ยิ่ง (เรียน) สูง ยิ่งหนาว วิกฤตโลกยุค AI

ในแต่ละปี คนรุ่นใหม่จำนวนมากทั่วโลกต่างแข่งขันกันเข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีตำแหน่งว่างจำกัด ขณะที่การแย่งชิงดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในขณะที่เศรษฐกิจโลกเติบโตแผ่วลงกว่าเมื่อต้นศตวรรษ รัฐบาลแต่ละประเทศเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตโควิด รวมถึงสงครามที่ยืดเยื้อในหลายพื้นที่ และปัญหาหนี้สาธารณะในระดับสูง ทำให้มีทางเลือกในการออกมาตรการต่าง ๆ ไม่มากนัก แรงกดดันนี้รุนแรงมากเป็นพิเศษในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งหลายประเทศพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง
ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า อัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในเอเชียเพิ่มขึ้น และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูงมีอัตราการว่างงานมากสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ อย่างกรณีของ “ไทย” คนรุ่นใหม่อายุ 15-24 ปี มีอัตราว่างงานราวร้อยละ 3.9 ในปี 2025 แต่คนรุ่นใหม่อายุเท่ากันที่มีการศึกษาระดับปริญญากลับมีอัตราว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 13.2 หรือมากกว่ากันกว่า 3 เท่า และรูปแบบเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นในประเทศอื่น ๆ ของอาเซียนด้วย ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ส่วนในเอเชียใต้สถานการณ์รุนแรงกว่า สะท้อนจากอัตราว่างงานของคนรุ่นใหม่การศึกษาสูงที่มากทำสถิติ อาทิ ศรีลังกาที่อยู่ที่ร้อยละ 43 ส่วนอินเดียแตะร้อยละ 42 และบังกลาเทศอยู่ที่ร้อยละ 36
IMF ระบุด้วยว่า AI มีศักยภาพที่จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มผลิตภาพ แต่ขณะเดียวกันก็อาจเพิ่มแรงกดดันในตลาดแรงงานสำหรับคนรุ่นใหม่ หากการใช้งาน AI เกิดขึ้นเร็วกว่าการพัฒนาทักษะแรงงานรุ่นใหม่ ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูงต้องดิ้นรนหางานที่ตรงกับคุณสมบัติของตน
ข้อมูลของ IMF สอดคล้องกับผลการศึกษาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม พบว่า อัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ (อายุ 15-24 ปี) ทั่วโลก เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12.4 ในปี 2025 หรือคิดเป็นจำนวน 67 ล้านคน ขณะเดียวกัน สัดส่วนของคนรุ่นใหม่ที่ที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำงาน หรือไม่ได้รับการฝึกอบรมทักษะ (Not in Education, Employment, or Training-NEET) เพิ่มขึ้นแตะร้อยละ 20 หรือกว่ากว่า 257 ล้านคน
นอกจากนี้ ในระหว่างปี 2023-2025 อัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นใน 8 จากทั้งหมด 11 อนุภูมิภาคของโลก เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ การสร้างงานใหม่ลดลง ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ เข้าสู่ภาวะวิกฤตการจ้างงานคนรุ่นใหม่ และแนวโน้มการว่างงานของคนรุ่นใหม่อาจทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ AI เปลี่ยนแปลงการทำงานไปจากเดิม ILO ประเมินว่า ร้อยละ 6.1 ของตำแหน่งงานที่คนอายุ 15-29 ปีทำอยู่ในปัจจุบัน มีความเสี่ยงสูงที่ได้รับผลกระทบจาก AI มากที่สุด หากงานเหล่านี้หายไปเพียงร้อยละ 10 หมายความว่า แรงงานรุ่นใหม่ประมาณ 5.6 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศรายได้สูง อาจเผชิญกับการว่างงาน การเปลี่ยนอาชีพ หรือต้องออกจากตลาดแรงงาน ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (generative AI) อาจกระทบต่อแรงงานเกือบ 80 ล้านคน หรือราวร้อยละ 22.9 ของการจ้างงานทั้งหมดทั่วภูมิภาคอาเซียน
“จีน” เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูง โดยผู้ที่เรียนจบระดับปริญญาจำนวนมากเผชิญปัญหาในการหางานทำ ท่ามกลางตลาดงานที่อ่อนแอจากความต้องการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัว ประกอบกับกระแสเฟื่องฟูของ AI ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ชี้ว่า อัตราการว่างงานในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 16-24 ปี ไม่นับรวมนักศึกษา อยู่ที่ร้อยละ 18.9 ในเดือนสิงหาคม เร่งตัวขึ้นจากร้อยละ 17.9 ในเดือนกรกฎาคม นับเป็นตัวเลขสูงสุดตั้งแต่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณใหม่ในปี 2023 โดยไม่นับรวมจำนวนผู้ที่กำลังศึกษาอยู่
ทั้งนี้ ประเมินว่า มีนักศึกษามหาวิทยาลัยถึง 12.7 ล้านคน สำเร็จการศึกษาในฤดูร้อนปีนี้ ซึ่งเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ คนเหล่านี้ต้องเผชิญกับตลาดงานที่ชะลอตัว และการใช้ AI ที่แย่งตำแหน่งงานในระดับเริ่มต้นไป แม้ทางการจีนจะพยายามเพิ่มการเรียนด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมทางเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหาทักษะไม่สอดคล้องกับงาน แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าจะคนรุ่นใหม่จะหางานทำได้จริง
Economist Intelligence Unit (EIU) ระบุว่า ปัญหาการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของจีนเป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2020 และยังไม่คลี่คลายอย่างมีนัยสำคัญ โดยจุดเริ่มต้นมาจากการที่จีนมุ่งสู่รูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตและความสามารถในการแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และหุ่นยนต์ ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกันระหว่างทักษะที่บัณฑิตจบใหม่มีกับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นจากการเข้ามาของ AI
“เกาหลีใต้” ก็เผชิญกับปัญหาว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เนื่องจากนายจ้างรายใหญ่อย่าง “ซัมซุง” นิยมจ้างพนักงานที่มีประสบการณ์ ประกอบกับคนสูงอายุจำนวนมากยังทำงานแม้หลังเกษียณอายุ นี่ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ที่เรียนสูงต้องดิ้นรนหางานทำในต่างประเทศแทน และ “ญี่ปุ่น” เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม แม้ค่าเฉลี่ยเงินเดือนในเกาหลีใต้จะสูงกว่าเล็กน้อย เนื่องจากญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุด (super-aged society) ทำให้แรงงานไม่เพียงพอ และบริษัทต่างก็ต้องเร่งหาบุคลากรพร้อมให้การฝึกอบรม
ข้อมูลจากสำนักบริการพัฒนาบุคลากรแห่งเกาหลีใต้ พบว่า ในปี 2025 มีคนรุ่นใหม่ชาวเกาหลี 2,257 คน เข้าไปทำงานในญี่ปุ่นผ่านโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 47 จากปี 2024 ทำให้ญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 1 มีสัดส่วนราวร้อยละ 34 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28 ในปี 2020 ส่วนสหรัฐฯ มีสัดส่วนที่ร้อยละ 14 ในปีที่แล้ว ลดลงจากร้อยละ 20 ในปี 2024
ด้านธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ระบุว่า ตำแหน่งงานสำหรับคนรุ่นใหม่อายุ 15-29 ปี ลดลง 285,000 ตำแหน่ง ในระหว่างเดือนมิถุนายน 2022 ถึงเดือนมิถุนายนปี 2026 ในจำนวนนี้ราว 268,000 ตำแหน่ง หรือร้อยละ 94 อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงจาก AI โดยเฉพาะการบริการข้อมูล สิ่งพิมพ์ และการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ขณะที่การจ้างงานในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้น 230,000 ตำแหน่ง ในช่วงเวลาเดียวกัน
ตลาดแรงงานในสหรัฐฯ ก็ไม่พ้นความท้าทายจาก AI เช่นกัน โดยรายงานล่าสุดจากบริษัทที่ปรึกษา “แมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี” (McKinsey & Co.) ประเมินว่า ระบบอัตโนมัติและ AI ส่งผลให้ความต้องการแรงงานลง 36 ล้านตำแหน่ง ภายในปี 2035 ซึ่งแรงงานราว 25 ล้านคน น่าจะสามารถอยู่ในอาชีพเดิมได้ เพราะการเติบโตในอุตสาหกรรมจะชดเชยผลกระทบจาก AI แต่แรงงานอเมริกันประมาณ 11 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 6.5 ของแรงงานทั้งหมดในปัจจุบัน อาจต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม การเติบโตในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับ AI อาจทำให้มีความต้องการแรงงาน 40 ล้านตำแหน่งในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าตำแหน่งงานที่หายไป อีก 9 ปีข้างหน้า ตำแหน่งงานว่างน่าจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน แต่ในเวลานั้นจะมีคนทำงานน้อยลง หลัก ๆ มาจากประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เผยว่า อัตราการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่ อายุ 22-27 ปี อยู่ที่ร้อยละ 5.7 ในเดือนมิถุนายน ซึ่งสูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั้งประเทศ และสูงกว่าเมื่อ 2 ปีก่อนถึงร้อยละ 1 ส่วนอัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ทั้งหมด อยู่ที่ร้อยละ 7.2 ขณะที่อัตราการทำงานต่ำกว่าวุฒิ พุ่งสูงถึงร้อยละ 42 สำหรับผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เทียบกับร้อยละ 33.7 สำหรับบัณฑิตจบใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ยังมีความกังวลว่า AI กำลังทำให้งานระดับเริ่มต้นในองค์กรต่าง ๆ หายไป ซึ่งข้อมูลชี้ว่าการจ้างงานโดยรวมชะลอตัวลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะงานระดับเริ่มต้นที่มีความเสี่ยงสูงจาก AI
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
