รีเซต

เจาะลึก "สมรภูมิอิหร่าน" ไร้สัญญาณสงบศึก

เจาะลึก "สมรภูมิอิหร่าน" ไร้สัญญาณสงบศึก
TNN ช่อง16
6 มีนาคม 2569 ( 09:00 )
17

ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง คณะสังคมศาสตร์ มศว เปิดเผยข้อมูลที่ทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ในประเด็น "สมรภูมิอิหร่าน ไร้สัญญาณสงบศึก" กับ ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 ในรายการ "ไปตามเกม"

อาจารย์มาโนชญ์ ฉายภาพสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังก้าวเข้าสู่จุดที่ "สุ่มเสียง" และ "เปราะบาง" ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อการเผชิญหน้าระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล เริ่มข้ามผ่านขอบเขตความมั่นคงแบบเดิม ไปสู่ความเสี่ยงของ "สงครามขยายวง" ที่อาจดึงมหาอำนาจโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง สาเหตุสำคัญที่สหรัฐฯ เข้ามาสู่ความขัดแย้งนี้อาจเป็นเพราะระเบียบตะวันออกกลางที่สร้างไว้แต่เดิมถูกรบกวน อิหร่านเป็นชาติมหาอำนาจตะวันออกกลางที่มีสมรรถนะด้านอาวุธและการทหารเพิ่มขึ้น แม้ว่าอาจไม่สามารถทัดเทียมสหรัฐฯ ได้ แต่นับว่าเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจต่อผู้นำโลก อย่างสหรัฐฯ พอสมควร โดยเฉพาะเมื่อ อิหร่าน มีการเพิ่มขีดความสามารถด้าน "นิวเคลียร์" และขีปนาวุธ นี่ยังไม่รวมถึงอาวุธลับต่างๆที่อิหร่านอ้างว่ามี แต่เรายังไม่เห็นว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร จุดสำคัญอีกประการที่เร้าให้สหรัฐฯ ต้องทำอะไรบางอย่างคือความสัมพันธ์ระหว่างชาติตะวันออกกลางที่ไม่เหมือนเดิม ไม่ได้มีความขัดแย้งรุนแรง และหันหน้าเข้าหากันมากขึ้น ส่งผลทำให้ไม่ต้อง "พึ่งพา" สหรัฐฯ เหมือนเดิม สามารถสรุปได้ว่า "ระเบียบตะวันออกกลาง" ถูกท้าทาย เป็นภาพ "ระเบียบไร้เงาอินทรี-สลัดทิ้งสูตรคุมเกมฉบับลุงแซม"

อาจารย์มาโนชญ์เจาะลึกต่อไปอีกว่า โครงสร้างอำนาจอิหร่าน: แข็งแกร่งกว่าที่สหรัฐฯ คาดการณ์แม้จะมีความพยายามสั่นคลอนเสถียรภาพภายในอิหร่าน แต่อาจารย์ชี้ให้เห็นว่า ระบบการสืบทอดอำนาจของอิหร่านถูกวางไว้เป็นอย่างดี การจัดตั้งสภาผู้นำชั่วคราวช่วยให้การบังคับบัญชาไม่ขาดตอน โดยมีกองกำลังปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เป็นกระดูกสันหลังที่เข้มแข็ง เป้าหมายของสหรัฐฯ ในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (Regime Change) จึงอาจไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากโครงสร้างการปกครองยังคงรักษาอำนาจต่อรองและการตอบโต้ทางทหารไว้ได้อย่างเหนียวแน่น


ปัญหาสำคัญที่อาจารย์มาโนชญ์มองว่าอาจทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่มีสัญญาณสงบลงได้โดยง่ายคือเรื่อง "เส้นแดง-นิวเคลียร์" ที่ไม่มีใครยอมถอย ชนวนเหตุที่แท้จริงของการบุกหนักจากฝั่งสหรัฐฯ และอิสราเอล อาจไม่ใช่แค่การตอบโต้ทางการเมือง แต่เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ด้าน "นิวเคลียร์" ซึ่งเป็นเส้นแดง (Red Line) ที่สำคัญที่สุด พูดง่ายๆว่าสหรัฐฯ และอิสราเอล ต้องการจัดการกับ "นิวเคลียร์" ของอิหร่าน ในขณะที่ฉากทัศน์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ อาจเป็นการบีบบังคับให้อิหร่านจำเป็นต้องมี "นิวเคลียร์" ในฐานะหลักประกันด้านความมั่นคง มีไว้ใช่เพื่อรับมือกับการรุกรานในอนาคต้ช่นเดียวกัน

ในสัปดา์ที่ผ่านมา อีกหนึ่งเรื่องที่น่ากังวลคือการขยายวงของสงคราม: จากตะวันออกกลางสู่ไซปรัส อาจารย์มาโนชญ์ มองว่านี่เป็นสัญญาณการขยายตัวของสงครามเริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อสมรภูมิไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ขัดแย้งเดิม แต่เริ่มลามไปถึง "ไซปรัส" หลังจากการเข้ามามีส่วนร่วมของอังกฤษ สิ่งนี้สะท้อนว่าการควบคุมขอบเขตของสงคราม (Containment) กำลังล้มเหลว และการปะทะอาจกระจายตัวไปตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ทั่วโลกได้


สุดท้ายอาจารย์มาโนชญ์ วิเคราะห์ว่าตัวแปรสำคัญที่อาจนำไปสู่การ "จบ" ศึกครั้งนี้คือ บทบาทของ จีน-รัสเซีย ผมถามอาจารย์มาโนชญ์ว่า "จะเกิดสงครามโลกหรือไม่?" คำตอบของอาจารย์คือ "ทั้งหมดอยู่ที่อยู่ที่ท่าทีของจีนและรัสเซีย ในฐานะพันธมิตรสำคัญภายใต้กรอบ BRICS ทั้งสองประเทศไม่สามารถปล่อยให้อิหร่านพ่ายแพ้ได้ เพราะจะกระทบต่อดุลอำนาจและอิทธิพลในตะวันออกกลางอย่างรุนแรง คาดว่าจีนและรัสเซียจะใช้ "โมเดลยูเครน" คือการส่งสนับสนุนด้านอาวุธ งบประมาณ และการทูต มากกว่าการส่งกองกำลังเข้าร่วมโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับนาโต (NATO) โดยตรงจนกลายเป็นสงครามโลกเต็มรูปแบบ"

จากการสัมภาษณ์ครั้งนี้ผมรู้สึก และเห็นภาพของกับดักความมั่นคงที่ไร้ทางออก โลกกำลังติดอยู่ใน "กับดักความมั่นคง" (Security Dilemma) ที่ต่างฝ่ายต่างเร่งสะสมอาวุธและอำนาจต่อรองเพื่อความปลอดภัยของตนเอง หากไม่มีการถอยคนละก้าวหรือการเจรจาแบ่งสรรอำนาจที่ลงตัว โอกาสที่ความขัดแย้งนี้จะลุกลามจนควบคุมไม่ได้ก็จะมีมากขึ้นตามลำดับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง