ครอบครัวที่เลือก ตัดขาดการติดต่อ ไม่ได้แปลว่าความสัมพันธ์จะจบลงเสมอไป

การทบทวนตัวเองและการยอมรับความรับผิดชอบ เป็นก้าวสำคัญที่สมาชิกในครอบครัวควรทำหลังจากตัดสินใจ “ตัดขาดการติดต่อ”ลูกสองคนของลิซา จิเน็ตต์ไม่พูดกับเธออีกต่อไป และเธอกลับภูมิใจกับการตัดสินใจนั้นของลูก
จากมุมมองภายนอก อาจดูเหมือนพวกเขามีปัญหาระหว่างพ่อแม่ลูกแบบทั่วไป เธอเล่าว่า เธอมีชีวิตคู่ที่วุ่นวายกับพ่อของลูกและการหย่าร้างที่ยากลำบาก เธอรู้สึกว่าตัวเองพยายามยัดเยียดความสัมพันธ์รักครั้งใหม่ให้ลูก ๆ ขณะเดียวกันก็มักมองข้ามความรู้สึกของพวกเขา และบางครั้งก็มีอารมณ์ระเบิดออกมา
ในปี 2021 ลูกสาวคนโตของเธอทนไม่ไหวและเลือก “ไม่ติดต่อ” กับเธอ สองปีต่อมา ลูกสาวคนเล็กก็ตัดขาดการสื่อสารเช่นกัน ลิซา จิเน็ตต์ ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้เมืองราลี รัฐนอร์ทแคโรไลนา กล่าว
เธอไม่ต้องการเปิดเผยนามสกุลเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของลูก ๆ แต่ใช้ชื่อและชื่อกลางทางออนไลน์ โดยเธอทำคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียเพื่อช่วยให้คำแนะนำครอบครัวที่กำลังเผชิญกับภาวะ no contact
“สำหรับทุกสิ่งที่ฉันอาจทำผิด ฉันก็รู้สึกว่าอย่างน้อยฉันก็ทำอะไรถูกอย่างหนึ่ง เพราะฉันสอนลูกเสมอว่าอย่ายอมให้ใครปฏิบัติกับตัวเองแย่ ๆ” เธอกล่าว
ช่วงหลังมานี้มีการพูดถึงครอบครัวที่ตัดขาดการติดต่อกันมากขึ้น บางคนมองว่าเป็นกระแสของลูกที่อกตัญญูทำร้ายจิตใจพ่อแม่สูงวัย ขณะที่อีกมุมหนึ่งมองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่กำลังตั้งขอบเขตกับพ่อแม่ที่ไม่ยอมปฏิบัติต่อลูกด้วยความเคารพ แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความจริงซับซ้อนกว่านั้น การตัดสินใจไม่ติดต่อกันมักเป็นเรื่องยาก แต่ก็อาจนำไปสู่การเติบโตได้เช่นกัน
ช่วงแรก ลิซารู้สึกเสียใจและสับสนกับความเงียบของลูก ทุกคนรอบตัวบอกว่าเธอเป็นแม่ที่ดี แต่เมื่อเธอเริ่มเข้ารับการบำบัดอย่างจริงจัง การทบทวนตัวเองทำให้เธอเริ่มตระหนักว่าเธอต้องรับผิดชอบต่อหลายอย่างในความสัมพันธ์กับลูก เธอเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมลูกสาวจึงตัดสินใจแบบนั้น และตระหนักว่าสิ่งเดียวที่เธอทำได้คือพยายามพัฒนาตัวเอง
“ฉันคิดว่าพ่อแม่หลายคนติดอยู่กับความคิดว่าตัวเองกำลังถูกลงโทษ ทั้งที่จริงไม่ใช่เลย” เธอกล่าว “เด็ก ๆ แค่ต้องการเยียวยาจากสิ่งที่พวกเขาเคยผ่านมามากกว่า”
การไม่ติดต่อกันเป็นแค่ “กระแส” หรือไม่
ผู้คนพูดถึงครอบครัวที่ตัดขาดกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเบ็คแฮมหรือราชวงศ์อังกฤษ แต่ไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดว่านี่เป็น “กระแสที่เพิ่มขึ้น” อย่างที่สังคมมักพูดถึง ดร.ลูซี เบลก อาจารย์อาวุโสด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเวสต์ออฟอิงแลนด์กล่าว
ความห่างเหินระหว่างพ่อแม่ลูกมักถูกมองว่าเป็นเรื่องแปลกและเกิดขึ้นน้อย แต่ข้อมูลพบว่า 1 ใน 5 คนจะกลายเป็นคนที่ห่างเหินจากพ่อ และประมาณ 6% ไม่มีความสัมพันธ์กับแม่ จากการศึกษาในปี 2018
ไม่ใช่แค่เหตุการณ์รุนแรงอย่างการทำร้าย การก่ออาชญากรรม หรือการทอดทิ้งเท่านั้นที่นำไปสู่การตัดขาด บ่อยครั้งมันเป็นผลสะสมจากความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดในชีวิตประจำวัน
“จากงานวิจัยและความเข้าใจของฉัน มันมักเกิดจากเหตุการณ์ธรรมดา ๆ ในครอบครัวที่ค่อย ๆ สร้างความตึงเครียด ความห่างเหิน และความอึดอัด” เธอกล่าว
และการไม่ติดต่อกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะจบความสัมพันธ์ถาวรเสมอไป บางครั้งมันเป็นเพียงช่วงเวลาที่คนหนึ่งต้องการความปลอดภัย ต้องการถอยออกไปทบทวนตัวเองก่อนกลับมาสานสัมพันธ์ใหม่
บางครอบครัวอาจกลับมาคุยกัน แล้วก็ตัดขาดกันอีกหลายรอบ
สำหรับบางคน สาเหตุของการแตกหักอาจชัดเจนสำหรับทั้งสองฝ่าย แต่ในหลายกรณี ลูกที่ตัดขาดมักรู้สึกว่าปัญหาชัดเจนอยู่แล้ว ขณะที่พ่อแม่กลับรู้สึกสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น
จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ได้อย่างไร
สำหรับบางคน การไม่ติดต่อกันอาจเป็นจุดจบของความสัมพันธ์ แต่สำหรับบางคน มันกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงกว่าเดิม เลสลี กลาส และลูกสาว ลินด์ซีย์ กลาส คือหนึ่งในกรณีนั้น
ช่วงวัยรุ่น ลินด์ซีย์ต่อสู้กับปัญหาการเสพติด ประสบการณ์นั้นและกระบวนการฟื้นฟูทำให้แม่ลูกผูกพันกันแน่นแฟ้นเกินไปจนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกัน
“ถ้าคุณดูแลลูกวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ที่กำลังมีปัญหา คุณจะเข้าไปยุ่งกับทุกอย่างในชีวิตเขา” เลสลีกล่าว “คุณกังวลทุกสีหน้า ทุกการออกจากบ้าน ว่าเขาไปไหน ทำอะไร” ขณะที่ลินด์ซีย์เองก็หมกมุ่นกับชีวิตแม่ไม่ต่างกัน
ความผูกพันที่แน่นเกินไปนี้กลับสร้างความตึงเครียด พวกเขาทะเลาะกันบ่อยและพูดจาทำร้ายกัน ลินด์ซีย์เริ่มรู้ว่าสุขภาพจิตและความมั่นคงในการเลิกเสพติดของเธอกำลังสั่นคลอน หลังทะเลาะกันเรื่องการพักอยู่ในอพาร์ตเมนต์ของแม่ เธอตัดสินใจว่าจะไม่พูดกับแม่อีก และย้ายจากฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ไปแคลิฟอร์เนีย
พวกเขาไม่คุยกันนานถึง 4 ปี
ทุกวันนี้ ทั้งคู่ยอมรับว่าพวกเขาอยากให้เรื่องราวเกิดขึ้นต่างออกไป และอยากให้มีการใช้เครื่องมือหรือความช่วยเหลือมากกว่านี้ก่อนที่ทุกอย่างจะระเบิด แต่ทั้งสองก็เห็นตรงกันว่า ช่วงเวลาที่แยกจากกันนั้นสำคัญมาก
