รีเซต

เช็กลิสต์นโยบายเด็ก–ครอบครัว เลือกตั้ง 2569

เช็กลิสต์นโยบายเด็ก–ครอบครัว เลือกตั้ง 2569
TNN ช่อง16
9 มกราคม 2569 ( 12:15 )
8

การเลือกตั้งปี 2569 กลายเป็นเวทีที่พรรคการเมืองแทบทุกพรรคหันมาแข่งขันกันอย่างจริงจังในประเด็น “เด็ก–ครอบครัว–การมีบุตร” หลังตัวเลขเด็กเกิดใหม่ของไทยลดลงต่อเนื่อง เหลือประมาณ 460,000 คนต่อปี ขณะที่อัตราเจริญพันธุ์รวมอยู่เพียง ราว 1.4–1.5 ต่ำกว่าระดับทดแทน 2.1 อย่างมีนัยสำคัญ วิกฤตประชากรนี้ไม่ใช่แค่เรื่องครอบครัว แต่เชื่อมโยงถึงแรงงาน เศรษฐกิจ และความยั่งยืนของรัฐสวัสดิการในระยะยาว

บทความนี้ “เช็กลิสต์นโยบายเด็ก–ครอบครัว” เป็นกรอบ เพื่อให้เห็นความแตกต่างของแนวคิด เครื่องมือ และความลึกของนโยบายจากพรรคหลัก โดยยึดข้อมูลตามข้อเท็จจริงที่แต่ละพรรคสื่อสารต่อสาธารณะ

ฉากหลังเชิงตัวเลข ทำไมทุกพรรคต้องพูดเรื่องเด็ก

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ของไทยลดลงมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงต้นทศวรรษ 2550 ขณะเดียวกัน ไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเกิน 20% ของประชากรทั้งหมด ความเสี่ยงระยะยาวจึงไม่ใช่แค่ “คนไม่อยากมีลูก” แต่คือแรงงานหาย รายจ่ายสวัสดิการเพิ่ม และภาระงบประมาณในอนาคต

บริบทนี้ทำให้ “เด็กและครอบครัว” ถูกยกระดับเป็นสมรภูมิหลักของการหาเสียงเลือกตั้ง 2569



เงินอุดหนุนเด็กเล็ก ใครให้เท่าไร ครอบคลุมแค่ไหน

เมื่อวางนโยบายของแต่ละพรรคลงบนแกนเดียวกัน จะเห็นความแตกต่างชัดใน จำนวนเงิน ระยะเวลา และความถ้วนหน้า

    •    พรรคไทยสร้างไทย

เสนอ “คูปองเลี้ยงเด็ก” 2,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนเด็กอายุ 6 ขวบ หากคำนวณตลอดช่วงจะเท่ากับประมาณ 144,000 บาทต่อเด็กหนึ่งคน จุดขายคือช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายตั้งแต่ก่อนคลอด เพื่อจูงใจให้คนกล้ามีลูก

    •    พรรคพลังประชารัฐ

เสนอแพ็กเกจ “มารดาประชารัฐ” แบ่งเป็นสองช่วง

ระยะตั้งครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือนถึงคลอด 1,500 บาทต่อเดือน

หลังคลอด เด็กแรกเกิดถึง 6 ขวบ 1,000 บาทต่อเดือน

รวมแล้วต่ำกว่าบางพรรค แต่เน้นช่วยต้นทุนช่วงแรกเริ่มของชีวิต

    •    พรรคประชาธิปัตย์

เสนอเงินอุดหนุนแม่และเด็ก 5,000 บาทต่อเดือน นาน 12 เดือน แบบถ้วนหน้า พร้อมตั้ง บัญชีเงินออมเด็ก 500 บาทต่อเดือน จนถึงอายุ 18 ปี และให้โบนัสทุก 5 ปี หากไม่ถอนเงิน แนวคิดนี้มุ่งสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว มากกว่าการช่วยเฉพาะช่วงต้น

ภาพรวมจะเห็นว่า นโยบายส่วนใหญ่ยังเน้น “เงินสด” เป็นเครื่องมือหลัก แต่แตกต่างกันที่ระยะยาวและกลไกต่อยอด

สุขภาพแม่และเด็ก จากเงินโอนสู่บริการจริง

ไม่ใช่ทุกพรรคที่เลือกใช้เงินสดเป็นคำตอบหลัก

    •    พรรคภูมิใจไทย

เน้นโครงสร้างบริการสุขภาพผ่านแนวคิด “1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา” โดยจ้างบัณฑิตพยาบาลลงชุมชน ดูแลหญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เป้าหมายคือแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทและสังคมสูงวัย

แนวคิดนี้ไม่ได้เพิ่มเงินเข้ากระเป๋าครอบครัวโดยตรง แต่ลดค่าใช้จ่ายแฝงด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการมีลูกในระยะยาว

เด็กเล็ก-ศูนย์เลี้ยงเด็ก โครงสร้างที่หลายพรรคยังพูดไม่เท่ากัน

อีกมิติที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คือ ศูนย์เลี้ยงเด็กและการดูแลช่วงปฐมวัย

    •    พรรคประชาชน

เสนอพัฒนาศูนย์เลี้ยงเด็กเล็กอย่างเป็นระบบ ตั้งศูนย์ดูแลเด็กอายุ 4 เดือน–2 ขวบ ในเขตเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม 1,000 แห่ง อุดหนุนค่าดำเนินการ 3,000 บาทต่อเด็กต่อเดือน ขยายเวลารับเลี้ยงถึง 18.00 น. เพื่อรองรับพ่อแม่ทำงาน

นโยบายลักษณะนี้ไม่ได้เน้นกระตุ้นการเกิดโดยตรง แต่ลด “ต้นทุนเวลาและการดูแล” ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก


เช็กลิสต์ 5 คำถาม ที่พ่อแม่ควรถามทุกพรรค

เมื่อฟังดีเบตหรือดูนโยบายหาเสียง ประชาชนสามารถใช้กรอบต่อไปนี้เป็นตัวชี้วัด

    1.    เงินอุดหนุน ให้เท่าไร ต่อเนื่องแค่ไหน ถ้วนหน้าหรือจำกัดกลุ่ม

    2.    สุขภาพแม่และเด็ก มีระบบฝากครรภ์ เยี่ยมบ้าน และดูแลหลังคลอดหรือไม่

    3.    ศูนย์เด็กเล็ก–ปฐมวัย ใกล้บ้าน มีคุณภาพ และสอดคล้องเวลาทำงานพ่อแม่หรือไม่

    4.    เด็กกลุ่มเปราะบาง เด็กยากจนข้ามรุ่น เด็กพิการ เด็กไร้สัญชาติ ถูกพูดถึงหรือยัง

    5.    งบประมาณและความยั่งยืน ระบุแหล่งเงิน และกลไกประเมินผลชัดเจนหรือไม่

การแข่งขันนโยบายเด็กในการเลือกตั้ง 2569 แสดงให้เห็นความก้าวหน้า เพราะทุกพรรคยอมรับแล้วว่า “เด็กเกิดน้อย” เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงคือการหยุดอยู่ที่ นโยบายแจกเงินระยะสั้น โดยไม่เชื่อมกับคุณภาพชีวิตเด็ก การศึกษา ความปลอดภัย และสิทธิเด็กในระยะยาว

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง