รีเซต

น่าเป็นห่วง! เด็ก-เยาวชนไทย เกือบ! 70% อาศัยอยู่ในบ้านรายได้น้อย มีหนี้สิน เสี่ยงปัญหาสุขภาพ-ติดยาเสพติด

น่าเป็นห่วง! เด็ก-เยาวชนไทย เกือบ! 70% อาศัยอยู่ในบ้านรายได้น้อย มีหนี้สิน เสี่ยงปัญหาสุขภาพ-ติดยาเสพติด
TNN ช่อง16
27 เมษายน 2569 ( 03:17 )
8

ห่วง! เด็ก-เยาวชนไทย 69.3% อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย เฉลี่ยต่อคนไม่เกิน 282 บาทต่อวัน 61% เติบโตในครอบครัวที่มีหนี้สิน เสี่ยงเผชิญปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ-ติดสารเสพติด สสส.-สถ. สานพลัง ภาคีเครือข่าย เปิดพื้นที่ร่วมพัฒนากลไกการทำงานที่ไร้รอยต่อ ชง 4 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ปลดล็อกข้อจำกัดการดำเนินงานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ของ อปท. ทั่วไทย


นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในการประชุมสนทนาเชิงนโยบาย หัวข้อ “โอกาสและความท้าทายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนงานพัฒนาสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว” จัดโดย สสส. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ว่า เด็กและครอบครัวไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ทั้งด้านภาวะวิกฤตประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ ปัญหาเด็กเกิดน้อย และมีความเสี่ยงที่จะด้อยคุณภาพ 


ข้อมูลจากศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด ฟอร์ คิดส์)  พบว่า เด็กไทย 7 ใน 10 คน กำลังอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย โดยเด็กและเยาวชน 69.3% อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคนไม่เกิน 282 บาทต่อวัน 61% เติบโตในครอบครัวที่มีหนี้สิน นอกจากวิกฤตด้านเศรษฐกิจที่เด็กต้องเผชิญ ยังมีปัญหาด้านโครงสร้างครอบครัวที่เปราะบางลง เด็กจำนวนหนึ่งไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ต้องอาศัยกับปู่ย่าตายายหรือญาติ เกิดปัญหาช่องว่างระหว่างวัย เมื่อบ้านไม่สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กได้ เด็กจึงหันหน้าไปใช้สารเสพติด สอดคล้องกับ ข้อมูล Youth Survey 2025 โดยศูนย์นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด ฟอร์ คิดส์) พบเยาวชน 52.3% มีการใช้สารเสพติดเพิ่มขึ้นในรอบปี


 “เมื่อครอบครัวมีความเปราะบาง ต้องเผชิญกับปัญหาไม่ว่ามิติใด มักจะส่งผลต่อเด็กและเยาวชน รวมถึงสมาชิกในครอบครัว กลไกชุมชนจึงต้องเข้ามาร่วมช่วยเหลือในเบื้องต้น เป็นตาข่ายทางสังคม พร้อมที่จะส่งต่อเข้าสู่การช่วยเหลือของกระบวนการภาครัฐ ที่ผ่านมา สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนระบบสนับสนุนครอบครัวในชุมชน ด้วยแนวคิด ‘ชุมชนนำ’ เกิดพื้นที่ต้นแบบด้านการดูแลคุณภาพชีวิตเด็ก อย่างเป็นระบบใน 24 จังหวัด มีการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก(ศพด.) สภาเด็กและเยาวชนท้องถิ่น รวมถึงภาคประชาสังคมและภาคประชาชนในระดับพื้นที่ เข้ามาร่วมเป็นคณะทำงานพัฒนาสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว  สำหรับเวทีประชุมสนทนาเชิงนโยบายฯ ที่จัดขึ้น ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยเฉพาะ อปท. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาสุขภาวะเด็กและครอบครัวในพื้นที่ สสส. มุ่งหวังที่จะพัฒนากลไกการทำงานที่ไร้รอยต่อจากระดับปฏิบัติการในชุมชนหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ถึงในระดับจังหวัด ที่เชื่อมร้อยทุกระดับมุ่งเป้าการเพิ่มทรัพยากรให้ครอบครัวและชุมชน มีขีดความสามารถที่จะดูแลที่เด็กและเยาวชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศที่เอื้อต่อกลไกการทำงานในทุกระดับ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นางภรณี กล่าว

นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ผู้อำนวยการศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยมี อปท. ทั้งหมด 7,850 แห่ง ประกอบด้วย อบจ. 76 แห่ง เทศบาล 2,472 แห่ง และอบต. 5,300 แห่ง ซึ่งการดำเนินงานด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว อปท. ถือเป็นกลไกที่สำคัญ 


จากการทำงานในระดับพื้นที่อย่างเข้มข้น ยังพบข้อจำกัดที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1.ความไม่ชัดเจนของหน้าที่และอํานาจ ที่ อปท. สามารถดำเนินงานได้ 2.ระเบียบการเงินที่ไม่ยืดหยุ่น ส่งผลให้การทำงานคุ้มครองเด็กและเยาวชนรูปแบบเชิงรุกเป็นไปได้ยาก 3.การบริหารจัดการและบุคลากรขาดความต่อเนื่องของตัวชี้วัด รวมถึง อปท. ส่วนใหญ่ไม่มีนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ งานด้านเด็กและสวัสดิการจึงตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทั่วไปที่รับผิดชอบหลายงาน


“คณะทำงานด้านการคุ้มครองเด็ก มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญต่อ สถ. เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านการพัฒนาสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัวในระดับพื้นที่ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ปรับตัวชี้วัดการประเมินประสิทธิภาพการบริหารงานของ อปท. ด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดยเพิ่มตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ด้านคุ้มครองเด็ก สุขภาพจิตเยาวชน โภชนาการ และการมีส่วนร่วมสภาเด็ก 2.ปรับระเบียบการเบิกจ่ายให้รองรับโครงการเชิงป้องกันและสนับสนุนงานด้านเด็ก เยาวชน และ ครอบครัว 3.ผลักดันมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการส่งเสริมการขับเคลื่อนโครงการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ที่เน้นการส่งเสริมป้องกัน เช่น พื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์ และชุมชนนําเพื่อดูแลสุขภาวะเด็ก 4.พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมนักสังคมสงเคราะห์ชุมชนระดับ อปท. ที่มีมาตรฐานรับรอง” นายอนรรฆ กล่าว


นายชานนท์ วงษ์พจนี ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้แบบประเมินประสิทธิภาพ อปท. ครอบคลุม 5 ด้าน 1.ด้านบริหารจัดการ 2.ด้านงานบุคคลและกิจการสภา 3.ด้านการเงินและงบประมาณ 4.ด้านการบริการสาธารณะ 5.ด้านธรรมาภิบาล ซึ่งในมิติของเด็ก เยาวชน และครอบครัว จะถูกประเมินอยู่ในด้านการบริการสาธารณะ ที่เน้นการทำงานเรื่องสุขภาวะ มีภาคีเครือข่ายอย่างกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เข้ามาร่วมดูแล ส่วนการดำเนินงานด้านงบประมาณ มีการจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปลงไปถึงระดับหมู่บ้านละ 20,000 บาท ซึ่งสามารถนำไปใช้ทำโครงการเกี่ยวกับครอบครัวและสุขภาวะเด็กได้ แต่พบปัญหาว่า ท้องถิ่นบางแห่งยังขาดความเข้าใจและนำงบประมาณไปใช้ด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก สำหรับข้อเสนอจากเวทีประชุมสนทนาเชิงนโยบายฯ ครั้งนี้ 


หากข้อเสนอด้านใดที่สามารถทำเป็นรูปธรรมได้โดยไม่ต้องรอการกระจายอำนาจ และภารกิจนั้นเป็นหน้าที่อยู่แล้ว สถ. จะนำไปดำเนินการเป็นแผนปฏิบัติการทันทีในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีงบประมาณ 2569 ส่วนเรื่องที่สามารถนำไปกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี สถ. จะวิเคราะห์รูปแบบการทำงานที่ครอบคลุมทุกมิติ และนำเสนอต่อผู้บังคับบัญชาต่อไป” นายชานนท์ กล่าว

 สิบเอก นพดล สำราญพงษ์ รองปลัดเทศบาลตำบลกลางหมื่น อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า พื้นที่ อ.เมืองกาฬสินธุ์ ร่วมขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน และครอบครัว กับ สสส. อย่างต่อเนื่อง โดยได้เข้าไปดูแลทั้งเรื่องสุขภาวะ ที่อยู่อาศัยของครอบครัว และมิติอื่นๆ ด้วยการทำงานเชิงรุก ลงเยี่ยมบ้าน เก็บข้อมูลเด็กในชุมชน คืนข้อมูลให้หน่วยงาน วางแผนงานเพื่อตอบโจทย์ตาม สถานการณ์และปัญหา นำไปสู่การบูรณาการงบประมาณจากองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่ เพื่อนำมาให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางและดูแลเด็กทุกคนในชุมชน ซึ่งจากการดำเนินงาน พบว่า หากต้องการที่จะทำให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินงานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัวได้อย่างต่อเนื่อง 


หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านนโยบาย มีข้อเสนอดังนี้ 

1.กำหนดภารกิจเรื่องการทำงานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ไว้ในตัวชี้วัดขององค์กรและ อปท. ในพื้นที่ เพื่อเป็นแรงจูงใจการขับเคลื่อนงาน 

2.เร่งดำเนินการเรื่องกระจายอำนาจให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้การทำงานในพื้นที่เป็นการบูรณาการข้ามหน่วยงานได้อย่างแท้จริง 

3.ลดช่องว่างและข้อจำกัดของหน่วยงานภาครัฐ อาทิ งบประมาณ บุคลากร โดยเพิ่มการมีส่วนร่วมจากพหุภาคีความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่ออุดช่องว่าง ซึ่งส่งผลให้การดูแลช่วยเหลือเด็กทุกช่วยวัยครอบคลุมทุกมิติทั้งแก้ไข ส่งเสริม และฟื้นฟู


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง