รีเซต

นาย-ทราย จุดร่วมชวนตั้งคำถาม ในวันที่ความรู้สึกว่า ครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน

นาย-ทราย จุดร่วมชวนตั้งคำถาม ในวันที่ความรู้สึกว่า ครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน
TNN ช่อง16
9 พฤษภาคม 2569 ( 18:22 )
3

ข่าวบันเทิงที่คนจับตามองมากที่สุดในช่วงสุดสัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้น กระแสข่าวของ ณภัทร เสียงสมบูรณ์ ที่ออกมาเปิดเผยว่าเลือกแยกออกมาใช้ชีวิตของตัวเอง และไม่ได้ติดต่อกับมารดานานกว่า 2 ปี รวมถึงกรณีของ ทราย สก๊อต ที่เล่าประสบการณ์การถูกล่วงละเมิดในครอบครัว ทั้งที่คนในบ้านรับรู้ แต่กลับไม่มีการปกป้องหรือหยุดยั้ง 

2 เหตุการณ์ต่างวาระที่อาจมีจุดร่วมเดียวกัน ชวนให้สังคมไทยกลับมาฉุกคิด และสะท้อนความจริงที่หลายคนอาจไม่อยากยอมรับว่า “ครอบครัว” ไม่ได้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนเสมอไป

ในสังคมไทย เรามักเติบโตมากับความเชื่อว่าครอบครัวคือที่พึ่งสุดท้าย เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรัก ความหวังดี และการให้อภัย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็อาจซ่อนปัญหาที่ซับซ้อนเอาไว้ ทั้งการควบคุม การเพิกเฉย การใช้ความรุนแรง หรือแม้แต่การละเมิดที่ถูกทำให้เงียบงันเพราะคำว่า “เรื่องในบ้าน”

ซูซาน ฟอร์วาร์ด นักจิตบำบัดผู้เขียนหนังสือ "Toxic Parents" หรือ บุพการีมีพิษ อธิบายว่า ครอบครัวที่เป็นพิษไม่ได้หมายถึงครอบครัวที่เลวร้ายตลอดเวลา แต่คือครอบครัวที่มีรูปแบบความสัมพันธ์ที่ทำร้ายจิตใจซ้ำ ๆ โดยเฉพาะเมื่อผู้ใหญ่ใช้อำนาจเหนือเด็ก หรือทำให้เด็กรู้สึกผิดกับความต้องการของตัวเอง เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้มักเรียนรู้ที่จะกดทับความรู้สึก และสับสนว่าความเจ็บปวดคือส่วนหนึ่งของความรัก

ฟอร์วาร์ด อธิบายว่า พ่อแม่ลักษณะนี้มักไม่ตระหนักว่าพฤติกรรมของตนสร้างบาดแผล เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ทำคือ “ความหวังดี” หรือ “การเลี้ยงดูที่ถูกต้อง” แต่สำหรับเด็กแล้ว สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ สร้างความรู้สึกไม่มั่นคงในตัวเอง และทำให้เติบโตมาพร้อมความกลัวการไม่เป็นที่ยอมรับ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานของ Bessel van der Kolk  จิตแพทย์ชาวดัตช์-อเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและการรักษา บาดแผลทางใจ ที่อธิบายว่า ประสบการณ์กระทบกระเทือนทางจิตใจในวัยเด็ก โดยเฉพาะจากคนใกล้ชิด สามารถส่งผลต่อสมอง ระบบประสาท และความรู้สึกปลอดภัยในระยะยาว ทำให้บางคนเติบโตมาโดยมีปัญหาเรื่องความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ หรือการจัดการอารมณ์ แม้ภายนอกจะดูใช้ชีวิตได้ปกติ

เมื่อมองจากมุมนี้ การที่ใครบางคนเลือก “ถอยออกมา” จากครอบครัว หรือสร้างระยะห่าง อาจไม่ใช่การตัดขาดอย่างไร้เหตุผล ในทางจิตวิทยา กล่าวว่า นี่คือความพยายามดูแลตัวเองในแบบที่เขาทำได้ดีที่สุด นักจิตวิทยาหลายคนมองว่า การตั้งขอบเขตกับคนในครอบครัวเป็นทักษะสำคัญของการมีสุขภาพจิตที่ดี โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย


ทำอย่างไรเมื่อครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน

1. ยอมรับว่ามีปัญหา

สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องจำไว้คือ เราทุกคน มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงในบ้านของตัวเอง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ตระหนักได้ว่าสถานการณ์ในบ้านกำลังเป็นอันตราย หรือมีแนวโน้มจะเป็นอันตราย ไม่ว่าต้องทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องบอมรับความจริง และไม่เลือกที่หนีปัญหา เพื่อจะหาทางแก้ไข และพาตัวเองออกจากสถานการณ์เลวร้ายให้มากที่สุเ

2. พูดคุยกับใครสักคนและขอความช่วยเหลือ

หากคุณเริ่มตระหนักแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านไม่โอเค สิ่งสำคัญคือการบอกใครสักคนเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ อย่ารีรอที่จะขอความช่วยเหลือ 

3. ไปหาคนที่พร้อมซัพพอร์ต

กำลังใจสำคัญมากในเวลาที่เริ่มรับรู้ว่า บ้านไม่ปลอดภัย การอยู่ในสภาพแวดล้อมในบ้านที่ไม่ปลอดภัยส่งผลต่อสภาพจิตใจอย่างคาดไม่ถึง ทำให้รู้สึกเสียใจ เครียด หงุดหงิด โกรธ หรือเหนื่อยล้าอย่างมาก เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกกลัว อับอาย หรือกังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรเมื่อคุณเล่าเรื่องนี้ แต่การได้พูดคุยและระบายออกมาบ้างสามารถช่วยแบ่งเบาความหนักใจได้

4. พบแพทย์

อย่าลืมว่าบ้านที่ไม่ปลอดภัย ไม่ใช่ความผิดของเราเสมอไป เมื่อความเป็นพิษของคนในครอบครัวส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ ต้องให้นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ช่วยเหลือ เพื่อช่วยให้รับมือกับสถานการณ์และจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง