ส่องทางรอด "เศรษฐกิจไทย" หลังจบสงคราม "ตะวันออกกลาง"

ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 ลงพื้นที่ไปที่ มศว คณะเศรษฐศาสตร์ สัมภาษณ์ ผศ.ดร.อดุลย์ ศุภนัท คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มศว เรื่อง "ส่องทางรอดเศรษฐกิจไทย หลังจบสงครามตะวันออกกลาง"
อาจารย์อดุลย์ เปิดเผยว่าความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อ และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สมมติว่าวันนี้ "สงคราม" จะจบลง แต่เศรษฐกิจอาจไม่สามารถกลับไปสู่จุดเดิมได้โดยง่าย เนื่องจากโครงสร้างทางพลังงานของโลกได้รับความเสียหายไปแล้ว ทั่วโลกได้รับความเสียหายและผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงาน อย่างที่อินเดีย ผู้นำ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศมาตรการฉุกเฉินมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนครั้งใหญ่ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านเงินตราของประเทศ ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการพลังงานและการควบคุมการไหลออกของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างเข้มงวด ในมิติด้านพลังงาน ได้ยกระดับแนวทางปฏิบัติสู่การทำงานจากที่บ้านหรือ Work From Home อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในภาคการขนส่งที่ไม่จำเป็น พร้อมกับการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว มีเป้าหมายเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบที่ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นที่สร้างความตื่นตัวอย่างมากคือคำขอความร่วมมือให้ประชาชน "งดการซื้อทองคำ" และสินค้าฟุ่มเฟือยในช่วงปีนี้ เนื่องจากทองคำเป็นหนึ่งในสินค้านำเข้าหลักที่ดูดซับเงินตราต่างประเทศของอินเดียมหาศาลในแต่ละปี การชะลอการซื้อทองคำจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรักษาความแข็งแกร่งของเงินรูปีและป้องกันไม่ให้เงินทุนสำรองไหลออกไปสู่นอกประเทศในยามวิกฤต ซึ่งรัฐบาลมองว่าความมั่นคงของเงินตราคือปราการด่านสุดท้ายที่จะช่วยให้อินเดียรอดพ้นจากภาวะเงินเฟ้อรุนแรง
กลับมามองที่ประเทศไทย อาจารย์อดุลย์มองว่าโจทย์ที่แท้จริงของไทย คือการวางแผนในระยะกลางและระยะยาว โดยเฉพาะการเร่งผลักดันพลังงานทดแทนเพื่อลดการพึ่งพิงน้ำมันจากต่างประเทศ การสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานควบคู่ไปกับการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แม่นยำ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในสมรภูมิเศรษฐกิจโลกยุคใหม่นี้
ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย: จากยุทธศาสตร์แลนด์บริดจ์สู่การปรับตัวในโลกหลังสงคราม
ในวันที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ประเทศไทยกำลังถูกจับตามองผ่านเมกะโปรเจกต์ "แลนด์บริดจ์" ซึ่งถูกวางตัวให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน GDP และสร้างโอกาสการจ้างงานครั้งใหญ่ หัวใจสำคัญของการแจ้งเกิดโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่การก่อสร้างเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่จูงใจ โดยเฉพาะการบูรณาการด้านภาษีและการสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าจากช่องแคบมะละกาให้เปลี่ยนทิศทางมายังไทย
ความท้าทายที่ต้องเผชิญคือระบบขนถ่ายสินค้าซึ่งเป็นการขนส่งแบบ "สองต่อ" หรือ Double Handling ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความรวดเร็วและคุ้มค่าเชิงต้นทุนอย่างชัดเจน การที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เข้ามาศึกษาความคุ้มค่าเชิงลึก จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยืนยันว่าแลนด์บริดจ์จะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้จริงหรือไม่ เราคงต้องรอติดตามผลการศึกษาหลังจากนี้อย่างใกล้ชิด
นอกจากภาพรวมของโครงการขนาดใหญ่แล้ว ความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานรากยังต้องเผชิญบททดสอบสำคัญจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามที่ส่งฉุดราคาพลังงานให้พุ่งสูงจนกระทบต่อต้นทุนของธุรกิจ SME แม้ปัจจุบันภาครัฐจะออกมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่าง "คนละครึ่งพลัส" เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งนับเป็นเครื่องมือที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็วในระยะสั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่อาจตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
เท่าที่ได้ไปขอความรู้จากอาจารย์อดุลย์ ผมเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นมากว่า บทบาทของรัฐบาลที่แท้จริงไม่ใช่การเป็น "อัศวินขี่ม้าขาว" มาช่วยในวันที่ล้ม แต่คือการเป็น "วิศวกร" ที่ออกแบบทางเดินให้แข็งแรงพอที่ประชาชนจะเดินไปข้างหน้าได้เองอย่างมั่นคง หมายความว่าหนทางหลังจากนี้ท้าทายและไม่ง่าย การที่เราจะยืนบนลำแข้งตัวเองได้ หมายถึงการมี "จุดแข็ง" ที่โลกต้องยอมรับ และมี "เกราะป้องกัน" ที่หนาพอจะรับแรงกระแทกจากภายนอก หากรัฐบาลสามารถทำได้ เราจะมี "ความยั่งยืน" และสามารถเปลี่ยนเป็นประเทศที่เติบโตอย่างมีทิศทางและมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
