
#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
เปิดเวที IMF - World Bank ชูคอนเซ็ปต์ "ขอบฟ้าใหม่ของไทย"เมื่อเวลา 09.15 น.วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 2569 (Annual Meeting Plenary) โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าร่วมด้วยย้อนเมื่อ 35 ปีก่อน โลกเปลี่ยนจากส่งแฟกซ์สู่เอไอจากนั้น นายอนุทิน กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยของเราเป็นสถานที่พบปะของผู้คนวัฒนธรรม นับศตวรรษมาแล้วตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นนครหลวงเดิมของเราเป็นศูนย์กลางของการค้าและการทูตที่รุ่งเรือง เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก จากนั้นประเทศสยามได้เติบโตจากการเชื่อมโยงและยังมีจิตวิญญาณนั้นอยู่ในปี 1991 เราได้เป็นผู้จัดการประชุมในลักษณะนี้ในขณะที่โลกกำลังมุ่งไปสู่การประสานรวมในทางเศรษฐกิจมากขึ้นและ 35 ปีให้หลัง เราให้การต้อนรับประชาคมโลกอีกครั้งในศูนย์ประชุมแห่งนี้ซึ่งดั้งเดิมนั้นได้ก่อตั้งขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ แต่โลกที่เราเผชิญในปัจจุบันต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อนอย่างยิ่งสมัย เครื่องส่งแฟกซ์เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเร็ว แต่ปัจจบันเอไอ กำลังมาเปลี่ยนไปกิจกรรมและวิถีชีวิตของเรา โลกของเรามุ่งไปสู่การบูรณาการทางเศรษฐกิจและด้วยการแบ่งแยกทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ เป็นสิ่งที่มาเปลี่ยนแปลงทิศทางของการค้า การลงทุน และขณะที่การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งเคยเป็นข้อกังวลที่อุบัติใหม่ ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพพูมิอากาศเป็นความท้าทายสำคัญของเรา โลกของเราเปลี่ยนอย่างมากทีเดียวและการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องอาศัยพวกเราที่จะตอบสนองด้วยกันหัวข้อของเรา ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย (Thailand's New Horizons Empowering People, Building Resilience ) หมายถึงอนาคตทั้งของประเทศไทยและอนาคตของพวกเราทุกคน ความสามารถในการตั้งรับปรับตัวด้วยความเชื่อมโยงที่ไว้วางใจกัน เข้าถึงเทคโนโลยี การเงินและเรียนรู้ระหว่างกัน การประชุมประจำปี 1991 นั้นเป็นสิ่งที่มีผลสืบทอดมายาวนานและศูนย์ประชุมแห่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนถึงสิ่งนั้น ปลุกทุกประเทศร่วมรับมือการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาที่สำคัญนี้เราได้มีการหารือกันระดับนานาชาติ เพื่อร่วมกัน ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ความท้าทายของโลกปัจจุบันอาจจะต่างออกไป แต่ละที่ของยังคงเด
อ่านต่อ >29

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
อนุทิน ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำ วันนี้ (18 ต.ค. 69) เวลา 15.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรมว.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ น้ำยังมีปริมาณเยอะนายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำยังมีปริมาณเยอะอยู่ เราก็ต้องมาเร่งผลักดันน้ำออกไป ซึ่งในช่วงนี้ก็ยังถือว่ายังสามารถที่จะระบายออกไปทางแม่น้ำท่าจีนได้ แต่ก็ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะมีอุปสรรคอื่น ๆ เช่น จำนวนผักตบชวา จำนวนผักบุ้งที่ถูกปลูกไว้แล้วมันก็ไหลมากีดขวางทางน้ำ เราก็ต้องเร่งกำจัดผักตบชวาที่มีจำนวนมหาศาลควบคู่การระบายน้ำ"วันนี้ได้มาเห็นถึงปัญหาที่มันสั่งสมมา ซึ่งจริง ๆ มันเป็นแบบนี้ทุกปี สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือ เพิ่มช่องทางให้น้ำไหลออกไปในแหล่งน้ำที่ใหญ่กว่าให้เร็วที่สุด อย่างเช่นกรณีที่อำเภอสองพี่น้อง ได้รับยืนยันจากอธิบดีกรมชลประทานในการขยายช่องทางประตูน้ำเพิ่มมากขึ้น ด้วยการทำการเปิดความกว้างของคลองระบายน้ำให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้น้ำระบายออกไปถึงแม่น้ำท่าจีนซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กม. แต่ต้องจัดระบบให้ดีเพราะมีบางช่วงเวลาที่แม่น้ำท่าจีนระดับสูงกว่า แต่เราก็ต้องมีประตูน้ำคอยปิดกันไม่ให้น้ำไหลกลับเข้ามา"นายอนุทิน กล่าวต่ออีกว่า นี่คือสิ่งที่ตนพูดในคณะรัฐมนตรีตลอดว่าโครงการแต่ละโครงการกว่าจะอนุมัติ ก็มีบางความเห็นบอกว่า สิ้นเปลืองงบประมาณ ทำโครงการชลประทานใช้เงินจำนวนมาก แต่จริง ๆ แล้วที่สิ้นเปลืองจริง ๆ ก็คือ การสูญเสียทรัพยากรจากการแก้ปัญหาระยะสั้น คือ การเร่งสูบน้ำระบายน้ำ ทั้งสิ้นเปลืองไฟฟ้า น้ำมัน และทรัพยากรมหาศาล การขนย้ายระดมเครื่องสูบน้ำมาจากจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ ติดตั้งท่อระบายน้ำ แม้ว่าจะเอามารวมเครื่องมือก
อ่านต่อ >15

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เงื่อนไขสินเชื่อ บ้านคนละหลัง PLUSนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ผ่านโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กรอบวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว ธอส. เปิดกู้ตั้งแต่ 15 ตุลาคม 2569โดยล่าสุด ธอส. เปิดรับคำขอกู้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 พร้อมกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษตามหลักเกณฑ์ของผู้กู้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการมีบ้าน โดยเฉพาะประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อโครงการดังกล่าวแบ่งหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่เข้าเกณฑ์รายได้ปกติ ได้รับอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1–2 เท่ากับ 2.60% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 3.40% ต่อปี และปีที่ 4–5 เท่ากับ 4.00% ต่อปี กลุ่มที่เข้าเกณฑ์ผ่อนปรนรายได้และค่าครองชีพ ได้รับอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1–2 เท่ากับ 2.80% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 3.50% ต่อปี และปีที่ 4–5 เท่ากับ 4.00% ต่อปี ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ย 2.60% เป็นอัตราพิเศษสำหรับผู้กู้ที่เข้าเกณฑ์รายได้ปกติในช่วง 2 ปีแรกเท่านั้น ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้ทุกกลุ่มจะได้รับหรือตลอดอายุสัญญาสำหรับอัตราดอกเบี้ยในปีที่ 6–7 ผู้กู้ทั้งสองกลุ่มจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR ของ ธอส. ลบ 2.00 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนตั้งแต่ปีที่ 8 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยจะแตกต่างกันตามประเภทลูกค้าและวัตถุประสงค์การกู้ โดยลูกค้ารายย่อยใช้อัตรา MRR ลบ 0.75 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี ลูกค้าสวัสดิการใช้อัตรา MRR ลบ 1.00 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี และกรณีกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัยใช้อัตรา MRR ตามที่ธนาคารกำหนด โดยอัตรา MRR สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของธนาคารในแต่ละช่วงเวลายกตัวอย่างการผ่อนชำระสำหรับวงเงินกู้ 1 ล้านบาทนางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ธอส. ได้ยกตัวอย่างการผ่อนชำระสำหรับวงเงินกู้ 1 ล้านบาท โดยมีเงินงวดเริ่มต้นประมาณเดือนละ 3,600 บาท เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพภาระผ่อนชำระในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างเงินงวดเริ่มต้น ไม่ได้หมายความว่าผู้กู้ทุกคนจะผ่อ
อ่านต่อ >19

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนฉบับที่ 4 เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย โดยมีผลกระทบตั้งแต่ช่วงวันที่ 18-20 ต.ค. 69 ภาคใต้และภาคตะวันออกจะมีฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 21-25 ต.ค. 69 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่กับมีลมกระโชกแรงบางแห่งขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากลมกระโชกแรง ฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังได้ ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงแรกร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนล่างประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนล่าง หลังจากนั้นแนวร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ปกคลุมภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมากมีดังนี้วันที่ 18 ต.