AI ไม่ได้แค่แย่งงาน แต่เปลี่ยนโครงสร้างประเทศ อีก 3 - 5 ปี ไทยไม่ควรเหมือนเดิม

ช่วงสองปีที่ผ่านมา เราพูดกันเยอะว่า AI จะมาแย่งงานไหม โปรแกรมเมอร์จะตกงานหรือเปล่า นักบัญชี นักกฎหมาย นักการตลาดจะโดนแทนที่แค่ไหน แต่ผมคิดว่าอีก 3–5 ปีข้างหน้า คำถามพวกนี้อาจเล็กไปแล้ว เพราะ AI ไม่ได้กำลังจะเปลี่ยนแค่งานบางอาชีพ แต่มันกำลังเปลี่ยน “โครงสร้างการทำงาน” ของทั้งประเทศ
ปลายปี 2024 เรายังตื่นเต้นกับ Generative AI ที่ตอบคำถาม เขียนบทความ สร้างภาพ เขียนโค้ดได้ ผ่านมาไม่นานเราก็เข้าสู่ Agentic AI ที่ไม่ได้รอให้เราสั่งทีละขั้น แต่วางแผน ทำงาน ประสานงาน เปิดระบบ และจัดการ Process ให้เสร็จเองได้ จากเดิมที่ AI เป็นเหมือนผู้ช่วย วันนี้มันกำลังกลายเป็นพนักงานดิจิทัล และก้าวต่อไปที่กำลังมาแรงคือ Physical AI หรือการเอา AI ออกจากหน้าจอแล้ว “ติดแขนติดขา” ให้มันออกมาทำงานในโลกจริง
ตัวเลขของตลาดนี้ไม่เล็กเลย โลกมีโรงงานมากกว่า 10 ล้านแห่ง หุ่นยนต์อุตสาหกรรมกว่า 4 ล้านตัว ฟาร์มกว่า 570 ล้านแห่ง รถยนต์กว่า 1.5 พันล้านคัน และกล้องอัจฉริยะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากกว่า 2 พันล้านตัว ทั้งหมดนี้คือพื้นที่ที่ AI สามารถเข้าไปทำงานได้ในอนาคต ขณะเดียวกันราคาของ Humanoid Robot บางกลุ่มลดลงประมาณ 10 เท่าในเวลาแค่ 3 ปี
จากของเล่นระดับหลายสิบล้านบาท เริ่มลงมาอยู่ในระดับที่โรงงานจริงเริ่มคิดแล้วว่า “เอามาลองสักตัวดีไหม”
และเมื่อถึงจุดหนึ่ง บริษัทจะไม่ได้ถามว่า Robot เก่งเท่าคนหรือยัง แต่จะถามง่ายกว่านั้นมากว่า “ต่อชั่วโมง ใครถูกกว่ากัน”
ถ้าวันหนึ่งคำตอบคือ Robot ถูกกว่า ทำงานได้ 24 ชั่วโมง ไม่ลาป่วย ไม่ขอโอที ไม่ถามเรื่องโบนัส ไม่อารมณ์เสียเพราะทะเลาะกับแฟน ไม่บ่นหัวหน้า เชื่อเถอะครับ ฝ่ายการเงินจะสนใจเรื่องนี้มากกว่าการอภิปรายเชิงปรัชญาว่ามนุษย์มีคุณค่าขนาดไหน
แต่ผมไม่ได้คิดว่าอีก 3–5 ปีมนุษย์จะตกงานกันหมด ภาพที่น่าจะเกิดขึ้นก่อนคือ งานเท่าเดิม แต่ใช้คนน้อยลง แผนกที่เคยใช้ 10 คนอาจเหลือ 6 คน แล้วให้ 6 คนนั้นใช้ AI ทำงานได้เท่ากับ 15 คน งาน Routine จะถูกกินก่อน ตั้งแต่ทำเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เขียนรายงาน ตอบคำถามลูกค้า ทำ Presentation ไปจนถึงเขียน Code บางส่วน
ดังนั้นคนที่น่าเป็นห่วงอาจไม่ใช่เฉพาะแรงงานไร้ทักษะ แต่คือคนระดับกลางจำนวนมากที่งานทั้งวันคือ “รับเรื่องมา เปิดระบบ กรอกข้อมูล ส่งต่อ แล้วรออนุมัติ” เพราะนี่คืออาหารจานโปรดของ Agentic AI เลยทีเดียว
จากนั้น Physical AI จะทำเรื่องคล้ายกันกับงานในโลกจริง โรงงาน คลังสินค้า Logistics โรงพยาบาล โรงแรม เกษตร และค้าปลีก จะใช้ Automation มากขึ้น หุ่นยนต์ยุคเดิมต้อง Programming ไว้ล่วงหน้าและทำงานอยู่กับที่ แต่หุ่นยนต์รุ่นใหม่เริ่มมองเห็น เข้าใจสภาพแวดล้อม รับคำสั่งด้วยภาษาคน และเรียนรู้งานใหม่ได้ นี่เป็นความแตกต่างที่ใหญ่มาก
เรื่องนี้จึงไม่ได้กระทบแค่ตลาดแรงงาน แต่กระทบ โมเดลการพัฒนาประเทศไทยโดยตรง
หลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนาแข่งกันด้วยสูตรง่าย ๆ มีที่ดิน มีแรงงาน ค่าแรงไม่แพง สร้างนิคมอุตสาหกรรม แล้วดึงโรงงานเข้ามา ประเทศไทยก็เติบโตมาด้วยโมเดลนี้พอสมควร แต่ถ้าโรงงานในอนาคตใช้คนน้อยลงมาก ค่าแรงถูกก็จะมีความหมายลดลง นักลงทุนจะเริ่มถามคำถามใหม่ว่า ประเทศไหนมีไฟฟ้าดี ประเทศไหนมี Data Center ประเทศไหนมี Compute ประเทศไหนมีวิศวกร AI ประเทศไหนดูแล Robot ได้ และประเทศไหนทำ Automation ได้เร็วกว่า
วันนั้นประเทศค่าแรงแพงก็อาจไม่กลัวประเทศค่าแรงถูกเหมือนเมื่อก่อน เพราะหากโรงงานมีคนอยู่ไม่กี่คน จะขนโรงงานไปอีกประเทศเพื่อประหยัดค่าแรงทำไม
นี่คือจุดที่น่ากังวลสำหรับประเทศไทย เพราะเรากำลังเจอสองเรื่องพร้อมกัน ด้านหนึ่งแรงงานไทยแพงกว่าประเทศเกิดใหม่หลายประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งเราก็ยังไม่ได้เป็นประเทศเทคโนโลยีเต็มตัว ถ้ายังคิดว่าจะอยู่ตรงกลางแบบเดิมไปเรื่อย ๆ ก็อาจพบว่า ข้างล่างเขาถูกกว่า ข้างบนเขาเก่งกว่า แล้วเราจะยืนตรงไหน
แต่ข่าวดีก็คือ AI และ Robot อาจเป็นของที่ประเทศไทย “จำเป็นต้องใช้” มากกว่าหลายประเทศ เพราะเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย คนวัยทำงานลดลง ถ้าเรายังอยากรักษาผลผลิตของประเทศ ก็ต้องทำให้คนหนึ่งคนสร้างงานได้มากขึ้น ดังนั้นโจทย์ไม่ควรเป็น “ทำยังไงไม่ให้ Robot มาแย่งงาน” แต่ควรเป็น ทำอย่างไรให้คนไทยหนึ่งคนทำงานร่วมกับ AI แล้วมี Productivity สูงขึ้นหลายเท่า
เราไม่จำเป็นต้องทำให้คนไทยทุกคนเป็น Programmer แต่ช่างต้องใช้ AI เป็น วิศวกรโรงงานต้องเข้าใจ Robot พนักงาน Office ต้องใช้ Agent เป็น พยาบาลต้องใช้ AI ช่วยงานได้ เกษตรกรต้องใช้ Drone และ Computer Vision เป็น SME ต้องรู้จักใช้ AI ลดต้นทุน คนทั่วไปต้องเลิกคิดว่า AI คือเว็บไซต์เอาไว้ถามการบ้าน แล้วเริ่มมองว่ามันคือเครื่องมือทำมาหากิน
ระบบการศึกษาก็ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน เราพูดเรื่อง Coding กันมาหลายปีจนบางทีก็เหมือนคิดว่าถ้าเด็กเขียน Python ได้ ประเทศจะเจริญเอง ความจริงโลกกำลังต้องการคนที่รู้ “สองเรื่องพร้อมกัน” มากขึ้น เช่น Manufacturing + AI, Healthcare + AI, Agriculture + AI, Finance + AI คนที่เข้าใจธุรกิจจริงและเอา AI ไปใช้แก้ปัญหาได้ จะมีค่ามากกว่าคนที่ท่องศัพท์ AI ได้เต็มห้องประชุม
อีกเรื่องที่ต้องพูดตรง ๆ คือ ถ้า AI ทำให้ Productivity เพิ่มขึ้นมหาศาล แล้ว ใครได้ประโยชน์
สมมติโรงงานหนึ่งเคยใช้คน 1,000 คน วันหนึ่งใช้ Robot กับ AI แล้วเหลือ 500 คน แต่ผลิตได้มากกว่าเดิม GDP สูงขึ้น กำไรสูงขึ้น ตัวเลขเศรษฐกิจดูสวยมาก แล้วอีก 500 คนไปไหน
ถ้าเราตอบไม่ได้ ประเทศก็อาจรวยขึ้นใน Excel แต่คนจำนวนไม่น้อยจนลงในชีวิตจริง
นี่คือเหตุผลที่โลกเริ่มกลับมาคุยกันเรื่อง Negative Income Tax, Wage Insurance ไปจนถึง UBI ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยต้องเริ่มแจกเงินทุกคนพรุ่งนี้ แต่ต้องยอมรับว่าระบบสวัสดิการที่สร้างมาในโลกที่ “คนส่วนใหญ่มีงานประจำและมีเงินเดือน” อาจต้องปรับ เมื่อรายได้ในระบบเศรษฐกิจไหลไปหาทุน Software, AI และ Robot มากขึ้น
สำหรับผม 3–5 ปีข้างหน้านี้ ประเทศไทยควรทำอย่างน้อยสองเรื่องพร้อมกัน คือ เร่งใช้ AI เพื่อเพิ่ม Productivity และเร่งสร้างคนให้ตามมันทัน อย่ามัวแต่ประชุมตั้งคณะกรรมการ AI แล้วปีหน้าตั้งคณะทำงานใต้คณะกรรมการ AI แล้วอีกปีตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาความเปไปได้ เพราะตอนเราประชุมเสร็จ เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนไปอีกสองรุ่นแล้ว
เราต้องมี Compute, Data Center, Cloud, Cybersecurity, Local AI, Robotics และ Physical AI Ecosystem ของตัวเองมากขึ้น แต่ก็ไม่จำเป็นต้องประกาศว่าจะผลิตทุกอย่างเองทั้งจักรวาล ประเทศไทยไม่ต้องสร้าง Humanoid ตั้งแต่น็อตตัวแรกถึง Foundation Model ตัวสุดท้าย สิ่งที่ต้องทำคือเลือกให้ได้ว่าใน Value Chain ใหม่ เราจะเก่งตรงไหนและขายอะไรให้โลก
เรามีฐานยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน และวิศวกรรมอยู่แล้ว เราอาจเก่งเรื่อง Motor, Sensor, Power Electronics, Robot Integration, Digital Twin, Simulation, Software หรือ Application เฉพาะอุตสาหกรรมก็ได้
ไม่จำเป็นต้อง Thailand Made Everything แค่ต้อง Thailand Own Something
เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ Robot มาแย่งงาน แต่คือวันที่โรงงานไทยใช้ Robot ต่างชาติ ใช้ AI ต่างชาติ ใช้ Cloud ต่างชาติ ใช้ Software ต่างชาติ แล้วเราทำหน้าที่เพียงจ่าย Subscription ทุกเดือนพร้อมภูมิใจว่า “ประเทศไทยเข้าสู่ยุค AI แล้ว”
อีก 3–5 ปีข้างหน้า ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ยังมีงานทำ หุ่นยนต์ยังไม่ได้เดินเต็มถนน แต่สิ่งที่จะเห็นชัดคือ คนหนึ่งคนจะทำงานได้มากขึ้น บริษัทจะใช้คนน้อยลงในงานบางประเภท และประเทศจะเริ่มแข่งขันกันด้วย Productivity มากกว่าค่าแรง
ดังนั้นคำถามสำคัญของประเทศไทยไม่ใช่ AI จะมาแย่งงานกี่ตำแหน่ง แต่คือ เราจะทำให้คนไทยทำงานร่วมกับ AI และ Robot แล้วสร้างมูลค่าได้มากกว่าประเทศอื่นอย่างไร
ถ้าทำได้ สังคมสูงวัยอาจไม่ใช่วิกฤต แรงงานลดลงอาจไม่ใช่ปัญหา และ AI อาจกลายเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของประเทศ
แต่ถ้ายังคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายไอที แล้วรอให้เขาไปทำ Digital Transformation กันเอง อีก 5 ปีเราอาจได้ Transformation จริงครับ… เพียงแต่ประเทศอื่น Transform ไปข้างหน้า ส่วนเรา Transform กลายเป็นลูกค้าเขาเต็มตัว!
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
