รีเซต

ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ "ลัทธิทหารนิยมใหม่" อย่างที่จีนกล่าวหาไหม ?

ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ "ลัทธิทหารนิยมใหม่" อย่างที่จีนกล่าวหาไหม ?
TNN ช่อง16
1 มิถุนายน 2569 ( 17:01 )
7

เมื่อวานนี้ (31 พฤษภาคม) ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง ความเป็น "ลัทธิทหารนิยมใหม่" (New militarism) ของรัฐบาลญี่ปุ่น หลังจากที่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศของจีนเรียกร้องให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเฝ้าระวังและร่วมกันต่อต้านการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบของ “ลัทธิทหารนิยมใหม่” ของญี่ปุ่น


ญี่ปุ่นได้วิพากษ์วิจารณ์จีนกลับไปว่า จีนต่างหากที่เป็นฝ่ายขยายกองทัพอย่างรวดเร็วโดยขาดความโปร่งใส และจีนยังคงเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และยังย้ำว่า จีนมีคลังอาวุธนิวเคลียร์และเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์จำนวนมหาศาล ญี่ปุ่นไม่มีอาวุธเหล่านั้นเลยสักอย่าง แต่ทำไมญี่ปุ่นถึงถูกตราหน้าว่าเป็น “ลัทธิทหารนิยมใหม่"


ความไม่แน่นอนนำไปสู่ลัทธินิยมทหารใหม่ ?


ลัทธิทหารนิยมใหม่ หมายถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองสมัยใหม่และการเปลี่ยนแปลงด้านยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ จากการฝักใฝ่สันติภาพอย่างเคร่งครัดหลังสงคราม ไปสู่นโยบายทางทหารที่เข้มแข็งและเชิงรุกมากขึ้น 


ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลต่อการขยายอิทธิพลของจีน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับหลักประกันความมั่นคงจากสหรัฐฯ และบทเรียนจากสงครามยูเครน ทำให้ญี่ปุ่นหันมาทบทวนนโยบายความมั่นคงอย่างจริงจังมากขึ้น ความกังวลด้านความมั่นคง ทำให้ญี่ปุ่นรู้สึกว่าต้องเพิ่มศักยภาพในการป้องกันตัวเอง แทนการพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามเปลี่ยนทัศนคติเชิงลบที่เคยมีต่ออุตสาหกรรมอาวุธ ว่าเป็นอุตสาหกรรมแห่งความตาย


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ค่อย ๆ ผ่อนคลายข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญสันติภาพ ขยายบทบาททางทหาร และก้าวข้ามกรอบที่กำหนดไว้หลังสงครามอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้หยิบยกประเด็นไต้หวันขึ้นมา เตือนถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่อาจมีปฏิบัติการทางทหารได้  ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการเสริมสร้างกำลังทหาร


สำนักข่าว Global times มองว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวของลัทธิทหารนิยมรูปแบบใหม่ในญี่ปุ่น และหากปล่อยให้ดำเนินต่อไป อาจกลายเป็นปัจจัยที่บั่นทอนสันติภาพและการพัฒนาของเอเชีย

การเปลี่ยนแปลงด้านกลาโหมของญี่ปุ่น


ในปี 2014 ญี่ปุ่นได้ยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับสิทธิในการป้องกันตนเองร่วม ทำให้กองกำลังป้องกันตนเองสามารถมีบทบาททางทหารนอกประเทศได้มากขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายความมั่นคงของญี่ปุ่น และถูกมองว่าเป็นการลดทอนความเชื่อมั่นที่ประเทศเพื่อนบ้านมีต่อญี่ปุ่นหลังสงคราม


นอกจากนี้ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในปีที่ 4 ของแผนเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็นสองเท่า จากประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 เป็นราว 60,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2027 ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณทางทหารมากเป็นอันดับ 9 ของโลก


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้เดินหน้าโครงการด้านกลาโหมขนาดใหญ่หลายโครงการ เช่น การพัฒนาเครื่องบินขับไล่ล่องหนรุ่นที่ 6 ร่วมกับอิตาลีและสหราชอาณาจักร การพัฒนาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง และการสร้างเรือรบชั้นโมกามิให้กับออสเตรเลีย


นอกจากนี้ยังประจำการเครื่องบินขับไล่ F-35B บนเรือพิฆาตชั้นอิซูโมะ และจัดซื้อขีปนาวุธโทมาฮอว์กจากสหรัฐฯ ราว 400 ลูกในปี 2024 ทำให้ญี่ปุ่นมีขีดความสามารถโจมตีเป้าหมายระยะไกลได้เป็นครั้งแรก


ญี่ปุ่นยังปรับแนวคิดด้านการป้องกันประเทศให้สอดคล้องกับรูปแบบสงครามสมัยใหม่ โดยลดการพึ่งพาอาวุธราคาแพงและหันไปลงทุนในระบบไร้คนขับ โดรน ปัญญาประดิษฐ์ ระบบสงครามไซเบอร์ และการผลิตกระสุนในปริมาณมาก หลังได้เห็นบทเรียนจากสงครามยูเครนและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

อุตสาหกรรมกลาโหมฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ


นอกจากเหตุผลด้านความมั่นคงแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นยังมองว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในภาคการผลิตขั้นสูง เช่น อุตสาหกรรมการบิน การต่อเรือ และซอฟต์แวร์


หากญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ก็อาจกลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายสำคัญรายใหม่ของโลก โดยเฉพาะสำหรับประเทศขนาดกลางที่ต้องการทางเลือกในการสั่งซื้ออาวุธนอกเหนือจากสหรัฐฯ รัสเซีย หรือจีน


หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม แสดงความสนใจในยุทโธปกรณ์ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงที่เผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงทางทะเลจากจีน


อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังต้องเผชิญความท้าทายหลายประการ ทั้งการขาดแคลนบุคลากรด้านวิศวกรรม กำลังการผลิตที่ยังจำกัด การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน และปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศ


ขณะเดียวกัน จีนได้ตอบโต้การเสริมสร้างกำลังทางทหารของญี่ปุ่นด้วยมาตรการหลายด้าน ทั้งการคว่ำบาตรบริษัทญี่ปุ่น การจำกัดการส่งออกแร่สำคัญ และการวิพากษ์วิจารณ์ว่าญี่ปุ่นกำลังหวนกลับสู่ลัทธิทหารนิยมเหมือนในอดีต


แม้จะเผชิญแรงกดดันดังกล่าว แต่รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงเดินหน้าปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่อไป โดยเชื่อว่าการเสริมสร้างศักยภาพด้านความมั่นคงเป็นสิ่งจำเป็นท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก


การเปลี่ยนผ่านจากแนวคิด “ป้องกันประเทศเท่านั้น” ไปสู่การมีศักยภาพเชิงรุก จะทำให้ประเทศเพื่อนบ้านมองญี่ปุ่นเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง และอาจนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสันติภาพและเสถียรภาพของเอเชีย


การฟื้นตัวของลัทธิทหารนิยมในญี่ปุ่นไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงนโยบายภายในประเทศ แต่เป็นความท้าทายต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียร่วมกันเฝ้าระวังและป้องกันแนวโน้มดังกล่าว ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะหากละเลย เอเชียอาจต้องเผชิญความเสี่ยงต่อสันติภาพและความมั่นคงในอนาคต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง