1 ชุมชน 1 "โซลาร์ฟาร์ม" เปิดแนวทางปรับโครงสร้างพลังงานเป็นธรรม

ช่วงนี้ผมใช้เวลาท่องโลกออนไลน์ สังคมให้ความสนใจและตื่นตัวมากกับการเดินหน้าต่อสำหรับ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ผมยังสังเกตเห็นด้วยว่าช่วงนี้มีผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายท่าน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ขานรับนโยบายต่ออายุ "ไทยช่วยไทย พลัส" อีก 2 เดือน เพื่อพยุงกำลังซื้อและบรรเทาภาระค่าครองชีพ พร้อมยื่น 3 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี ทั้งการดันสินค้า SMEs ขึ้นแพลตฟอร์มดิจิทัล ต่อยอดมาตรการภาษีสไตล์ Easy E-Receipt หนุนสินค้าไทย-OTOP กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และตัดวงจรกระสุนต้นทุนด้วยการสนับสนุน Solar Rooftop ภาคครัวเรือน เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
ผมสนใจเรื่องการช่วยผู้ประกอบการ SMEs รวมไปถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จึงใช้เวลาหารือกันในกองบรรณธิการสักครู่ บรรณาธิการบริหาร แนะนำว่า
"ไปหาพี่แสงชัย ไหม คนนี้รู้จริงนะ" ผมพยักหน้าตอบรับแล้วรีบต่อสายพร้อมนัดสัมภาษณ์ทันที
พี่แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้การตอบรับเราการแฟเย็นฉ่ำและบอกว่า นโยบายนี้ดีเหมือนกัน ลดความร้อนแรงของค่าครองชีพ และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงได้บ้าง
ถอดรหัสเศรษฐกิจฐานราก: ทางออก SMEs ไทย ยุคต้นทุนพุ่งด้วย "โซลาร์ชุมชน" และโมเดล "ไทยช่วยไทย"
ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งภาระค่าครองชีพของประชาชนและความเปราะบางของผู้ประกอบการขนาดย่อม การมองหาทางออกเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง พี่แสงชัย ได้ฉายภาพมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยพยุงกำลังซื้อในระยะสั้น แต่ยังมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอและการสร้างการเติบโตแบบครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) โดยก้าวสำคัญคือการ ปลดล็อก "ต้นทุนพลังงาน" เพื่อก้าวสู่จุดเริ่มต้นความยั่งยืนผ่าน "1 ชุมชน 1 โซลาร์ ฟาร์ม"
ประเทศไทยจำเป็นต้องหันมาทบทวนโครงสร้างพลังงานให้เกิดความเป็นธรรม และท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายรอบด้าน เราควรใช้เม็ดเงินงบประมาณที่มีอยู่ (เช่น เม็ดเงินก้อนที่ยังคงเหลืออยู่วิเคราะห์ราว 2 แสนล้านบาท) มาขับเคลื่อนในเชิงโครงสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเสนอให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการทุกระดับผ่านแนวทาง "1 ตำบล 1 ชุมชน 1 โซลาร์ ฟาร์ม" ให้ภาคประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานงานได้เอง หากว่าใช้น้อยแล้วมีเหลือรัฐจะเข้าไปรับซื้อ ก่อให้เกิดประโยชน์แบบ "สองทาง" หรือรัฐอาจปรับใช้ในรูปแบบระบบผสมผสาน (Hybrid) เช่าพลังงานแสงอาทิตย์ นำมาใช้ควบคู่กับพลังงานลม หรือน้ำ ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับชุมชนและผู้ประกอบการรากหญ้าได้อย่างแท้จริง
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) "เล็ก-กลาง-ใหญ่" กอดคอกันไป
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน จะละเลยผู้เล่นรายใดรายหนึ่งไม่ได้ ทุกภาคส่วนตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ขนาดกลาง ไปจนถึงผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ต้องเป็นเพื่อนร่วมทางที่กอดคอกันไปภายใต้หลักการ Sharing Economy หรือเศรษฐกิจแบ่งปัน
แนวคิดนี้สอดคล้องกับการดึงเอาระบบค้าปลีกขนาดใหญ่ (Modern Trade) และผู้ประกอบการในระบบภาษีเข้ามามีส่วนร่วมในสมการการช่วยเหลือ โดยอาจปรับสัดส่วนการสนับสนุน เช่น โมเดลแบบ 80/20 หรือ 70/30
ในช่วงนี้ผมฟังไม่ค่อยถนัดจึงถามไปอีกทีว่ายังไงนะครับพี่แสงชัย
พี่แสงชัยบอกว่า "สมมุติเป็น 80/20 หมายความว่ารัฐร่วมจ่าย 80 ประชาชน จ่ายเอง 10 และดึงภาคเอกชนมาจ่ายอีก 10 ในรูปแบบนี้เราจะสามารถดึงเอกชน หรือรายใหญ่ที่มีความสามารถเข้ามาเล่นและมีส่วนร่วม อาจเป็นการเปิดพื้นที่หรือมุมส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นในห้างค้าปลีก เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ เพราะในความเป็นจริง SMEs คือฟันเฟืองและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของ Modern Trade การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในฐานภาษีเข้าถึงนโยบายและกำลังซื้อได้ง่ายขึ้น จึงเป็นการกระจายรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง"
ต่อยอด "ไทยช่วยไทย" เฟสใหม่: ขยายสิทธิ หนุนนิติบุคคล และสะท้อนกลับสู่ระบบภาษี
จากความสำเร็จของโครงการ "ไทยช่วยไทย" ในระยะแรกที่ได้รับการยอมรับอย่างดี ในระยะต่อไป (เฟสใหม่) ผู้ประกอบการต่างมีความหวังกับการปรับเปลี่ยนและต่อยอดมาตรการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ข้อเสนอสำคัญคือ การดูแลผู้ประกอบการนิติบุคคลที่อยู่ในฐานภาษี แม้จะมีจำนวนน้อยกว่าในเชิงสถิติ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นครอบคลุมเป็นวงกว้าง การสนับสนุนต้องทำตลอดทั้ง Value Chain ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านบัญชีและกฎหมาย เพื่อช่วยพยุงและรักษาการจ้างงานท่ามกลางความเสี่ยงเรื่องการตกงานในปัจจุบัน
นอกจากนี้ การปรับโครงการ "ไทยช่วยไทย" ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ในการซื้อหาสินค้า จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญที่สุด เม็ดเงินเหล่านี้จะหมุนกลับคืนสู่รัฐในรูปของภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนิติบุคคล ซึ่งเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับวินัยทางการคลังของประเทศไปพร้อมกัน
จากการได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้รู้จริงอย่าง พี่แสงชัย แม้จะเป็นช่วงเพียงสั้นๆ แต่ทำให้ผมเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นแท้จริงแล้วต้องเริ่มต้นจากการ "พัฒนาระบบโครงสร้าง" ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนด้วยแนวคิด เศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) แนวทางที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม เป็นผู้ชนะร่วมกัน คล้าย "กอดคอ-กล้าก้าวเดินไปด้วยกัน" เพื่อพาผู้ประกอบการและสังคมไทยก้าวข้ามความท้าทายของโลกไปให้ได้
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับผู้อ่านที่เคารพ
ดร.ชวัลน์
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
