รีเซต

‘C&G’ จากภูเขาขยะสู่ไฟฟ้า บทสนทนาของโรงงาน เมือง และชุมชน

‘C&G’ จากภูเขาขยะสู่ไฟฟ้า บทสนทนาของโรงงาน เมือง และชุมชน
TNN ช่อง16
21 กุมภาพันธ์ 2569 ( 12:00 )
9

ทุกวัน กรุงเทพมหานครต้องจัดการกับขยะหลายพันตัน ของที่ถูกทิ้งลงถังในบ้านแต่ละหลัง ไม่ได้จบเส้นทางแค่รถเก็บขยะ หากยังต้องเข้าสู่ระบบจัดการที่ซับซ้อนกว่านั้น


หนึ่งในโมเดลที่ถูกนำมาใช้ คือโรงกำจัดขยะผลิตพลังงานไฟฟ้า C&G Environmental Protection จากจีน เข้ามามีบทบาทในระบบนี้


ที่นี่สามารถกำจัดขยะได้ราว 500 ตันต่อวัน หรือประมาณ 180,000 ตันต่อปี ผลิตไฟฟ้าได้เกือบ 10 เมกะวัตต์ และจ่ายไฟเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้านครหลวง


พื้นที่ตรงนี้ เคยเป็นบ่อขยะลึกกว่าสิบเมตร ก่อนจะถูกฟื้นฟูและก่อสร้างเป็นโรงงานอย่างที่เห็นในวันนี้ แต่ตัวเลขเหล่านั้นอาจไม่สำคัญเท่าคำถามที่ว่า ระบบนี้ทำงานอย่างไร และอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไร


มือคุมเครน และจังหวะของขยะ


ธนรัฐ วงศ์อนันต์ ผู้ควบคุมเครนของโรงงาน C&G Environmental Protection ทำงานอยู่ที่นี่มา 9 ปี หน้าที่ของเขาคือจัดการกับรถขยะที่เข้ามาในแต่ละวัน ด้วยการจัดกการกับกองขยะ แบ่งโซน และดู “ความชื้น” 


ขยะที่เพิ่งเข้ามาใหม่จะมีสีต่างจากขยะที่พักไว้แล้ว โดยขยะที่เข้ามาใหม่ เมื่อใช้เครนคีบไปอยู่ในกองเดียวกันแล้วต้องพักไว้อย่างน้อย 3-5 วัน เพื่อให้ความชื้นลดลง เพราะถ้าขยะชื้นเกินไป กระบวนการเผาจะไม่มีประสิทธิภาพ


เมื่อถามว่า ทำงานตรงนี้มา 9 ปี เป็นคนหน้างานคอนคุมเครนคีบขยะเช่นนี้ อยากบอกอะไรกับคนภายนอกบ้าง ธนรัฐบอกสั้นๆ ว่า “ใช้ขยะให้น้อยลง เพราะเยอะขึ้นทุกวัน” 


ทั้งนี้ จากจังหวะมือคุมเครน ขยะจะถูกส่งเข้าสู่เตาเผา และจากตรงนั้น ระบบอีกชั้นหนึ่งจึงเริ่มทำงาน

จากเตาเผา สู่ไฟฟ้า


รัฐพล ชัยวุฒิธร ผู้จัดการโรงงาน C&G Environmental Protection อธิบายว่า การเผาไม่ได้หมายถึงการเผาทิ้ง เมื่อขยะเข้าสู่เตาเผา ความร้อนที่เกิดขึ้นจะถูกส่งต่อไปยังหม้อไอน้ำ เปลี่ยนน้ำเป็นไอน้ำ และไอน้ำจะหมุนกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ขยะจึงกลายเป็นพลังงาน แต่คำถามสำคัญกว่าคือ การเผาเหล่านั้นมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่?


รัฐพลอธิบายว่า โรงงานใช้ถ่านกัมมันต์และปูนขาวในการบำบัดไอเสียก่อนเข้าสู่ระบบถุงกรองขนาดใหญ่ ฝุ่นละอองจะถูกดักจับก่อนปล่อยออกสู่ปล่อง ซึ่งมีหน้าที่เพียงระบายความร้อน


นอกจากนี้ โรงงานยังมีระบบตรวจวัดออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง และส่งข้อมูลไปยังกรมอุตสาหกรรม โดยเขาย้ำว่า การเผาไม่ใช่แค่เผาเฉยๆ แต่เผาแบบมีคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมซึ่งไม่ส่งผลเสียเลย


และอีกประโยคหนึ่งที่สะท้อนมุมมองของเขาคือ ขยะที่ทุกคนอาจมองว่าเป็นของไม่ชอบ มีกลิ่นเหม็น แต่ถ้าไปอยู่ถูกที่ ขยะเหล่านั้นก็มีคุณค่า


ทว่า โรงงานแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม แต่ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชน ผู้จัดการโรงงานบอกว่า โรงงานไม่ได้มาอยู่แค่ 4-5 ปี แต่จะอยู่ 20-30 ปี ชุมชนจึงต้องเป็นเหมือนญาติพี่น้อง


ที่นี่มีทีม CSR ลงพื้นที่ พบปะชุมชน ประชุมร่วมกับผู้นำชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงมีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมร่วมกัน


แต่คำว่า “อยู่ร่วม” ไม่ได้มีความหมายเดียว ลุงสำรอง เลือดทหาร ประธานชุมชนสามัคคี ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มากว่า 40 ปี เขาเห็นตั้งแต่วันที่มี “ภูเขาขยะ” สูงเท่าตึก 4-5 ชั้น ลมพัดที ขยะปลิว กลิ่นกระจาย


ในวันแรกๆ ของการก่อตั้งโรงงานนั้น ลุงสำรองเล่าว่า “วันนั้นมีการต่อต้าน” แต่พอมาวันนี้ ภูเขาขยะหายไป ย่อมส่งผลดีกับทั้งชุมชน ซึ่งไม่ใช่แค่ชุมชนที่เปิดรับและปรับตัง หากแต่ลุงสำรองย้ำว่า “จริง ๆ โรงงานพยายามปรับเข้ากับชุมชนมากกว่าด้วยซ้ำ”

สิ่งแวดล้อมเป็นหลัก เศรษฐกิจเป็นรอง


เหอ หนิง ผู้บริหารโรงงาน C&G Environmental Protection อธิบายที่มาของโครงการว่าเกิดขึ้นภายใต้นโยบายของกรุงเทพมหานคร ที่ต้องการจัดการขยะอย่างถูกวิธี และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม


“สิ่งแวดล้อมเป็นหลัก เศรษฐกิจเป็นรอง” คือหลักคิดขององค์กร ขณะท่ีพนักงานที่นี่เกือบ 100% เป็นคนไทย หลายคนทำงานมาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ


ในฐานะผู้บริหารที่ดูแลหลายร้อยพันชีวิต บอกว่าภาคภูมิใจที่ได้ดูแลคนเหล่านี้ ส่วนในอีกมุมหนึ่ง เขายังพูดถึงสุภาษิตจีนที่ว่า เมื่อมาอยู่ที่ใด ต้องทำประโยชน์ให้ที่นั้น คำพูดนั้นอาจฟังดูเรียบง่าย แต่โจทย์ในทางปฏิบัติไม่เรียบง่ายเลย


หากแต่วันนี้ โรงงานกำจัดขยะผลิตพลังงานไฟฟ้าแห่งนี้คงตอบชัดแล้วว่า ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีจัดการของเสีย แต่คือระบบที่ต้องอาศัยแรงงานไทย ความไว้วางใจจากชุมชน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และความสมดุลทางเศรษฐกิจ


คำถามจึงไม่ใช่แค่ “สร้างได้ไหม” แต่คือ “เมื่อสร้างแล้ว เมืองดีขึ้นไหม ชุมชนอยู่ได้ไหม และคนทำงานไทยเติบโตขึ้นจริงหรือไม่” และนี่คือภาพหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในภาคปฏิบัติ เมื่อการลงทุนไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่ลงไปอยู่ในชีวิตของผู้คนจริงๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง