รีเซต

คลื่นคนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคน กับอนาคตในยุค AI งาน ชีวิต หรือวิกฤตที่ต้องก้าวข้าม

คลื่นคนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคน กับอนาคตในยุค AI งาน ชีวิต หรือวิกฤตที่ต้องก้าวข้าม
TNN ช่อง16
13 ตุลาคม 2569 ( 13:50 )
การประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ครั้งที่ 81  ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ "Small AI: More and Better Jobs" เวทีนี้เจาะลึกถึงประเด็นว่า ปัญญาประดิษฐ์จะสามารถสร้างงานที่ดีขึ้นและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างไร โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

หัวใจสำคัญของการเสวนาในวันแรก คือการเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า ภายใน 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาถึง 1.2 พันล้านคน ที่มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์และก้าวสู่วัยทำงาน การเปลี่ยนแปลงนี้อาจกลายเป็น "ผลประโยชน์ทางประชากรศาสตร์" มหาศาล 

หากเยาวชนได้รับการสนับสนุนด้านสุขภาวะ การศึกษา และการฝึกฝนทักษะที่พร้อมรองรับอนาคต ทว่าคำถามสำคัญคือ ในยุคที่ AI กำลังกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิต คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้จะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานแบบใด

อาเจย์ บังกา: นิยามของงาน, ศักดิ์ศรี และการขับเคลื่อนด้วย "Small AI"

อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า ภารกิจหลักของธนาคารโลกมุ่งเป้าไปที่การสร้างงาน เพราะคนรุ่นใหม่จำเป็นต้องมีโอกาสและเป็นส่วนหนึ่งที่มีประสิทธิผลของสังคม

"คำว่า 'งาน' ไม่ได้จำกัดแค่การทำงานในบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทขนาดเล็ก หรือการเป็นผู้ประกอบการเท่านั้น แต่มันคือการได้เป็นส่วนที่มีประสิทธิผลในสังคม การมีความหวัง และความรู้สึกถึงศักดิ์ศรีที่มาจากการสร้างรายได้และเป็นส่วนหนึ่งของระบบ"

อาเจย์ บังกา ชี้ว่า ความเสี่ยงสำคัญในประเทศตลาดเกิดใหม่ ไม่ใช่การที่ AI เข้ามาแย่งงาน แต่คือการที่สังคมนำ AI มาประยุกต์ใช้สร้างงานช้าเกินไป ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอาจวิตกเรื่องโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) เข้ามาทดแทนแรงงาน ทางออกของประเทศกำลังพัฒนาคือ "Small AI" ซึ่งเป็น AI ขนาดเล็ก เฉพาะทาง ต้นทุนต่ำ และใช้งานผ่านสมาร์ตโฟนทั่วไปได้ เพื่อนำมาช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้แก่ครู บุคลากรสาธารณสุขชุมชน และเกษตรกรรายย่อย

ทาร์มาน ชานมูการัตนัม: วิกฤต "บันไดขั้นแรกที่หายไป" และการรื้อสร้างการศึกษา

ทาร์มาน ชานมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เตือนว่า ลำพังเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เพียงพอต่อการสร้างงานที่ดี และ AI อาจยิ่งถ่างรอยแยกนี้ให้กว้างขึ้นจนกลายเป็น "เศรษฐกิจรูปตัว K" ที่กลุ่มแรงงานระดับกลางสูญเสียความมั่นคง

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่ คือปรากฏการณ์ "บันไดขั้นแรกของการจ้างงาน" (The First Rung in Employment) ที่กำลังหดตัวลงอย่างชัดเจน

"ตำแหน่งงานแรกหลังสำเร็จการศึกษากำลังเผชิญกับความต้องการจ้างงานที่ลดลง ข้อมูลนี้ชัดเจนที่สุดในภาคเทคโนโลยี และเริ่มปรากฏในทุกภาคส่วน หากเราสูญเสียโอกาสตรงนี้ไป คนรุ่นใหม่ไม่เพียงต้องรอไปอีกปีเพื่อแข่งขันกับรุ่นถัดไป แต่พวกเขาจะสูญเสียทักษะ คุณลักษณะที่จับต้องไม่ได้ และสูญเสียความเชื่อมั่นต่ออนาคต"

ทาร์มาน ชานมูการัตนัม เสนอว่า ภาครัฐต้องร่วมมือกับภาคเอกชนในการสร้างแรงจูงใจให้เปิดรับบัณฑิตจบใหม่ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากการทำงานจริง ขณะเดียวกัน ระบบอุดมศึกษาต้องลดการมุ่งเน้นแต่วิชาการเพียงอย่างเดียว เนื่องจากผลตอบแทนและคุณค่าของใบปริญญาลดลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วหันมาผลักดัน การศึกษาเชิงประยุกต์ และรูปแบบทวิภาคี ที่ผู้เรียนได้ฝึกงานในสถานประกอบการจริงอย่างเข้มข้น 

ควบคู่ไปกับความยืดหยุ่นทางความคิด นอกจากนี้ AI ยังช่วยเปิดทางสู่ปรากฏการณ์ "บริษัทคนเดียว" (One-Person Company) ซึ่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ใช้เครื่องมือ AI ในการเริ่มต้นธุรกิจและเข้าถึงตลาดโลกได้ด้วยตนเอง

คริสตาลินา กอร์เกียวา: "สึนามิที่เคลื่อนตัวช้า" และกับดักของงานประจำ

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปรียบเทียบผลกระทบของ AI ตลาดแรงงานว่าเป็นดั่ง "สึนามิที่เคลื่อนตัวช้า"โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่องานทั่วโลกราว 40% 

งานวิจัยของ IMF ระบุว่า งานประจำที่เป็นงานทำซ้ำๆ (Routine repetitive jobs) กำลังลดลง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อคนรุ่นใหม่

"คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ในอดีตพวกเขาจะเริ่มต้นจากงานรูทีนเหล่านี้แล้วค่อยๆ เติบโตขึ้นไป แต่หากงานเหล่านี้หายไป ฉันไม่คิดว่าคนรุ่นใหม่คนไหนอยากเห็นอนาคตทางวิชาชีพของตัวเองจบลงที่การเป็นเพียงบาริสต้าในร้านกาแฟ"

คริสตาลินา กอร์เกียวา ย้ำว่า AI ไม่ได้ทำให้ความต้องการแรงงานมนุษย์หมดไป แต่เป็นการ "โยกย้ายทิศทางความต้องการ"  ไปสู่ทักษะใหม่ ภาครัฐจึงมีหน้าที่ปรับระบบการศึกษา ส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) และเตรียมรับมือกับประเด็นด้านการคลัง เมื่อโครงสร้างรายได้เปลี่ยนจากการจัดเก็บภาษีแรงงานไปสู่ผลตอบแทนจากทุนและเทคโนโลยีมากขึ้น

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: วิสัยทัศน์เจ้าภาพไทย "AI in all, all in AI, AI for all"


ในช่วงท้ายของเวทีเสวนาวันแรก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ประเทศเจ้าภาพจัดการประชุม โดยระบุว่าโจทย์ของไทยครอบคลุม 3 ยุทธศาสตร์หลัก:

AI in all: การนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มผลิตภาพในงานและธุรกิจเดิม โดยยกตัวอย่างการเปิดตัวผู้ช่วยอัจฉริยะ "นกกระซิบ" (Nokkasip AI) ที่ฝังอยู่ในแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัล เพื่อช่วยผู้ค้ารายย่อยเกือบ 1 ล้านรายในการบริหารสต็อก คำนวณผลกำไร และสามารถนำข้อมูลการค้าไปต่อยอดขอสินเชื่อจากธนาคารโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

All in AI: การสร้างขีดความสามารถเพื่อรองรับงานใหม่ ผ่านโครงการจับคู่ทักษะ (Skill Bridge) ระหว่างสถาบันการศึกษากับกลุ่มผู้ลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และคลาวด์ พร้อมทั้งมุ่งลดต้นทุนการประมวลผลและต้นทุนโทเคน (Token) เพื่อให้สตาร์ทอัปและมหาวิทยาลัยสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้อย่างเท่าเทียม

AI for all: การดูแลไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ (DPI) เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อช่วยเหลือแรงงานในการเปลี่ยนผ่านอย่างตรงจุด ทั้งการอุดหนุนรายได้ การฝึกทักษะใหม่ (Reskilling) ตลอดจนการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่อย่างสแกมเมอร์และดีพเฟก (Deepfakes)

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง