อ.มาโนชญ์ กังวล "สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน" ฉุดพลังงานโลก

ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว ให้สัมภาษณ์ ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN ในรายการ "มอร์นิ่ง โฟกัส" เรื่อง ความกังวล "สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน" ฉุดพลังงานโลก ไว้อย่างน่าสนใจ ในภาพกว้างที่สุดอาจารย์อธิบายว่าความขัดแย้งครั้งนี้เป็นความเสี่ยงสูงสุดที่ตลาดโลกยังประเมินไม่ครบ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในห้วงเวลานี้ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวการเมืองระหว่างประเทศ แต่กำลังถูกยกระดับเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ที่สั่นสะเทือนทั้งเศรษฐกิจและพลังงานโลก หากสถานการณ์ลุกลามสู่ความขัดแย้งทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ
อาจารย์มาโนชญ์ ชี้ว่า หากสงครามเกิดขึ้นจริง แน่นอนว่าสิ่งที่น่ากลัวมากคือการปะทะทางทหาร และสิ่งที่ต้องจับตามองคือความยืดเยื้อของสงคราม ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ตั้งแต่เงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน ไปจนถึงเสถียรภาพตลาดการเงิน
เรื่องแรกที่น่ากังวล และต้องเกาะติดใกล้ชิดคือ ตลาดทองคำ ที่ผันผวนหนัก ราคาปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time New High) นักลงทุนทั่วโลกเข้าถือครองทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย สอดคล้องกับการประเมินของบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ฟิวเจอร์ จำกัด ที่ระบุว่า ราคาทองคำถูกขับเคลื่อนจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากสหรัฐฯ–อิหร่าน
การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
น่าสนใจว่า ในขณะที่ตลาดการเงินสะท้อนความกังวลอย่างชัดเจน แต่ผู้นำสหรัฐฯ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ กลับไม่ได้แสดงท่าที "วิตก" ต่อสถานการณ์มากนัก ซึ่งเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินประเมินว่าเป็นการตอกย้ำ “กลยุทธ์การลงทุนแบบเก็งกำไรการเสื่อมค่าของสกุลเงิน” หรือการลงทุนที่คาดการณ์ว่า ค่าเงินสกุลหนึ่งจะอ่อนค่าลงในอนาคต แล้วใช้วิธีการลงทุนเพื่อทำกำไรจากการอ่อนค่านั้น ผ่านตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (Forex) สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures / Forwards) หรือ การถือสินทรัพย์สกุลเงินอื่นแทน ทั้งหมดนี้ยิ่งเร่งให้เงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
ทีมข่าว "มอร์นิ่ง โฟกัส" รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ต้นปี 2569 ปรากฏว่าราคาทองคำปรับตัวขึ้นแล้วกว่า ร้อยละ 20 สะท้อนว่าตลาดกำลัง “ตั้งราคาความเสี่ยงล่วงหน้า” มากกว่ารอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง
อาจารย์มาโนชญ์เปิดเผยต่อว่า ความเสี่ยงที่สำคัญมากอีกประการคือ พลังงานโลก พื้นที่ขัดแย้งสำคัญอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” คือจุดยุทธศาสตร์หลักของการขนส่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของการขนส่งพลังงานทางทะเลทั่วโลก หรือราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยปลายทางหลักคือประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะจีน
หากเส้นทางนี้สะดุด แม้เพียงบางส่วน ราคาพลังงานโลกอาจพุ่งขึ้นทันที และจะกลายเป็นแรงกระแทกซ้ำเติมเศรษฐกิจประเทศผู้นำเข้าอย่างไทย
โจทย์สำคัญจึงตกอยู่ที่รัฐบาลไทย ทั้งในมิติ ความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมน้ำมันสำรอง การหาแหล่งนำเข้าใหม่ หรือการสร้างพันธมิตรด้านพลังงาน รวมถึงมิติ โครงสร้างการค้า ที่ไทยยังพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง
สอดรับกับมุมมองของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ที่ประเมินว่า สงครามการค้าโลกมีแนวโน้มยืดเยื้อ การแข่งขันทางการค้าจะรุนแรงขึ้น และความไม่แน่นอนกับสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ ไทยจึงจำเป็นต้องลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จากราว ร้อยละ 20 ลงมาเหลือ ร้อยละ 10–15
ตลาดใหม่ที่ถูกจับตาคือ ตะวันออกกลางและอินเดีย โดยเฉพาะอินเดียที่มีอัตราการเติบโตทางการค้าสูงถึง ร้อยละ 40 กลายเป็นโอกาสสำคัญ หากไทยสามารถปรับตัวและเจาะตลาดได้อย่างจริงจัง
เท่าที่ฟังอาจารย์มาโนชญ์ ผมเกิดคำถามในใจต่อว่า "การลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯเป็นเรื่องของทางเลือก หรือว่าทางรอด" ของไทยกันแน่
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