ค.69จังหวัดที่คาดกว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก ได้แก่ภาคใต้: สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ปัตตานี นราธิวาส ตรัง และสตูลจังหวัดที่คาดกว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ได้แก่ภาคกลาง: สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลภาคตะวันออก: ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราดภาคใต้: ชุมพร พัทลุง สงขลา ยะลา ระนอง พังงา ภูเก็ต และกร
อ่านต่อ >11

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
เปิดเวที IMF - World Bank ชูคอนเซ็ปต์ "ขอบฟ้าใหม่ของไทย"เมื่อเวลา 09.15 น.วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 2569 (Annual Meeting Plenary) โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าร่วมด้วยย้อนเมื่อ 35 ปีก่อน โลกเปลี่ยนจากส่งแฟกซ์สู่เอไอจากนั้น นายอนุทิน กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยของเราเป็นสถานที่พบปะของผู้คนวัฒนธรรม นับศตวรรษมาแล้วตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นนครหลวงเดิมของเราเป็นศูนย์กลางของการค้าและการทูตที่รุ่งเรือง เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก จากนั้นประเทศสยามได้เติบโตจากการเชื่อมโยงและยังมีจิตวิญญาณนั้นอยู่ในปี 1991 เราได้เป็นผู้จัดการประชุมในลักษณะนี้ในขณะที่โลกกำลังมุ่งไปสู่การประสานรวมในทางเศรษฐกิจมากขึ้นและ 35 ปีให้หลัง เราให้การต้อนรับประชาคมโลกอีกครั้งในศูนย์ประชุมแห่งนี้ซึ่งดั้งเดิมนั้นได้ก่อตั้งขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ แต่โลกที่เราเผชิญในปัจจุบันต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อนอย่างยิ่งสมัย เครื่องส่งแฟกซ์เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเร็ว แต่ปัจจบันเอไอ กำลังมาเปลี่ยนไปกิจกรรมและวิถีชีวิตของเรา โลกของเรามุ่งไปสู่การบูรณาการทางเศรษฐกิจและด้วยการแบ่งแยกทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ เป็นสิ่งที่มาเปลี่ยนแปลงทิศทางของการค้า การลงทุน และขณะที่การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งเคยเป็นข้อกังวลที่อุบัติใหม่ ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพพูมิอากาศเป็นความท้าทายสำคัญของเรา โลกของเราเปลี่ยนอย่างมากทีเดียวและการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องอาศัยพวกเราที่จะตอบสนองด้วยกันหัวข้อของเรา ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย (Thailand's New Horizons Empowering People, Building Resilience ) หมายถึงอนาคตทั้งของประเทศไทยและอนาคตของพวกเราทุกคน ความสามารถในการตั้งรับปรับตัวด้วยความเชื่อมโยงที่ไว้วางใจกัน เข้าถึงเทคโนโลยี การเงินและเรียนรู้ระหว่างกัน การประชุมประจำปี 1991 นั้นเป็นสิ่งที่มีผลสืบทอดมายาวนานและศูนย์ประชุมแห่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนถึงสิ่งนั้น ปลุกทุกประเทศร่วมรับมือการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาที่สำคัญนี้เราได้มีการหารือกันระดับนานาชาติ เพื่อร่วมกัน ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ความท้าทายของโลกปัจจุบันอาจจะต่างออกไป แต่ละที่ของยังคงเด
อ่านต่อ >29

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
อนุทิน ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำ วันนี้ (18 ต.ค. 69) เวลา 15.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรมว.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ น้ำยังมีปริมาณเยอะนายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำยังมีปริมาณเยอะอยู่ เราก็ต้องมาเร่งผลักดันน้ำออกไป ซึ่งในช่วงนี้ก็ยังถือว่ายังสามารถที่จะระบายออกไปทางแม่น้ำท่าจีนได้ แต่ก็ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะมีอุปสรรคอื่น ๆ เช่น จำนวนผักตบชวา จำนวนผักบุ้งที่ถูกปลูกไว้แล้วมันก็ไหลมากีดขวางทางน้ำ เราก็ต้องเร่งกำจัดผักตบชวาที่มีจำนวนมหาศาลควบคู่การระบายน้ำ"วันนี้ได้มาเห็นถึงปัญหาที่มันสั่งสมมา ซึ่งจริง ๆ มันเป็นแบบนี้ทุกปี สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือ เพิ่มช่องทางให้น้ำไหลออกไปในแหล่งน้ำที่ใหญ่กว่าให้เร็วที่สุด อย่างเช่นกรณีที่อำเภอสองพี่น้อง ได้รับยืนยันจากอธิบดีกรมชลประทานในการขยายช่องทางประตูน้ำเพิ่มมากขึ้น ด้วยการทำการเปิดความกว้างของคลองระบายน้ำให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้น้ำระบายออกไปถึงแม่น้ำท่าจีนซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กม. แต่ต้องจัดระบบให้ดีเพราะมีบางช่วงเวลาที่แม่น้ำท่าจีนระดับสูงกว่า แต่เราก็ต้องมีประตูน้ำคอยปิดกันไม่ให้น้ำไหลกลับเข้ามา"นายอนุทิน กล่าวต่ออีกว่า นี่คือสิ่งที่ตนพูดในคณะรัฐมนตรีตลอดว่าโครงการแต่ละโครงการกว่าจะอนุมัติ ก็มีบางความเห็นบอกว่า สิ้นเปลืองงบประมาณ ทำโครงการชลประทานใช้เงินจำนวนมาก แต่จริง ๆ แล้วที่สิ้นเปลืองจริง ๆ ก็คือ การสูญเสียทรัพยากรจากการแก้ปัญหาระยะสั้น คือ การเร่งสูบน้ำระบายน้ำ ทั้งสิ้นเปลืองไฟฟ้า น้ำมัน และทรัพยากรมหาศาล การขนย้ายระดมเครื่องสูบน้ำมาจากจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ ติดตั้งท่อระบายน้ำ แม้ว่าจะเอามารวมเครื่องมือก
อ่านต่อ >15

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
เงื่อนไขสินเชื่อ บ้านคนละหลัง PLUSนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ผ่านโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กรอบวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว ธอส. เปิดกู้ตั้งแต่ 15 ตุลาคม 2569โดยล่าสุด ธอส. เปิดรับคำขอกู้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 พร้อมกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษตามหลักเกณฑ์ของผู้กู้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการมีบ้าน โดยเฉพาะประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อโครงการดังกล่าวแบ่งหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่เข้าเกณฑ์รายได้ปกติ ได้รับอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1–2 เท่ากับ 2.60% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 3.40% ต่อปี และปีที่ 4–5 เท่ากับ 4.00% ต่อปี กลุ่มที่เข้าเกณฑ์ผ่อนปรนรายได้และค่าครองชีพ ได้รับอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1–2 เท่ากับ 2.80% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 3.50% ต่อปี และปีที่ 4–5 เท่ากับ 4.00% ต่อปี ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ย 2.60% เป็นอัตราพิเศษสำหรับผู้กู้ที่เข้าเกณฑ์รายได้ปกติในช่วง 2 ปีแรกเท่านั้น ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้ทุกกลุ่มจะได้รับหรือตลอดอายุสัญญาสำหรับอัตราดอกเบี้ยในปีที่ 6–7 ผู้กู้ทั้งสองกลุ่มจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MRR ของ ธอส. ลบ 2.00 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนตั้งแต่ปีที่ 8 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยจะแตกต่างกันตามประเภทลูกค้าและวัตถุประสงค์การกู้ โดยลูกค้ารายย่อยใช้อัตรา MRR ลบ 0.75 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี ลูกค้าสวัสดิการใช้อัตรา MRR ลบ 1.00 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี และกรณีกู้เพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัยใช้อัตรา MRR ตามที่ธนาคารกำหนด โดยอัตรา MRR สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของธนาคารในแต่ละช่วงเวลายกตัวอย่างการผ่อนชำระสำหรับวงเงินกู้ 1 ล้านบาทนางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ธอส. ได้ยกตัวอย่างการผ่อนชำระสำหรับวงเงินกู้ 1 ล้านบาท โดยมีเงินงวดเริ่มต้นประมาณเดือนละ 3,600 บาท เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพภาระผ่อนชำระในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างเงินงวดเริ่มต้น ไม่ได้หมายความว่าผู้กู้ทุกคนจะผ่อ
อ่านต่อ >19

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนฉบับที่ 4 เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย โดยมีผลกระทบตั้งแต่ช่วงวันที่ 18-20 ต.ค. 69 ภาคใต้และภาคตะวันออกจะมีฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 21-25 ต.ค. 69 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่กับมีลมกระโชกแรงบางแห่งขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากลมกระโชกแรง ฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังได้ ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงแรกร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนล่างประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนล่าง หลังจากนั้นแนวร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ปกคลุมภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมากมีดังนี้วันที่ 18 ต.ค.69จังหวัดที่คาดกว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก ได้แก่ภาคใต้: สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ปัตตานี นราธิวาส ตรัง และสตูลจังหวัดที่คาดกว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ได้แก่ภาคกลาง: สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลภาคตะวันออก: ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราดภาคใต้: ชุมพร พัทลุง สงขลา ยะลา ระนอง พังงา ภูเก็ต และกร
อ่านต่อ >11

#ข่าวการเมือง #TNN ช่อง16
เปิดเวที IMF - World Bank ชูคอนเซ็ปต์ "ขอบฟ้าใหม่ของไทย"เมื่อเวลา 09.15 น.วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 2569 (Annual Meeting Plenary) โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าร่วมด้วยย้อนเมื่อ 35 ปีก่อน โลกเปลี่ยนจากส่งแฟกซ์สู่เอไอจากนั้น นายอนุทิน กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยของเราเป็นสถานที่พบปะของผู้คนวัฒนธรรม นับศตวรรษมาแล้วตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นนครหลวงเดิมของเราเป็นศูนย์กลางของการค้าและการทูตที่รุ่งเรือง เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก จากนั้นประเทศสยามได้เติบโตจากการเชื่อมโยงและยังมีจิตวิญญาณนั้นอยู่ในปี 1991 เราได้เป็นผู้จัดการประชุมในลักษณะนี้ในขณะที่โลกกำลังมุ่งไปสู่การประสานรวมในทางเศรษฐกิจมากขึ้นและ 35 ปีให้หลัง เราให้การต้อนรับประชาคมโลกอีกครั้งในศูนย์ประชุมแห่งนี้ซึ่งดั้งเดิมนั้นได้ก่อตั้งขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ แต่โลกที่เราเผชิญในปัจจุบันต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อนอย่างยิ่งสมัย เครื่องส่งแฟกซ์เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเร็ว แต่ปัจจบันเอไอ กำลังมาเปลี่ยนไปกิจกรรมและวิถีชีวิตของเรา โลกของเรามุ่งไปสู่การบูรณาการทางเศรษฐกิจและด้วยการแบ่งแยกทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ เป็นสิ่งที่มาเปลี่ยนแปลงทิศทางของการค้า การลงทุน และขณะที่การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งเคยเป็นข้อกังวลที่อุบัติใหม่ ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพพูมิอากาศเป็นความท้าทายสำคัญของเรา โลกของเราเปลี่ยนอย่างมากทีเดียวและการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องอาศัยพวกเราที่จะตอบสนองด้วยกันหัวข้อของเรา ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย (Thailand's New Horizons Empowering People, Building Resilience ) หมายถึงอนาคตทั้งของประเทศไทยและอนาคตของพวกเราทุกคน ความสามารถในการตั้งรับปรับตัวด้วยความเชื่อมโยงที่ไว้วางใจกัน เข้าถึงเทคโนโลยี การเงินและเรียนรู้ระหว่างกัน การประชุมประจำปี 1991 นั้นเป็นสิ่งที่มีผลสืบทอดมายาวนานและศูนย์ประชุมแห่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนถึงสิ่งนั้น ปลุกทุกประเทศร่วมรับมือการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ช่วงเวลาที่สำคัญนี้เราได้มีการหารือกันระดับนานาชาติ เพื่อร่วมกัน ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ความท้าทายของโลกปัจจุบันอาจจะต่างออกไป แต่ละที่ของยังคงเด
อ่านต่อ >29