น้ำท่วม 2569 เทียบปี 2554 ต่างกันแค่ไหน? เปิดตัวเลขน้ำเหนือ-เขื่อนหลัก

สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทยช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ทำให้สถานการณ์น้ำกลับมาเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งหลายพื้นที่กำลังรับมวลน้ำจากตอนบน ขณะที่ฝนยังมีแนวโน้มตกหนักในบางพื้นที่
หากนำข้อมูลล่าสุด ณ เวลา 06.00-07.00 น. วันที่ 25 กันยายน 2569 มาเปรียบเทียบกับช่วงเวลาใกล้เคียงกันของมหาอุทกภัยปี 2554 พบว่า ตัวเลขสำคัญทั้งปริมาณน้ำเหนือ ปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก และขอบเขตพื้นที่ได้รับผลกระทบ ยังแตกต่างจากสถานการณ์เมื่อ 15 ปีก่อนค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากฝนหนัก น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำท่วมขังเฉพาะพื้นที่ยังต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะช่วงวันที่ 25-27 กันยายน 2569 รวมถึงพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา
น้ำเหนือที่นครสวรรค์ยังต่ำกว่าปี 2554 ราว 58%
หนึ่งในตัวเลขที่สามารถใช้เปรียบเทียบสถานการณ์ระหว่างสองปีได้ชัดเจน คือ ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการติดตามมวลน้ำเหนือก่อนเข้าสู่พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง
ช่วงวันที่ 26 กันยายน 2554 สถานี C.2 มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 4,254 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 0.43 เมตร
ขณะที่วันที่ 25 กันยายน 2569 ปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,795 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 3.53 เมตร
เมื่อเทียบอัตราการไหล ปริมาณน้ำปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 42% ของระดับในช่วงเดียวกันของปี 2554 หรือต่ำกว่าประมาณ 58%
ส่วนการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 47% ของช่วงเดียวกันในปี 2554 ซึ่งขณะนั้นมีน้ำผ่านท้ายเขื่อนประมาณ 3,697 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ภูมิพล-สิริกิติ์มีพื้นที่รองรับน้ำมากกว่าปี 2554
อีกปัจจัยสำคัญคือปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ภาคเหนือ
วันที่ 26 กันยายน 2554 เขื่อนทั้งสองแห่งมีน้ำรวมประมาณ 21,559 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 94% ของความจุ
ข้อมูลการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ณ วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 24.00 น. ระบุว่า เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำรวมประมาณ 15,868 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 69% ของความจุรวม
ปริมาณน้ำจึงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2554 ประมาณ 5,691 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 26.4% และยังสามารถรองรับน้ำเพิ่มเติมได้รวมประมาณ 7,104 ล้านลูกบาศก์เมตร เทียบกับปี 2554 ที่เหลือพื้นที่รองรับน้ำประมาณ 1,413 ล้านลูกบาศก์เมตร
สถานการณ์ในปี 2554 มีข้อจำกัดด้านพื้นที่รองรับน้ำอย่างชัดเจน โดยเขื่อนภูมิพลมีน้ำประมาณ 90% เขื่อนสิริกิติ์ 99% เขื่อนแควน้อย 96% ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำประมาณ 1,035 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 132% ของระดับเก็บกักปกติ
นอกจากนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศในช่วงดังกล่าวมีน้ำรวมประมาณ 89% และเหลือพื้นที่รองรับน้ำอีกประมาณ 8,010 ล้านลูกบาศก์เมตร ก่อนที่ปริมาณน้ำจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเข้าสู่เดือนตุลาคม 2554
ปัจจุบัน 12 จังหวัดได้รับผลกระทบกว่า 3.7 หมื่นคน
ข้อมูลศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ศอ.ปภ. ณ เวลา 06.00 น. วันที่ 25 กันยายน 2569 ระบุว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำใน 12 จังหวัด รวม 38 อำเภอ 143 ตำบล 596 หมู่บ้าน
มีประชาชนได้รับผลกระทบ 11,796 ครัวเรือน รวม 37,036 คน
ในจำนวนนี้ จังหวัดสุพรรณบุรีและพระนครศรีอยุธยามีครัวเรือนได้รับผลกระทบรวมกัน 10,578 ครัวเรือน คิดเป็นประมาณ 89.7% ของครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดในรายงานรอบดังกล่าว
สำหรับรายงานรอบเช้าวันที่ 25 กันยายน ยังไม่ได้ระบุตัวเลขรวมผู้เสียชีวิต มูลค่าความเสียหาย และพื้นที่เกษตรเสียหาย จึงต้องรอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ฝนสูงสุด 211 มม. กรุงเทพฯ แตะ 101.5 มม.
ปัจจัยที่ต้องจับตาในระยะสั้นคือปริมาณฝน โดยข้อมูลวันที่ 25 กันยายน 2569 พบว่า ฝนสูงสุดรายภาคอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว 211 มิลลิเมตร รองลงมา บุรีรัมย์ 156 มิลลิเมตร พระนครศรีอยุธยา 139 มิลลิเมตร นครสวรรค์ 106 มิลลิเมตร นราธิวาส 94 มิลลิเมตร และเพชรบุรี 83 มิลลิเมตร
ส่วนกรุงเทพมหานครมีปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงสูงสุดบริเวณจุดวัดประตูระบายน้ำประชาร่วมใจ เขตมีนบุรี 101.5 มิลลิเมตร ส่งผลให้ช่วงเช้ามีน้ำท่วมขังในหลายเส้นทาง
ข้อมูลฝนสะสมทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-13 กันยายน 2569 อยู่ที่ 1,032.6 มิลลิเมตร โดยภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติ 28% ภาคกลางต่ำกว่าปกติ 18% และภาคตะวันออกต่ำกว่าปกติ 13%
ตัวเลขดังกล่าวแตกต่างจากสถานการณ์ปี 2554 ซึ่งฝนเริ่มมาเร็วกว่าปกติตั้งแต่เดือนมีนาคม ก่อนปริมาณฝนตลอดทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 1,826 มิลลิเมตร สูงกว่าค่าปกติประมาณ 25% ขณะที่น้ำไหลเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ตลอดปีรวมประมาณ 71,769 ล้านลูกบาศก์เมตร
ปลายกันยายน 2554 น้ำท่วมแล้ว 28 จังหวัด
หากย้อนกลับไปดูสถานการณ์ ณ วันที่ 26 กันยายน 2554 ก่อนที่มวลน้ำจะเข้าสู่กรุงเทพมหานครในเวลาต่อมา กรมชลประทานรายงานพื้นที่ประสบอุทกภัยแล้ว 28 จังหวัด
หลายจังหวัดมีพื้นที่เกษตรถูกน้ำท่วมหลักแสนไร่ อาทิ พิษณุโลก 665,028 ไร่ นครสวรรค์ 644,384 ไร่ นครพนม 392,275 ไร่ ร้อยเอ็ด 349,941 ไร่ และพิจิตร 330,600 ไร่
ขณะเดียวกัน แม่น้ำยมบริเวณบางระกำ แม่น้ำน่านบริเวณพิษณุโลกและชุมแสง รวมถึงแม่น้ำชีและแม่น้ำมูลหลายจุดมีระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง
หลังจากนั้นปริมาณน้ำในเขื่อนยังเพิ่มขึ้น โดยวันที่ 30 กันยายน 2554 เขื่อนภูมิพลมีน้ำเพิ่มเป็นประมาณ 98% และเขื่อนสิริกิติ์ประมาณ 99% ก่อนเข้าสู่ช่วงน้ำหลากรุนแรงในเดือนตุลาคม
ปี 2554 กระทบกว่า 13 ล้านคน ความเสียหาย 1.43 ล้านล้านบาท
สำหรับตัวเลขผลกระทบของมหาอุทกภัยปี 2554 จำเป็นต้องแยกข้อมูล ณ ช่วงปลายเดือนกันยายนออกจากยอดสะสมหลังเหตุการณ์สิ้นสุด เนื่องจากสถานการณ์ขยายวงกว้างขึ้นอย่างมากในช่วงเดือนต่อมา
เมื่อสิ้นสุดเหตุการณ์ มีประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 13 ล้านคน ขณะที่ธนาคารโลกประเมินความเสียหายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 12.6% ของ GDP ไทยในขณะนั้น
ในจำนวนนี้เป็นความเสียหายต่อสินทรัพย์ประมาณ 630.3 พันล้านบาท และความสูญเสียจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจประมาณ 795 พันล้านบาท โดยภาคการผลิตมีสัดส่วนความเสียหายและความสูญเสียประมาณ 70% ของทั้งหมด ขณะที่ประมาณ 90% ของความเสียหายอยู่ในภาคเอกชน
ตัวเลขดังกล่าวเป็นคนละฐานข้อมูลกับยอดความเสียหาย 23,839 ล้านบาทที่หน่วยงานภาครัฐรวบรวมตามรายการทรัพย์สินและภาคส่วนในกรอบราชการ จึงไม่ควรนำตัวเลขทั้งสองชุดมาเปรียบเทียบโดยตรง
4 ตัวเลขชี้สถานการณ์ปี 2569 ยังต่างจากปี 2554
เมื่อพิจารณาข้อมูลในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีตัวเลขสำคัญที่แสดงความแตกต่างระหว่างสองสถานการณ์ ได้แก่
1. ปริมาณน้ำเหนือ
สถานี C.2 นครสวรรค์ วันที่ 25 กันยายน 2569 มีน้ำ 1,795 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เทียบกับ 4,254 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงเดียวกันของปี 2554
2. พื้นที่รองรับน้ำของเขื่อนหลัก
เขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ปัจจุบันยังรองรับน้ำเพิ่มได้รวมประมาณ 7,104 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ช่วงเดียวกันของปี 2554 เหลือพื้นที่ประมาณ 1,413 ล้านลูกบาศก์เมตร
3. ปริมาณฝนสะสม
ปี 2554 มีฝนมาเร็วกว่าปกติและปริมาณฝนทั้งปีสูงกว่าค่าปกติประมาณ 25% ขณะที่ข้อมูลปี 2569 ถึงกลางเดือนกันยายน หลายภูมิภาคยังมีฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติ
4. ขอบเขตพื้นที่น้ำท่วม
ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมช่วงวันที่ 15-21 กันยายน 2569 พบพื้นที่น้ำประมาณ 208,000 ไร่ ขณะที่เพียงเดือนสิงหาคม 2554 มีพื้นที่น้ำท่วมประมาณ 5.7 ล้านไร่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลคนละช่วงเวลาและขึ้นอยู่กับรอบการสำรวจของดาวเทียม จึงใช้เพื่อประกอบการดูภาพรวม ไม่ควรนำมาเทียบตรงแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
25-27 กันยายน ยังต้องติดตามฝนหนัก
แม้ตัวเลขน้ำเหนือและปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก ณ วันที่ 25 กันยายน 2569 ยังอยู่ต่ำกว่าระดับในช่วงเดียวกันของปี 2554 แต่สถานการณ์ยังต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง
กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า วันที่ 26-27 กันยายน หลายพื้นที่ยังมีฝนตกหนัก และอาจมีฝนตกหนักมากบางแห่ง ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนภาคใต้ตอนบน
ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้เฝ้าระวังสถานการณ์ใน 70 จังหวัดและกรุงเทพมหานครช่วงวันที่ 23-27 กันยายน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ลำน้ำสายหลัก พื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา
ดังนั้น ตัวเลข ณ วันที่ 25 กันยายน 2569 ยังไม่อยู่ในระดับเดียวกับเงื่อนไขเชิงปริมาณที่เกิดขึ้นช่วงปลายเดือนกันยายน 2554 โดยเฉพาะน้ำเหนือและปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก แต่การประเมินสถานการณ์หลังจากนี้ยังต้องติดตามปริมาณฝนช่วงวันที่ 25-27 กันยายน ควบคู่กับปริมาณน้ำที่สถานี C.2 การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ตลอดจนระดับน้ำในลุ่มน้ำป่าสักและท่าจีนอย่างต่อเนื่อง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
