รีเซต

ห้องเดียว 64 ชื่อ สรุป "ส่วยบัตรชมพู" พ่อทิพย์–นอมินี 3 คดีสะเทือนทะเบียนราษฎร์ไทย

ห้องเดียว 64 ชื่อ สรุป "ส่วยบัตรชมพู" พ่อทิพย์–นอมินี 3 คดีสะเทือนทะเบียนราษฎร์ไทย
TNN ช่อง16
19 สิงหาคม 2569 ( 12:47 )

ห้องพักแฟลตดินแดง ขนาด 33 ตารางเมตร แต่กลับมีคนอัดแน่นถึง 64 คน

เรื่องเหลือเชื่อนี้ ปรากฎในทะเบียนบ้าน ที่ถูกใช้หาผลประโยชน์ในขบวนการส่วยบัตรชมพู ให้แรงงานต่างด้าว

แต่เชื่อไหมว่า ช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ไทยเกิดคดีสวมทะเบียนราษฎร ที่หาผลประโยชน์จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนยากจน รวม 3 คดีแล้ว

ตั้งแต่ปมนอมินี จากชื่อผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขบวนการพ่อทิพย์สวมสัญชาติ มาถึงล่าสุด คือส่วยบัตรชมพู ที่ทั้งหมดถูกจัดเป็นคดีภัยความมั่นคงของชาติ

ส่วยบัตรชมพู 

แฟลตดินแดงกว่า 60 ตึก กว่า 5,700 ห้อง แต่มี 46 ห้อง เด็กต่างด้าวอยู่ถึง 1,468 คน มากสุด 64 คน อัดแน่นในห้องเดียว

เงิน 800 บาท คือค่าใช้จ่ายที่นายหน้าเรียกรับ เพื่อมอบบัตรชมพูดให้คนต่างด้าว ซึ่งถือว่าถูกมาก กับสิทธิในการอาศัย ทำงาน เปิดบัญชีธนาคาร และการเข้าถึงการศึกษา

ตำรวจจึงชี้ว่า นี่เป็นคดีความมั่นคงแห่งชาติ และเชื่อว่า มีขบวนการแบบนี้กระจายไปในอีกหลายพื้นที่ รวมถึงมีเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ผิดสังเกต การย้ายชื่อคนจำนวนมาก เข้าไปในทะเบียนบ้านเดียว โดยเฉพาะห้องเล็ก ๆ ขนาด 33 ตารางเมตร

ดั่งที่ตำรวจชี้ว่า แม้แฟลตดินแดงมีกว่า 5,000 ห้อง แต่ประตูสู่ระบบทะเบียน มีเพียงประตูเดียว

ขบวนการพ่อทิพย์ 

นี่เป็นคดีสะเทือนสังคมไทย ที่เกิดขึ้นเมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา กับการจ้างชายไทยจะจดทะเบียนสมรสเท็จ รับเป็นบิดาให้บุตรที่คนต่างด้าวคลอด แล้วนำไปออกสูติบัตรสัญชาติไทย

เปิดสิทธิการเป็นคนไทย สิทธิเข้าถึงการศึกษา และการถือครองทรัพย์สิน เยี่ยงสามัญชนคนไทย โดยมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเปิดคอร์ส ขายความเป็นคนไทยให้คนต่างด้าวอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

พบนอมินีใหม่มหาศาล จากการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

คดีที่สาม คือปมนอมินี กระทรวงพาณิชย์ตรวจรายชื่อผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เกือบ 20 ล้านราย พบมีชื่อเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วน มากถึง 122,324 ราย ในนิติบุคคลเกือบ 140,000 แห่ง

ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าทุกรายคือนอมินี เพราะจำนวนไม่น้อยเป็นผู้ที่ยากจนจริง แต่ถูกนำชื่อไปใส่ไว้โดยไม่รู้ตัว 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงเปิดให้ตรวจสอบและยื่นอุทธรณ์ พร้อมคุมเข้มการจดทะเบียนธุรกิจ เพื่อสกัดการใช้คนไทยอำพรางธุรกิจต่างชาติ

สำหรับคดีส่วยบัตรชมพู กรุงเทพมหานครสั่งให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง 3 ราย ออกจากราชการไว้ก่อน สั่งตรวจสอบห้องพักในพื้นที่ทั้งหมด และจะเพิกถอนบัตรชมพูของ 140 รายชื่อที่พบความผิด พร้อมย้ายเข้าทะเบียนบ้านกลาง ขณะที่กระทรวงมหาดไทยระบุว่า 140 คน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

ทั้งสามเรื่องมีจุดร่วมเดียวกัน คือใช้ช่องโหว่ของ "ชื่อ" ในระบบทะเบียนและระบบธุรกิจไทย 

ระยะสั้น คือ ขบวนการนอมินี กับการเบียดบังสวัสดิการและเลี่ยงกฎหมายลงทุน 

ส่วนความเสียหายต่อชาติในระยะยาวคือสัญชาติไม่ว่าจะพ่อทิพย์และส่วยบัตรชมพู 

คำถามที่เหลือคือ ระบบทะเบียนราษฎร์ไทย จะปิดประตูบานนี้ได้เร็วแค่ไหน เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพหาผลประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ที่ควรจะเป็นของคนไทย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง