
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ กำลังเผชิญหนึ่งในแรงสั่นสะเทือนด้านแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ หลังสหภาพแรงงานเตรียมนำพนักงานราว 48,000 คน นัดหยุดงานตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้ หลังการเจรจาเรื่องโบนัสล้มเหลว และยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกับฝ่ายบริหารได้การประท้วงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเงินโบนัสเท่านั้น แต่สะท้อนคำถามใหญ่ของแรงงานในยุคที่อุตสาหกรรมชิปกำลังเติบโตจากกระแสเอไอ พนักงานจำนวนมากมองว่า ซัมซุงยังให้ผลตอบแทนไม่สอดคล้องกับบทบาทของแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง SK Hynix ซึ่งกำลังมาแรงในตลาดชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง หรือ HBM ที่ใช้กับชิปเอไอของ Nvidiaสหภาพระบุว่า พนักงานของ SK Hynix ได้รับโบนัสสูงกว่าพนักงานซัมซุงมากกว่า 3 เท่าในปีที่ผ่านมา จนทำให้พนักงานซัมซุงบางส่วนย้ายไปอยู่กับคู่แข่ง และกลายเป็นแรงผลักให้สมาชิกสหภาพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อเรียกร้องหลักของสหภาพ คือให้ซัมซุงยกเลิกเพดานโบนัสที่จำกัดไว้ร้อยละ 50 ของเงินเดือนประจำปี จัดสรรร้อยละ 15 ของกำไรจากการดำเนินงานต่อปีมาเป็นโบนัส และทำให้เงื่อนไขนี้มีผลต่อเนื่องมากกว่าหนึ่งปีแต่ฝ่ายบริหารซัมซุงมองว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวสูงเกินไป และอาจกระทบหลักการบริหารบริษัท โดยเฉพาะในธุรกิจที่ยังขาดทุน เช่น ชิปประมวลผล ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจหน่วยความจำที่ทำกำไรสูงประเด็นนี้จึงกลายเป็นทางตัน เพราะฝั่งแรงงานมองว่า พนักงานควรได้รับส่วนแบ่งจากความสำเร็จของบริษัทมากขึ้น ขณะที่ฝั่งบริษัทกังวลว่า หากยอมรับข้อเรียกร้อง จะทำให้ต้นทุนแรงงานสูงขึ้นถาวร และกระทบความสามารถในการแข่งขันระยะยาวแรงกดดันยังลามไปถึงเศรษฐกิจเกาหลีใต้ เพราะซัมซุงมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของการส่งออกทั้งประเทศ และยังเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก หากการหยุดงานยืดเยื้อ อาจกระทบซัพพลายชิปโลกในช่วงที่ตลาดกำลังตึงตัวจากความต้องการด้านเอไออย่างไรก็ตาม รัฐบาลเกาหลีใต้ยังพยายามเปิดทางเจรจา โดยมีรัฐมนตรีแรงงานเข้ามาเป็นคนกลาง ขณะที่ยังมีการจับตาว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการอนุญาโตตุลาการฉุกเฉินหรือไม่ ซึ่งหากใช้จริง จะทำให้การหยุดงานถูกพักไว้ 30 วันระหว่างการไกล่เกลี่ยการประท้วงครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ศึกโบนัสของพนักงานซัมซุง แต่เป็นภาพสะท้อนการแข่งขันครั้งใหม่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เมื่อชิปเอไอกำลังสร้างมูลค่ามหาศาล แต่คำถามที่ตามมาคือ ใครควรได้รับผลประโยชน์จากการเ
อ่านต่อ >10

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างกว่า 5,200 แห่ง ที่จะเริ่มดำเนินการหักเงินเดือนและนำส่งเงินคืนกองทุนผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาได้ที่เว็บไซต์ กยศ. เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายกยศ. ขอแจ้งว่าขณะนี้ กยศ. ได้จัดส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้างที่มีพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพิ่มเติมกว่า 5,200 แห่ง ให้เริ่มหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืน กยศ. ผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) ซึ่งเริ่มดำเนินการหักเงินเดือนและนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยขอให้ดำเนินการนำส่งเงินภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่มีภาระหนี้ค้างชำระก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการหักเงินเดือน ขอให้ชำระยอดค้างด้วยตนเองให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย กยศ. ขอเชิญองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อศึกษารายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการใช้งานระบบ e-PaySLF ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th และหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง” กยศ. ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกแห่งที่ให้ความร่วมมือในการหักเงินเดือนและนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งต่อทุนหมุนเวียนเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน
อ่านต่อ >10

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
วันนี้ (21 พ.ค. 2569) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ มงคลกิตติ์” เปิดตัวนายภาสพงศ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมทีมงานบริหาร ภายใต้แนวคิดพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ มุ่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ทั้งด้านการจราจร น้ำท่วม ความปลอดภัย และการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการเมืองนายมงคลกิตติ์ เปิดเผยว่า ก่อนตัดสินใจเลือกนายภาสพงศ์ เป็นตัวแทนลงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มีอดีตนักการเมืองและผู้ที่สนใจหลายรายเข้ามาพูดคุย ทั้งอดีต สส. รวมถึงอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2565 แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ เนื่องจากหลายฝ่ายยังไม่เห็นพ้องกับแนวทางนโยบายบางประเด็นที่ถือเป็นแนวคิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดตัวนายภาสพงศ์ ก็มีหลายฝ่ายแสดงความเสียดายที่ไม่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนลงสมัครในครั้งนี้ด้านนายภาสพงศ์ กล่าวว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะเร่งผลักดันนโยบายพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการจราจร เพิ่มพื้นที่สีเขียว ยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการกรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นสำหรับนายภาสพงศ์ เป็นบุตรของนักการทูต เกิดที่โรงพยาบาลศิริราช และเติบโตในกรุงเทพมหานคร จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ก่อนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยทำงานด้านการส่งออก และปัจจุบันเป็นนักลงทุนอิสระในตลาดหลักทรัพย์บรรยากาศการเปิดตัวเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สนับสนุนและประชาชนเข้าร่วมรับฟังนโยบายจำนวนมาก ท่ามกลางการจับตาว่าการเปิดตัวครั้งนี้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่กำลังจะเข้มข้นขึ้นในช่วงต่อจากนี้
อ่านต่อ >13

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ในเดือนเม.ย.69 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวม 91 ราย แยกเป็น การลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 20 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) อีก 71 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 31,553 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และจีน ตามลำดับ ขณะที่ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 438 ราย เพิ่มขึ้น 75 ราย คิดเป็น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 68 (363 ราย) โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 98 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) อีก 340 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 129,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71,472 ล้านบาท คิดเป็น 124% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 (57,860 ล้านบาท)ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่1. สหรัฐอเมริกา 77 ราย คิดเป็น 18% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,951 ล้านบาท2. จีน 65 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 25,092 ล้านบาท3. ญี่ปุ่น 65 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 24,724 ล้านบาท4. สิงคโปร์ 57 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 23,575 ล้านบาท5. ฮ่องกง 42 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 8,066 ล้านบาทและประเทศอื่น ๆ 132 ราย คิดเป็น 29% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 41,924 ล้านบาท ต่างชาติลงทุนใน EEC ช่วง 4 เดือนแรก 134 ราย มูลค่าเกือบ 5 หมื่นลบ.สำหรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.) ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 134 ราย คิดเป็
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ กำลังเผชิญหนึ่งในแรงสั่นสะเทือนด้านแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ หลังสหภาพแรงงานเตรียมนำพนักงานราว 48,000 คน นัดหยุดงานตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้ หลังการเจรจาเรื่องโบนัสล้มเหลว และยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกับฝ่ายบริหารได้การประท้วงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเงินโบนัสเท่านั้น แต่สะท้อนคำถามใหญ่ของแรงงานในยุคที่อุตสาหกรรมชิปกำลังเติบโตจากกระแสเอไอ พนักงานจำนวนมากมองว่า ซัมซุงยังให้ผลตอบแทนไม่สอดคล้องกับบทบาทของแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง SK Hynix ซึ่งกำลังมาแรงในตลาดชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง หรือ HBM ที่ใช้กับชิปเอไอของ Nvidiaสหภาพระบุว่า พนักงานของ SK Hynix ได้รับโบนัสสูงกว่าพนักงานซัมซุงมากกว่า 3 เท่าในปีที่ผ่านมา จนทำให้พนักงานซัมซุงบางส่วนย้ายไปอยู่กับคู่แข่ง และกลายเป็นแรงผลักให้สมาชิกสหภาพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อเรียกร้องหลักของสหภาพ คือให้ซัมซุงยกเลิกเพดานโบนัสที่จำกัดไว้ร้อยละ 50 ของเงินเดือนประจำปี จัดสรรร้อยละ 15 ของกำไรจากการดำเนินงานต่อปีมาเป็นโบนัส และทำให้เงื่อนไขนี้มีผลต่อเนื่องมากกว่าหนึ่งปีแต่ฝ่ายบริหารซัมซุงมองว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวสูงเกินไป และอาจกระทบหลักการบริหารบริษัท โดยเฉพาะในธุรกิจที่ยังขาดทุน เช่น ชิปประมวลผล ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจหน่วยความจำที่ทำกำไรสูงประเด็นนี้จึงกลายเป็นทางตัน เพราะฝั่งแรงงานมองว่า พนักงานควรได้รับส่วนแบ่งจากความสำเร็จของบริษัทมากขึ้น ขณะที่ฝั่งบริษัทกังวลว่า หากยอมรับข้อเรียกร้อง จะทำให้ต้นทุนแรงงานสูงขึ้นถาวร และกระทบความสามารถในการแข่งขันระยะยาวแรงกดดันยังลามไปถึงเศรษฐกิจเกาหลีใต้ เพราะซัมซุงมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของการส่งออกทั้งประเทศ และยังเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก หากการหยุดงานยืดเยื้อ อาจกระทบซัพพลายชิปโลกในช่วงที่ตลาดกำลังตึงตัวจากความต้องการด้านเอไออย่างไรก็ตาม รัฐบาลเกาหลีใต้ยังพยายามเปิดทางเจรจา โดยมีรัฐมนตรีแรงงานเข้ามาเป็นคนกลาง ขณะที่ยังมีการจับตาว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการอนุญาโตตุลาการฉุกเฉินหรือไม่ ซึ่งหากใช้จริง จะทำให้การหยุดงานถูกพักไว้ 30 วันระหว่างการไกล่เกลี่ยการประท้วงครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ศึกโบนัสของพนักงานซัมซุง แต่เป็นภาพสะท้อนการแข่งขันครั้งใหม่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เมื่อชิปเอไอกำลังสร้างมูลค่ามหาศาล แต่คำถามที่ตามมาคือ ใครควรได้รับผลประโยชน์จากการเ
อ่านต่อ >10

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างกว่า 5,200 แห่ง ที่จะเริ่มดำเนินการหักเงินเดือนและนำส่งเงินคืนกองทุนผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาได้ที่เว็บไซต์ กยศ. เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายกยศ. ขอแจ้งว่าขณะนี้ กยศ. ได้จัดส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้างที่มีพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพิ่มเติมกว่า 5,200 แห่ง ให้เริ่มหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืน กยศ. ผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) ซึ่งเริ่มดำเนินการหักเงินเดือนและนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยขอให้ดำเนินการนำส่งเงินภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่มีภาระหนี้ค้างชำระก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการหักเงินเดือน ขอให้ชำระยอดค้างด้วยตนเองให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย กยศ. ขอเชิญองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อศึกษารายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการใช้งานระบบ e-PaySLF ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th และหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง” กยศ. ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกแห่งที่ให้ความร่วมมือในการหักเงินเดือนและนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งต่อทุนหมุนเวียนเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน
อ่านต่อ >10

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
วันนี้ (21 พ.ค. 2569) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ มงคลกิตติ์” เปิดตัวนายภาสพงศ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมทีมงานบริหาร ภายใต้แนวคิดพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ มุ่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ทั้งด้านการจราจร น้ำท่วม ความปลอดภัย และการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการเมืองนายมงคลกิตติ์ เปิดเผยว่า ก่อนตัดสินใจเลือกนายภาสพงศ์ เป็นตัวแทนลงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มีอดีตนักการเมืองและผู้ที่สนใจหลายรายเข้ามาพูดคุย ทั้งอดีต สส. รวมถึงอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2565 แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ เนื่องจากหลายฝ่ายยังไม่เห็นพ้องกับแนวทางนโยบายบางประเด็นที่ถือเป็นแนวคิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดตัวนายภาสพงศ์ ก็มีหลายฝ่ายแสดงความเสียดายที่ไม่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนลงสมัครในครั้งนี้ด้านนายภาสพงศ์ กล่าวว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะเร่งผลักดันนโยบายพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการจราจร เพิ่มพื้นที่สีเขียว ยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการกรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นสำหรับนายภาสพงศ์ เป็นบุตรของนักการทูต เกิดที่โรงพยาบาลศิริราช และเติบโตในกรุงเทพมหานคร จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ก่อนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยทำงานด้านการส่งออก และปัจจุบันเป็นนักลงทุนอิสระในตลาดหลักทรัพย์บรรยากาศการเปิดตัวเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สนับสนุนและประชาชนเข้าร่วมรับฟังนโยบายจำนวนมาก ท่ามกลางการจับตาว่าการเปิดตัวครั้งนี้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่กำลังจะเข้มข้นขึ้นในช่วงต่อจากนี้
อ่านต่อ >13

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ในเดือนเม.ย.69 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวม 91 ราย แยกเป็น การลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 20 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) อีก 71 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 31,553 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และจีน ตามลำดับ ขณะที่ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 438 ราย เพิ่มขึ้น 75 ราย คิดเป็น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 68 (363 ราย) โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 98 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) อีก 340 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 129,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71,472 ล้านบาท คิดเป็น 124% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 (57,860 ล้านบาท)ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่1. สหรัฐอเมริกา 77 ราย คิดเป็น 18% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,951 ล้านบาท2. จีน 65 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 25,092 ล้านบาท3. ญี่ปุ่น 65 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 24,724 ล้านบาท4. สิงคโปร์ 57 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 23,575 ล้านบาท5. ฮ่องกง 42 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 8,066 ล้านบาทและประเทศอื่น ๆ 132 ราย คิดเป็น 29% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 41,924 ล้านบาท ต่างชาติลงทุนใน EEC ช่วง 4 เดือนแรก 134 ราย มูลค่าเกือบ 5 หมื่นลบ.สำหรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.) ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 134 ราย คิดเป็
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ กำลังเผชิญหนึ่งในแรงสั่นสะเทือนด้านแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ หลังสหภาพแรงงานเตรียมนำพนักงานราว 48,000 คน นัดหยุดงานตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้ หลังการเจรจาเรื่องโบนัสล้มเหลว และยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกับฝ่ายบริหารได้การประท้วงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเงินโบนัสเท่านั้น แต่สะท้อนคำถามใหญ่ของแรงงานในยุคที่อุตสาหกรรมชิปกำลังเติบโตจากกระแสเอไอ พนักงานจำนวนมากมองว่า ซัมซุงยังให้ผลตอบแทนไม่สอดคล้องกับบทบาทของแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง SK Hynix ซึ่งกำลังมาแรงในตลาดชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง หรือ HBM ที่ใช้กับชิปเอไอของ Nvidiaสหภาพระบุว่า พนักงานของ SK Hynix ได้รับโบนัสสูงกว่าพนักงานซัมซุงมากกว่า 3 เท่าในปีที่ผ่านมา จนทำให้พนักงานซัมซุงบางส่วนย้ายไปอยู่กับคู่แข่ง และกลายเป็นแรงผลักให้สมาชิกสหภาพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อเรียกร้องหลักของสหภาพ คือให้ซัมซุงยกเลิกเพดานโบนัสที่จำกัดไว้ร้อยละ 50 ของเงินเดือนประจำปี จัดสรรร้อยละ 15 ของกำไรจากการดำเนินงานต่อปีมาเป็นโบนัส และทำให้เงื่อนไขนี้มีผลต่อเนื่องมากกว่าหนึ่งปีแต่ฝ่ายบริหารซัมซุงมองว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวสูงเกินไป และอาจกระทบหลักการบริหารบริษัท โดยเฉพาะในธุรกิจที่ยังขาดทุน เช่น ชิปประมวลผล ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจหน่วยความจำที่ทำกำไรสูงประเด็นนี้จึงกลายเป็นทางตัน เพราะฝั่งแรงงานมองว่า พนักงานควรได้รับส่วนแบ่งจากความสำเร็จของบริษัทมากขึ้น ขณะที่ฝั่งบริษัทกังวลว่า หากยอมรับข้อเรียกร้อง จะทำให้ต้นทุนแรงงานสูงขึ้นถาวร และกระทบความสามารถในการแข่งขันระยะยาวแรงกดดันยังลามไปถึงเศรษฐกิจเกาหลีใต้ เพราะซัมซุงมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของการส่งออกทั้งประเทศ และยังเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก หากการหยุดงานยืดเยื้อ อาจกระทบซัพพลายชิปโลกในช่วงที่ตลาดกำลังตึงตัวจากความต้องการด้านเอไออย่างไรก็ตาม รัฐบาลเกาหลีใต้ยังพยายามเปิดทางเจรจา โดยมีรัฐมนตรีแรงงานเข้ามาเป็นคนกลาง ขณะที่ยังมีการจับตาว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการอนุญาโตตุลาการฉุกเฉินหรือไม่ ซึ่งหากใช้จริง จะทำให้การหยุดงานถูกพักไว้ 30 วันระหว่างการไกล่เกลี่ยการประท้วงครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ศึกโบนัสของพนักงานซัมซุง แต่เป็นภาพสะท้อนการแข่งขันครั้งใหม่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เมื่อชิปเอไอกำลังสร้างมูลค่ามหาศาล แต่คำถามที่ตามมาคือ ใครควรได้รับผลประโยชน์จากการเ
อ่านต่อ >10