โลกจับตา "สหรัฐฯ-รัสเซีย" สิ้นสุดสนธิสัญญา "หัวรบนิวเคลียร์"

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าวTNN16 เรื่องสนธิสัญญาควบคุมจำนวนนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับ รัสเซีย หรือ New Start ที่หมดอายุลงเรื่องนี้สำคัญมากเพราะอาจเปรียบเป็นระเบิดเวลาที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
“New START” ใกล้หมดเวลา: นาฬิกานิวเคลียร์โลกกำลังเดินดังขึ้นอีกครั้ง
การที่ชาติมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ กับรัสเซีย ยังไม่ได้มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อเรื่องสนธิสัญญาควบคุมจำนวนนิวเคลียร์ หรือ New Start โลกอาจไม่ได้ยินเสียงระเบิด แต่กำลังอยู่ท่ามกลางความเงียบที่อันตรายกว่าหรือไม่
สนธิสัญญา New START ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย เป็นกลไกควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ยุทธศาสตร์ชิ้นสุดท้ายของสองมหาอำนาจ ที่เดินเข้าสู่ช่วงปลายอายุขัย และคำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า “จะต่อหรือไม่” แต่คือ “ถ้าไม่ต่อ โลกจะกลับไปอยู่ตรงไหน”
อาจารย์สมชาย มองว่าสนธิสัญญานี้ไม่ใช่เพียงเอกสารทางทูต แต่เป็นเรื่องหลักประกัน เป็นกลไกป้องกันความเสียหาย และหวาดกลัวต่อนิวเคลียร์ เพราะในยุคก่อนมีการควบคุม มหาอำนาจเคยสะสมนิวเคลียร์จนสามารถทำลายล้างประเทศหนึ่งให้หายไปจากแผนที่ได้จริง ยกตัวอย่าง วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา หรือ Cuba Crisis ปี 1962 ในตอนนั้นเป็นช่วงสงครามเย็น มหาอำนาจไม่วางใจกัน สะสมอาวุธและความสามารถด้านนิวเคลียร์ จุดสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนั้นคือการที่สหภาพโซเวียดนำขีปนาวุธนิวเคลียร์ไปติดตั้งที่คิวบา เท่ากับว่านำอาวุธมาจ่อที่หน้าบ้านสหรัฐฯ ทางกองทัพสหรัฐฯ จึงตอบโต้ด้วยการปิดล้อมทางทะเล และมีการเผชิญหน้ากันโดยตรง เป็นเหตุการณ์ที่เกือบจะมีการยิงนิวเคลียร์จากเรือดำน้ำโซเวียต แต่เคราะห์ดีที่ผู้บัญชาการตัดสินใจระงับไว้ในนาทีสุดท้าย จึงอาจสามารถพูดได้ว่า New Start ทำหน้าที่เป็น "เพดาน" ป้องกันไม่ให้การแข่งขันของมหาอำนาจทะลุเพดานจนทำให้โลกเข้าสู่ภาวะอันตราย
สุญญากาศของกติกา..เร้าความไม่แน่นอน
อาจารย์สมชายวิเคราะห์ว่าการหมดอายุของสนธิสัญญาไม่ได้หมายความว่ามหาอำนาจจะยิงกันในวันรุ่งขึ้น แต่หมายความว่า “ไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายมีอะไรเพิ่มขึ้นเท่าไร” ซึ่งต้องยอมรับว่าในโลกความมั่นคง "ความไม่รู้" อาจเท่ากับความกลัว และความกลัวอาจนำไปสู่ความต้องการสะสมอาวุธเพื่อป้องกันตนเอง
นี่คือจุดเริ่มของวงจรแข่งอาวุธแบบสงครามเย็น
ในฉากทัศน์ต่อไปโลกของเราอาจเข้าสู่การเป็น "โลกหลายขั้ว" ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อาจารย์สมชายประเมินว่า แม้ สหรัฐฯ กับรัสเซียจะยังไม่ต่ออายุ New Start ทันที แต่สุดท้ายทั้งสองฝ่ายจะต้องกลับมาเจรจา เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์จากความเสี่ยงเรื่องนิวเคลียร์ที่ไร้ซึ่งหลักประกัน สิ่งที่ตามมาคืออาจมีความพยายามดึงชาตินิวเคลียร์อื่นๆ อาทิ ฝรั่งเศส อังกฤษ และจีนให้มาเข้าร่วมสนธิสัญญานี้ หรือว่าสนธิสัญญาใหม่ในรูปแบบใกล้เคียง แต่ปัญหาคือสมดุลอำนาจเปลี่ยน แต่สมดุลผลประโยชน์ยังไม่เท่ากัน ชาติที่กำลังขยายกำลังรบ อาจไม่อยากถูกจำกัด ในทางกลับกันประเทศที่มีมากอยู่แล้ว อยากให้ทุกคนหยุด ซึ่งหมายความว่าการเจรจากับชาติขนาดเล็กลงมานั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
สนธิสัญญา "นิวเคลียร์" ไพ่ต่อรองระงับความขัดแย้ง
อาจารย์สมชายวิเคราะห์ว่าอีกมิติที่น่าสนใจ คือ New START อาจกลายเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจอีกอย่างในการต่อรองหยุดยิงระหว่าง "รัสเซีย–ยูเครน" เพราะในทางยุทธศาสตร์การลดความตึงเครียดเชิงนิวเคลียร์ คือสัญญาณความไว้วางใจระดับสูงสุด และความไว้วางใจระดับนี้ อาจเปิดประตูสู่การหยุดการรบในสนามจริง อาจสามารถพูดได้ว่าข้อตกลงเรื่องอาวุธที่ยังไม่ถูกใช้ อาจเป็นกุญแจหยุดอาวุธที่กำลังถูกใช้
สาระสำคัญของ New START ไม่ใช่จำนวนหัวรบ แต่คือการทำให้มหาอำนาจเกิดความวางใจว่าขั้วตรงข้ามไม่ได้กำลังเตรียมวันสิ้นโลก และในประวัติศาสตร์สงครามใหญ่มักไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจ แต่มักเริ่มจากความไม่ไว้วางใจกันมากกว่า นาฬิกานิวเคลียร์จึงไม่ได้เร่งเพราะใครอยากกดปุ่มแต่เร่งเพราะไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายมีปุ่มกี่อันต่างหาก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
