อย่าเลิกจ้างจูเนียร์ เพียงเพราะ AI เมื่อองค์กรมีพนักงานระดับสูงอย่างเดียว งานอาจไม่เดิน

ทุกวันนี้ ไม่ว่าองค์กร หรือบริษัทไหน ก็เอา AI มาใช้ แต่ไม่ใช่ทุกบริษัท ที่ใช้แล้วสร้างผลิตภาพ หรือประสบความสำเร็จเหมือนกัน
ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Olivier Klein, Chief Technologist, Asia Pacific & Japan จาก Amazon Web Services (AWS) ได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเทคโนโลยีและบทบาทของ AI ในการเปลี่ยนแปลงองค์กร ในหัวข้อ “The AI-First Enterprise: What’s Next in Technology, and How Organizations Must Change to Win” บนเวที BEYOND CONNECTIVITY: Building the Intelligent Future ภายในงาน CP Innovation Exposition 2026 มหกรรมนวัตกรรมบัวบาน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งที่ 9 ณ True Digital Park West
โดยเขาชี้ว่า ทุกองค์กร และทุกๆ คนเข้าถึง AI เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือผลลัพธ์ ดังนั้นต้องทำอย่างไรให้องค์กรโตได้ ไม่ใช่เพียงประหยัดเวลา
Olivier เริ่มกล่าวด้วยการชี้ว่า การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในองค์กรให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ทั้งในด้านวัฒนธรรม โครงสร้าง และกลยุทธ์ โดยต้องก้าวข้ามเพียงแค่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไปสู่การสร้างการเติบโตเชิงเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
ทั้งที่ผ่านมาหลายองค์กรติด "กับดักแห่งประสิทธิภาพ" (Efficiency Trap) ในการนำ AI มาใช้ โดยเริ่มใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงาน แม้จะประหยัดเวลาได้ แต่บ่อยครั้งกลับไม่ได้นำไปสู่การเพิ่มรายได้หรือการเติบโตเชิงกลยุทธ์ เวลาที่ประหยัดได้มักจะถูกกลืนหายไปภายในองค์กรโดยไม่ได้ก่อให้เกิดคุณค่าใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจำเป็นต้องอาศัยการทบทวนกระบวนการทำงานและประสบการณ์ของลูกค้าใหม่ทั้งหมด
"ในเมื่อทุกคนลงทุนกับ AI กันหมด แต่ผมเห็นคนใช้เครื่องมือเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, DeepSeek, Claude หรืออะไรก็ตาม แต่ผลลัพธ์กลับต่างกันโดยทั่วไป ผมคิดว่าปัญหาคือเราติดอยู่ในกับดักของประสิทธิภาพ เรามักคิดว่า AI มีประโยชน์หลัก ๆ เพื่อให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น คือเอากระบวนการเดิมมาทำให้เร็วขึ้น ซึ่งก็ได้ผลจริง แต่ไม่ได้ผลักเราไปข้างหน้ามากนัก” ผู้บริหารจาก AWS กล่าว
เขายังยกตัวอย่าง ธนาคารแห่งหนึ่งสามารถจัดการงานค้างสะสมสามเดือนให้เสร็จสิ้นได้ภายในสามวัน แต่กลับไม่รู้วิธีใช้ประโยชน์จากเวลาที่ประหยัดได้นั้นเพื่อสร้างการเติบโต หลายบริษัทได้รับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น แต่กลับประสบปัญหาในการเปลี่ยนประสิทธิภาพดังกล่าวให้กลายเป็นการลดต้นทุนหรือการเพิ่มรายได้
Olivier ยังชี้ถึงการปรับโครงสร้างองค์กรและบทบาทหน้าที่ โดย AI ถือว่าเข้ามาท้าทายสมมติฐานดั้งเดิมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานแบบเป็นรอบ, โครงสร้างองค์กรที่มีลำดับชั้นซับซ้อน, การขยายขนาดองค์กรด้วยการเพิ่มจำนวนพนักงาน หรือการทำงานแบบแยกส่วน (functional silos) ซึ่งปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่
AI ช่วยให้การขยายขนาดซอฟต์แวร์และการบูรณาการระบบเป็นเรื่องง่าย ความได้เปรียบในการแข่งขันจึงเปลี่ยนไปอยู่ที่ข้อมูลเฉพาะขององค์กร (proprietary data), ผลกระทบจากเครือข่าย (network effects), เงินทุน, ความเชื่อมั่น และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ
ในบริษัท Amazon เอง รูปแบบ และจำนวนคนของทีมเองก็เปลี่ยนไป เขายกแนวคิด "ทีมขนาดสองถาดพิซซ่า" (two-pizza team) ของ Amazon มาเล่าว่า ทีมคนทำงานนั้นมีขนาดเล็กลงและขับเคลื่อนด้วยภารกิจเฉพาะ (ประมาณ 2-10 คน) เนื่องจาก AI ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างผลงานของบุคคลหรือทีมขนาดเล็กได้อย่างมหาศาล
แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรปฏิบัติต่อ AI Agent เสมือนเป็นพนักงานคนหนึ่ง โดยให้ขึ้นตรงต่อแผนกธุรกิจที่ปกติแล้วจะต้องจ้างคนมาทำงานในตำแหน่งนั้นๆ ทั้งขีดความสามารถในการทำงานเริ่มแยกออกจากจำนวนพนักงาน ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่บุคคลเพียงคนเดียวสามารถสร้างผลงานได้มากกว่าเดิมถึง 10 เท่า หรือสามารถเป็นผู้นำธุรกิจสตาร์ทอัพด้วยตัวคนเดียวได้ โดยจุดเน้นจะเปลี่ยนจากทักษะทางเทคนิคเฉพาะด้าน ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์แทน
ทักษะที่สำคัญสำหรับยุค AI และพนักงานระดับจูเนียร์ยังจำเป็นกับองค์กร
แม้ AI จะช่วยให้ผลลัพธ์การทำงานอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่การตัดสินใจของมนุษย์และการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) คือปัจจัยที่สร้างความแตกต่างระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลว
Chief Technologist ระบุถึงทักษะที่สำคัญ กับการทำงานยุค AI คือ
ความคล่องตัวในการเรียนรู้และละทิ้งความรู้เดิม (Learning and Unlearning Agility) คือคนที่ เรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลาได้
ทักษะการกำหนดปัญหาที่ชัดเจน (Clear Problem Framing) เพราะ "ความคิดที่ชัดเจนที่สุดคือผู้ชนะ ไม่ใช่การเขียนคำสั่ง (Prompt) ที่ฉลาดที่สุด" เขากล่าว
การมีวิจารณญาณ (Judgment) รู้วิธีจัดการและนำผลลัพธ์จาก AI ไปประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความคุ้นเคยกับระบบที่ซับซ้อน (Comfort with Complex Systems) สามารถช่วยนำทางและอธิบายสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนได้
และความอยากรู้อยากเห็นและการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Curiosity and Autodidacticism): การเรียนรู้เชิงรุกด้วยตนเองและการทดลองใช้เครื่องมือ AI ต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
Olivier ยังมองว่า “หลายองค์กรตกหลุมพรางด้วยการปรับโครงสร้างเป็นรูปทรงเพชร โดยคิดว่าเมื่อมีประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานและมี AI เข้ามาช่วยแล้ว จึงลดจำนวนพนักงานระดับจูเนียร์ลง ผลที่ตามมาคือองค์กรกลับมีพนักงานระดับกลางที่มากเกินความจำเป็น โดยมี AI ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ ซึ่งถือว่าไม่ยั่งยืน
เขาชี้ว่า รูปแบบที่เหมาะสมที่สุดคือ "นาฬิกาทราย" (Hourglass) ที่ประกอบด้วยผู้นำระดับสูงจำนวนมาก มี AI Agent ทำหน้าที่จัดการงานระดับกลาง และมีพนักงานระดับเริ่มต้นที่เชี่ยวชาญด้าน AI ซึ่งได้รับการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง
การแทนที่พนักงานระดับเริ่มต้นด้วย AI ส่งผลเสียต่อการเติบโตในระยะยาว เพราะพนักงานกลุ่มนี้คือรากฐานของบุคลากรในอนาคต ผู้นำจึงต้องมุ่งมั่นที่จะจ้างงานและบ่มเพาะบุคลากรกลุ่มนี้
สุดท้ายแล้ว Olivier ยังมองว่า เป้าหมายจริงในการใช้ AI คือการคิดใหม่ว่าประสบการณ์ลูกค้าและธุรกิจควรเป็นอย่างไร ขณะเดียวกันโมเดล AI จากหลายค่ายเริ่มเก่งใกล้เคียงกันและราคาถูกลงเร็ว องค์กรจึงไม่จำเป็นต้องผูกติดกับเจ้าใดเจ้าหนึ่ง ควรวางโครงสร้างพื้นฐานที่สลับโมเดลได้ง่าย นอกจากนี้ AI Agent จะทำงานได้ดีแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าเชื่อมต่อกับระบบต่าง ๆ ได้มากน้อยเพียงใด (เช่นผ่านโปรโตคอลอย่าง MCP ที่เปรียบเหมือนพอร์ต USB-C ของ AI) องค์กรจึงต้องสร้าง "กรอบควบคุม" ล้อมรอบ Agent ตั้งแต่วันแรก ทั้งเครื่องมือที่เรียกใช้ได้ ขั้นตอนการคิดและลงมือทำ หน่วยความจำ และมาตรการป้องกัน รวมถึงมี "ระบบประเมินผล" ที่ทดสอบอย่างต่อเนื่องว่า Agent ยังทำงานได้ดีและตรงประเด็นอยู่หรือไม่
และในการวัดความสำเร็จนั้น ไม่ควรดูจากปริมาณการใช้โทเค็นหรือจำนวนผู้ใช้งาน แต่ควรดูว่าองค์กรสร้างขีดความสามารถอะไรขึ้นมา และผู้คนทำอะไรได้จริงมากขึ้น พร้อมออกแบบกระบวนการสร้างคุณค่าใหม่ทั้งหมด
ก่อนจบนั้น เขายังส่งท้ายว่า นวัตกรรมที่ทรงพลังที่สุดคือสิ่งที่ปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ AI ทำให้ทักษะที่เคยเป็นของคนเฉพาะทางเข้าถึงได้สำหรับทุกคน เช่น คนที่ไม่ใช่ดีไซเนอร์ก็ทำงานออกแบบ 3D ได้ ใครก็ตามจึงกลายเป็นผู้ใช้ AI ที่มีศักยภาพสูงและสร้างสิ่งใหม่ ๆ ได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
