
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กระแสความกังวลต่อสภาพอากาศโลกทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศจับตาสัญญาณการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงเป็นพิเศษ หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งมีศักยภาพเร่งให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว และผลักดันอุณหภูมิโลกให้ทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีถัดไปรายงานระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศชี้โอกาสราว 62% ที่เอลนีโญจะเกิดขึ้นและยาวนานไปจนถึงปลายปี ขณะที่นักอุตุนิยมวิทยากำลังติดตามความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มความรุนแรง “เอลนีโญ” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นขึ้นกว่าปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในวัฏจักรที่สลับกับภาวะลานีญาและภาวะปกติ โดยความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำเพียง 1-3 องศาเซลเซียส สามารถส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากเอลนีโญครั้งนี้มีความรุนแรง อาจทำให้ปี 2570 กลายเป็นอีกปีที่มีโอกาสทำลายสถิติอุณหภูมิโลก พร้อมก่อให้เกิดผลกระทบหลากหลาย ตั้งแต่พายุฝนที่รุนแรงขึ้นในบางภูมิภาค ไปจนถึงภัยแล้งยาวนานในอีกหลายพื้นที่ตัวอย่างจากเหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในปี 2558 แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่ชัดเจน ทั้งภัยแล้งในเอธิโอเปีย การขาดแคลนน้ำในเปอร์โตริโก และฤดูพายุเฮอริเคนที่รุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือโดยทั่วไป เอลนีโญมักทำให้เกิดสภาพอากาศแห้งแล้งและร้อนจัดในออสเตรเลีย แอฟริกาตอนใต้และตอนกลาง อินเดีย รวมถึงบางส่วนของทวีปอเมริกาใต้ ขณะที่บางพื้นที่ เช่น ตอนใต้ของสหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ อาจเผชิญฝนตกหนักมากขึ้นอย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้บางพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอาจได้รับฝนเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะฟื้นฟูสถานการณ์ได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่แหล่งน้ำอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งต้องการปริมาณฝนในระดับสูงมากจึงจะฟื้นตัวได้ แต่ก็อาจต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรง คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” หมายถึงเหตุการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์ โดยตั้งแต่ปี 2493 พบเพียงไม่กี่ครั้ง และมีเพียงครั้งเดียวที่อุณหภูมิสูงเกิน 2.5 องศาเซลเซียสนักวิทยาศาสตร์บางรายประเมินว่า มีโอกา
อ่านต่อ >14

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ตัวเลขอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ยังแสดงภาพต่อเนื่องในทิศทางเดียวกัน โดยจำนวนผู้เสียชีวิตยังอยู่ในระดับ “หลักร้อย” ทุกปี แม้จะมีมาตรการรณรงค์และการบังคับใช้กฎหมายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2564 ซึ่งยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด มีอุบัติเหตุรวม 2,365 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 2,357 คน และผู้เสียชีวิต 277 ราย ตลอดช่วง 7 วันรณรงค์ ถือเป็นหนึ่งในปีที่ตัวเลขอยู่ในระดับสูงหลังจากนั้นในช่วงปี 2565 ถึง 2567 แม้ตัวเลขอุบัติเหตุโดยรวมลดลงจากช่วงก่อนหน้า แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม คือประมาณ “200 รายต่อปี” โดยไม่มีปีใดที่ตัวเลขลดลงต่ำกว่ากรอบดังกล่าวอย่างชัดเจน สำหรับปี 2569 ข้อมูลช่วง 6 วันแรกของการรณรงค์ ระหว่างวันที่ 10–15 เมษายน พบอุบัติเหตุสะสม 1,108 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 1,073 คน และเสียชีวิต 216 ราย ขณะที่หากดูเฉพาะ 5 วันแรก ตัวเลขอยู่ที่ 951 ครั้ง บาดเจ็บ 911 คน และเสียชีวิต 191 ราย ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับแนวโน้มหลายปีที่ผ่านมาเมื่อเปรียบเทียบทั้งช่วง 5 ปี จะเห็นว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในเทศกาลสงกรานต์ยังคงแกว่งอยู่ในช่วงประมาณ 200–300 รายต่อปี โดยมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงเล็กน้อยตามปัจจัยในแต่ละปี เช่น การเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ปรากฏแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องด้านสาเหตุของอุบัติเหตุยังคงรูปแบบเดิม โดยในปี 2569 การขับรถเร็วเป็นสาเหตุหลักคิดเป็นประมาณ 38.54% รองลงมาคือเมาแล้วขับ 28.13% และตัดหน้ากระชั้นชิด 11.46% ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวใกล้เคียงกับข้อมูลย้อนหลัง 3–5 ปี ที่การขับเร็วและการดื่มแล้วขับยังคงเป็นปัจจัยหลักทุกปี ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ในสัดส่วนมากกว่า 70% ต่อเนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับข้อมูลการจับกุมที่พบการไม่สวมหมวกนิรภัยจำนวนมากในทุกช่วงเทศกาลในด้านพื้นที่เกิดเหตุ อุบัติเหตุส่วนใหญ่ยังเกิดบนถนนทางตรง และในถนนระดับท้องถิ่น เช่น เขต อบต. และหมู่บ้าน ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับข้อมูลย้อนหลัง ขณะที่ช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดยังคงอยู่ในช่วงบ่ายถึงค่ำ ระหว่างเวลา 15.00–21.00 น.เมื่อพิจารณาภาพรวมย้อนหลัง 5 ปี ควบคู่กับตัวเลขปี 2569 จะเห็นว่ามาตรการของภาครัฐ เช่น การตั้งด่านตรวจ การกำหนดช่วง 7 วันอันตราย และการรณรงค์ดื่มไม่ขับ มีบทบาทในการควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในระดับเดิม แต่ยังไม่ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตแล
อ่านต่อ >
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
theguardian รายงานความเคลื่อนไหวด้านการทูตระหว่างประเทศกลับมาสร้างความหวังอีกครั้ง เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน อาจกลับมาเริ่มต้นใหม่ภายใน 2 วันข้างหน้า ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญของการหารือคำกล่าวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์กำลังจะสิ้นสุด ในวันที่ 22 เมษายน ส่งผลให้ปากีสถานต้องเร่งดำเนินการจัดการเจรจา เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่กระบวนการพูดคุยอีกครั้งอย่างไรก็ตาม แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากฝั่งสหรัฐ แต่เจ้าหน้าที่ปากีสถานประเมินว่า การเจรจาอาจต้องใช้เวลามากกว่าที่คาด เนื่องจากประเด็นที่เกี่ยวข้องมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน ทั้งในด้านความมั่นคงและผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์มุมด้านธุรกิจและเศรษฐกิจโลก ความคืบหน้าของการเจรจาครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงาน เส้นทางขนส่ง และต้นทุนโลจิสติกส์ หากการเจรจาสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น มีแนวโน้มช่วยลดแรงกดดันด้านราคาน้ำมัน และคลายความเสี่ยงในตลาดพลังงาน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสายการบิน การขนส่ง และอุตสาหกรรมที่พึ่งพาพลังงานสูงในทางกลับกัน หากการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ ความไม่แน่นอนอาจกลับมาสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ทั้งในรูปแบบของต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และแรงกดดันต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคสถานการณ์ในช่วง 48 ชั่วโมงข้างหน้า จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ไม่เพียงต่อเสถียรภาพในภูมิภาค แต่ยังรวมถึงทิศทางเศรษฐกิจและกลยุทธ์ของภาคธุรกิจทั่วโลกในระยะต่อไป ขณะที่ การปิดล้อมท่าเรืออิหร่านโดยสหรัฐฯ และการข่มขู่ตอบโต้ครั้งใหม่ของอิหร่าน ได้ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงที่มีอายุเพียงหนึ่งสัปดาห์ตกอยู่ในความเสี่ยง แต่เจ้าหน้าที่ในภูมิภาคกล่าวเมื่อวานนี้ว่า มีความคืบหน้า โดยบอกกับสำนักข่าวเอพีว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้เห็นชอบในหลักการที่จะขยายเวลาหยุดยิงเพื่อเปิดทางให้การทูตดำเนินต่อไปก่อนที่การหยุดยิง 2 สัปดาห์จะสิ้นสุดในวันที่ 22 เมษายน ประเทศผู้ไกล่เกลี่ยกำลังพยายามหาทางประนีประนอมใน 3 ประเด็นหลักที่ทำให้การเจรจาโดยตรงล่มเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซ และการชดเชยความเสียหายจากสงครามสื่อของรั
อ่านต่อ >5

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ตลาดฟิวเจอร์สของไทยกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังช่วงวันหยุดยาว ขณะที่ตลาดโลกยังคงเปิดซื้อขายตามปกติ โดยสถานการณ์ปัจจุบัน ราคาทองคำ (Gold Spot) ทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง บริเวณ 4,830 เหรียญสหรัฐต่อทรอยออนซ์คุณณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ได้ประเมินทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนทองคำในระยะนี้ไว้อย่างน่าสนใจ จับตาภูมิรัฐศาสตร์ - ทิศทางดอกเบี้ยเฟดชี้ชะตาทองคำคุณณัฐวุฒิ มองว่า ราคาทองคำมีโอกาสแกว่งตัวในทิศทางขาขึ้น (Sideway Up) โดยก่อนหน้านี้มีประเด็นการตอบโต้กันรายวันระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ ได้สั่งให้ปิดช่องแคบห้ามเรือผ่าน ทำให้อิหร่านได้รับแรงกดดันจนท่าทีอ่อนลงภายในเวลา 2 วัน ขณะนี้กระแสข่าวแบ่งออกเป็นสองทิศทาง คือมีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดทะเลแดงเพิ่มเติม หรืออาจนำไปสู่การเจรจาประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ หากสงครามมีความยืดเยื้อ ราคาทองคำอาจไม่ตอบสนองในเชิงบวกนัก เนื่องจากภาวะสงครามจะดันให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่ยอมปรับลดอัตราดอกเบี้ย ปัจจุบันนักลงทุนในตลาดให้น้ำหนักกับการตีความทิศทางดอกเบี้ยของเฟดมากกว่าประเด็นสงครามโดยตรง ดังนั้น หากสถานการณ์คลี่คลายไปสู่การเจรจาได้ ราคาทองคำก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ สอดคล้องกับทิศทางของตลาดหุ้นอย่างดัชนีดาวโจนส์และแนสแด็กที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 3-4 วันติด พร้อมกับราคาทองคำที่ขยับจากระดับ 4,700 กว่าๆ ขึ้นมาอยู่ที่ 4,820 - 4,830 เหรียญสหรัฐฯ กลยุทธ์การลงทุนจาก บล.โกลเบล็กปัจจุบันราคาทองคำทะลุเป้าหมายเดิมที่ทางโกลเบล็กประเมินไว้ที่ระดับ 4,800 เหรียญสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้วนักลงทุนยังสามารถเข้าเก็งกำไรได้ แต่แนะนำให้ลดสถานะ (Position) การลงทุนให้น้อยลงหากราคาดีดตัวขึ้นไปใกล้ระดับ 4,900 - 5,000 เหรียญสหรัฐฯ แนะนำให้หาจังหวะในการขายทำกำไรกลยุทธ์หลักในช่วงนี้คือ "ปรับตัวขึ้นมาให้ขาย" เนื่องจากราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องแล้วสำหรับนักลงทุนที่ต้องการถือเพื่อทำกำไรตามแนวโน้ม (Let Profit Run) หากยังไม่มีกระแสข่าวรุนแรงเข้ามาเพิ่มเติม สามารถถือต่อไปได้ แต่จำเป็นต้องขยับจุดทำกำไร (Take Profit) ให้สูงขึ้นตามไปด้วยเพื่อป้องกันความเสี่ยงทองคำยังถือเป็นสินทรัพย์ที่สามารถไปต่อได้ แต่ผู้ลงทุนต้องอาศ
อ่านต่อ >13

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กระแสความกังวลต่อสภาพอากาศโลกทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศจับตาสัญญาณการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงเป็นพิเศษ หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งมีศักยภาพเร่งให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว และผลักดันอุณหภูมิโลกให้ทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีถัดไปรายงานระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศชี้โอกาสราว 62% ที่เอลนีโญจะเกิดขึ้นและยาวนานไปจนถึงปลายปี ขณะที่นักอุตุนิยมวิทยากำลังติดตามความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มความรุนแรง “เอลนีโญ” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นขึ้นกว่าปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในวัฏจักรที่สลับกับภาวะลานีญาและภาวะปกติ โดยความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำเพียง 1-3 องศาเซลเซียส สามารถส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากเอลนีโญครั้งนี้มีความรุนแรง อาจทำให้ปี 2570 กลายเป็นอีกปีที่มีโอกาสทำลายสถิติอุณหภูมิโลก พร้อมก่อให้เกิดผลกระทบหลากหลาย ตั้งแต่พายุฝนที่รุนแรงขึ้นในบางภูมิภาค ไปจนถึงภัยแล้งยาวนานในอีกหลายพื้นที่ตัวอย่างจากเหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในปี 2558 แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่ชัดเจน ทั้งภัยแล้งในเอธิโอเปีย การขาดแคลนน้ำในเปอร์โตริโก และฤดูพายุเฮอริเคนที่รุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือโดยทั่วไป เอลนีโญมักทำให้เกิดสภาพอากาศแห้งแล้งและร้อนจัดในออสเตรเลีย แอฟริกาตอนใต้และตอนกลาง อินเดีย รวมถึงบางส่วนของทวีปอเมริกาใต้ ขณะที่บางพื้นที่ เช่น ตอนใต้ของสหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ อาจเผชิญฝนตกหนักมากขึ้นอย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้บางพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอาจได้รับฝนเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะฟื้นฟูสถานการณ์ได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่แหล่งน้ำอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งต้องการปริมาณฝนในระดับสูงมากจึงจะฟื้นตัวได้ แต่ก็อาจต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรง คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” หมายถึงเหตุการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์ โดยตั้งแต่ปี 2493 พบเพียงไม่กี่ครั้ง และมีเพียงครั้งเดียวที่อุณหภูมิสูงเกิน 2.5 องศาเซลเซียสนักวิทยาศาสตร์บางรายประเมินว่า มีโอกา
อ่านต่อ >14

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
ตัวเลขอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ยังแสดงภาพต่อเนื่องในทิศทางเดียวกัน โดยจำนวนผู้เสียชีวิตยังอยู่ในระดับ “หลักร้อย” ทุกปี แม้จะมีมาตรการรณรงค์และการบังคับใช้กฎหมายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2564 ซึ่งยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด มีอุบัติเหตุรวม 2,365 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 2,357 คน และผู้เสียชีวิต 277 ราย ตลอดช่วง 7 วันรณรงค์ ถือเป็นหนึ่งในปีที่ตัวเลขอยู่ในระดับสูงหลังจากนั้นในช่วงปี 2565 ถึง 2567 แม้ตัวเลขอุบัติเหตุโดยรวมลดลงจากช่วงก่อนหน้า แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม คือประมาณ “200 รายต่อปี” โดยไม่มีปีใดที่ตัวเลขลดลงต่ำกว่ากรอบดังกล่าวอย่างชัดเจน สำหรับปี 2569 ข้อมูลช่วง 6 วันแรกของการรณรงค์ ระหว่างวันที่ 10–15 เมษายน พบอุบัติเหตุสะสม 1,108 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 1,073 คน และเสียชีวิต 216 ราย ขณะที่หากดูเฉพาะ 5 วันแรก ตัวเลขอยู่ที่ 951 ครั้ง บาดเจ็บ 911 คน และเสียชีวิต 191 ราย ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับแนวโน้มหลายปีที่ผ่านมาเมื่อเปรียบเทียบทั้งช่วง 5 ปี จะเห็นว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในเทศกาลสงกรานต์ยังคงแกว่งอยู่ในช่วงประมาณ 200–300 รายต่อปี โดยมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงเล็กน้อยตามปัจจัยในแต่ละปี เช่น การเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ปรากฏแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องด้านสาเหตุของอุบัติเหตุยังคงรูปแบบเดิม โดยในปี 2569 การขับรถเร็วเป็นสาเหตุหลักคิดเป็นประมาณ 38.54% รองลงมาคือเมาแล้วขับ 28.13% และตัดหน้ากระชั้นชิด 11.46% ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวใกล้เคียงกับข้อมูลย้อนหลัง 3–5 ปี ที่การขับเร็วและการดื่มแล้วขับยังคงเป็นปัจจัยหลักทุกปี ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ในสัดส่วนมากกว่า 70% ต่อเนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับข้อมูลการจับกุมที่พบการไม่สวมหมวกนิรภัยจำนวนมากในทุกช่วงเทศกาลในด้านพื้นที่เกิดเหตุ อุบัติเหตุส่วนใหญ่ยังเกิดบนถนนทางตรง และในถนนระดับท้องถิ่น เช่น เขต อบต. และหมู่บ้าน ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับข้อมูลย้อนหลัง ขณะที่ช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดยังคงอยู่ในช่วงบ่ายถึงค่ำ ระหว่างเวลา 15.00–21.00 น.เมื่อพิจารณาภาพรวมย้อนหลัง 5 ปี ควบคู่กับตัวเลขปี 2569 จะเห็นว่ามาตรการของภาครัฐ เช่น การตั้งด่านตรวจ การกำหนดช่วง 7 วันอันตราย และการรณรงค์ดื่มไม่ขับ มีบทบาทในการควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในระดับเดิม แต่ยังไม่ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตแล
อ่านต่อ >
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
theguardian รายงานความเคลื่อนไหวด้านการทูตระหว่างประเทศกลับมาสร้างความหวังอีกครั้ง เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน อาจกลับมาเริ่มต้นใหม่ภายใน 2 วันข้างหน้า ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญของการหารือคำกล่าวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์กำลังจะสิ้นสุด ในวันที่ 22 เมษายน ส่งผลให้ปากีสถานต้องเร่งดำเนินการจัดการเจรจา เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่กระบวนการพูดคุยอีกครั้งอย่างไรก็ตาม แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากฝั่งสหรัฐ แต่เจ้าหน้าที่ปากีสถานประเมินว่า การเจรจาอาจต้องใช้เวลามากกว่าที่คาด เนื่องจากประเด็นที่เกี่ยวข้องมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน ทั้งในด้านความมั่นคงและผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์มุมด้านธุรกิจและเศรษฐกิจโลก ความคืบหน้าของการเจรจาครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงาน เส้นทางขนส่ง และต้นทุนโลจิสติกส์ หากการเจรจาสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น มีแนวโน้มช่วยลดแรงกดดันด้านราคาน้ำมัน และคลายความเสี่ยงในตลาดพลังงาน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสายการบิน การขนส่ง และอุตสาหกรรมที่พึ่งพาพลังงานสูงในทางกลับกัน หากการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ ความไม่แน่นอนอาจกลับมาสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ทั้งในรูปแบบของต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และแรงกดดันต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคสถานการณ์ในช่วง 48 ชั่วโมงข้างหน้า จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ไม่เพียงต่อเสถียรภาพในภูมิภาค แต่ยังรวมถึงทิศทางเศรษฐกิจและกลยุทธ์ของภาคธุรกิจทั่วโลกในระยะต่อไป ขณะที่ การปิดล้อมท่าเรืออิหร่านโดยสหรัฐฯ และการข่มขู่ตอบโต้ครั้งใหม่ของอิหร่าน ได้ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงที่มีอายุเพียงหนึ่งสัปดาห์ตกอยู่ในความเสี่ยง แต่เจ้าหน้าที่ในภูมิภาคกล่าวเมื่อวานนี้ว่า มีความคืบหน้า โดยบอกกับสำนักข่าวเอพีว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้เห็นชอบในหลักการที่จะขยายเวลาหยุดยิงเพื่อเปิดทางให้การทูตดำเนินต่อไปก่อนที่การหยุดยิง 2 สัปดาห์จะสิ้นสุดในวันที่ 22 เมษายน ประเทศผู้ไกล่เกลี่ยกำลังพยายามหาทางประนีประนอมใน 3 ประเด็นหลักที่ทำให้การเจรจาโดยตรงล่มเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซ และการชดเชยความเสียหายจากสงครามสื่อของรั
อ่านต่อ >5

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
ตลาดฟิวเจอร์สของไทยกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังช่วงวันหยุดยาว ขณะที่ตลาดโลกยังคงเปิดซื้อขายตามปกติ โดยสถานการณ์ปัจจุบัน ราคาทองคำ (Gold Spot) ทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง บริเวณ 4,830 เหรียญสหรัฐต่อทรอยออนซ์คุณณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ได้ประเมินทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนทองคำในระยะนี้ไว้อย่างน่าสนใจ จับตาภูมิรัฐศาสตร์ - ทิศทางดอกเบี้ยเฟดชี้ชะตาทองคำคุณณัฐวุฒิ มองว่า ราคาทองคำมีโอกาสแกว่งตัวในทิศทางขาขึ้น (Sideway Up) โดยก่อนหน้านี้มีประเด็นการตอบโต้กันรายวันระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ ได้สั่งให้ปิดช่องแคบห้ามเรือผ่าน ทำให้อิหร่านได้รับแรงกดดันจนท่าทีอ่อนลงภายในเวลา 2 วัน ขณะนี้กระแสข่าวแบ่งออกเป็นสองทิศทาง คือมีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดทะเลแดงเพิ่มเติม หรืออาจนำไปสู่การเจรจาประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ หากสงครามมีความยืดเยื้อ ราคาทองคำอาจไม่ตอบสนองในเชิงบวกนัก เนื่องจากภาวะสงครามจะดันให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่ยอมปรับลดอัตราดอกเบี้ย ปัจจุบันนักลงทุนในตลาดให้น้ำหนักกับการตีความทิศทางดอกเบี้ยของเฟดมากกว่าประเด็นสงครามโดยตรง ดังนั้น หากสถานการณ์คลี่คลายไปสู่การเจรจาได้ ราคาทองคำก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ สอดคล้องกับทิศทางของตลาดหุ้นอย่างดัชนีดาวโจนส์และแนสแด็กที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 3-4 วันติด พร้อมกับราคาทองคำที่ขยับจากระดับ 4,700 กว่าๆ ขึ้นมาอยู่ที่ 4,820 - 4,830 เหรียญสหรัฐฯ กลยุทธ์การลงทุนจาก บล.โกลเบล็กปัจจุบันราคาทองคำทะลุเป้าหมายเดิมที่ทางโกลเบล็กประเมินไว้ที่ระดับ 4,800 เหรียญสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้วนักลงทุนยังสามารถเข้าเก็งกำไรได้ แต่แนะนำให้ลดสถานะ (Position) การลงทุนให้น้อยลงหากราคาดีดตัวขึ้นไปใกล้ระดับ 4,900 - 5,000 เหรียญสหรัฐฯ แนะนำให้หาจังหวะในการขายทำกำไรกลยุทธ์หลักในช่วงนี้คือ "ปรับตัวขึ้นมาให้ขาย" เนื่องจากราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องแล้วสำหรับนักลงทุนที่ต้องการถือเพื่อทำกำไรตามแนวโน้ม (Let Profit Run) หากยังไม่มีกระแสข่าวรุนแรงเข้ามาเพิ่มเติม สามารถถือต่อไปได้ แต่จำเป็นต้องขยับจุดทำกำไร (Take Profit) ให้สูงขึ้นตามไปด้วยเพื่อป้องกันความเสี่ยงทองคำยังถือเป็นสินทรัพย์ที่สามารถไปต่อได้ แต่ผู้ลงทุนต้องอาศ
อ่านต่อ >13

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กระแสความกังวลต่อสภาพอากาศโลกทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศจับตาสัญญาณการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงเป็นพิเศษ หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งมีศักยภาพเร่งให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว และผลักดันอุณหภูมิโลกให้ทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีถัดไปรายงานระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศชี้โอกาสราว 62% ที่เอลนีโญจะเกิดขึ้นและยาวนานไปจนถึงปลายปี ขณะที่นักอุตุนิยมวิทยากำลังติดตามความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มความรุนแรง “เอลนีโญ” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นขึ้นกว่าปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในวัฏจักรที่สลับกับภาวะลานีญาและภาวะปกติ โดยความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำเพียง 1-3 องศาเซลเซียส สามารถส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากเอลนีโญครั้งนี้มีความรุนแรง อาจทำให้ปี 2570 กลายเป็นอีกปีที่มีโอกาสทำลายสถิติอุณหภูมิโลก พร้อมก่อให้เกิดผลกระทบหลากหลาย ตั้งแต่พายุฝนที่รุนแรงขึ้นในบางภูมิภาค ไปจนถึงภัยแล้งยาวนานในอีกหลายพื้นที่ตัวอย่างจากเหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในปี 2558 แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่ชัดเจน ทั้งภัยแล้งในเอธิโอเปีย การขาดแคลนน้ำในเปอร์โตริโก และฤดูพายุเฮอริเคนที่รุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือโดยทั่วไป เอลนีโญมักทำให้เกิดสภาพอากาศแห้งแล้งและร้อนจัดในออสเตรเลีย แอฟริกาตอนใต้และตอนกลาง อินเดีย รวมถึงบางส่วนของทวีปอเมริกาใต้ ขณะที่บางพื้นที่ เช่น ตอนใต้ของสหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ อาจเผชิญฝนตกหนักมากขึ้นอย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้บางพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอาจได้รับฝนเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะฟื้นฟูสถานการณ์ได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่แหล่งน้ำอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งต้องการปริมาณฝนในระดับสูงมากจึงจะฟื้นตัวได้ แต่ก็อาจต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรง คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” หมายถึงเหตุการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์ โดยตั้งแต่ปี 2493 พบเพียงไม่กี่ครั้ง และมีเพียงครั้งเดียวที่อุณหภูมิสูงเกิน 2.5 องศาเซลเซียสนักวิทยาศาสตร์บางรายประเมินว่า มีโอกา
อ่านต่อ >14