รีเซต

ช่องโหว่ “ไทยช่วยไทยพลัส” เจาะลึกปัญหาใหญ่รั้ง “เอสเอ็มอีไทย”

ช่องโหว่ “ไทยช่วยไทยพลัส” เจาะลึกปัญหาใหญ่รั้ง “เอสเอ็มอีไทย”
TNN ช่อง16
6 มิถุนายน 2569 ( 10:05 )
13

เจาะลึก ไทยช่วยไทยพลัส ยาแรงระยะสั้น กับเสียงสะท้อนจากเอสเอ็มอีที่กำลังเริ่มป่วย

ผม ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 ลงพื้นที่ได้สัมภาษณ์และขอความรู้ในเรื่อง ช่องโหว่โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" และเจาะลึกปัญหาใหญ่รั้งท้าย "เอสเอ็มอีไทย" กับคุณแสงชัย ธีรกุลวานิช  ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย คุณแสงชัยต้อนรับเราด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม พร้อมกับสูธผ้าไทยสีฟ้าสวยงาม ย้ำถึงการเห็นความสำคัญในการอุดหนุนผลิตภัณฑ์ไทย คุณแสงชัยเริ่มอธิบายว่า หลังจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ไทยช่วยไทย ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ แม้เสียงจากสภาอุตสาหกรรมจะมองว่าเป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีช่องโหว่สำคัญที่ต้องเร่งอุด โดยเฉพาะมิติการกระจายเม็ดเงินให้ถึงมือผู้ประกอบการฐานรากอย่างทั่วถึงและไม่จำกัดสิทธิร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

"นโยบายนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น บรรเทาภาระค่าครองชีพ และช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนได้จริง แต่ตัวเลขทางสถิติกลับสะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวลใจ ปัจจุบันผู้ประกอบการรายย่อยมีจำนวนรวมกันสูงถึงกว่าร้อยละ 80 ของทั้งประเทศ ทว่ากลับมีสัดส่วนในการขับเคลื่อนจีดีพีภาพรวมอยู่เพียงร้อยละ 3 เท่านั้น" ซึ่งคุณแสงชัย ได้วิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากนโยบายนี้สามารถเข้ามาช่วยประคองและเพิ่มโอกาสให้กลุ่มรายย่อยร้อยละ 80 นี้ได้โดยตรง เม็ดเงินจะกระจายตัวอย่างทั่วถึง และช่วยเพิ่มการขยายตัวของจีดีพีในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

คุณแสงชัย เสนอให้ออกแบบโครงการในลักษณะ ไทยช่วยไทยพลัส ที่ขยายสิทธิให้ครอบคลุมร้านค้าและผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมเชิงนโยบายและใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้งระบบนิเวศเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นรายย่อย รายเล็ก หรือรายใหญ่ ให้เกิดแรงกระเพื่อมได้จริง เนื่องจากร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า หรือนิติบุคคลเหล่านี้เป็นกลุ่มที่เสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังมองว่าห้างสรรพสินค้าคือช่องทางสำคัญในการกระจายสินค้า หากรัฐสามารถสนับสนุนให้ทำ เอสเอ็มอี คอร์เนอร์ ในห้างเพื่อวางขายสินค้าของรายย่อย ก็จะช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างประโยชน์ร่วมกันได้ทั้งระบบ


สำหรับอุปสรรคสำคัญที่สุดในเวลานี้คือเรื่อง "สุขภาพของเอสเอ็มอี" ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. พบว่าสถานการณ์ในปัจจุบันน่ากังวลอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ที่ผ่านมา โดยคุณแสงชัยได้เปรียบเทียบอาการทางธุรกิจให้ผมฟังอย่างเห็นภาพชัดเจน โดยแบ่งกลุ่มผู้ประกอบการออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งเห็นสัญญาณเตือนภัยที่เด่นชัด

กลุ่มแรกคือกลุ่มที่เติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสัดส่วนลดลงมาเหลือเพียงร้อยละ 21 ซึ่งถือว่าหายไปพอสมควรเนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาความขัดแย้งชายแดน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน และภาวะเงินเฟ้อ กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่พอประคองตัวได้แต่ไม่มีเงินทุนเพิ่มเติม กลุ่มนี้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 61 เป็นกว่าร้อยละ 70 ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด โดยคุณแสงชัยอธิบายแบบเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่าคนกลุ่มนี้เปรียบเสมือนคนที่กำลังเริ่มป่วย ซึ่งเป็นอาการที่น่ากลัวและต้องการยารักษาที่ตรงจุดก่อนที่จะสายเกินไป และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่ขาดทุนต่อเนื่องและกลุ่มหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องทำอย่างเร่งด่วน โดยฝั่งเอสเอ็มอีระบุว่าพวกเขากำลังต้องการการสนับสนุนใน 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย การทำให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ได้ เรื่องการบริหารจัดการต้นทุน เรื่องแหล่งเงินทุนซึ่งปัจจุบันยังมีความยากลำบากในการเข้าถึงอยู่มาก การพัฒนาศักยภาพของเอสเอ็มอีและแรงงาน และสุดท้ายคือการรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากกลุ่มทุนต่างประเทศที่เข้ามาบุกตลาดไทยในปัจจุบัน

บทสรุปจากการลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์ และวิเคราะห์ร่วมกันในครั้งนี้สะท้อนว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอาจเป็นเพียงยาบรรเทาอาการไข้ชั่วคราว แต่หากรัฐบาลต้องการรักษาอาการป่วยเรื้อรังและสร้างความยั่งยืนให้แก่ "เอสเอ็มอีไทย" การนำข้อเสนอเรื่องการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงการเข้ามาแก้ปมปัญหาทั้ง 5 ด้านอย่างเป็นรูปธรรม คือสิ่งสำคัญที่ภาครัฐต้องดำเนินการควบคู่กันไปในระยะยาวเพื่อไม่ให้คนตัวเล็กในภาคสนามเหล่านี้ต้องทรุดหนักลงไปกว่าเดิม

 

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากคุณแสงชัย คือความเปราะบางของสิ่งที่เรียกว่าฐานรากเทียม เพราะไทยมีผู้ประกอบการ "เอสเอ็มอี" จำนวนมากถึงร้อยละ 80 ของทั้งประเทศ แต่กลับสามารถสร้างเม็ดเงิน ขับเคลื่อนจีดีพีได้เพียงร้อยละ 3 เท่านั้นเป็นภาพของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ยืนเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น เป็นจุดเปราะบางที่อันตรายต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยิ่ง

เรื่องที่สองคือนิยามใหม่ของความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปจากเดิม จากที่ในอดีตเวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สังคมและภาครัฐมักจะพุ่งเป้าไปให้ความสนใจหรือเยียวยาเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ปิดตัวลงไปแล้วหรือกลุ่มที่เป็นหนี้เสียไปแล้ว แต่ผมมองว่าที่น่ากลัวกว่า นั่นคือกลุ่มประคองตัวที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 70 พวกเขากำลังอยู่ในสภาวะที่ไร้กำลัง ขาดสภาพคล่อง และไม่มีเงินทุนที่จะไปขยายกิจการต่อ หากเปรียบเทียบเป็นคนก็คือคนที่กำลังเริ่มป่วย ซึ่งพร้อมที่จะล้มพับและกลายเป็นหนี้เสียได้ทันที

คำถามที่มีในใจคือแล้วเราจะสามารถ ต่อลมหายใจ และทำให้ เอสเอ็มอีที่ป่วย ฟื้นจากไข้ได้อย่างไร


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง