รีเซต

เปิดบิล 9 ปี “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รัฐจ่ายไปเท่าไร?

เปิดบิล 9 ปี “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รัฐจ่ายไปเท่าไร?
TNN ช่อง16
15 กรกฎาคม 2569 ( 17:24 )
46

“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ของการเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญด้านสวัสดิการของไทย ท่ามกลางค่าครองชีพและภาระทางเศรษฐกิจที่ยังเป็นแรงกดดันต่อครัวเรือนรายได้น้อย


ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เห็นชอบข้อเสนอเพิ่มเติมในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยปรับหลักเกณฑ์คัดกรองบางส่วน เพื่อเปิดทางให้กลุ่มเปราะบางและประชาชนที่เดือดร้อนสามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสิทธิได้ครอบคลุมมากขึ้น


หนึ่งในสาระสำคัญ คือ การยกเลิกเงื่อนไขคัดกรอง 2 ประเด็น ได้แก่ ไม่นำกรณีบุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเพื่ออุปการะบิดามารดามาเป็นเหตุในการพิจารณาสิทธิ และไม่นับสินเชื่อภาคเกษตรวงเงิน 100,000 บาทรวมในเกณฑ์สินเชื่อ เนื่องจากสินเชื่อเกษตรบางส่วนเกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพ การฟื้นฟูการผลิต หรือผลกระทบจากภัยพิบัติ


18.8 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการคัดกรอง


ข้อมูลที่รายงานต่อ ครม. ระบุว่า มีประชาชนประมาณ 18.8 ล้านรายอยู่ในกลุ่มที่ยืนยันสิทธิ ลงทะเบียน หรือได้รับการสำรวจเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคุณสมบัติ


แบ่งเป็น 3 กลุ่มสำคัญ


กลุ่มแรก ผู้ยืนยันสิทธิเดิมประมาณ 12.7 ล้านคน


กลุ่มที่สอง ประมาณ 1.05 ล้านคน เป็นกลุ่มที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่สำรวจความเป็นอยู่ หากพบว่าได้รับความเดือดร้อนจะนำเข้าสู่ระบบลงทะเบียน


และกลุ่มที่สาม ประมาณ 5.4 ล้านคน เป็นประชาชนที่ได้รับการแจ้งข้อมูลผ่านกลไกชุมชนและฝ่ายปกครอง เช่น กำนันและผู้ใหญ่บ้าน เพื่อค้นหาผู้เดือดร้อนที่อาจตกหล่นจากฐานข้อมูลเดิม


ตัวเลข 18.8 ล้านคน จึงยังไม่ใช่จำนวน “ผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด” แต่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิจารณาคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของโครงการ

9 ปี งบสะสมแตะ 5.29 แสนล้านบาท


หากย้อนดูวงเงินงบประมาณของโครงการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2569 พบว่า รัฐจัดสรรงบประมาณรวมตามตัวเลขรายปีประมาณ 528,601.47 ล้านบาท หรือเกือบ 5.29 แสนล้านบาท


ปี 2561 วงเงิน 46,290.59 ล้านบาท ผู้รับสิทธิ 14.61 ล้านคน

ปี 2562 วงเงิน 93,146.92 ล้านบาท ผู้รับสิทธิ 14.61 ล้านคน

ปี 2563 วงเงิน 46,731.12 ล้านบาท ผู้รับสิทธิ 13.83 ล้านคน

ปี 2564 วงเงิน 48,125.85 ล้านบาท ผู้รับสิทธิ 13.52 ล้านคน

ปี 2565 วงเงิน 49,044.24 ล้านบาท ผู้รับสิทธิ 13.24 ล้านคน

ปี 2566 วงเงิน 54,682.58 ล้านบาท ผู้รับสิทธิ 13.71 ล้านคน

ปี 2567 วงเงิน 55,813.59 ล้านบาท ผู้รับสิทธิ 13.52 ล้านคน

ปี 2568 วงเงิน 73,180 ล้านบาท ผู้รับสิทธิ 13.36 ล้านคน

และปี 2569 วงเงิน 61,586.58 ล้านบาท ผู้รับสิทธิ 13.17 ล้านคน

เมื่อพิจารณาตัวเลขตลอด 9 ปี จะเห็นว่า จำนวนผู้ได้รับสิทธิส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากกว่า 13 ล้านคนต่อปี ขณะที่วงเงินงบประมาณมีความผันผวนตามมาตรการและกรอบการช่วยเหลือในแต่ละช่วงเวลา


ปีงบประมาณ 2562 มีวงเงินสูงสุดในชุดข้อมูลที่ 93,146.92 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 มีวงเงิน 73,180 ล้านบาท ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 61,586.58 ล้านบาทในปี 2569


จาก “สวัสดิการ” สู่โจทย์เศรษฐกิจฐานราก


ตลอดเกือบทศวรรษ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้มีบทบาทเพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพ แต่ยังเป็นหนึ่งในช่องทางส่งผ่านงบประมาณภาครัฐไปยังประชาชนฐานราก


ข้อมูลสิทธิเดือนกรกฎาคม 2569 ของกรมบัญชีกลางยังสะท้อนรูปแบบการช่วยเหลือที่ครอบคลุมทั้งวงเงินซื้อสินค้า ค่าเดินทาง และมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุและคนพิการ


ดังนั้น การขยายฐานประชาชนเข้าสู่กระบวนการคัดกรองราว 18.8 ล้านคน จึงเป็นอีกโจทย์สำคัญของภาครัฐ ทั้งในมิติการค้นหาผู้เดือดร้อนที่ตกหล่น การคัดกรองให้ความช่วยเหลือตรงกลุ่ม และการบริหารภาระงบประมาณในระยะต่อไป


ปักหมุดไทม์ไลน์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569”


วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติ โดยสามารถตรวจสอบผลผ่านช่องทางที่โครงการกำหนด


วันที่ 17-31 กรกฎาคม 2569 เปิดให้ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ดำเนินการตามขั้นตอนทบทวนหรืออุทธรณ์ผล


ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ผู้ผ่านเกณฑ์ตามรอบที่กำหนดและดำเนินการยืนยันตัวตนเรียบร้อย เริ่มใช้สิทธิสวัสดิการ


ส่วนผู้ผ่านเกณฑ์รอบอุทธรณ์และยืนยันตัวตนแล้ว กำหนดเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป


ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย


เมื่อมองผ่านตัวเลขงบประมาณกว่า 5.29 แสนล้านบาทในช่วง 9 ปี “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” จึงไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ แต่เป็นหนึ่งในงบสวัสดิการขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับกำลังซื้อ เศรษฐกิจฐานราก และโจทย์การจัดสรรงบประมาณของประเทศในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง