
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 9.5 ล้านราย ผ่านเกณฑ์คัดกรองนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 ได้พิจารณาตัวเลขผู้ที่จะได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 อยู่ที่ 9.5 ล้านคน คิดเป็น 14% ของประชากรทั้งประเทศ จากจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.8 ล้านคน แบ่งเป็น กลุ่มผู้ถือบัตรเดิม มีการลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 12.7 ล้านคน จากทั้งหมด 13.18 ล้านคน และกลุ่มที่อยู่ในบัญชีรายชื่อเดิมของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 7.4 แสนราย จากทั้งหมด 1.05 ล้านราย และกลุ่มเปราะบางที่ตกลง จากการลงพื้นที่สำรวจของกระทรวงหาดไทย 5.4 ล้านราย ประกาศผลการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17 ก.ค. 2569ทั้งนี้ จากการคัดกรองตามเกณฑ์ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ไม่ผ่านเกณฑ์เดิม 5.75 ล้านคน และผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ใหม่ จำนวน 3.55 ล้านคน โดยกระทรวงการคลังจะดำเนินการประกาศผลการคัดกรองในวันที่ 17 ก.ค. 2569 ต่อไป ช่องทางประกาศผลการพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569ประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 6.00 น. ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) ช่องทางยื่นขอทบทวนสิทธิ หากไม่ผ่านเกณฑ์ ขณะคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์สามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 ก.ค. 2569 ผ่านช่องทางที่กำหนด ได้แก่ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์โครงการ หน่วยงานรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ ยืนยันตัวตนเพื่อขอรับสิทธิรับสิทธิไทยช่วยไทย พลัสสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการรายเดิม ที่ไม่ได้มาลงทะเบียนยืนยันสิทธิไม่ต้องกังวล โดยขณะนี้ สศค. อยู่ระหว่างเร่งเสนอให้ที่ประชุมคณะร
อ่านต่อ >22

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
คลังเปิดขาย “พันธบัตรออมพลัส” 31 กรกฎาคม 2569 นี้ ดอกเบี้ยสูงสุด 2.80% ลงทุนเริ่มแค่ 100 บาท คลังเปิดตัว "พันธบัตรออมพลัส" ทางเลือกออมเงินยุคใหม่กระทรวงการคลังเตรียมเปิดจำหน่าย พันธบัตรรัฐบาล "ออมพลัส" ครั้งแรกในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ชูจุดเด่นลงทุนง่าย เริ่มต้นเพียง 100 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" พร้อมเปิดช่องทางซื้อผ่านธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ และแอปพลิเคชัน Streaming หวังขยายฐานผู้ลงทุนสู่คนรุ่นใหม่และผู้เริ่มต้นออมเงินนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พันธบัตรออมพลัสถูกออกแบบเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายกว่าเดิม พร้อมได้รับผลตอบแทนที่จูงใจ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการระดมทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศดอกเบี้ย 2 รุ่น สูงสุด 2.80% ต่อปีสำหรับการจำหน่ายครั้งแรกในปีงบประมาณ 2569 วงเงินรวม 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 รุ่น ได้แก่* รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.80% ต่อปี* รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.80% ต่อปีทั้งสองรุ่นจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน และเป็นพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลการถือครองผ่านระบบดิจิทัลได้ซื้อได้ตั้งแต่ 100 บาท ผ่าน 2 ช่องทางกระทรวงการคลังแบ่งการจำหน่ายออกเป็น 2 ช่องทาง เพื่อรองรับผู้ลงทุนหลายกลุ่ม1. วอลเล็ต สบม. บนแอปฯ เป๋าตังเปิดจำหน่ายวันที่ 31 กรกฎาคม - 31 สิงหาคม 2569 วงเงิน 2,000 ล้านบาท* ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท* ซื้อสูงสุด 3 ล้านบาทต่อครั้ง* วงเงินสะสมไม่เกิน 50 ล้านบาท* ใช้วิธีจัดสรร First-Come, First-Served หรือมาก่อนได้ก่อนผู้สนใจควรลงทะเบียนและยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชันเป๋าตัง รวมทั้งเติมเงินเข้าวอลเล็ต สบม. ให้พร้อมก่อนวันเปิดขาย2. Bond Connect Platformเปิดจองซื้อวันที่ 3-5 สิงหาคม 2569 วงเงิน 2,000 ล้านบาทสำหรับผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ สามารถจองผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมทั้ง 24 แห่ง และแอปพลิเคชัน Streaming* ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท* ไม่จำกัดวงเงินต่อราย* ใช้วิธีจัดสรรแบบ Small Lot First เพื่อกระจายสิทธิให้ผู้ลงทุนรายย่อยได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึง* ประกาศผลจัดสรรและคืนเงินผู้ไม่ได้รับสิทธิในวันที่ 6 สิงหาคม 2569ชูจุดเด่น "4 พลัส"กระทรวงการคลังระบุว่า พันธบัตรออมพลัสมีจุดเด่นมากกว่าพันธบัตรออมทรัพย์
อ่านต่อ >17

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เปิดไทม์ไลน์รับร่างผู้เสียชีวิต เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวภายหลังเหตุเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เจ้าหน้าที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ได้ทยอยส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ญาติ เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาตามภูมิลำเนาและวัดต่าง ๆ โดยตลอดวันที่ 13-14 กรกฎาคม 2569 มีญาติเดินทางมารับร่างผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าล่าสุด มีการส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ญาติแล้ว 17 ราย โดยมีรายละเอียดดังนี้ ไทม์ไลน์ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569เวลา 17.41 น.ญาติรับร่าง สิบโท พิษณุ แตงโสภา สารวัตรทหาร เป็นผู้เสียชีวิตรายแรกที่นำออกจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดหนองบัวทอง ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีเวลา 18.10 น.ญาติรับร่าง นางสาวมณีรัตน์ บ่มกลาง อายุ 38 ปี เพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์เวลา 19.00 น.ญาติรับร่าง สิบตำรวจตรีหญิง เปมิกา อ่อนศรี อายุ 24 ปี สังกัดกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล นำกลับไปประกอบพิธีที่ บ้านสันทรายงาม ตำบลสันทรายงาม อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายเวลา 20.30 น.ญาติรับร่าง นายจรัญ เลิกนอก อายุ 27 ปี พนักงานโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู นำไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดไทรทอง ตำบลท่ามะไฟหวาน อำเภอแก่งค้อ จังหวัดชัยภูมิเวลา 20.50 น.ญาติรับร่าง นางสาวนิภาพร แจ่มแจ้ง ไปประกอบพิธีที่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษเวลา 20.50 น.ญาติรับร่าง นางสาวอัชราภรณ์ สุทธิสิน ไปประกอบพิธีที่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ไทม์ไลน์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2569เวลา 09.40 น.ญาติรับร่าง นางสาวชิตชนก ชวนรัมย์ ไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดสะพานสูง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานครเวลา 12.44 น.ญาติรับร่าง นายสโรบล (ท๊อป) อายุ 35 ปี ไปประกอบพิธีที่ วัดสุคันธาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานครเวลา 13.30 น.ญาติรับร่าง นางสาวทัตพิชา สีหาบุญมาก เพื่อนำกลับภูมิลำเนา บ้านหนองไผ่ ตำบลหนองไผ่ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคามเวลา 14.30 น.ญาติรับร่าง นางสาวพลอยไพลิน ทึมหลวง ไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดราชประคองธรรม อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีเวลา 14.40 น.ญาติรับร่าง นายสุวิชชา ศิริสลุง (ลี่) และ นางสาวน้ำทิพย์ ทับสุข (ไอซ์) สองสามีภรรยา เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาร่วมกันที่ วัดกลาง คลอง 30 อำเภอองค์ร
อ่านต่อ >28

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
ชื่นชมกองทัพไทยปฏิบัติภารกิจปกป้องประเทศ ประชาชน และอธิปไตยวันนี้ (16 กรกฎาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทยโดยมี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพไทย ให้การต้อนรับในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากนั้นตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และรับมอบ “เครื่องหมายแสดงความสามารถปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ประเภทกิตติมศักดิ์”นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมกองทัพไทยที่ปฏิบัติภารกิจปกป้องประเทศชาติ ประชาชน และอธิปไตยของชาติอย่างเข้มแข็ง เป็นกำลังสำคัญในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน สนับสนุนภารกิจของรัฐบาลในหลายด้าน ทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ การลำเลียงทางการแพทย์ และภารกิจด้านมนุษยธรรม พร้อมขอบคุณกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด มอบนโยบายสำคัญ ขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ ในการมอบนโยบายวันนี้ นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้มาพบกับผู้นำเหล่าทัพ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ จึงขอเน้นย้ำ 6 นโยบายสำคัญ ดังนี้1.การเสริมความพร้อมของกองทัพ พัฒนาศักยภาพกำลังพลและจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและเพียงพอ เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติในทุกมิติ2.การยกระดับการแก้ไขปัญหาความมั่นคงพื้นที่ชายแดน โดยใช้ศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน ในการประสานงานทุกหน่วยงาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน3. ด้านการบรรเทาสาธารณภัย และช่วยเหลือประชาชน บูรณาการการทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อใช้ศักยภาพด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน4. การขับเคลื่อนนโยบายการบรรจุทหารอาสาเข้าประจำการ ขอให้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ พิจารณาสิทธิและสวัสดิการที่มีความเหมาะสม ตามระเบียบและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อใช้แทนการตรวจเลือกทหารในระยะยาว5. ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มุ่งสู่การพึ่งพาตนเอ
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 9.5 ล้านราย ผ่านเกณฑ์คัดกรองนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 ได้พิจารณาตัวเลขผู้ที่จะได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 อยู่ที่ 9.5 ล้านคน คิดเป็น 14% ของประชากรทั้งประเทศ จากจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.8 ล้านคน แบ่งเป็น กลุ่มผู้ถือบัตรเดิม มีการลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 12.7 ล้านคน จากทั้งหมด 13.18 ล้านคน และกลุ่มที่อยู่ในบัญชีรายชื่อเดิมของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 7.4 แสนราย จากทั้งหมด 1.05 ล้านราย และกลุ่มเปราะบางที่ตกลง จากการลงพื้นที่สำรวจของกระทรวงหาดไทย 5.4 ล้านราย ประกาศผลการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17 ก.ค. 2569ทั้งนี้ จากการคัดกรองตามเกณฑ์ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ไม่ผ่านเกณฑ์เดิม 5.75 ล้านคน และผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ใหม่ จำนวน 3.55 ล้านคน โดยกระทรวงการคลังจะดำเนินการประกาศผลการคัดกรองในวันที่ 17 ก.ค. 2569 ต่อไป ช่องทางประกาศผลการพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569ประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 6.00 น. ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) ช่องทางยื่นขอทบทวนสิทธิ หากไม่ผ่านเกณฑ์ ขณะคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์สามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 ก.ค. 2569 ผ่านช่องทางที่กำหนด ได้แก่ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์โครงการ หน่วยงานรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ ยืนยันตัวตนเพื่อขอรับสิทธิรับสิทธิไทยช่วยไทย พลัสสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการรายเดิม ที่ไม่ได้มาลงทะเบียนยืนยันสิทธิไม่ต้องกังวล โดยขณะนี้ สศค. อยู่ระหว่างเร่งเสนอให้ที่ประชุมคณะร
อ่านต่อ >22

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
คลังเปิดขาย “พันธบัตรออมพลัส” 31 กรกฎาคม 2569 นี้ ดอกเบี้ยสูงสุด 2.80% ลงทุนเริ่มแค่ 100 บาท คลังเปิดตัว "พันธบัตรออมพลัส" ทางเลือกออมเงินยุคใหม่กระทรวงการคลังเตรียมเปิดจำหน่าย พันธบัตรรัฐบาล "ออมพลัส" ครั้งแรกในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ชูจุดเด่นลงทุนง่าย เริ่มต้นเพียง 100 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" พร้อมเปิดช่องทางซื้อผ่านธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ และแอปพลิเคชัน Streaming หวังขยายฐานผู้ลงทุนสู่คนรุ่นใหม่และผู้เริ่มต้นออมเงินนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พันธบัตรออมพลัสถูกออกแบบเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายกว่าเดิม พร้อมได้รับผลตอบแทนที่จูงใจ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการระดมทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศดอกเบี้ย 2 รุ่น สูงสุด 2.80% ต่อปีสำหรับการจำหน่ายครั้งแรกในปีงบประมาณ 2569 วงเงินรวม 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 รุ่น ได้แก่* รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.80% ต่อปี* รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.80% ต่อปีทั้งสองรุ่นจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน และเป็นพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลการถือครองผ่านระบบดิจิทัลได้ซื้อได้ตั้งแต่ 100 บาท ผ่าน 2 ช่องทางกระทรวงการคลังแบ่งการจำหน่ายออกเป็น 2 ช่องทาง เพื่อรองรับผู้ลงทุนหลายกลุ่ม1. วอลเล็ต สบม. บนแอปฯ เป๋าตังเปิดจำหน่ายวันที่ 31 กรกฎาคม - 31 สิงหาคม 2569 วงเงิน 2,000 ล้านบาท* ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท* ซื้อสูงสุด 3 ล้านบาทต่อครั้ง* วงเงินสะสมไม่เกิน 50 ล้านบาท* ใช้วิธีจัดสรร First-Come, First-Served หรือมาก่อนได้ก่อนผู้สนใจควรลงทะเบียนและยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชันเป๋าตัง รวมทั้งเติมเงินเข้าวอลเล็ต สบม. ให้พร้อมก่อนวันเปิดขาย2. Bond Connect Platformเปิดจองซื้อวันที่ 3-5 สิงหาคม 2569 วงเงิน 2,000 ล้านบาทสำหรับผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ สามารถจองผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมทั้ง 24 แห่ง และแอปพลิเคชัน Streaming* ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท* ไม่จำกัดวงเงินต่อราย* ใช้วิธีจัดสรรแบบ Small Lot First เพื่อกระจายสิทธิให้ผู้ลงทุนรายย่อยได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึง* ประกาศผลจัดสรรและคืนเงินผู้ไม่ได้รับสิทธิในวันที่ 6 สิงหาคม 2569ชูจุดเด่น "4 พลัส"กระทรวงการคลังระบุว่า พันธบัตรออมพลัสมีจุดเด่นมากกว่าพันธบัตรออมทรัพย์
อ่านต่อ >17

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
เปิดไทม์ไลน์รับร่างผู้เสียชีวิต เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวภายหลังเหตุเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เจ้าหน้าที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ได้ทยอยส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ญาติ เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาตามภูมิลำเนาและวัดต่าง ๆ โดยตลอดวันที่ 13-14 กรกฎาคม 2569 มีญาติเดินทางมารับร่างผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าล่าสุด มีการส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตให้ญาติแล้ว 17 ราย โดยมีรายละเอียดดังนี้ ไทม์ไลน์ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569เวลา 17.41 น.ญาติรับร่าง สิบโท พิษณุ แตงโสภา สารวัตรทหาร เป็นผู้เสียชีวิตรายแรกที่นำออกจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดหนองบัวทอง ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีเวลา 18.10 น.ญาติรับร่าง นางสาวมณีรัตน์ บ่มกลาง อายุ 38 ปี เพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์เวลา 19.00 น.ญาติรับร่าง สิบตำรวจตรีหญิง เปมิกา อ่อนศรี อายุ 24 ปี สังกัดกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล นำกลับไปประกอบพิธีที่ บ้านสันทรายงาม ตำบลสันทรายงาม อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายเวลา 20.30 น.ญาติรับร่าง นายจรัญ เลิกนอก อายุ 27 ปี พนักงานโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู นำไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดไทรทอง ตำบลท่ามะไฟหวาน อำเภอแก่งค้อ จังหวัดชัยภูมิเวลา 20.50 น.ญาติรับร่าง นางสาวนิภาพร แจ่มแจ้ง ไปประกอบพิธีที่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษเวลา 20.50 น.ญาติรับร่าง นางสาวอัชราภรณ์ สุทธิสิน ไปประกอบพิธีที่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ไทม์ไลน์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2569เวลา 09.40 น.ญาติรับร่าง นางสาวชิตชนก ชวนรัมย์ ไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดสะพานสูง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานครเวลา 12.44 น.ญาติรับร่าง นายสโรบล (ท๊อป) อายุ 35 ปี ไปประกอบพิธีที่ วัดสุคันธาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานครเวลา 13.30 น.ญาติรับร่าง นางสาวทัตพิชา สีหาบุญมาก เพื่อนำกลับภูมิลำเนา บ้านหนองไผ่ ตำบลหนองไผ่ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคามเวลา 14.30 น.ญาติรับร่าง นางสาวพลอยไพลิน ทึมหลวง ไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดราชประคองธรรม อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีเวลา 14.40 น.ญาติรับร่าง นายสุวิชชา ศิริสลุง (ลี่) และ นางสาวน้ำทิพย์ ทับสุข (ไอซ์) สองสามีภรรยา เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาร่วมกันที่ วัดกลาง คลอง 30 อำเภอองค์ร
อ่านต่อ >28

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
ชื่นชมกองทัพไทยปฏิบัติภารกิจปกป้องประเทศ ประชาชน และอธิปไตยวันนี้ (16 กรกฎาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทยโดยมี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพไทย ให้การต้อนรับในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จากนั้นตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และรับมอบ “เครื่องหมายแสดงความสามารถปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ประเภทกิตติมศักดิ์”นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมกองทัพไทยที่ปฏิบัติภารกิจปกป้องประเทศชาติ ประชาชน และอธิปไตยของชาติอย่างเข้มแข็ง เป็นกำลังสำคัญในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน สนับสนุนภารกิจของรัฐบาลในหลายด้าน ทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ การลำเลียงทางการแพทย์ และภารกิจด้านมนุษยธรรม พร้อมขอบคุณกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด มอบนโยบายสำคัญ ขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ ในการมอบนโยบายวันนี้ นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้มาพบกับผู้นำเหล่าทัพ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ จึงขอเน้นย้ำ 6 นโยบายสำคัญ ดังนี้1.การเสริมความพร้อมของกองทัพ พัฒนาศักยภาพกำลังพลและจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและเพียงพอ เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติในทุกมิติ2.การยกระดับการแก้ไขปัญหาความมั่นคงพื้นที่ชายแดน โดยใช้ศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน ในการประสานงานทุกหน่วยงาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน3. ด้านการบรรเทาสาธารณภัย และช่วยเหลือประชาชน บูรณาการการทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อใช้ศักยภาพด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน4. การขับเคลื่อนนโยบายการบรรจุทหารอาสาเข้าประจำการ ขอให้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ พิจารณาสิทธิและสวัสดิการที่มีความเหมาะสม ตามระเบียบและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อใช้แทนการตรวจเลือกทหารในระยะยาว5. ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มุ่งสู่การพึ่งพาตนเอ
อ่านต่อ >12

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 9.5 ล้านราย ผ่านเกณฑ์คัดกรองนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 ได้พิจารณาตัวเลขผู้ที่จะได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 อยู่ที่ 9.5 ล้านคน คิดเป็น 14% ของประชากรทั้งประเทศ จากจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.8 ล้านคน แบ่งเป็น กลุ่มผู้ถือบัตรเดิม มีการลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 12.7 ล้านคน จากทั้งหมด 13.18 ล้านคน และกลุ่มที่อยู่ในบัญชีรายชื่อเดิมของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 7.4 แสนราย จากทั้งหมด 1.05 ล้านราย และกลุ่มเปราะบางที่ตกลง จากการลงพื้นที่สำรวจของกระทรวงหาดไทย 5.4 ล้านราย ประกาศผลการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17 ก.ค. 2569ทั้งนี้ จากการคัดกรองตามเกณฑ์ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่า มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ไม่ผ่านเกณฑ์เดิม 5.75 ล้านคน และผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ใหม่ จำนวน 3.55 ล้านคน โดยกระทรวงการคลังจะดำเนินการประกาศผลการคัดกรองในวันที่ 17 ก.ค. 2569 ต่อไป ช่องทางประกาศผลการพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569ประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 6.00 น. ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) ช่องทางยื่นขอทบทวนสิทธิ หากไม่ผ่านเกณฑ์ ขณะคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์สามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 ก.ค. 2569 ผ่านช่องทางที่กำหนด ได้แก่ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์โครงการ หน่วยงานรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ ยืนยันตัวตนเพื่อขอรับสิทธิรับสิทธิไทยช่วยไทย พลัสสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการรายเดิม ที่ไม่ได้มาลงทะเบียนยืนยันสิทธิไม่ต้องกังวล โดยขณะนี้ สศค. อยู่ระหว่างเร่งเสนอให้ที่ประชุมคณะร
อ่านต่อ >22