ไทยจับตา "ซูเปอร์เอลนีโญ" สทนช.คาดฝนลด ปลายปีเสี่ยงแล้งหนัก

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยข้อมูลจากการคาดการณ์ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) พบว่าอุณหภูมิน้ำทะเลมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ปรากฏการณ์เอลนีโญยกระดับความรุนแรงขึ้น โดยทางฝั่งทวีปออสเตรเลียมักเรียกสถานการณ์นี้ว่า "ก็อตซิลลาเอลนีโญ" ขณะที่ภาพรวมระดับสากลอาจเรียกว่า "ซูเปอร์เอลนีโญ"
ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบให้ปริมาณฝนในประเทศไทยต่ำกว่าค่าปกติ โดยมีรายละเอียดและกรอบเวลาการคาดการณ์ดังนี้
ภาพรวมปริมาณฝน : อุตุนิยมวิทยาโลกคาดการณ์ว่าฝนอาจลดลงร้อยละ 30 ขณะที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของไทยประเมินว่าฝนจะลดลงประมาณร้อยละ 10 - 12
กรอบเวลา 6 เดือนข้างหน้า
กลางเดือนมิถุนายน: ปริมาณฝนจะเริ่มลดลงร้อยละ 14
กรกฎาคม - สิงหาคม: ฝนจะกลับมาตกชุกครอบคลุมร้อยละ 70–80 ของพื้นที่
กันยายน - พฤศจิกายน: สถานการณ์เอลนีโญจะเริ่มกลับมารุนแรงขึ้น โดยในเดือนพฤศจิกายนปริมาณฝนอาจลดลงกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 39 ซึ่งแบบจำลองประเมินว่ามีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึงร้อยละ 66 (หรือ 2 ใน 3)
ข้อสังเกตจากสถิติในอดีต
สทนช. ระบุว่า สถานการณ์ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงปี 2558–2559 ซึ่งส่งผลให้เกิดภัยแล้งในแม่น้ำและแหล่งน้ำขนาดเล็ก แต่ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในรอบนี้คืออุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้น และความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าที่จะเพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ
ความเสี่ยงภาคเกษตรกรรมนอกเขตชลประทาน และมาตรการเชิงพื้นที่
ประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังคือการจัดสรรน้ำ เนื่องจากพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศไทยร้อยละ 60 - 70 อยู่นอกเขตชลประทาน และในจำนวนนั้นเป็นพื้นที่ปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นมากกว่าครึ่ง หากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือที่ดี ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรในฤดูกาลถัดไปอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญและส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหาร
สำหรับพื้นที่ในเขตชลประทาน แม้ปัจจุบันจะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอรองรับสถานการณ์ แต่ยังจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และอาจต้องมีการพิจารณางดทำนาปรังในบางพื้นที่
ทั้งนี้ สทนช. ยอมรับว่าการบริหารจัดการน้ำภายใต้สภาพอากาศสุดขั้วมีความซับซ้อนและไม่สามารถประเมินความเสี่ยงได้ละเอียดครบถ้วนในทุกจุด จึงต้องเน้นมาตรการเชิงพื้นที่ให้สอดคล้องกับแต่ละจังหวัด พร้อมประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เร่งจัดทำแผนรับมือภัยแล้งให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมเพื่อรองรับสถานการณ์ช่วงปลายปี
ผู้เชี่ยวชาญย้ำ "ฝนน้อยไม่ได้แปลว่าน้ำไม่ท่วม" เตือนเมืองใหญ่ระวังฝนตกหนักเฉพาะจุด
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ให้มุมมองทางวิชาการผ่านการวิเคราะห์แบบจำลองสภาพอากาศ โดยระบุว่าสภาพอากาศกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของหลายหน่วยงานที่ประเมินว่าปริมาณฝนรวมทั้งปีจะน้อยกว่าปกติราวร้อยละ 10-20
อย่างไรก็ตาม ดร.เสรี ได้ตั้งข้อสังเกตที่สำคัญว่า "ปริมาณฝนรวมที่น้อยลง ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดน้ำท่วม" เนื่องจากยังมีปัจจัยระยะสั้น เช่น ร่องมรสุม พายุจร และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่สามารถทำให้เกิดฝนตกหนักรุนแรงเฉพาะพื้นที่ในเวลาอันสั้น จนเกินขีดความสามารถในการระบายน้ำของชุมชน
โดยเฉพาะในพื้นที่ กรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ ซึ่งมีปริมาณความร้อนสะสมในพื้นที่สูง (Urban Heat Island) แบบจำลองคาดการณ์ว่าอาจเกิดฝนตกหนักเฉพาะจุดได้สูงถึง 250 มิลลิเมตรต่อวัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังรอการระบายและสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนเมืองได้อย่างรุนแรงเนื่องจากข้อจำกัดด้านระบบระบายน้ำ
บทสรุปแนวโน้มสภาพอากาศไทยในปี 2569
แบบจำลองสภาพอากาศจากทั้งหน่วยงานบริหารจัดการน้ำและสถาบันวิชาการ ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่สภาพอากาศมีความผันผวนสูง การรับมือจึงไม่สามารถใช้แนวทางเดียวร่วมกันทั้งประเทศได้ แต่จำเป็นต้องผสมผสานระหว่าง "มาตรการกักเก็บและจัดสรรน้ำเพื่อภัยแล้งในภาคเกษตร" ควบคู่ไปกับ "มาตรการเฝ้าระวังระบบระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมฉับพลันในภาคเมือง" เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนให้ได้มากที่สุด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
