จับสัญญาณเศรษฐกิจโลก "ทรัมป์" เยือนจีนรักษาสมดุล "มหาอำนาจ"

ระเบียบโลกใหม่ในวันที่จีน "เนื้อหอม"-ดีลลับ "ทรัมป์-สี จิ้นผิง" ก่อนรับไม้ต่อ "ปูติน"
สัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ขอความรู้จาก รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน อาจารย์อธิบายและฉายภาพที่น่าสนใจมากว่า "ปักกิ่ง" กลายเป็นศูนย์กลางภูมิรัฐศาสตร์โลกทันทีหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เยือนจีนไปเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมนี้ หลังจากนั้นเราได้เห็นภาพของ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ก็เดินทางมาเยือนจีนเช่นเดียวกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อกระชับความเป็นพันธมิตร ตอกย้ำว่าในวินาทีนี้จีนคือมหาอำนาจที่เนื้อหอมและกุมไพ่ใบสำคัญที่สุดในเวลานี้ แต่ผลลัพธ์ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกและไทยมากที่สุด คือฉากหลังการเจรจาระหว่าง จีน-สหรัฐฯ ซึ่งอาจารย์ได้ถอดรหัสเชิงลึกไว้ได้อย่างน่าสนใจ
ดร.อัทธ์ วิเคราะห์ว่า บริบทโลกวันนี้ซับซ้อนกว่าในอดีตมาก โดยจีนให้ความสำคัญสูงสุดกับ ไต้หวัน ส่วนสหรัฐฯ จับตาเรื่อง อิหร่าน ซึ่งหากคุยเรื่องความมั่นคงไม่ลงตัว การค้าก็เดินหน้าต่อไม่ได้ แต่ผลลัพธ์รอบนี้กลับออกมาในลักษณะต่างฝ่ายต่างยอมถอยเพื่อพึ่งพากัน โดยสหรัฐฯ ยอมชะลอการเก็บภาษีไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน พร้อมเปิดทางให้ Nvidia ส่งออกชิป AI ให้จีน และทรัมป์ยังส่งสัญญาณปรามไต้หวันว่าอย่าประกาศเอกราช ซึ่งตรงกับใจที่ปักกิ่งต้องการที่สุด ขณะที่จีนเองก็ยอมแลกด้วยการตกลงซื้อเครื่องบิน Boeing ล็อตใหญ่ ซื้อสินค้าเกษตรมูลค่ามหาศาล และรับปากไม่ส่งมอบอุปกรณ์ทางทหารให้อิหร่าน กลายเป็นจิ๊กซอว์ที่ลงรอยกันพอดี อาจารย์ย้ำว่าบริบทโลกวันนี้ไม่มีใครสามารถยืนอยู่ได้ลำพัง ทั้งสองฝ่ายจึงยอมถอยคนละก้าวเพื่อให้จิ๊กซอว์ลงรอยกัน ความยืดหยุ่นที่เกิดขึ้นระหว่างจีนกับสหรัฐฯ นี้ กลายเป็นโอกาสชั้นดีให้รัสเซียขยับเกมเข้าหาจีนเพื่อคานอำนาจตะวันตกในทันที โดยการมาเยือนของปูตินในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องพิธีการ แต่เป็นการเข้ามาเชื่อมต่อทางยุทธศาสตร์ในจังหวะที่จีนกำลังผ่อนคลายแรงกดดันจากสหรัฐฯ
การที่รัสเซียเร่งเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับจีน สะท้อนว่ามอสโกต้องการใช้ความเนื้อหอมของจีนเป็นเกราะคุ้มกันทางเศรษฐกิจและการเมือง ในขณะที่จีนเองก็ใช้ความสัมพันธ์กับรัสเซียเป็นไพ่ต่อรองในอนาคตหากทรัมป์หันกลับมาใช้มาตรการภาษีที่รุนแรงขึ้น เช่น มาตรา 301 หรือ 232 ที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก เกมนี้จึงเป็นการเดินหมากที่ทุกฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกัน โดยมีจีนเป็นศูนย์กลางในการจัดระเบียบโลกใหม่ที่สหรัฐฯ ไม่สามารถใช้มาตรการกดดันฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป
แม้ทรัมป์จะเคลมความสำเร็จว่านโยบายภาษีสามารถลดการขาดดุลกับจีนได้ แต่ ดร.อัทธ์ เตือนว่านี่ไม่ใช่ความสำเร็จที่ยั่งยืน การใช้มาตรการภาษีผ่านข้อกฎหมายอย่างมาตรา 301 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการค้า ปี 1974 และ มาตรา 232 ของกฎหมายว่าด้วยการขยายตัวทางการค้าสหรัฐฯ ปี 1962 กำลังเจอขีดจำกัด เพราะหากสหรัฐฯ บล็อกสินค้าถูกจากจีน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในอเมริกาก็จะพุ่งสูงขึ้นทันที สินค้าหลายประเภทอาจขาดแคลน หากว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถนำเข้าสินค้าจากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทนสัดส่วนที่เป็นฟันหลอ หรือที่ขาดหายไป ซ้ำร้ายสหรัฐฯ เองก็กำลังสูญเสียเค้กก้อนโตในตลาดจีนไปด้วยเช่นกัน
คำถามที่สังคมไทยต้องคิด: ในวันที่มหาอำนาจเบอร์หนึ่งและเบอร์สองของโลก ยังต้องยอมถอยคนละก้าวเพื่อพึ่งพากัน และในวันที่รัสเซียเดินเกมขยับเข้าหาจีนเพื่อคานอำนาจตะวันตก ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้? เรามีความพร้อมและรวดเร็วแค่ไหนในการเดินเกมการค้าเชิงรุก เพื่อเจรจาเซฟผลประโยชน์ของประเทศในจังหวะที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังจัดระเบียบใหม่ หรือเราจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปอยู่ในมือเพื่อนบ้านในอาเซียนทั้งหมด?
ในมุมมองส่วนตัว จากการได้พูดคุยกับ ดร.อัทธ์ ทำให้ผมคิดว่า คำตอบของเรื่องนี้ไม่ใช่การ "เลือกข้าง" แต่คือการ "เลือกจังหวะ" ไทยต้องเปลี่ยนผ่านตัวเองจากผู้ตั้งรับ มาเป็นนักเจรจาเชิงรุกที่ใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานใหม่ เร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทคที่กำลังย้ายฐาน และใช้จุดแข็งด้านการเป็นกลางทางการเมืองเพื่อเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ของทุกขั้วอำนาจ เพราะในเกมมหาอำนาจ ความเร็วและไหวพริบทางการทูตคือสิ่งเดียวที่จะเปลี่ยน "วิกฤตความขัดแย้ง" ให้กลายเป็น "เค้กชิ้นใหญ่" ของเศรษฐกิจไทย
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์
ผู้ประกาศข่าว TNN16
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
