กทม. เหลือ 8 เขตยังท่วม! จับตาทวีวัฒนา–บางพลัด เสี่ยงเจอ “น้ำเหนือ”

สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครเริ่มคลี่คลาย หลังฝนมีแนวโน้มลดลง แต่ยังเหลือพื้นที่น้ำท่วม 8 เขต ขณะที่ กทม. ต้องจับตาน้ำเหนือที่ไหลลงมาสมทบ โดยเฉพาะบางพลัดและทวีวัฒนา พร้อมเร่งแก้ปัญหาระบบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast หลังยอมรับว่าการแจ้งเตือนครั้งที่ผ่านมาเกิดความล่าช้าจากขั้นตอนการทำงาน
รองศาสตราจารย์ ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า วันนี้ กทม. คาดว่าจะมีฝนประมาณ 60% ของพื้นที่ โดยเน้นบริเวณฝั่งตะวันออก ก่อนลดลงเหลือประมาณ 30% ในวันพรุ่งนี้ อย่างไรก็ตาม คลองแสนแสบและคลองลาดพร้าวยังมีระดับน้ำล้นตลิ่งในระดับวิกฤต กทม. จึงเร่งสูบน้ำเข้าสู่อุโมงค์บางซื่อและอุโมงค์คลองแสนแสบ เพื่อระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยา
ขณะเดียวกัน กทม. เฝ้าระวังมวลน้ำเหนือที่เริ่มไหลลงมาเติมในระบบ โดยพบว่าระดับน้ำในพื้นที่บางพลัดและทวีวัฒนามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
จากพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบสะสม 42 เขต ล่าสุดยังมีน้ำท่วม 8 เขต ได้แก่ ลาดกระบัง บางกะปิ มีนบุรี สะพานสูง สวนหลวง บึงกุ่ม คลองสามวา และสายไหม โดยประเมินว่าตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์ มีประชาชนได้รับผลกระทบราว 700,000 คน หรือประมาณ 300,000 ครัวเรือน และสายด่วน 1669 มีการเรียกใช้เพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 3,000 สายต่อวัน เป็นมากกว่า 7,200 สายต่อวัน
กทม. จึงจัดทีมเฉพาะกิจร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ส่งทีมแพทย์เข้าดูแลผู้ป่วยและกลุ่มเปราะบาง พร้อมจัดพื้นที่รองรับผู้ป่วยติดเตียง ขณะที่การเข้าช่วยเหลือยังมีข้อจำกัดจากระดับน้ำ โดยรถ 6 ล้อของสำนักการโยธากว่า 70 คัน และรถพยาบาล 7 คันได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทำให้ต้องขอสนับสนุนรถ GMC จากทหารเพิ่มเติม
ด้านอาหาร พื้นที่ลาดกระบังมีความต้องการประมาณ 20,000 กล่องต่อมื้อ และบางกะปิประมาณ 3,000 กล่อง กทม. จึงจัดรถครัวกลางเข้าไปสนับสนุน ส่วนกรณีแฟลตคลองจั่นที่การช่วยเหลือล่าช้าในช่วงแรก กทม. ชี้แจงว่าเกิดจากระดับน้ำเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับรถขนาดใหญ่จอดกีดขวางเส้นทาง ทำให้รถช่วยเหลือไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้
สำหรับระบบแจ้งเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast รองผู้ว่าฯ กทม. ยอมรับว่าเกิดความบกพร่องในการแจ้งเตือนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีปัญหาจากขั้นตอนและความเข้าใจเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่าง กทม. และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ.
เดิม กทม. สามารถจัดทำข้อมูลและกำหนดพื้นที่ได้ แต่การกดส่งข้อความแจ้งเตือนยังอยู่ที่ ปภ. ทำให้เกิดช่องว่างในการประสานงาน โดยที่ผ่านมา กทม. เคยใช้ระบบเพื่อแจ้งข้อมูลศูนย์พักพิง ซึ่งแตกต่างจากการส่งข้อความเตือนภัยฉุกเฉิน
หลังจากนี้ กทม. จะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ ตัดสินใจ และจัดทำเนื้อหาการแจ้งเตือน ทั้งการให้ข้อมูล การเตือนภัย และคำแนะนำในการปฏิบัติตัว ก่อนส่งให้ ปภ. กดปล่อยข้อความทันทีในรูปแบบ Push Through เพื่อลดขั้นตอนและความล่าช้า ขณะเดียวกัน กทม. อยู่ระหว่างหารือเรื่องการกระจายอำนาจ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและส่งข้อความ Cell Broadcast ได้ด้วยตนเองในอนาคต