สำรวจเมกะเทรนด์ “เศรษฐกิจคนโสด”

เมื่อคนในสังคมไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เริ่มเห็นว่าการสร้างครอบครัวแบบพ่อ-แม่-ลูก อาจไม่ใช่เป้าหมายหลักในชีวิต เราจึงได้เห็นวิถีชีวิตแบบเมืองที่มาพร้อมกับ “เศรษฐกิจคนโสด” เพิ่มมากขึ้น โดยข้อมูลจากกรมการปกครองระบุว่าจำนวนการจดทะเบียนสมรสในปี 2568 อยู่ที่เพียง 275,659 คู่ เทียบกับทศวรรษก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิดที่เฉลี่ยราว 307,000 คู่ต่อปี
ดังนั้นหากแนวโน้มการอยู่เป็นโสดในสังคมไทยยังคงเพิ่มขึ้น กลุ่มนี้อาจกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักในอนาคตที่มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุผลดังกล่าว วิจัยกรุงศรีจึงได้ทำการสำรวจเรื่อง “เศรษฐกิจคนโสด” หรือ The Single Economy Survey เพื่อศึกษาพฤติกรรมและทัศนคติของทั้งกลุ่มคนโสดและกลุ่มที่มีครอบครัวแล้ว
โดยได้ส่งแบบสอบถามที่มุ่งเน้นสำรวจพฤติกรรมและทัศนคติของผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีอายุตั้งแต่ 24 ปีขึ้นไป ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ร่วมตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 2,202 คน ผ่านช่องทางออนไลน์
จากผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจกลุ่มใหญ่ที่สุดร้อยละ 41 ระบุว่าตนเองมีสถานะ “โสด” รองลงมาคือผู้ที่สมรสแล้วซึ่งมีประมาณร้อยละ 38 (รวมที่จดทะเบียนสมรสและไม่ได้จดทะเบียนสมรส) กลุ่มที่เหลือคือผู้ที่มีแฟน/คู่รัก แต่ยังไม่ได้สมรสร้อยละ 17 และผู้ที่เป็นหม้ายหรือหย่าร้างร้อยละ 4
เมื่อเจาะลึกต่อถึงสาเหตุที่ผู้ตอบฯ ยังโสด จะพบว่าร้อยละ 41 ของคนโสด “ยังไม่เจอคนที่ใช่” หรือกล่าวได้ว่าคนโสดกลุ่มนี้เปิดรับความสัมพันธ์แต่อาจยังไม่พบคนที่ตรงกับความคาดหวัง
ขณะที่อีกร้อยละ 28 ของคนโสดระบุว่าเลือกโสดเพราะ “รักอิสระและไม่ชอบผูกมัด” ส่วนสาเหตุของความโสดอื่นๆ ได้แก่ ให้ความสำคัญกับครอบครัว หรือการงาน ไปจนถึงเคยผิดหวังในความรัก ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ประมาณร้อยละ 10-11
เมื่อโสดแล้วดีอย่างไร? จากผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 41 ของกลุ่มคนโสดวัยสร้างตัว (24-39 ปี) ซึ่งเป็นวัยที่ให้ความสำคัญต่อการเติบโตหน้าที่การงาน มองว่าความโสดทำให้สามารถทุ่มเทให้กับการพัฒนาตัวเองได้มากกว่ากลุ่มคนโสดที่มีอายุมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ขณะที่ครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนโสดวัย 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงวัยที่พ่อแม่อาจเข้าสู่วัยชรา มองเห็นข้อดีว่า ความโสดทำให้ดูแลญาติผู้ใหญ่ได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่กลุ่มคนโสดวัยสร้างตัว (24-39 ปี) เพียงร้อยละ 38 เท่านั้นที่จะตระหนักถึงเรื่องนี้
ส่วนในกลุ่มคนที่ "ไม่โสด" ทั้งกลุ่มคนมีคู่ที่ไม่มีลูก ( โดยมีข้อผูกพันร่วมกัน เช่น มีทะเบียนสมรส หรืออยู่ร่วมกันแม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) และกลุ่มครอบครัวที่มีลูก พบว่า ผู้ตอบฯ กลุ่มนี้ราว 6 ใน 10 มองว่าความโสดทำให้สามารถจัดการเวลาตัวเองได้อย่างยืดหยุ่นกว่า ซึ่งในมุมมองของคนกลุ่มนี้ การมีคู่หรือมีครอบครัวอาจมาพร้อมกับการจัดสรรเวลาที่ต้องคำนึงถึงผู้อื่นมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ข้อเสียของชีวิตโสดก็มีเหมือนกัน โดยที่ผู้ตอบฯ ทุกกลุ่มเห็นตรงกัน 3 อันดับแรก คือ (1) ไม่มีคนดูแลตอนป่วย (2) ขาดที่ปรึกษาส่วนตัว (3) เหงา ขาดคนคุย สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ตอบฯ ให้ความสำคัญกับการมีที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจเป็นหลัก นอกจากนี้ กว่า 1 ใน 5 ของผู้ตอบฯ มองว่าการไม่มีคนคอย “ดูแลเทคแคร์” เป็นอีกข้อเสียหนึ่งของความโสดด้วย
จากข้อกังวลดังกล่าวทำให้คนโสดยอมใช้จ่ายด้านสุขภาพมากกว่ากลุ่มอื่น โดยผลสำรวจพบว่ากลุ่มคนโสดจ่ายค่าดูแลตัวเองประเภทอาหารเสริม ฟิตเนส โยคะ สปา และอุปกรณ์กีฬา ราวร้อยละ 8 ของรายได้ โดยกลุ่มคนโสดที่ทำงานสายสุขภาพจะจ่ายค่าดูแลตัวเองเป็นสัดส่วนสูงสุดที่ราวร้อยละ 9.4 ของรายได้ ขณะที่กลุ่มครอบครัวที่มีลูก จ่ายค่าดูแลตัวเองเพียงร้อยละ 5 ของรายได้
และเมื่อพิจารณาตามช่วงวัย พบว่าวัยเข้าใจชีวิต (50+ ปี) เป็นกลุ่มที่จ่ายค่าดูแลตัวเองมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยถึง 42,096 บาทต่อปี ซึ่งวัยนี้จ่ายค่าดูแลตัวเองมากกว่าวัยมั่นคง (40-49 ปี) ราวร้อยละ 23 และมากกว่าวัยสร้างตัว (24-39 ปี) ราวร้อยละ 33 สอดคล้องกับรายได้เฉลี่ยของคนกลุ่มนี้ที่มากกว่าวัยอื่น
นอกจากนี้กลุ่มคนโสดยังมีค่าใช้จ่ายด้านความงามมากกว่ากลุ่มอื่น โดยกลุ่มคนโสดจ่ายค่าหัตถการราวร้อยละ 4 ของรายได้หรือเฉลี่ยที่ 20,156 บาทต่อปี ขณะที่กลุ่มครอบครัวที่มีลูก ใช้จ่ายด้านหัตถการน้อยกว่ากลุ่มคนโสดเล็กน้อย ที่ราวร้อยละ 3 ของรายได้หรือประมาณ 16,664 บาทต่อปี
โดยร้อยละ 41 ของกลุ่มครอบครัวฯ ไม่เคยทำหัตถการ ซึ่งมากกว่ากลุ่มคนโสด (ร้อยละ 34) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามช่วงวัยพบว่าวัยเข้าใจชีวิต (50+ ปี) จ่ายค่าหัตถการเฉลี่ยอยู่ที่ 21,820 บาทต่อปี ซึ่งมากกว่าช่วงวัยอื่น และคนกลุ่มวัยนี้จะใช้จ่ายด้านหัตถการความงามเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 11.3 หากเป็นผู้ที่ไม่คิดจะมีลูก
ผลการสำรวจยังพบว่าความแตกต่างของไลฟ์สไตล์ของคนโสดและคนที่ไม่โสด โดยร้อยละ 21 ของกลุ่มคนโสดท่องเที่ยวต่างประเทศบ่อยถึงราวปีละ 2-6 ครั้ง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มคนมีคู่แต่ไม่มีลูก และกลุ่มครอบครัวที่มีลูกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อาจเป็นเพราะกลุ่มคนโสดสามารถตัดสินใจและวางแผนเก็บเงินได้อย่างอิสระ ทำให้ท่องเที่ยวต่างประเทศได้สะดวกกว่ากลุ่มอื่นๆ
กลุ่มคนโสดยังดูคอนเสิร์ตบ่อยกว่ากลุ่มครอบครัวฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยร้อยละ 28 ของกลุ่มคนโสดดูคอนเสิร์ตอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เทียบกับกลุ่มครอบครัวฯ ที่มีเพียงร้อยละ 11 ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว และผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐมิติยังชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนโสดมีโอกาสดูคอนเสิร์ตอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งมากกว่ากลุ่มครอบครัวฯ 2.7 เท่า และมากกว่ากลุ่มคนมีคู่ที่ไม่มีลูก 1.5 เท่า
ที่สำคัญคนโสดมีโอกาสที่จะชอปปิงให้รางวัลกับตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้งมากกว่าคนที่มีคู่ กลุ่มคนโสดเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 47) ชอปปิงให้รางวัลกับตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง
นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐมิติยังพบว่า กลุ่มคนโสดมีโอกาสที่จะชอปปิงให้รางวัลกับตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้งมากกว่ากลุ่มครอบครัวฯ ถึง 2 เท่า
แต่การรับประทานอาหารหรูไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มคนโสด (ร้อยละ 18) และกลุ่มครอบครัวที่มีลูก ( ร้อยละ 22) แต่เป็นที่นิยมในกลุ่มคนมีคู่ที่ไม่มีลูก (ร้อยล 40) ทั้งนี้พบว่ารายได้เป็นปัจจัยสำคัญต่อความถี่ของการรับประทานอาหารหรู โดยเมื่อทั้งกลุ่มคนโสดและกลุ่มครอบครัวฯ มีรายได้มากขึ้น จะมีโอกาสรับประทานอาหารหรูบ่อยครั้งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งสองกลุ่ม
ขณะที่ท่องราตรี สังสรรค์ยามค่ำคืนต้องยกให้กลุ่มคนโสด LGBTQ+ และกลุ่มมีคู่ที่ไม่มีลูก โดยร้อยละ 40 ของกลุ่มคนมีคู่ที่ไม่มีลูก สังสรรค์ยามค่ำคืนปีละ 2-6 ครั้ง ซึ่งสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มคนโสด (ร้อยละ 34) และกลุ่มครอบครัวฯ (ร้อยละ 34) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยทั้งเพศชายและหญิงสังสรรค์ยามค่ำคืนบ่อยใกล้เคียงกัน
ส่วนในกลุ่มคนโสด LGBTQ+ มีโอกาสสังสรรค์ยามค่ำคืนบ่อยกว่าเพศชายและเพศหญิงราว 1.8 เท่า อย่างไรก็ดีในทุกกลุ่ม เมื่อผู้ตอบฯ อายุเพิ่มขึ้น ความถี่ของการสังสรรค์ยามค่ำคืนจะลดลง
นอกจากนี้กลุ่มครอบครัวที่มีลูก และกลุ่มคนมีคู่ที่ไม่มีลูกเข้าวัดปีละ 2-6 ครั้ง ซึ่งสูงกว่ากลุ่มคนโสดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนว่ากลุ่มคนดังกล่าว ซึ่งมักมีอายุมากกว่ากลุ่มคนโสด นิยมเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาบ่อยครั้งกว่า แต่กลุ่มคนโสดราวร้อยละ 19 ลงเรียนคอร์สระยะสั้นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง สูงกว่ากลุ่มครอบครัวที่มีลูก (ร้อยละ 15)
ที่น่าสนใจจากผลสำรวจยังพบว่า เมื่อต้องวางแผนจัดการทรัพย์สินหลังจากลาจากโลกนี้ไปแล้ว กลุ่มคนโสดเพียงร้อยละ 29 เท่านั้นที่ตั้งใจเก็บทรัพย์สินไว้ให้คนในครอบครัว ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มครอบครัวฯ (ร้อยละ44 ) อีกทั้งกลุ่มคนโสดยังมีแนวโน้มที่จะพิจารณาทางเลือกอื่นๆ ในการจัดการทรัพย์สินมากกว่าคนกลุ่มอื่น
โดยพบว่ากลุ่มคนโสดมีโอกาสเลือก “ใช้เงินให้หมด” มากกว่ากลุ่มอื่นถึง 2.7 เท่า และมีแนวโน้มบริจาคทรัพย์สินเพื่อการกุศลสูงกว่ากลุ่มอื่นถึง 4.6 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มคนโสดจำนวนหนึ่งเริ่มเปลี่ยนนิยามคำว่า “ผู้รับมรดก” จากเดิมที่มักเป็นคนในครอบครัวโดยสายเลือด ไปสู่องค์กรและเครือข่ายที่ตนเองให้ความสำคัญมากขึ้น
อีกประเด็นที่น่าสนใจจากผลสำรวจคือ “เมื่อถูกรางวัลได้รับโชคใหญ่ 1 ล้านบาท พบว่า ผู้ตอบฯ ทุกกลุ่มยังคงให้ความสำคัญกับการ “ปลดหนี้ และ ลงทุน” เป็นเป้าหมายลำดับต้นๆ ตามด้วย “ซื้อที่อยู่อาศัยหรือปรับปรุงบ้าน”
แต่พฤติกรรมการใช้เงินของแต่ละกลุ่มจะแตกต่างกัน โดยกลุ่มคนโสดกลุ่มใหญ่ ( ร้อยละ 27) จะเลือกนำเงินก้อนดังกล่าวไป “ลงทุน” ส่วนกลุ่มครอบครัวที่มีลูก และกลุ่มมีคู่ที่ไม่มีลูก มีโอกาสนำเงินไป “ใช้หนี้” มากกว่ากลุ่มคนโสดฯ ประมาณ 1.5 เท่า
และเมื่อวิเคราะห์ตามระดับรายได้พบว่าร้อยละ 19 ของผู้ตอบฯ ที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท มีแผนจะนำเงินล้านไปซื้อที่อยู่หรือปรับปรุงบ้าน ซึ่งมีสัดส่วนใกล้เคียงกับผู้ที่ต้องการนำไปใช้หนี้ สะท้อนว่า ผู้ตอบฯ กลุ่มรายได้ไม่สูงอาจต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย แต่รายได้ปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะกู้ซื้อบ้านหรือปรับปรุงบ้าน โดยเมื่อเจาะลึกความเป็นเจ้าของที่พักอาศัยของผู้ตอบฯ กลุ่มนี้ พบว่า กว่าร้อยละ 62 อยู่อาศัยกับพ่อแม่หรือเช่าบ้านอยู่
วิจัยกรุงศรีมีมุมมองว่า เมื่อ “เศรษฐกิจคนโสด” กำลังกลายเป็นเมกะเทรนด์ หรือในนยุคที่โครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนผ่านสู่การขยายตัวของ "เศรษฐกิจคนโสด" (Single Economy) อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อสัดส่วนผู้ที่พำนักอาศัยคนเดียวและไม่ต้องการมีลูกเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจอาจต้องเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจแบบ “3S” (Single-Solo-Silver Fusion) ที่มีกลุ่มเป้าหมายคือคนโสด ที่อาจอยู่คนเดียว และตอบโจทย์สังคมสูงอายุ เพื่อรองรับวิถีชีวิตที่เน้นความคล่องตัวและการดูแลตัวเองเป็นหลัก
ขณะที่สินค้าและบริการในอนาคตจะเปลี่ยนโฉมไปสู่รูปแบบที่ตอบโจทย์การอุปโภคบริโภคคนเดียว พื้นที่อยู่อาศัยอาจต้องปรับเปลี่ยนให้ดูแลง่ายขึ้นโดยใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วย (Smart home) และอาจต้องรองรับการเลี้ยงสัตว์ที่เป็นเสมือนสมาชิกในครอบครัว
นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าและบริการเพื่อการดูแลตัวเอง หัตถการความงาม การมีอายุยืนยาวและแข็งแรง (Longevity) ที่เน้นการดูแลสุขภาพอย่างมีคุณภาพ จะได้รับความสนใจมากขึ้นและน่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด
สำหรับก้าวต่อไปในยุค “เศรษฐกิจคนโสด” ภาคประชาชนควรให้ความสำคัญกับการออมเงินและวางแผนการลงทุนในระดับบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในวันที่ต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น ควบคู่ไปกับการแสวงหาความรู้อยู่เสมอเพื่อเท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ สิ่งที่ละเลยไม่ได้คือการรักษาสุขภาพทั้งกายและใจ โดยเฉพาะการใส่ใจสุขภาพจิต ซึ่งเป็นมิติที่มักถูกมองข้ามในการวางแผนของผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว
ขณะที่ในมิติภาครัฐและโครงสร้างสังคม ผลสำรวจในครั้งนี้พบว่า เกือบ 4 ใน 10 ของผู้หญิงยุคใหม่ "ไม่มีลูกและไม่คิดจะมีลูก" ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าเพศชายอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นถึงภาระในการตั้งครรภ์และการเลี้ยงดูบุตรที่ยังคงตกหนักอยู่ที่ฝ่ายหญิงเป็นหลัก
ดังนั้น หากภาครัฐสามารถปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการและตลาดแรงงานให้เอื้อต่อสตรีที่ต้องการตั้งครรภ์ และช่วยแบ่งเบาภาระในการดูแลเด็กอย่างเป็นรูปธรรม ก็อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เพศหญิง และอาจช่วยชะลอปัญหาสังคมสูงอายุที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ได้
ทั้งนี้ วิถีชีวิตแบบเมืองที่มาพร้อมกับ “เศรษฐกิจคนโสด” เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ผู้หญิง และคนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่ไม่ต้องการมีลูกในสัดส่วนที่สูง สะท้อนแนวโน้มอัตราการเกิดของประชากรไทยที่ต่ำ และภาพสังคมสูงอายุที่จะชัดเจนขึ้นในอนาคต ถือเป็นโจทย์ท้าทายทั้งในมิติภาคธุรกิจ ภาครัฐ และประชาชน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
