รู้ไหม? ทำไมคนเสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้น

รู้ไหม? ทำไมคนเสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้น
Ingonn
25 เมษายน 2564 ( 18:45 )
1.8K
รู้ไหม? ทำไมคนเสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้น

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 พบผู้เสียชีวิตมากขึ้นในแต่ละวัน และส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุ รวมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น จนการรักษาอาจเข้าไม่ถึงบางชุมชน จนทำให้ผู้สูงอายุบางรายไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

 

 

วันนี้ True ID ได้รวบรวมสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 และแนวทางการป้องกันหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ รวมถึงแนวทางการจัดการเมื่อผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตมาฝากกัน

 

 

ปัจจัยเสี่ยงของผู้ติดเชื้อและเสียชีวิต


การระบาดของโควิดทั้ง 3 รอบ พบความเสี่ยงไม่แตกต่างกัน คือ เป็นลักษณะการติดเชื้อและเพร่ระบาดจาก สถานบันเทิง, บ่อนพนัน, สนามมวย, ทำงานในแหล่งชุมชน/ตลาด และติดเชื้อจากคนในครอบครัว

 


สาเหตุผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่


ผู้ที่เสียชีวิตจากสถิติข้อมูลในปัจจุบัน พบว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว มีภูมิคุ้มกันร่างกายที่อ่อนแอ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยที่อายุน้อยและไม่มีโรคประจำตัว

 

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา  คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การระบาดโควิด-19  ระลอกใหม่ รุนแรงกว่าและต่างจากรอบแรก เนื่องจากผู้ติดเชื้อไม่ยอมเปิดเผยตัว สืบสวนต้นตอที่มาของโรคยาก ความรุนแรงของโรคจากการกลายพันธุ์ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง ที่ปอดทำงานไม่เต็มที่ เมื่อไวรัสจู่โจมระบบทางเดินหายใจ อาจทำลายปอด 10-20% จนปอดไม่พื้นกลับมา ได้แก่

 

1. ผู้สูงอายุ 


2. คนที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอด เช่น โรคปอด มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง แม้ปอดถูกทำลายเล็กน้อย ก็จะส่งผลต่อชีวิตอย่างมาก ร่างกายจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว


3. คนที่มีน้ำหนักมาก มีไขมันใต้ผิวหนัง หรือใต้ช่องท้องมาก 


4.ผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มนี้เสี่ยงกับการหายใจที่ยากลำบากกว่าเดิม เพราะกระบังลมเคลื่อนไหวได้ยาก ทำให้ปอดทำงานได้น้อยลง

 


ส่วนใหญ่แล้วความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละรายจะมีการแสดงอาการที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่คิดเป็น  80% จะแสดงอาการค่อนข้างน้อย มีอาการเหมือนไข้หวัดทั่วไป ซึ่งสามารถหายเองได้  20% จะมีอาการรุนแรง เกิดการติดเชื้อที่ปอด และเกิดอาการปอดอักเสบ

 


อายุเฉลี่ยของผู้เสียชีวิตจากโควิด


การระบาดโควิด-19  ระลอกช่วงปี 2563 : พบผู้เสียชีวิตอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 58 ปี
การระบาดโควิด-19  ระลอกเดือน ม.ค.-มี.ค. 2564 : พบผู้เสียชีวิตอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 64 ปี 
การระบาดโควิด-19  ระลอกเดือน เม.ย. 2564 : พบผู้เสียชีวิตมีอายุน้อยที่สุด คือ เฉลี่ย 56 ปี

 

โดยการระบาดรอบที่ 3 ในปี 2564 นี้ พบว่ามีราว 50% ของผู้เสียชีวิต เกิดขึ้นจากการติดเชื้อในครอบครัว
และผู้ที่เสียชีวิตน้อยที่สุด คือ อายุเพียง 24 ปี

 

 

>>>>> เปิดแนวทางการดูแลผู้สูงอายุช่วง "โควิด-19" ระบาด อย่างถูกวิธี >>> คลิก

 

ระยะเวลาจากเริ่มป่วยถึงเสียชีวิต

ค่ากึ่งกลางของระยะเวลาจากวันทราบผลตรวจพบเชื้อ จนถึงวันที่เสียชีวิต 


การระบาดโควิด-19  ระลอกช่วงปี 2563 : ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 12 วัน 
การระบาดโควิด-19  ระลอกเดือน ม.ค.-มี.ค. 2564 : ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7 วัน
การระบาดโควิด-19  ระลอกเดือน เม.ย. 2564 : ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6 วัน

 

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นมี "โรคประจำตัว"

 ส่วนใหญ่อยู่ที่กลุ่มผู่ป่วยสูง อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป และมี "โรคประจำตัว" เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคปอด หลอดเลือดหัวใจ/หลอดเลือดสมอง ไทรอยด์ ไตวาย ป่วยติดเตียง


การระบาดโควิด-19  ระลอกช่วงปี 2563 : เสียชีวิตจากโควิดและมีโรคประจำตัว 43 ราย (64%)
การระบาดโควิด-19  ระลอกเดือน ม.ค.-มี.ค. 2564 : เสียชีวิตจากโควิดและมีโรคประจำตัว 24 ราย (89%)
การระบาดโควิด-19  ระลอกเดือน เม.ย. 2564 : เสียชีวิตจากโควิดและมีโรคประจำตัว 13 ราย (93%)

 

 

8 โรคเสี่ยง ที่อาจมีอาการรุนแรงหากติดโควิด-19

1.ความดันโลหิตสูง 
เนื่องจากเชื้อไวรัสจะส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ คลิก)

 

2.เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ 
ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีภูมิคุ้มกันต่ำ หากติดเชื้อ COVID-19 จะยิ่งทำให้โรครุนแรงขึ้น หัวใจทำงานหนักขึ้นและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น หัวใจล้มเหลว ลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลันในหลอดเลือดหัวใจ ปอดอักเสบรุนแรงและภาวะระบบการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน 

 

3.เบาหวาน 
ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลได้จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติ เพราะเชื้อจะเจริญเติบโตได้ดีเมื่อน้ำตาลในเลือดสูงและร่างกายมีภูมิคุ้มกันน้อยลง (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ คลิก)

 

4.ไตเรื้อรัง 
ผู้ป่วยฟอกไตและปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าคนทั่วไป จึงเสี่ยงติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรงขึ้น (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ คลิก)

 

5.ปอดอักเสบเรื้อรัง 
มีผลกระทบโดยตรงต่อปอด ซึ่งผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคปอดอยู่แล้วอาจทำให้โรคกำเริบหรือมีอาการปอดบวมได้ง่ายกว่าผู้ป่วยทั่วไป

 

6.ตับแข็ง ตับอักเสบเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยปลูกถ่ายตับที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน และผู้ป่วยมะเร็งตับที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัด 
เสี่ยงเกิดอาการรุนแรงได้เพราะยาที่ใช้รักษาอาจมีผลต่อการทำงานของตับ อาจทำให้โรคที่เป็นอยู่เดิมควบคุมได้ยากขึ้นหรือรุนแรงกว่าเดิม

 

7.ภูมิคุ้มกันบกพร่อง 
ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง เอดส์ หรือแม้แต่คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ จะมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ จึงทำให้เสี่ยงอาการรุนแรงและยังอาจติดเชื้อนานกว่าผู้ป่วยทั่วไป

 

8.โรคอ้วน 
หากติดเชื้อการขยายตัวของปอดจะถูกจำกัด ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสที่ปอดหรืออาจเกิดอาการหายใจลำบากเฉียบพลันได้ หากมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงและต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU อาจมีปัญหาในการใส่ท่อช่วยหายใจหรือการ X-Ray Computer ที่อาจจำกัดขนาดและน้ำหนักของผู้ป่วย (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ คลิก)

 

 

หากคุณมีอาการเหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว ป้องกันตัวเองอย่างไร


1.ทานยาต่อไปและทําตามคําแนะนําทางการแพทย์


2.งดการออกไปข้างนอก เว้นแต่มีความจําเป็น เช่น เพื่อไปรับการ รักษาพยาบาล 


3.รักษาระยะห่างจากผู้อื่น 


4.ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ 


5.หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาและจมูก 


6.รักษาสุขภาพ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ออกกําลังกาย เลิกสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์นอนหลับให้เพียงพอและดูแล สุขภาพจิต

 

 

เมื่อผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิต

ควรมีแนวทางจัดการศพผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ดังนี้

1. เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตสารคัดหลั่งที่อยู่ในศพยังสามารถแพร่กระจายเชื้อได้


2. ควบคุมสารคัดหลั่งโดยเก็บศพไว้ในถุงซิปกันน้ำอย่างน้อยสองชั้นและใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคทาด้านนอกถุงเก็บศพ


3. ห้ามเปิดถุงเก็บศพโดยเด็ดขาด ไม่มีการอาบน้ำศพ รดน้ำศพ และฉีดยารักษาศพ


4. บรรจุศพพร้อมถุงลงในโลงศพ และปิดฝาโลงให้สนิท ญาติสามารถนำศพไปทำพิธีกรรมทางศาสนาได้อย่างปลอดภัย


5. การเผาหรือฝังศพจะไม่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อ

 

 

 

 

 

ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค , ศูนย์ข้อมูล COVID-19 , กรุงเทพธุรกิจ , องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเทศไทย, โรงพยาบาลเวชธานี , workpointtoday

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง