วิเคราะห์: ฟุตบอลโลก 2026 มากกว่า “ความสุข” คือ “เครื่องจักรเศรษฐกิจหมุนเวียนโลก”

วิเคราะห์: ฟุตบอลโลก 2026 มากกว่า “ความสุข” คือ “เครื่องจักรเศรษฐกิจหมุนเวียนโลก”
ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าวTNN16 เดินทางไปที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สัมภาษณ์ ผศ.ดร.อดุลย์ ศุภนัท คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มศว เรื่อง มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ที่สามทหารเสืออย่าง สหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่สมรภูมิลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ มอบความสุขให้แฟนฟุตบอลทั่วโลกเท่านั้น แต่ในมิติทางเศรษฐกิจ มันคือ "พายุหมุนทางเศรษฐกิจ" ที่กำลังขับเคลื่อนโลกอย่างมีนัยสำคัญ
สะพัด 4 หมื่นล้านดอลลาร์: เม็ดเงินที่จับต้องได้
อาจารย์อดุลย์ มองว่า "ฟุตบอลโลก" ปีนี้ ฟีฟ่าสะท้อนวิธีคิดเชิงธุรกิจที่น่าสนใจ จากการเพิ่มทีมและระยะเวลาในการแข่งขัน ทำให้คนจำนวนมากขึ้นจากทั่วโลกมีส่วนร่วม และมีโอกาสที่จะจับจ่าย ใช้เงินมากขึ้น อาจารย์เปิดเผยว่า "ฟีฟ่า" กับ "องค์การการค้าโลก" หรือ (WTO) ประเมินว่า ตลอดระยะเวลาเพียงเดือนกว่าของทัวร์นาเมนต์นี้ จะช่วยดัน GDP โลกให้ขยายตัวสูงกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉพาะ "สหรัฐฯ" ชาติเดียวโกยเม็ดเงินไปถึงมากกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากอานิสงส์ของการบริโภค การท่องเที่ยว และการจ้างงานระยะสั้นในภาคบริการ ยกตัวอย่างข้อมูลที่น่าสนใจ กลุ่มแฟนบอลสกอตแลนด์ หรือกลุ่ม "Tartan Army" บุกไป "ดื่มเบียร์จนเกลี้ยงเมือง" ขนาดว่าสำนักข่าวต่างประเทศใช้คำว่า Drank the city dry ที่ บอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา สำนักข่าวท้องถิ่นรายงานว่าในเกมที่สกอตแลนด์ลงแข่งนัดแรก และเอาชนะเฮติไปได้ 1-0 ที่สนามกีฬา Gillette Stadium แฟนบอลก็ออกฉลองกันอย่างสุดเหวี่ยง ถล่มสั่งเบียร์ "Boston Lager" ไปมากกว่า 4,000 พินต์ ซึ่งเป็นยอดขายที่สูงกว่าช่วงเทศกาลวันชาติสหรัฐฯ (4th of July) ถึง 4 เท่า จนร้านต้องโทรสั่งรถขนส่งเบียร์มาเติมสต็อกฉุกเฉินหลายรอบ แม้ในปัจจุบันยังไม่มีการสรุปตัวเลขเศรษฐกิจ หรือ Net Spending จากหน่วยงานรัฐหรือสภาหอการค้าบอสตัน เนื่องจากทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกยังไม่สิ้นสุด แต่เราคงจะเห็นภาพที่ชัดเจนในแง่ของการบริโภค และตัวเลขทางเศรษฐกิจที่อาจกระเตื้องขึ้นมา ข้อมูล "Micro-data" จากบาร์ในบอสตันเหล่านี้ คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยพิสูจน์รายงานของ WTO ที่ว่า GDP โลกจะโตกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ เพราะนี่คือเม็ดเงินที่เกิดขึ้นจริงจากความต้องการบริโภคที่พุ่งสูงฉับพลัน ขณะที่ "ประเทศไทย" แม้จะไม่ได้ตั๋วไปฟุตบอลโลก และเวลาถ่ายทอดสดตรงกับช่วงเช้าตรู่ แต่กระแสลูกหนังฟีเวอร์ยังสามารถกระตุ้นเม็ดเงินในประเทศให้สะพัดได้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจารย์อดุลย์มองว่าน่าสนใจมาก
SROI: ผลตอบแทนทางสังคมที่คุ้มค่า 4 เท่า
ผศ.ดร. อดุลย์ ศุภนัท คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มศว ชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าสนใจผ่านดัชนี SROI (Social Return on Investment) หรือผลกระทบทางสังคมที่ไม่ใช่ตัวเงิน โดยพบว่า "ฟุตบอลโลก" สามารถสร้างผลตอบแทนด้านนี้สูงถึง 4 เท่า พูดง่ายๆว่า ลงทุน 1 บาท ได้กลับมา 4 บาท ในเชิงสังคม เช่น อัตราอาชญากรรมที่ลดลงชั่วคราว รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจและ "วัฒนธรรมกีฬา" ที่แข็งแกร่ง เหมือนที่ญี่ปุ่นเคยทำสำเร็จมาแล้วในการเป็นเจ้าภาพ และต่อยอดจนทีมชาติก้าวขึ้นสู่ระดับโลก
จากโมเดลของญี่ปุ่นที่ อาจารย์อดุลย์ ได้ยกตัวอย่างไว้นั้น เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความยั่งยืน เพราะในทางเศรษฐศาสตร์ เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวหรือการบริโภคจะเกิดขึ้นและจบลงพร้อมกับเสียงนกหวีดหมดเวลาแข่งขัน แต่ "มูลค่าทางวัฒนธรรม" คือสิ่งที่จะอยู่ยงคงกระพันและสร้างมูลค่ากลับคืนสู่สังคมต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี หากว่ายังมองในกรอบของญี่ปุ่นก่อนปี 1992 (พ.ศ. 2535) ญี่ปุ่นแทบไม่มีวัฒนธรรมการดูหรือเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังเลย กีฬายอดฮิตของคือเบสบอล แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการตั้งเป้าหมายเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2002 ญี่ปุ่นใช้กลยุทธ์ "วัฒนธรรมนำการกีฬา" โดยใช้สื่อบันเทิงอย่างการ์ตูน (Manga) เช่น เรื่อง กัปตันซึบาสะ มาสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ควบคู่ไปกับการสร้างสเตเดียมระดับโลก ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากเป็นเจ้าภาพร่วมในปี 2002 ฟุตบอลไม่ได้เป็นแค่เกม แต่กลายเป็น "วินัยทางสังคม" เด็กๆ ญี่ปุ่นเติบโตมาพร้อมกับระบบการฝึกซ้อมที่เข้มงวดและแนวคิดการเล่นเป็นทีม (Collectivism) ซึ่งเป็นรากฐานของวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่น
อาจารย์อดุลย์ เปรียบเทียบผลกระทบของฟุตบอลโลกว่าเหมือน "ใยแมงมุม" ในแง่วัฒนธรรมหมายความว่า มันจะถักทอโยงใยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) อื่น ๆ ให้เติบโตตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าและแฟชั่น ธุรกิจอาหาร และการท่องเที่ยว
ย้อนมองไทย-ถอดสูตร ใยแมงมุม เปลี่ยนกระแสวอลเลย์บอลหญิงสู่เมกะเทรนด์ที่ยั่งยืน
เมื่อหันกลับมามองไทยที่รัฐบาลกำลังเดินหน้ายุทธศาสตร์ผลักดันให้เป็นศูนย์กลางมหกรรมโลก หรือ Mega Events Hub เราจะพบว่าไทยมีทุนทางวัฒนธรรมกีฬาที่แข็งแกร่งและมีมูลค่าสูงมากอย่าง "วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย" รวมถึง "มวยไทย" ที่พร้อมเป็นหัวหอกสำคัญ ทว่าความท้าทายที่แท้จริงคือ เราจะถอดบทเรียนความสำเร็จของประเทศญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI ให้คุ้มค่าถึง 4 เท่าได้อย่างไร ในเมื่อปัจจุบันกระแสความนิยมในกีฬาวอลเลย์บอลของบ้านเรายังคงติดอยู่กับดักของการเป็นเพียงแรงขับเคลื่อนตามสถานการณ์ หรือ Event-driven ที่ผู้คนจะตื่นตัวอย่างคึกคักเฉพาะในช่วงที่มีโปรแกรมการแข่งขันระดับโลก หรือในยามที่ทัพนักตบลูกยางสาวไทยสามารถคว้าชัยชนะมาครองได้เท่านั้น
กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านกระแสชั่วคราวนี้ให้กลายมาเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรม หรือ Culture-driven แบบที่ญี่ปุ่นทำสำเร็จ เริ่มต้นจากการแปรเปลี่ยนแรงบันดาลใจหน้าจอโทรทัศน์ให้มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับในชีวิตจริง เมื่อเยาวชนรับชมการแข่งขันแล้วเกิดความปรารถนาที่จะเล่นกีฬา รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องจัดเตรียมลานกีฬาชุมชน หรือสนามแข่งขันที่ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยให้กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ
นอกจากนี้ การจัดมหกรรมกีฬาระดับโลกในไทยต้องถูกนำมาผูกโยงกับ Soft Power และภาคการท่องเที่ยวอย่างเป็นเนื้อเดียว โดยยกระดับจากการจัดงานกระจุกตัวอยู่เพียงในกรุงเทพมหานคร ไปสู่การกระจายหมุดหมายการแข่งขันไปยังเมืองรองทั่วประเทศ ยุทธศาสตร์นี้จะช่วยดึงอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละจังหวัดออกมาอวดสายตาชาวโลก สิ่งสุดท้ายที่ละเลยไม่ได้คือการสร้างระบบนิเวศแห่งความสำเร็จของฮีโร่ หรือ Hero Ecosystem ด้วยการสนับสนุนนักกีฬาทีมชาติให้กลายเป็นต้นแบบในหลากหลายมิติ ทั้งในด้านการดูแลสุขอนามัย การมีระเบียบวินัย และการให้ความสำคัญกับการศึกษา เพื่อให้เยาวชนมองเห็นภาพสะท้อนของความสำเร็จที่จับต้องได้และนำไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
จากการพูดคุยกับอาจารย์อดุลย์ ผมรู้สึกว่า พลังขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นลู่ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน หากไทยสามารถมองเห็นและเข้าใจโครงข่าย "ใยแมงมุม" นี้อย่างทะลุปรุโปร่ง การลงทุนจัดอีเวนต์ระดับโลกในแต่ละครั้งจะไม่ใช่เพียงแค่ความสุขชั่วคราวที่เลือนหายไปพร้อมเสียงนกหวีดหมดเวลา แต่คือการวางรากฐานและสร้าง DNA ชุดใหม่ที่จะขับเคลื่อนให้เยาวชนไทยเติบโตไปพร้อมกับความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมั่นคง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
