมากจะทยอยกลับเข้าบ้านเรือนเพื่อสำรวจความเสียหาย ทำความสะอาดบ้านเรือนและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้ต้องสัมผัสน้ำขัง ดินโคลน หรือสิ่งปฏิกูลที่ปนเปื้อนเชื้อโรค จึงขอให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคควบคู่ไปกับการฟื้นฟูบ้านเรือนโรคไข้ฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเลปโตสไปรา ซึ่งอาจปนเปื้อนอยู่ในน้ำหรือดินที่สัมผัสปัสสาวะของสัตว์ที่มีเชื้อ โดยเฉพาะหนู รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด เมื่อประชาชนสัมผัสน้ำหรือโคลนที่ปนเปื้อนเชื้อ เชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลหรือรอยถลอก แม้เป็นแผลขนาดเล็กที่มองเห็นได้ยาก รวมถึงผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานาน และเยื่อบุตา จมูก หรือปาก ความเสี่ยงจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ต้องลุยน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่ทำความสะอาดบ้านเรือนหรือพื้นที่โดยรอบหลังน้ำลดด้วย กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนเตรียมอุปกรณ์ป้องกันให้พร้อมก่อนเริ่มทำความสะอาดบ้าน โดยสวมรองเท้าบูตและถุงมือยาง หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าหรือสัมผัสโคลนโดยตรง และไม่ควรลุยน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น พร้อมทำความสะอาดและกำจัดขยะอย่างถูกสุขลักษณะ รวมถึงจัดการพื้นที่ไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของหนูและสัตว์พาหะนำโรค นอกจากนี้ หลังทำความสะอาดบ้านหรือสัมผัสน้ำและโคลน ควรรีบอาบน้ำและล้างร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที รวมถึงล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนรับประทานอาหารหรือสัมผัสใบหน้าสำหรับอาการของโรคไข้ฉี่หนู มักปรากฏภายในประมาณ 2 สัปดาห์หลังสัมผัสเชื้อ โดยอาการสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อหรือกดเจ็บตามกล้าเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง ต้นขา หรือหลัง บางรายอาจมีตาแดง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย เลือดออกผิดปกติ ไอเป็นเลือด หรือหายใจลำบาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทั้งนี้ หากประชาชนมีประวัติลุยน้ำหรือสัมผัสโคลนหลังน้ำท่วม แล้วมีไข้สูง ปวดศีรษะ หรือปวดกล้ามเนื้อภายใน 2 สัปดาห์ ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำหรือโคลนอย่างชัดเจน ไม่ควรรอดูอาการหรือซื้อยารับประทานเอง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก
อ่านต่อ >14

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
นางสาวจีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยผลการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 08.30 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2569 นับคะแนนแล้ว 4,408 หน่วย จากทั้งหมด 5,233 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 84โดยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พบจำนวนผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิ 819,482 คน เป็นบัตรดีจำนวน 796,494 ใบ เป็นบัตรเสีย 8,308 ใบ ไม่ประสงค์ลงคะแนน 14,680 ใบ ส่วนของนายจ้าง รายงานผ่านระบบเข้ามา 10,737 คน เป็นบัตรดี 10,535 ใบ เป็นบัตรเสีย 81 ใบ ไม่ประสงค์ลงคะแนน 121 ใบ ซึ่งหากเปรียบเทียบการเลือกตั้งจากปี 2566 กับปี 2569 พบว่ามีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมดเพิ่มขึ้น 632% หากแยกเป็นผู้ประกันตน ผู้ใช้สิทธิเพิ่มขึ้น 423% ถือว่าประสบความสำเร็จที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก ทั้งนี้ยอมรับว่าการสรุปผลอาจจะช้าไปบ้าง เพราะระบบคีย์คะแนนแต่ละใบ ต้องคีย์คะแนน 7 หมายเลข จะมีปัญชาล่าช้าในจังหวัดใหญ่ เช่น ชลบุรี นครราชสีมา และ กทม. แต่คาดว่าจะนับคะแนนแล้วเสร็จ 100% ภายในวันนี้ ( 12 ต.ค. 69 ) ทั้งนี้มองว่าการที่มีคนออกมาใช้สิทธิจำนวนมากเป็นนิมิตรหมายที่ดี เพราะกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่มีมูลค่าเยอะส่วนการรับรองผลอาจใช้เวลาเร็วที่สุดภายใน 30 วัน และหากรับรองผลแล้ว คาดว่าจะเปิดประชุมบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ครั้งแรกได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้สำหรับการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ชนะเลือกตั้ง เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมยืนยันว่า จะดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงตรวจสอบเงื่อนไขที่ระบุว่าผู้ได้รับเลือกต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการทางการเมือง โดยย้ำว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบตามปกติ ก่อนประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ
อ่านต่อ >14

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เขื่อนเจ้าพระยา ลดระบายต่อเนื่องวันนี้ (12 ต.ค. 69) ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สามเสน นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ เข้าร่วมประชุม พร้อมถ่ายทอดผ่านระบบ VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1–17 เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและวางแผนบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า สถานการณ์น้ำหลายพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น หลังฝนตอนบนลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเวลา 16.00 น. วันนี้ (12 ตุลาคม 2569) เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ขณะเดียวกันยังเร่งระบายน้ำท่วมขังในลุ่มน้ำบางปะกงและคลองรังสิต พร้อมระดมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงเตรียมพร้อมรับฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ สถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ปริมาณฝนตอนบนเริ่มลดลง ล่าสุดวันนี้ (12 ตุลาคม 2569) เวลา 06.00 น. สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,824 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 3.45 เมตร กรมชลประทานได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 09.00 น. จาก 2,000 เหลือ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเวลา 16.00 น. โดยลดเฉลี่ยชั่วโมงละประมาณ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่องพร้อมปรับลดการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน บรรเทาผลกระทบต่อประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ ได้ปรับลดการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเขื่อนพระรามหก ที่ปรับลดการระบายเช่นเดียวกัน ส่งผลให้สถานการณ์น้ำตลิ่งด้านท้ายเขื่อนพระรามหก เริ่มคลี่คลายและคาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ภาพรวมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(12 ตุลาคม 2569) มีปริมาณน้ำรวม 63,635 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 83 ของความจ
อ่านต่อ >17