"สหรัฐฯ-อิหร่าน" ยกระดับพร้อมออกศึก และ 3 ปัจจัยสำคัญที่อาจหยุดศึกตะวันออกกลางได้

Gemini said
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ในช่วงสัมภาษณ์พิเศษไปตามเกม เรื่อง "สหรัฐฯ-อิหร่าน" ยกระดับพร้อมออกศึก และ 3 ปัจจัยสำคัญหยุดศึกตะวันออกกลางได้
วิเคราะห์วิกฤตสหรัฐฯ-อิหร่าน: เมื่อ "อามาดา" ประชิดฝั่ง และสัญญาณรบที่ชัดเจนกว่าครั้งไหน
อาจารย์ปณิธานวิเคราะห์ว่าความขัดแย้งตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเข้าสู่ภาวะ "วัดใจ" ครั้งสำคัญ หากมองลึกลงไปเห็นว่าทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อมในการยกระดับความขัดแย้ง นำไปสู่สงครามได้ทุกเมื่อ สหรัฐฯ ขยับหมากอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการนำกองเรือ "อามาดา" นำโดยเรือ USS Abraham Lincoln เข้ามาสู่พื้นที่ และที่สำคัญอีกประการคือหลังจากการฝึกซ้อมรบ Cobra Gold สหรัฐฯ จะเพิ่มกำลังทางทหารเข้ามาอีกในพื้นที่ขัดแย้ง
อาจารย์ปณิธานสะท้อนการเคลื่อนหมากที่สำคัญของสหรัฐฯอีกครั้งดมื่อมีการ นำพลเรือเอกแบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM เข้ามาสู่สมการในระหว่างการเจรจา เป็นภาพที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ยุดใหม่สหรัฐฯ เพราะผู้บัญชาการเซนต์คอม มีอำนาจบัญชาการกองเรือที่ 5 และยังเป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรบ หมายความว่าไม่ได้เป็น "ทหารสายเจรจา" แต่เป็น "ทหารสายพร้อมยุทธการ หรือ Operational" มากไปกว่านั้นสหรัฐฯ ยังเดินหน้าช่วยอิสราเอลติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศรับมือกับภัยคุกคามจากอิหร่าน ซึ่งหากมองในมุนนี้แล้วสิ่งที่สหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมรับมือ และยกระดับสงครามหากว่ามีความจำเป็น เป็นการรับมือกับ "ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด"
วิเคราะห์ทางขนานระหว่าง "สงคราม" กับ "โต๊ะเจรจา"
อาจารย์ปณิธานเปิดเผยว่าหลังจากการเจรจาที่โอมานจบลง มีกระแสของข้อเสนอ 3 ข้อ ที่คาดว่าหากสามารถพูดคุยกันได้ ไฟแห่งความขัดแย้งอาจถูกดับลง โดยการประชุมต่อไปยังไม่ได้มีการกำหนดเวลาอย่างชัดเจน เรื่องแรกเป็นเรื่อง "นิวเคลียร์" ที่สหรัฐฯ ต้องการควบคุม และป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ อาจารย์มองว่าอิหร่านอาจใช้กลยุทธ์ "แบ่งรับแบ่งสู้" คล้ายกับเกาหลีเหนือในช่วงแรก จนที่สุดอิหร่านอาจสามารถมีนิวเคลียร์ของตนเองได้ เพราะอิหร่านมองว่าการมีนิวเคลียร์คือทางรอดของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมิติด้าน "พลังงาน" หรือ ความสามารถในการ "ป้องกันตนเอง"
ข้อที่สองที่มีการพูดถึงคือเรื่องการจัดการ "กลุ่มเห็นต่าง" กับรัฐบาลอิหร่าน ประเด็นสิทธิมนุษยชน การปราบปราม คุมขังผู้ชุมนุม เรื่องนี้เป็นประเด็นความมั่นคงภายใน ซึ่งอิหร่านต้องกลับมาทบทวนว่าควรต้องรับมือกับข้อเสนอสหรัฐฯ นี้อย่างไร
สุดท้ายคือการจัดการกลุ่มติดอาวุธ Proxy ซึ่งแม้ว่าตอนนี้ความสามารถทางด้านอาวุธถดถอย หากเปรียบเทียบกับสมัยที่เรืองอำนาจ แต่ยังเป็นกลุ่มที่สร้างความไม่สบายใจ และความเสียหายต่อกองทัพสหรัฐฯ รวมไปถึงชาติพันธมิตรในตะวันออกกลางได้ พูดง่ายๆว่าข้อเสนอนี้เป็นความต้องการตัดนิ้วกองกำลังอิหร่านนั่นเอง
ผมถามอาจารย์ว่าเรื่องไหนที่สามารถทำได้ก่อนเลย อาจารย์ปณิธานมองว่าน่าจะเป็นเรื่องนิวเคลียร์ก่อน แต่สุดท้ายต้องหาทางออกร่วมกัน เพราะอิหร่านคงไม่ยอมลด "เส้นแดง" สิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือการที่อิหร่านมองว่าการมี "นิวเคลียร์" เป็นสิ่งที่ "จำเป็น" เพื่อความอยู่รอดด้านพลังงาน และการป้องกันตนเอง ซึ่งหากว่าไม่ได้มีการพูดคุยกันอย่างจริงจังและเปิดใจ สุดท้ายอาจเป็นเพียงการ "ประวิงเวลา" เท่านั้น
เท่าที่ได้สัมภาษณ์อาจารย์ปณิธาน ผมเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าสถานการณ์ตอนนี้คือการ "เดินหมาก" บนเส้นบางๆระหว่างสันติภาพกับสงคราม จุดชี้วัดสำคัญในเกมการวัดใจครั้งนี้อาจอยู่ที่การประชุมครั้งต่อไปที่จะมีขึ้น แต่เชื่อว่าทั้งสองฝ่ายอาจต้องหาจุดสมดุล เพื่อไม่ให้การเจรจาล้มเหลว จนบายปลายไปสู่ "สงคราม" ที่ไม่มีใครต้องการให้เกิด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
