วิกฤตไฟป่าลามปารีสวันที่ 4 หวั่นเผาวัง "ฟงแตนโบล" พระราชวังสำคัญในประวัติศาสตร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ไฟป่าและคลื่นความร้อนในทวีปยุโรปยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทางการฝรั่งเศสต้องส่งเครื่องบินดับเพลิงแบบโปรยน้ำบินปฏิบัติการเหนือแม่น้ำแซน เพื่อเร่งควบคุมเหตุไฟป่าทางตอนใต้ของกรุงปารีส ซึ่งลุกลามเข้าสู่วันที่ 4 แล้ว ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดที่เพิ่มความเสี่ยงให้เพลิงขยายวงกว้าง
รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำงานอย่างหนักตลอดทั้งคืนเพื่อสกัดเพลิงที่กำลังเผาผลาญ "ป่าฟงแตนโบล" (Fontainebleau) ป่าเก่าแก่และพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญ ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวังฟงแตนโบล หนึ่งในพระราชวังหลวงที่มีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศส ขณะเดียวกัน ด้านคดีความ ตำรวจได้ทำการจับกุมผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 2 ราย ที่คาดว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบวางเพลิงในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม วิกฤตสภาพอากาศไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในฝรั่งเศส โดยคลื่นความร้อนรุนแรงระลอกที่ 3 ของปี ซึ่งก่อนหน้านี้ได้พัดถล่มสหราชอาณาจักรและสเปน จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ได้แผ่ปกคลุมประเทศอิตาลีแล้ว ทางการท้องถิ่นสั่งเตรียมพร้อมรับมือขั้นสูงสุด หลังคาดการณ์ว่าอุณหภูมิบนเกาะซาร์ดิเนียอาจพุ่งสูงถึง 44 องศาเซลเซียส ภายในสัปดาห์นี้
และจากข้อมูลจาก Reuters Climate Monitor เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยในยุโรปตะวันตกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พุ่งสูงถึง 29.4 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลของวันที่ 14 กรกฎาคม (ในช่วงปี 1961-1990) ถึง 6.3 องศาเซลเซียส โดย 2 ประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ได้แก่เบลเยียม ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 9.4 องศาเซลเซียส และฝรั่งเศส ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 9.1 องศาเซลเซียส
ด้านกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" (Climate Change) คือปัจจัยหลักที่ทำให้อุทกภัยและสภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ป่าและพุ่มไม้ทั่วทวีปยุโรปแห้งแล้งจนกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่ารุนแรงที่ยากจะควบคุมในหลายพื้นที่หลังจากนี้