“ไทยช่วยไทยพลัส” เงินช่วยคนสะพัดสู่หมา - แมว สะท้อนเทรนด์ “เจ้านายต้องอิ่มก่อน”

แม้เป้าหมายหลักของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะถูกออกแบบมาเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่กลับสะท้อนภาพที่น่าสนใจมากกว่านั้น เมื่อเม็ดเงินช่วยเหลือจากภาครัฐไม่ได้ส่งผลเพียงต่อปากท้องของประชาชน หากยังไหลเวียนไปสู่การดูแลสัตว์เลี้ยงที่กลายเป็นสมาชิกสำคัญของครอบครัวไทยในยุคปัจจุบัน
โครงการดังกล่าวมอบวงเงินสิทธิ์ให้ประชาชนคนละ 4,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน เพื่อใช้จ่ายผ่านร้านค้าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ และเพียงไม่กี่วันหลังเริ่มดำเนินการ ก็เริ่มเห็นผลสะท้อนทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากอย่างชัดเจน
ร้านเพ็ทช็อปรับอานิสงค์ยอดขายเพิ่มเท่าตัว
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจเกิดขึ้นที่ร้าน “มานะเลิฟเพ็ท” ในชุมชนวัดศรีวิชัย เขตเทศบาลเมืองชัยนาท ซึ่งกลายเป็นจุดหมายของบรรดาเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่นำสิทธิ์จากโครงการมาใช้ซื้ออาหารและอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง
คุณจันทนา เมตพันธุ์ เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า หลังเปิดให้ใช้สิทธิ์เพียง 2 วัน ยอดขายของร้านเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงปกติ โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคืออาหารเม็ด อาหารเปียก ของเล่น และอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีตั้งแต่สินค้าราคาหลักสิบไปจนถึงหลักร้อยบาท
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวเลขยอดขาย คือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่สะท้อนความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง หลายคนเลือกใช้เงินช่วยเหลือส่วนหนึ่งไปกับการซื้ออาหารและของใช้ให้น้องหมาน้องแมวก่อนสิ่งอื่น พร้อมกล่าวติดตลกว่า “เจ้านายต้องอิ่ม คนไม่อิ่มไม่เป็นไร”
คำพูดดังกล่าวอาจฟังดูขบขัน แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับสะท้อนปรากฏการณ์ทางสังคมที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน นั่นคือการที่สัตว์เลี้ยงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสัตว์เฝ้าบ้านหรือสัตว์เลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลินอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นสมาชิกในครอบครัวที่เจ้าของพร้อมลงทุนทั้งเวลา ความรัก และค่าใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด
สัตว์เลี้ยงไทยเติบโตต่อเนื่อง ดันตลาดพุ่งไม่หยุด
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยและ ttb analytics สะท้อนภาพเดียวกันว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยยังคงอยู่ในช่วงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
ปี 2568 ประเทศไทยคาดว่าจะมีสัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าของดูแลประมาณ 5.38 ล้านตัว เพิ่มขึ้นราว 6% จากปีก่อน ส่งผลให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยยอดจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงทั้งระบบมีแนวโน้มแตะระดับ 398,000 ตัน หรือเติบโตประมาณ 6%
กลุ่มที่เติบโตโดดเด่นที่สุดคือแมวเลี้ยง ซึ่งในช่วงปี 2564-2567 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 28% ต่อปี สูงกว่าสุนัขที่เติบโตเฉลี่ย 19% ต่อปี สะท้อนกระแสความนิยมเลี้ยงแมวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเมืองและกลุ่มคนวัยทำงาน
ในมิติของมูลค่าตลาด ttb analytics ประเมินว่าธุรกิจสัตว์เลี้ยงของไทยในปี 2568 จะมีมูลค่าสูงถึง 92,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.2% จากปีก่อนหน้า
ปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรม Pet Humanization หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว ซึ่งทำให้เจ้าของมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อสัตว์เลี้ยงสูงถึง 50,500 บาทต่อตัวต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบ 23% จากปีก่อน และสูงกว่ารูปแบบการเลี้ยงแบบดั้งเดิมถึงประมาณ 6 เท่า
อาหารสัตว์เลี้ยงยังครองแชมป์การใช้จ่าย
เมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาด จะพบว่ากลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงยังเป็นธุรกิจหลักที่สร้างมูลค่าสูงสุด
ปี 2568 ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงมีมูลค่ารวมประมาณ 62,400 ล้านบาท เติบโต 16.5% จากปีก่อน ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินมูลค่าตลาดภายในประเทศไว้ที่ประมาณ 46,000 ล้านบาท
พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากเลือกซื้ออาหารเกรดพรีเมียม อาหารเปียก อาหารดิบ หรืออาหารสูตรเฉพาะด้านสุขภาพ เพื่อดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิดและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว
แม้อาหารสุนัขจะยังครองสัดส่วนยอดขายมากกว่า 76% ของตลาดทั้งหมด แต่การเติบโตของอาหารแมวกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นตามจำนวนผู้เลี้ยงแมวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อุปกรณ์สัตว์เลี้ยงเติบโตตามไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
อีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสการเลี้ยงสัตว์คือกลุ่มอุปกรณ์และของใช้สัตว์เลี้ยง ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 21,300 ล้านบาท เติบโต 6%
แม้ว่าสินค้ากลุ่มนี้จะมีรอบการซื้อที่ยาวกว่าอาหารสัตว์เลี้ยง เนื่องจากเป็นสินค้าคงทน เช่น กรง คอนโดแมว ชามอาหาร หรือสายจูง แต่ก็ได้รับแรงสนับสนุนจากกระแส Petfluencer และการนำเสนอคอนเทนต์สัตว์เลี้ยงผ่านสื่อออนไลน์
ความนิยมในการถ่ายภาพ ทำคลิป และพาสัตว์เลี้ยงออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน ทำให้เจ้าของจำนวนมากยินดีลงทุนกับของเล่น เสื้อผ้า อุปกรณ์ตกแต่ง หรือสินค้าสำหรับอำนวยความสะดวก เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้สัตว์เลี้ยงของตน
จากสัตว์เลี้ยงสู่สมาชิกครอบครัว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่
แนวโน้มดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในปี 2569 โดยหลายสำนักวิจัยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยจะทะลุ 100,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก และอาจแตะระดับประมาณ 101,000 ล้านบาท
นอกจากการเติบโตของสินค้าอาหารและอุปกรณ์แล้ว ยังรวมถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมสัตว์เลี้ยง คลินิกสัตวแพทย์ ประกันสุขภาพสัตว์ คาเฟ่สัตว์เลี้ยง รวมถึงพื้นที่ Pet Friendly ที่กำลังขยายตัวในศูนย์การค้า ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากร้านเพ็ทช็อปเล็ก ๆ ในจังหวัดชัยนาท จึงอาจเป็นเพียงภาพสะท้อนส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมไทย เมื่อสัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงผู้ร่วมอาศัยในบ้านอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นสมาชิกครอบครัวอย่างเต็มตัว
และเมื่อถึงวันที่คนพร้อมควักเงินจากทุกช่องทางเพื่อให้ “เจ้านาย” มีอาหารที่ดี ของใช้ที่เหมาะสม และคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงก็ไม่ได้เป็นเพียงตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่กำลังขับเคลื่อนกำลังซื้อของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
