วิกฤต “ไฟป่า” ยุคโลกเดือด แม้พื้นที่ไฟป่าน้อยลง แต่ทำลายล้างมากกว่าเดิม!

ผลการศึกษาฉบับใหม่เผย แม้พื้นที่ป่าและพื้นที่ธรรมชาติที่ถูกไฟป่าเผาทั่วโลกในปี 2568 จะลดลงจนอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 2545 แต่หลายประเทศพัฒนาแล้วยังคงเผชิญไฟป่ารุนแรงที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจ
งานวิจัยระบุว่า ในปี 2568 พื้นที่ทั่วโลกถูกไฟป่าเผาผลาญรวมประมาณ 2,094 ล้านไร่ ลดลงจากหลายปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการขยายตัวของพื้นที่เกษตรในแอฟริกา ซึ่งทำให้ภูมิทัศน์ถูกแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อย ส่งผลให้ไฟป่าขนาดใหญ่ในทุ่งหญ้าสะวันนาแพร่กระจายได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศกลับเผชิญเหตุไฟป่ารุนแรงเป็นประวัติการณ์ โดยในสหราชอาณาจักรเกิด “เมกะไฟร์” หรือไฟป่าขนาดมหึมาในสกอตแลนด์ เผาผลาญพื้นที่มากกว่า 625,000 ไร่ ส่งผลให้ประเทศมีพื้นที่ถูกไฟไหม้สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ขณะที่สหรัฐอเมริกา เผชิญไฟป่า Palisades และ Eaton ในนครลอสแอนเจลิส ซึ่งถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเหตุไฟป่าที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ ส่วนสเปนและโปรตุเกสมีไฟป่าครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 3.1 ล้านไร่ ขณะที่เกาหลีใต้เผชิญฤดูไฟป่าที่รุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา
รายงานยังระบุว่า ความเสียหายจากไฟป่าคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 38 ของมูลค่าความเสียหายที่บริษัทประกันต้องชดเชยจากภัยพิบัติทางสภาพอากาศทั้งหมดในปี 2568
“แมทธิว โจนส์” นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย และหัวหน้าคณะวิจัย กล่าวว่า แม้ภาพรวมของโลกจะดูเหมือนเป็นปีที่เกิดไฟป่าไม่รุนแรงมากนัก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกลับสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ที่ถูกไฟเผาไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความรุนแรงของภัยพิบัติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
นักวิจัยชี้ว่า แม้การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจะช่วยลดพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ในหลายภูมิภาค แต่ภาวะโลกร้อนยังคงเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดสภาพอากาศที่เอื้อต่อการลุกลามของไฟป่า โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่ป่ากับชุมชนเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนมีความเสี่ยงสูงที่สุด
ในปีที่ผ่านมา หลายพื้นที่เผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งคลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง และลมกระโชกแรง ซึ่งทำให้ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก โดยเฉพาะในแคลิฟอร์เนียและเกาหลีใต้ที่ไฟป่าได้ลุกลามเข้าสู่พื้นที่ชุมชน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เกิดการอพยพครั้งใหญ่ และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างรุนแรง
ขณะที่ภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งแต่โปรตุเกส สเปน ไปจนถึงตุรกี เผชิญภัยแล้งและอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดไฟป่ารุนแรง
แม้ว่าพื้นที่ไฟไหม้ทั่วโลกจะลดลง ส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากไฟป่าลดลงสู่ระดับต่ำสุดอันดับ 3 ในประวัติการบันทึกข้อมูล แต่สถานการณ์ในแคนาดายังคงน่าเป็นห่วง โดยประเทศเผชิญการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากไฟป่าในระดับสูงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
ข้อมูลระบุว่า ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ป่าเขตหนาวในอเมริกาเหนือปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมเกือบ 4,000 ล้านตัน มากกว่าปริมาณการปล่อยก๊าซรวมตลอดช่วง 15 ปีก่อนหน้านั้น
นอกจากส่งผลต่อภาวะโลกร้อนแล้ว ควันไฟป่ายังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพประชาชนทั่วโลก โดยงานศึกษาก่อนหน้านี้ประเมินว่า ควันจากไฟป่าในแคนาดาเมื่อปี 2566 มีส่วนเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศราว 82,000 ราย และสามารถพัดพามลพิษข้ามทวีปไปถึงเมืองต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ยุโรป และแอฟริกา
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า แม้จำนวนพื้นที่ที่ถูกไฟเผาอาจผันผวนในแต่ละปี แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศที่เอื้อต่อไฟป่ารุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้โลกต้องเผชิญความท้าทายไม่เพียงแค่การป้องกันไฟป่า แต่รวมถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับชุมชนและระบบนิเวศในการรับมือกับภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
