รีเซต

ยิ่งเรียนจบสูง ยิ่งตกงาน ? วิกฤตการจ้างงานเด็กจบใหม่ในยุค AI

ยิ่งเรียนจบสูง ยิ่งตกงาน ? วิกฤตการจ้างงานเด็กจบใหม่ในยุค AI
TNN ช่อง16
25 กันยายน 2569 ( 17:23 )
15

ยิ่งเรียนสูง ยิ่งตกงาน กลายเป็นวิกฤตที่คนรุ่นใหม่พูดคุยกันว่า จบมาพร้อมใบปริญญา แต่ปัจจุบันกลับหางานยากขึ้น 

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือหลายคนรู้สึกไปเอง ตลาดแรงงานเปิดรับเด็กจบใหม่น้อยลงจริงไหม แม้มีใบปริญญา และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น วันนี้เราจะมีเล่าให้ฟัง ?

ใบปริญญาเคยเป็นสิ่งที่หลายคนชื่มชม และแสดงถึงการแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแห่งการศึกษา และการลงทุนตลอดกว่า 20 ปี โดยเฉพาะในมิติของเศรษฐศาสตร์แรงงาน แต่ในปัจจุบัน เรากำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า "ความถดถอยของคุณค่าทางการศึกษา" (Educational Value Depreciation)

บทความของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ในชื่อ "Graduating into Uncertainty" ชี้ให้เห็นว่า บัณฑิตรุ่นใหม่หรือ Gen Z กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ "Labor Market Polarization" หรือการแบ่งขั้วของตลาดแรงงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีเยาวชนกว่า 1.2 พันล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาเตรียมเข้าสู่ตลาดแรงงานในทศวรรษหน้า ตามรายงาน "The Global Jobs Challenge" ของธนาคารโลก แต่ข้อมูลกับชี้ปรากฎการณ์  "ยิ่งเรียนสูง ยิ่งตกงาน" ที่วิกฤตเชิงโครงสร้าง ที่บัณฑิตต้องเผชิญกับกำแพงความต้องการทักษะที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน 

Krishna Srinivasan ผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิกของ IMF มองว่าสถานการณ์นี้ เกิดขึ้นเพราะบัณฑิตที่จบการศึกษาระดับสูงกำลังเผชิญกับสภาวะความไม่สมดุลระหว่างคุณวุฒิและตำแหน่งงานที่เปิดรับ โดยหากมาดูสถิติการว่างงานของเยาวชนที่จบการศึกษาระดับสูง ในปี 2568-2569 พบว่า วิกฤตนี้รุนแรงในประเทศเอเชียใต้มากที่สุด

  • ในศรีลังกา อัตราการตกงานเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.0% แต่อัตราเฉลี่ยที่เยาวชนมีปริญญาว่างงานกลับสูง 43%

  • อินเดีย อัตราตกงานรวม 4.5% อัตราเฉลี่ยที่เยาวชนมีปริญญาว่างงาน 42%

  • บังกลาเทศ อัตรารวม 3.5% แต่เยาวชนมีปริญญาตกงาน 36%


ก่อนจะตามมาด้วยประเทศในอาเซียน อย่างอินโดนีเซีย ที่เยาวชนมีปริญญาตกงานเฉลี่ย 19.0% และเวียดนามที่ 15.5% 

จริงๆ แล้ว วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดกับแค่ประเทศกำลังพัฒนา แต่ข้อมูลจาก NBC News ชี้ให้เห็นว่าในสหรัฐฯ บัณฑิตจบใหม่ช่วงอายุ 22-27 ปี มีอัตราว่างงานอยู่ที่ 5.7% สูงกว่าอัตราว่างงานโดยรวมของประเทศที่ 4.1%  

ซึ่งหากมามองทั้งโลกนั้น อัตราตกงานทุกวัยเฉลี่ยทั้งโลกคือ 6.5% เยาวชน 14.5% แต่เยาวชนมีปริญญากลับมากที่สุด เฉลี่ย 19.5%


แล้วอะไร ทำให้แม้เรียนสูง ก็ยังหางานยาก และตกงานกัน ?

นักเศรษฐศาสตร์เรียกสภาวะการจ้างงานที่ชะงักงันนี้ว่า "The Frozen Career Ladder" หรือบันไดอาชีพแช่แข็ง ที่มีปัจจัยจากหลายอย่าง เช่น 

  1. ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนการผลิตหลายอย่างสูงขึ้น กระทบภาคธุรกิจชะลอการจ้างงานพนังงานระดับเริ่มต้น หรือเด็กจบใหม่ 

  2. การแบ่งขั้วของอุตสาหกรรม ซึ่งข้อมูลจาก NBC News แสดงให้เห็นภาพการเคลื่อนย้ายของทุนที่ชัดเจน โดยในรอบปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมข้อมูลเลิกจ้างถึง 81,000 ตำแหน่ง ในขณะที่ ภาคบริการสุขภาพ (Healthcare) กลับมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 390,000 ตำแหน่ง บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานไม่ได้หดตัวลงทั้งหมด แต่กำลังเปลี่ยนขั้วความต้องการอย่างรุนแรง

  3. ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้การทำงานทางไกล หรือทำที่บ้านเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนักสังคมวิทยามองว่า ทำให้การถ่ายทอด "มารยาทในที่ทำงาน" ทำได้ยากขึ้น นายจ้างจึงลังเลที่จะจ้างเด็กจบใหม่ที่ยังขาดทักษะการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในระดับมืออาชีพ

  4. การเข้ามาของ AI เองก็มีบทบาทในการลดความจำเป็นของพนักงานระดับ Junior ด้วย 

สถาการณ์ของไทยเป็นอย่างไร ?

ช่วงที่ผ่านมาในหน้าโซเชียลมีเดียของไทย ก็มีการถกเถียงเช่นกันว่า รู้สึกเหมือนกันไหมว่าเด็กจบใหม่ หางานยากขึ้น ซึ่งต่างก็มีคนเข้ามาเห็นด้วย และแชร์สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น

หากมาดูในรายงานของ IMF สถิติของไทย อัตราการว่างงานรวมเฉลี่ยที่เพียง 1% อัตราการเฉลี่ยว่างงานเยาวชนรวม 3.9% แต่อัตราเฉลี่ยเยาวชนที่จบอุดมศึกษาแต่ว่างงานสูงถึง 13.2% ซึ่งสูงกว่าถึง 3 เท่า  

เมื่อพิจารณาข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติและสภาพัฒน์ ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2569 พบตัวเลขที่ตอกย้ำว่าระดับการศึกษากลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการว่างงานหากจำแนกตามระดับการศึกษาที่สำเร็จ กลุ่มที่ตกงานน้อยสุดคือ ระดับต่ำกว่าประถมศึกษาที่ 0.24% รองลงมาคือกลุ่มประถมศึกษา 0.48% ขณะที่กลุ่มที่จบการศึกษา ม.ปลายสายสามัญอยู่ที่ 1.03% และสายอาชีวศึกษาที่ 1.07% 

และไล่ขึ้นมาเป็นกลุ่มอุดมศึกษา สายอาชีวศึกษา / ปวส. อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.51% และ อุดมศึกษา สายสามัญ ปริญญาตรีขึ้นไป ที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดในทุกกลุ่มการศึกษา อยู่ที่ 1.69% สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ

รายงานของ IMF เองก็ชี้ว่าประเทศไทยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Data Center สูงถึงราว 8.7 แสนล้านบาท แต่ปัญหากลับไม่ใช่การขาดแคลนงาน หากแต่เป็นการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะตรงตามต้องการอย่างรุนแรง

สอดคล้องกับที่ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภามหาวิทยาลัย CMKL กล่าวในงานเสวนาของ TNN ประเด็น Future People ว่า ในมุมของการศึกษา ในยุคที่ AI เข้ามา เขายังมองว่าโรงเรียน และมหาวิทยาลัยยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นพื้นที่ฝึกฝน และสอนระเบียบวินัยให้กับเด็ก ทั้งใบปริญญาเองก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่ประเทศไทยควรผลักดันสาขา และคณะที่จำเป็น ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ไม่ใช่ตามใจสาขายอดนิยม และหากสาขาไหนไม่มีคนเรียน หรือไม่ทันยุคแล้ว ก็ควรตั้งปิด ดังนั้นถ้ามีลูก ให้เรียน ก็ปลอดภัยกว่า 


เมื่อใบปริญญาอาจจะไม่พอ สกิลอะไรที่เราต้องมีในโลกการจ้างงานยุคนี้ ?

โลกของการจ้างงานกำลังเข้าสู่ยุค "Skills-first Economy" หรือ ระบบเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับทักษะมาก่อน 

Ryan Roslansky CEO ของ LinkedIn และผู้บริหารจาก Microsoft ระบุว่า อนาคตของงานจะเป็นของคนที่ปรับตัวเร็วและใช้เครื่องมือใหม่ๆ ได้คล่องแคล่ว โดยมองทักษะ AI เปรียบเสมือนสกุลเงินใหม่ในตลาดแรงงาน

โดยหากไปดูสถิติการรับคนเข้าทำงานยุคใหม่ ก็จะเห็นได้ชัดว่า 71% ของผู้บริหารเลือกรับผู้สมัครที่มีทักษะ AI แม้จะมีประสบการณ์น้อยกว่า ทั้งตำแหน่งงานที่ระบุความต้องการทักษะ AI เพิ่มขึ้นถึง 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ประเด็นนี้ ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการและรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพในฐานะฝั่งเอกชน ที่นำบริษัทที่มีพนักงานหลักหมื่นคน ก็ได้กล่าวเช่นกัน บนเวทีเสวนา "Society-Human Capital, AI Adaptation, and Sustainable Competitiveness"  ของทาง BitKub ไว้ว่า ทุกคนควรพัฒนาตนเองให้เป็น บุคลากรที่สามารถใช้ AI ได้อย่างคล่องแคล่ว" (AI-enabled person) และทักษะที่จำเป็นคือ การรู้วิธีใช้ AI เป็นเครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยก้าวข้ามจากการเข้าใจเพียงพื้นฐานไปสู่การประยุกต์ใช้ในระดับสูง และแม้ว่าเราจะหลีกเลี่ยงการปลดคน หรือระลอกของการใช้ AI แทนคนที่จะเกิดขึ้น แต่เราก็สามารถเปิดโอกาสใหม่ๆ ในสายงาน AI ให้พวกเขาได้เข้ามาทำแทนได้ 

เพื่อเปลี่ยนผ่านจาก "ผู้จบการศึกษา" เป็น "ผู้ที่ตลาดต้องการ" (Market-Ready) บัณฑิตต้องปรับกลยุทธ์ อย่างการเน้น Liberal Arts Competencies หรือสมรรถนะเชิงศิลปศาสตร์ ซึ่งเป็นทักษะที่ AI ทดแทนได้ยากคือ Critical Thinking, Communication, Collaboration และ Empathy ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่แค่ Soft Skills ทั่วไป แต่คือความสามารถในการ "ป้อนคำสั่ง (Prompting)" และ "ขัดเกลาผลลัพธ์ (Tweaking)" จาก AI ให้มีประสิทธิภาพและถูกต้องตามบริบทความเป็นมนุษย์

การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ที่สถาบันการศึกษาต้องก้าวข้ามการสอนภาคทฤษฎี เช่นให้นักศึกษาได้ลองฝึกบงาน และฝึกฝนการใช้ AI ปรับกับการทำงานจริงเป็นต้น 

ดังนั้น AI จะไม่มาแทนที่มนุษย์ แต่คนที่เป็นมืออาชีพในการใช้ AI จะเข้ามาแทนที่คนที่ไม่ยอมปรับตัว การมีประสบการณ์ทำงานก่อนจบการศึกษาคือดัชนีชี้วัดความพร้อมของอาชีพที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนี้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง