
#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สถานการณ์ภูมิอากาศโลกส่งสัญญาณน่าจับตา เมื่อปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี 2569 ขณะที่ประเทศไทยอาจเผชิญฝนปลายฤดูต่ำกว่าปกติในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม ซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญของการเติมน้ำเข้าสู่เขื่อนและแหล่งน้ำ ก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง หากฝนพลาดเป้า อาจส่งผลให้น้ำต้นทุนสำหรับปี 2570 ตึงตัวมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้ง ความร้อน ไฟป่า และปัญหา PM2.5 ตามมารองศาสตราจารย์วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ เปิดเผยว่า ข้อมูลพยากรณ์ล่าสุดสะท้อนสัญญาณเอลนีโญที่แรงขึ้นอย่างชัดเจน โดย NOAA ประเมินโอกาสเกิดเอลนีโญเกือบ 100% ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกรกฎาคม–กันยายน 2569 ไปจนถึงช่วงมกราคม–มีนาคม 2570 ขณะที่โอกาสเกิดเอลนีโญระดับ “รุนแรงมาก” หรือ Very Strong El Niño เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสูงกว่า 90% ในช่วงกันยายน–ธันวาคม 2569 โดยอาจแตะประมาณ 95% ในช่วงตุลาคม–ธันวาคม ก่อนแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงในปี 2570 ด้านแบบจำลองของ ECMWF ชี้ว่า เอลนีโญมีแนวโน้มเร่งกำลังขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และอาจถึงจุดสูงสุดช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องต้นปี 2570 ก่อนอ่อนกำลังลงราวเดือนมีนาคม–เมษายน 2570 อย่างไรก็ตาม ความอุ่นของมหาสมุทรแปซิฟิกอาจยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2570ขณะที่ดัชนี IOD หรือ Indian Ocean Dipole มีแนวโน้มขยับเข้าสู่ภาวะเป็นบวกในช่วงเดือนสิงหาคม–ธันวาคม 2569 แม้ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่หากเกิด Positive IOD พร้อมกับเอลนีโญ อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ประเทศอินโดนีเซียและบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีฝนลดลงและแห้งแล้งกว่าปกติสำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม 2569 ซึ่งผลพยากรณ์เฉลี่ยจากสำนักอุตุนิยมวิทยา 11 แห่งทั่วโลก บ่งชี้ว่าหลายพื้นที่มีแนวโน้มฝนต่ำกว่าค่าปกติ โดยสัญญาณดังกล่าวปรากฏในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการเติมน้ำเข้าสู่เขื่อนก่อนเข้าสู่ฤดูแล้งแม้ฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฝนตกหนักหรือน้ำท่วม แต่ความเสี่ยงสำคัญคือ “ฝนตกไม่ตรงจังหวะ” หรือมีฝนหนักเป็นช่วง ๆ แต่ปริมาณฝนสะสมไม่เพียงพอต่อการเติมน้ำต้นทุนในภาพรวม หากพลาดฝนช่วงปลายฤดู อาจทำให้ปริมาณน้ำสำหรับกา
อ่านต่อ >31

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
รัฐบาลให้ความสำคัญเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยสึนามินายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่กำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับทุ่นตรวจวัดคลื่นสึนามิบางจุดไม่ส่งข้อมูล จนทำให้ประชาชนเกิดความกังวล โดยย้ำว่า รัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยสึนามิอย่างต่อเนื่อง โดยระบบของประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาทุ่นตรวจวัดสึนามิเพียงอย่างเดียว แต่เป็นระบบบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง หลายหน่วยงาน และมีขั้นตอนการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน (Standard Operating Procedure: SOP) เพื่อวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ก่อนแจ้งเตือนประชาชนระบบสึนามิไทยปลอดภัย ประเมินสถานการณ์จากหลายด้านนายเจเศรษฐ์ ระบุว่า ทุ่นตรวจวัดสึนามิเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือของระบบเฝ้าระวังสึนามิของประเทศไทย การที่ทุ่นบางจุดไม่ส่งข้อมูล ไม่ได้หมายความว่าระบบเตือนภัยหยุดทำงาน เนื่องจากประเทศไทยยังมีระบบและข้อมูลประกอบการประเมินสถานการณ์จากหลายด้าน ทั้งข้อมูลแผ่นดินไหว สถานีวัดระดับน้ำทะเล ข้อมูลจากเครือข่ายและหน่วยงานระหว่างประเทศ รวมถึงมีขั้นตอนการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน หรือ SOP สำหรับวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ หากประเมินสถานการณ์แล้วพบว่ามีความเสี่ยงและจำเป็นต้องแจ้งเตือนประชาชน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีช่องทางในการแจ้งเตือนประชาชน รวมถึง ระบบ Cell Broadcast เพื่อส่งข้อมูลไปยังโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงอย่างรวดเร็ว ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกระบบเตือนภัยไม่ได้มีเพียงทุ่น กระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเฝ้าระวัง การประเมินสถานการณ์ และการแจ้งเตือนประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นหลัก ไม่ส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และขอให้ทุกคนมีสติ ไม่ตื่นตระหนก แต่พร้อมรับมือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน“ผมขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกระบบเตือนภัยไม่ได้มีเพียงทุ่น แต่เป็นการทำงานร่วมกันของข้อมูลหลายแหล่ง หลายห
อ่านต่อ >23

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองอุตุนิยมวิทยาการบิน กรมอุตุนิยมวิทยา เผยว่า ระยะนี้การกระจายของฝนยังมีความผันผวนสูง บางพื้นที่ต้องเฝ้าระวังน้ำมากเกิน ขณะที่บางพื้นที่ต้องระวังน้ำน้อย โดยวันนี้ (17 ส.ค. 69) หลายพื้นที่ยังมีฝนไม่มาก โดยเฉพาะบริเวณเขตเงาฝน แม้จะมีฝนบางแห่ง แต่ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักเป็นจุด ๆ ในภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบนและด้านตะวันออก รวมถึงภาคกลางทางตะวันตก และภาคใต้ด้านรับมรสุมช่วงวันที่ 18–21 ส.ค. 69 ต้องเฝ้าระวังฝนเพิ่มขึ้น โดยมีโอกาสเกิดฝนตกหนักในภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบนและด้านตะวันออก รวมถึงพื้นที่ด้านรับมรสุม และมีแนวโน้มฝนตกซ้ำในพื้นที่เดิมที่เคยเกิดสถานการณ์น้ำท่วม จึงยังต้องระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะบริเวณใกล้พื้นที่ลาดเชิงเขาในภาคเหนือตอนบน ภาคอีสานตอนบนและด้านตะวันออก ส่วนพื้นที่ตามแนวชายฝั่งแม่น้ำโขงต้องเฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจสูงขึ้น ขณะที่ด้านรับมรสุม ได้แก่ ระนอง พังงา จันทบุรี และตราด ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดอย่างไรก็ตาม ยังมีบางพื้นที่เป็นเขตอับฝน รวมถึงภาคใต้ตอนล่างที่มีฝนน้อย แม้ฝนจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมรสุมที่มีกำลังแรงขึ้น และร่องมรสุมกลับมามีกำลังแรงหรืออยู่ในภาวะ Active ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนและเคลื่อนตัวเข้าหาฝั่ง จึงยังมีพื้นที่ที่ต้องระวังปริมาณฝนน้อยและน้ำไม่เพียงพอช่วงวันที่ 22–24 ส.ค. 69 ฝนจะลดลงชั่วคราว แต่ยังสามารถเกิดฝนต่อเนื่องได้ในภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน และพื้นที่ด้านรับมรสุม จึงต้องระวังฝนตกสะสมจากนั้นช่วงวันที่ 25–31 ส.ค. 69 ฝนจะกลับมาเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่ยังเกิดขึ้นบริเวณประเทศไทยตอนบน เนื่องจากแนวร่องมรสุมมีแนวโน้มเลื่อนต่ำลงมาพาดผ่านตอนกลางของประเทศไทยมากขึ้น และในช่วงปลายเดือน ระหว่างวันที่ 28–31 ส.ค. 69 ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้มีฝนน้อย เพราะร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านบริเวณภาคกลาง ทำให้มีโอกาสกลับมามีฝนเพิ่มขึ้นสำหรับข่าวพายุ ขณะนี้ยังไม่ต้องตื่นตระหนก แม้จะมีสัญญาณการก่อตัวของหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนในช่วงวันที่ 20–22 ส.ค. 69 แต่ยังต้องติดตามและอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการพยากรณ์ระยะ 15 วันสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา โดยเฉพาะช่วงท้ายของการพยากรณ์ จึงควรใช้ข้อมูลเป็นแนวทางในก
อ่านต่อ >14

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ก่อนเดินทางเยือนนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2569 โดยระบุว่า การดำเนินมาตรการของรัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาหลายด้านควบคู่กัน เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งต่อประชาชน เศรษฐกิจ และฐานะการคลังของประเทศนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลต้องดูแลให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไป ขณะเดียวกันประชาชนควรได้รับการช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และรัฐบาลต้องสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดเป็นองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาร่วมกัน สำหรับแนวทางการดูแลประชาชน นายกรัฐมนตรีระบุว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม รูปแบบการดำเนินมาตรการต้องไม่เป็นลักษณะของรัฐสวัสดิการหรือประชานิยม และจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้ครบถ้วน รวมถึงเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดำเนินการเมื่อถูกถามว่า ในใจได้ตัดสินใจแล้วหรือไม่ว่าจะเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 นายกรัฐมนตรีหัวเราะ ก่อนกล่าวว่า เรื่องใดที่สามารถทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลต้องคิดและพิจารณาอยู่ทุกวัน โดยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโครงการนี้เพียงเรื่องเดียว ส่วนคำถามเกี่ยวกับฐานะการคลังของรัฐบาลว่ายังมีความสามารถรองรับมาตรการต่าง ๆ หรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยขาดทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569 โดยการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ยังไม่ได้ระบุกรอบเวลา หรือยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 เมื่อใด
อ่านต่อ >18

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สถานการณ์ภูมิอากาศโลกส่งสัญญาณน่าจับตา เมื่อปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี 2569 ขณะที่ประเทศไทยอาจเผชิญฝนปลายฤดูต่ำกว่าปกติในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม ซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญของการเติมน้ำเข้าสู่เขื่อนและแหล่งน้ำ ก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง หากฝนพลาดเป้า อาจส่งผลให้น้ำต้นทุนสำหรับปี 2570 ตึงตัวมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้ง ความร้อน ไฟป่า และปัญหา PM2.5 ตามมารองศาสตราจารย์วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ เปิดเผยว่า ข้อมูลพยากรณ์ล่าสุดสะท้อนสัญญาณเอลนีโญที่แรงขึ้นอย่างชัดเจน โดย NOAA ประเมินโอกาสเกิดเอลนีโญเกือบ 100% ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกรกฎาคม–กันยายน 2569 ไปจนถึงช่วงมกราคม–มีนาคม 2570 ขณะที่โอกาสเกิดเอลนีโญระดับ “รุนแรงมาก” หรือ Very Strong El Niño เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสูงกว่า 90% ในช่วงกันยายน–ธันวาคม 2569 โดยอาจแตะประมาณ 95% ในช่วงตุลาคม–ธันวาคม ก่อนแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงในปี 2570 ด้านแบบจำลองของ ECMWF ชี้ว่า เอลนีโญมีแนวโน้มเร่งกำลังขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และอาจถึงจุดสูงสุดช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องต้นปี 2570 ก่อนอ่อนกำลังลงราวเดือนมีนาคม–เมษายน 2570 อย่างไรก็ตาม ความอุ่นของมหาสมุทรแปซิฟิกอาจยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2570ขณะที่ดัชนี IOD หรือ Indian Ocean Dipole มีแนวโน้มขยับเข้าสู่ภาวะเป็นบวกในช่วงเดือนสิงหาคม–ธันวาคม 2569 แม้ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่หากเกิด Positive IOD พร้อมกับเอลนีโญ อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ประเทศอินโดนีเซียและบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีฝนลดลงและแห้งแล้งกว่าปกติสำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม 2569 ซึ่งผลพยากรณ์เฉลี่ยจากสำนักอุตุนิยมวิทยา 11 แห่งทั่วโลก บ่งชี้ว่าหลายพื้นที่มีแนวโน้มฝนต่ำกว่าค่าปกติ โดยสัญญาณดังกล่าวปรากฏในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการเติมน้ำเข้าสู่เขื่อนก่อนเข้าสู่ฤดูแล้งแม้ฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฝนตกหนักหรือน้ำท่วม แต่ความเสี่ยงสำคัญคือ “ฝนตกไม่ตรงจังหวะ” หรือมีฝนหนักเป็นช่วง ๆ แต่ปริมาณฝนสะสมไม่เพียงพอต่อการเติมน้ำต้นทุนในภาพรวม หากพลาดฝนช่วงปลายฤดู อาจทำให้ปริมาณน้ำสำหรับกา
อ่านต่อ >31

#TNN เจาะข่าว #TNN ช่อง16
รัฐบาลให้ความสำคัญเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยสึนามินายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่กำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับทุ่นตรวจวัดคลื่นสึนามิบางจุดไม่ส่งข้อมูล จนทำให้ประชาชนเกิดความกังวล โดยย้ำว่า รัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยสึนามิอย่างต่อเนื่อง โดยระบบของประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาทุ่นตรวจวัดสึนามิเพียงอย่างเดียว แต่เป็นระบบบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง หลายหน่วยงาน และมีขั้นตอนการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน (Standard Operating Procedure: SOP) เพื่อวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ก่อนแจ้งเตือนประชาชนระบบสึนามิไทยปลอดภัย ประเมินสถานการณ์จากหลายด้านนายเจเศรษฐ์ ระบุว่า ทุ่นตรวจวัดสึนามิเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือของระบบเฝ้าระวังสึนามิของประเทศไทย การที่ทุ่นบางจุดไม่ส่งข้อมูล ไม่ได้หมายความว่าระบบเตือนภัยหยุดทำงาน เนื่องจากประเทศไทยยังมีระบบและข้อมูลประกอบการประเมินสถานการณ์จากหลายด้าน ทั้งข้อมูลแผ่นดินไหว สถานีวัดระดับน้ำทะเล ข้อมูลจากเครือข่ายและหน่วยงานระหว่างประเทศ รวมถึงมีขั้นตอนการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน หรือ SOP สำหรับวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ หากประเมินสถานการณ์แล้วพบว่ามีความเสี่ยงและจำเป็นต้องแจ้งเตือนประชาชน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีช่องทางในการแจ้งเตือนประชาชน รวมถึง ระบบ Cell Broadcast เพื่อส่งข้อมูลไปยังโทรศัพท์มือถือในพื้นที่เสี่ยงอย่างรวดเร็ว ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกระบบเตือนภัยไม่ได้มีเพียงทุ่น กระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเฝ้าระวัง การประเมินสถานการณ์ และการแจ้งเตือนประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นหลัก ไม่ส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และขอให้ทุกคนมีสติ ไม่ตื่นตระหนก แต่พร้อมรับมือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน“ผมขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกระบบเตือนภัยไม่ได้มีเพียงทุ่น แต่เป็นการทำงานร่วมกันของข้อมูลหลายแหล่ง หลายห
อ่านต่อ >23

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองอุตุนิยมวิทยาการบิน กรมอุตุนิยมวิทยา เผยว่า ระยะนี้การกระจายของฝนยังมีความผันผวนสูง บางพื้นที่ต้องเฝ้าระวังน้ำมากเกิน ขณะที่บางพื้นที่ต้องระวังน้ำน้อย โดยวันนี้ (17 ส.ค. 69) หลายพื้นที่ยังมีฝนไม่มาก โดยเฉพาะบริเวณเขตเงาฝน แม้จะมีฝนบางแห่ง แต่ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักเป็นจุด ๆ ในภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบนและด้านตะวันออก รวมถึงภาคกลางทางตะวันตก และภาคใต้ด้านรับมรสุมช่วงวันที่ 18–21 ส.ค. 69 ต้องเฝ้าระวังฝนเพิ่มขึ้น โดยมีโอกาสเกิดฝนตกหนักในภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบนและด้านตะวันออก รวมถึงพื้นที่ด้านรับมรสุม และมีแนวโน้มฝนตกซ้ำในพื้นที่เดิมที่เคยเกิดสถานการณ์น้ำท่วม จึงยังต้องระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะบริเวณใกล้พื้นที่ลาดเชิงเขาในภาคเหนือตอนบน ภาคอีสานตอนบนและด้านตะวันออก ส่วนพื้นที่ตามแนวชายฝั่งแม่น้ำโขงต้องเฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจสูงขึ้น ขณะที่ด้านรับมรสุม ได้แก่ ระนอง พังงา จันทบุรี และตราด ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิดอย่างไรก็ตาม ยังมีบางพื้นที่เป็นเขตอับฝน รวมถึงภาคใต้ตอนล่างที่มีฝนน้อย แม้ฝนจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมรสุมที่มีกำลังแรงขึ้น และร่องมรสุมกลับมามีกำลังแรงหรืออยู่ในภาวะ Active ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนและเคลื่อนตัวเข้าหาฝั่ง จึงยังมีพื้นที่ที่ต้องระวังปริมาณฝนน้อยและน้ำไม่เพียงพอช่วงวันที่ 22–24 ส.ค. 69 ฝนจะลดลงชั่วคราว แต่ยังสามารถเกิดฝนต่อเนื่องได้ในภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน และพื้นที่ด้านรับมรสุม จึงต้องระวังฝนตกสะสมจากนั้นช่วงวันที่ 25–31 ส.ค. 69 ฝนจะกลับมาเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่ยังเกิดขึ้นบริเวณประเทศไทยตอนบน เนื่องจากแนวร่องมรสุมมีแนวโน้มเลื่อนต่ำลงมาพาดผ่านตอนกลางของประเทศไทยมากขึ้น และในช่วงปลายเดือน ระหว่างวันที่ 28–31 ส.ค. 69 ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้มีฝนน้อย เพราะร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านบริเวณภาคกลาง ทำให้มีโอกาสกลับมามีฝนเพิ่มขึ้นสำหรับข่าวพายุ ขณะนี้ยังไม่ต้องตื่นตระหนก แม้จะมีสัญญาณการก่อตัวของหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนในช่วงวันที่ 20–22 ส.ค. 69 แต่ยังต้องติดตามและอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการพยากรณ์ระยะ 15 วันสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา โดยเฉพาะช่วงท้ายของการพยากรณ์ จึงควรใช้ข้อมูลเป็นแนวทางในก
อ่านต่อ >14

#ข่าวทั่วไทย #TNN ช่อง16
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ก่อนเดินทางเยือนนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2569 โดยระบุว่า การดำเนินมาตรการของรัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาหลายด้านควบคู่กัน เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งต่อประชาชน เศรษฐกิจ และฐานะการคลังของประเทศนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลต้องดูแลให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไป ขณะเดียวกันประชาชนควรได้รับการช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และรัฐบาลต้องสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดเป็นองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาร่วมกัน สำหรับแนวทางการดูแลประชาชน นายกรัฐมนตรีระบุว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม รูปแบบการดำเนินมาตรการต้องไม่เป็นลักษณะของรัฐสวัสดิการหรือประชานิยม และจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้ครบถ้วน รวมถึงเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดำเนินการเมื่อถูกถามว่า ในใจได้ตัดสินใจแล้วหรือไม่ว่าจะเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 นายกรัฐมนตรีหัวเราะ ก่อนกล่าวว่า เรื่องใดที่สามารถทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลต้องคิดและพิจารณาอยู่ทุกวัน โดยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโครงการนี้เพียงเรื่องเดียว ส่วนคำถามเกี่ยวกับฐานะการคลังของรัฐบาลว่ายังมีความสามารถรองรับมาตรการต่าง ๆ หรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยขาดทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569 โดยการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ยังไม่ได้ระบุกรอบเวลา หรือยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 เมื่อใด
อ่านต่อ >18

#ข่าวเศรษฐกิจ #TNN ช่อง16
สถานการณ์ภูมิอากาศโลกส่งสัญญาณน่าจับตา เมื่อปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี 2569 ขณะที่ประเทศไทยอาจเผชิญฝนปลายฤดูต่ำกว่าปกติในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม ซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญของการเติมน้ำเข้าสู่เขื่อนและแหล่งน้ำ ก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง หากฝนพลาดเป้า อาจส่งผลให้น้ำต้นทุนสำหรับปี 2570 ตึงตัวมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้ง ความร้อน ไฟป่า และปัญหา PM2.5 ตามมารองศาสตราจารย์วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ เปิดเผยว่า ข้อมูลพยากรณ์ล่าสุดสะท้อนสัญญาณเอลนีโญที่แรงขึ้นอย่างชัดเจน โดย NOAA ประเมินโอกาสเกิดเอลนีโญเกือบ 100% ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกรกฎาคม–กันยายน 2569 ไปจนถึงช่วงมกราคม–มีนาคม 2570 ขณะที่โอกาสเกิดเอลนีโญระดับ “รุนแรงมาก” หรือ Very Strong El Niño เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสูงกว่า 90% ในช่วงกันยายน–ธันวาคม 2569 โดยอาจแตะประมาณ 95% ในช่วงตุลาคม–ธันวาคม ก่อนแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงในปี 2570 ด้านแบบจำลองของ ECMWF ชี้ว่า เอลนีโญมีแนวโน้มเร่งกำลังขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และอาจถึงจุดสูงสุดช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องต้นปี 2570 ก่อนอ่อนกำลังลงราวเดือนมีนาคม–เมษายน 2570 อย่างไรก็ตาม ความอุ่นของมหาสมุทรแปซิฟิกอาจยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2570ขณะที่ดัชนี IOD หรือ Indian Ocean Dipole มีแนวโน้มขยับเข้าสู่ภาวะเป็นบวกในช่วงเดือนสิงหาคม–ธันวาคม 2569 แม้ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่หากเกิด Positive IOD พร้อมกับเอลนีโญ อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ประเทศอินโดนีเซียและบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีฝนลดลงและแห้งแล้งกว่าปกติสำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม 2569 ซึ่งผลพยากรณ์เฉลี่ยจากสำนักอุตุนิยมวิทยา 11 แห่งทั่วโลก บ่งชี้ว่าหลายพื้นที่มีแนวโน้มฝนต่ำกว่าค่าปกติ โดยสัญญาณดังกล่าวปรากฏในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการเติมน้ำเข้าสู่เขื่อนก่อนเข้าสู่ฤดูแล้งแม้ฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฝนตกหนักหรือน้ำท่วม แต่ความเสี่ยงสำคัญคือ “ฝนตกไม่ตรงจังหวะ” หรือมีฝนหนักเป็นช่วง ๆ แต่ปริมาณฝนสะสมไม่เพียงพอต่อการเติมน้ำต้นทุนในภาพรวม หากพลาดฝนช่วงปลายฤดู อาจทำให้ปริมาณน้ำสำหรับกา
อ่านต่อ >31