"พ.ร.ก. กู้เงิน" 5 แสนล้าน กระสุนนัดสำคัญของไทย? และ อุตสาหกรรม AI ส่อสะดุด

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ PIM ให้สัมภาษณ์ ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ในเรื่อง "พ.ร.ก. กู้เงิน" 5 แสนล้าน กระสุนนัดสำคัญของไทย? และ อุตสาหกรรม AI ส่อสะดุด ไว้อย่างน่าสนใจ
ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ การที่รัฐบาลไทยตัดสินใจเรื่อง "พ.ร.ก. กู้เงิน" เป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจมาก อาจารย์สมภพมองว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนดาบสองคม อาจสามารถเปรียบได้ว่า "พ.ร.ก." ดังกล่าว เป็นเหมือนกระสุนปืนที่มีไว้เพื่อรับมือกับปัญหาทางเศรษฐกิจ
"กระสุนที่ว่าน่าสนใจ จะยิงนกได้ตัวใหญ่หรือไม่ ไม่ใช่ปริมาณของกระสุน แต่คือเป้าหมายการยิง หากว่าเรายิงออกไปในลักษณะประชานิยม ก็แก้ไขปัญหาระยะสั้น อาจารย์มองว่าเราต้องนำเงินที่ได้มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน และภาคการลงทุน"
สำนักงานหนี้สาธารณะเปิดเผยว่าเรื่อง "หนี้"ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะในช่วงที่โควิด 19 ระบาด ในช่วงปี 2564 สัดส่วนหนี้ของไทยทะลุเพดานเดิมที่ร้อยละ 60 รัฐบาลมีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้เพื่อรองรับการกู้เงิน ในตอนนั้นเราจำเป็นต้องกู้มาเพื่อรับมือกับภาคเศรษฐกิจที่ถดถอย การจัดเก็บภาษีน้อยลง หรือแม้แต่ในตอนวิกฤต "ต้มยำกุ้ง" ที่เราต้องกู้เงินมาเพื่อประคองความล้มเหลวด้านการเงิน
หลายชาติขนาดใหญ่ก็เป็นหนี้ เช่น ญี่ปุ่น แต่เราต้องยอมรับว่าเรากับเขามีสภาพเครื่องยนต์ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน อาจารย์สมภพ ย้ำว่าเราต้องใช้ "กระสุน" นัดนี้อย่างมีแผนการ ไม่เน้นการเยียวยาระยะสั้นที่อาจละลายหายไปกับค่าครองชีพ ไม่ต่างอะไรจากการ "เสียของ" และอาจทิ้งภาระหนี้ให้คนรุ่นหลัง แต่เราต้องนำเงินดังกล่าวนี้ไปสร้างอนาคต และดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะฐานการผลิตใหม่ เช่น การพัฒนาระบบนิเวศสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน หรือการปรับฐานทัพแรงงานให้รองรับยุค AI
ต่อกันที่เรื่องของ AI อาจารย์สมภพมองว่าในวันที่โลกควรจะทะยานไปข้างหน้าด้วยแรงส่งของ "นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่สร้าง Demand มหาศาลในทุกภาคส่วน อุตสาหกรรมนี้กลับต้องเผชิญกับอาการ "สะดุด" อย่างน่าเสียดาย สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากขีดจำกัดทางเทคโนโลยี แต่มาจาก "ความผิดพลาดของนโยบายมหาอำนาจ" โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนสนามการค้าให้กลายเป็นสมรภูมิการเมือง
การใช้มาตรการกีดกันทางการค้าและการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่เพียงแต่ทำให้ Supply Chain ของ AI หยุดชะงัก แต่ยังสร้างความไม่แน่นอนให้แก่นักลงทุนทั่วโลก แทนที่จะเป็นช่วงขาขึ้นของเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มตัว เรากลับต้องมาพะวงกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ผลกระทบที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คือความผันผวนของค่าเงิน โดยคาดการณ์ว่า ดอลลาร์สหรัฐจะยังคงรักษาความแข็งค่าต่อไปในระยะสั้น ซึ่งเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อราคาทองคำ และซ้ำเติมให้ เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าลง ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สถานการณ์นี้บีบให้ภาคธุรกิจไทยต้องตั้งรับกับต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น ท่ามกลางโอกาสทางเทคโนโลยีที่ถูกตีกรอบด้วยเกมการเมือง
บทเรียนจากอาจารย์สมภพ มานะรังสรรค์ ชี้ให้เห็นว่า "พ.ร.ก. กู้เงิน" คือ "กระสุนนัดสำคัญ" ที่รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะยิงอย่างไร หากรัฐบาลเปลี่ยนวิสัยทัศน์จากการ "เยียวยา" เป็นการ "ลงทุน" โดยใช้เงินกู้ก้อนนี้ไปสร้างระบบนิเวศสำหรับ พลังงานสะอาด และ การยกระดับแรงงานสู่ยุค AI ไทยจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ และพลิกวิกฤตหนี้ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่ขับเคลื่อนประเทศให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ทันเวลา
"จำนวนกระสุนไม่สำคัญเท่าความแม่นยำของเป้าหมาย—หนี้ที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่หนี้ที่กู้มาพัฒนา แต่คือหนี้ที่กู้มาละลายหายไปกับค่าครองชีพโดยไม่เกิดดอกผลในอนาคต"
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