เลสลีได้เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นใครเมื่อไม่ได้เป็นแค่ “แม่ของลินด์ซีย์” ตอนแรกเธอรู้สึกเหมือนชีวิตจบลง แต่ต่อมาก็เริ่มกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเองอีกครั้ง ทั้งการออกเดต ทำกิจกรรมใหม่ ๆ และทบทวนว่าชีวิตที่เธอต้องการจริง ๆ คืออะไร
ลินด์ซีย์ทุ่มเทให้กับการบำบัด การฟื้นฟู และการเยียวยาบาดแผลทางใจ จนวันหนึ่งเธอไม่ได้โกรธอีกต่อไป และเริ่มมองเห็นบทบาทของตัวเองในความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว จากนั้นเธอก็เริ่มเห็นความหวังในการกลับมาสร้างความสัมพันธ์ใหม่
หลังลินด์ซีย์ติดต่อกลับมา ต้องใช้เวลาสักพักกว่าเลสลีจะเข้าใจมุมมองของลูก แต่ทั้งคู่ก็ร่วมมือกันจนไปถึงจุดนั้นได้
ลินด์ซีย์ยอมรับความผิดของตัวเองในช่วงเวลาที่เธอทำร้ายแม่ ขณะที่เลสลีก็เริ่มเข้าใจว่าความพยายามบางอย่างในการเป็น “แม่ที่ดี” อาจทำให้ลูกรู้สึกเหมือนถูกควบคุม
การที่ลินด์ซีย์ออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง เติบโต และกลับมาหาแม่ด้วยความเข้าใจ ยังทำให้เลสลีได้เห็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง — เธอเริ่มเคารพในความสามารถของลูกสาวที่จะดูแลตัวเองได้
ตอนนี้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาแข็งแรงกว่าที่เคย เต็มไปด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อกัน และทั้งคู่ยังทำงานร่วมกันเพื่อช่วยแม่ลูกคู่อื่น ๆ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ด้วย
เส้นทางข้างหน้า
คำแนะนำที่ลิซา จิเน็ตต์ รวมถึงเลสลีและลินด์ซีย์ กลาส มีเหมือนกัน คือ ให้หันกลับมามองตัวเองและยอมรับความรับผิดชอบ แทนที่จะเอาแต่โทษอีกฝ่าย
“อยู่กับเส้นทางของตัวเอง อย่าเอาแต่พูดถึงอีกฝ่ายหรือชี้นิ้วโทษเขา แต่ถามตัวเองว่า ตอนนี้เราจะดูแลตัวเองอย่างไร เราจะพัฒนาตัวเองอย่างไร” ลินด์ซีย์กล่าว
“ถ้าใครสักคนมาถึงจุดที่เขาทนอยู่กับคุณไม่ได้หรือไม่อยากเจอคุณอีก คุณก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นบ้าง”
ความเจ็บปวดจากการสูญเสียความสัมพันธ์กับลูกนั้นหนักหนา แต่ลิซากล่าวว่าสิ่งสำคัญคือการจำไว้ว่า ถ้าคุณรักพวกเขาจริง เป้าหมายก็คือให้พวกเขามีชีวิตที่ดีที่สุด
แทนที่จะยึดติดว่าอีกฝ่ายทำถูกหรือผิดที่หายไป เธอแนะนำให้เอาพลังไปสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีความสุขมากขึ้น เผื่อวันหนึ่งพวกเขาจะกลับมา
สำหรับลูกที่เลือกตัดขาด ดร.เบลกกล่าวว่าประสบการณ์นี้อาจโดดเดี่ยวมาก และสิ่งสำคัญคือการสร้างชุมชนหรือเครือข่ายสนับสนุนรอบตัวและแม้ว่าจะพยายามคืนดีกัน ความสัมพันธ์ก็อาจไม่ได้จบแบบ “เทพนิยาย” อย่างที่หวัง เลสลีและลินด์ซีย์กล่าว
ทั้งคู่ยอมรับว่า อาจมีบางเรื่องที่ไม่มีวันเห็นตรงกัน หรือมีข้อจำกัดบางอย่างที่สมาชิกในครอบครัวไม่สามารถก้าวข้ามได้ คุณอาจต้องปรับความคาดหวัง และหาคำนิยามใหม่ของความสัมพันธ์ที่เหมาะกับทั้งสองฝ่าย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
