รีเซต

เมื่อคน "ที่ต้องแข็งแกร่งที่สุด" พังทลายลงเงียบๆ ในวันที่ไม่มีใครถามว่า "ไหวไหม"

เมื่อคน "ที่ต้องแข็งแกร่งที่สุด" พังทลายลงเงียบๆ ในวันที่ไม่มีใครถามว่า "ไหวไหม"
TNN ช่อง16
11 สิงหาคม 2569 ( 13:34 )
10

อาชีพอย่างนักดับเพลิง พยาบาลห้องฉุกเฉิน หรือเจ้าหน้าที่กู้ภัย คือคนที่ร่างกายและจิตใจถูกตั้งค่าให้ "พร้อมรับมือ" ตลอดเวลา ทุกกะงานคือการวิ่งด้วยอะดรีนาลีน ทุกเหตุการณ์คือชีวิตของคนอื่น และทุกครั้งที่กลับบ้าน ไม่มีใครถามว่า 

"แล้วแกเป็นยังไงบ้าง?"


สังคมมักมองคนกลุ่มนี้ว่า "ชินแล้ว" หรือ "แข็งแกร่งกว่าคนอื่น" แต่ในความเป็นจริง ความเครียดที่ไม่ได้ถูกประมวลผลกำลังสะสมอยู่ในร่างกายและจิตใจโดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวเลย


ระบบประสาทที่อยู่ในโหมด "Fight or Flight" นานเกินไป ส่งผลอย่างไร

ลองนึกภาพคอมพิวเตอร์ที่ถูกเปิดเครื่องค้างไว้ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อใช้งานต่อเนื่องโดยไม่พัก ประสิทธิภาพก็ย่อมลดลงและมีค่าเสื่อมตามมา ระบบประสาทของเราก็เช่นกัน เมื่อร่างกายอยู่ในโหมดระวังภัยนานเกินไป อาจส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ รู้สึกหมดพลัง นอนไม่หลับหรือฝันร้าย สะดุ้งตื่นบ่อย หงุดหงิดง่าย และบางคนอาจระเบิดอารมณ์หรือแสดงความก้าวร้าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จนนำไปสู่รอยร้าวในความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดโดยไม่ตั้งใจ


ภาวะนี้ยังเชื่อมโยงกับอาการ Hyperarousal ใน PTSD ได้ด้วย คนกลุ่มนี้อาจมีภาวะตื่นตัวสูงกว่าปกติ สะดุ้งง่าย ผวาง่าย หวาดระแวง เหมือนร่างกายอยู่ในโหมด Standby เพื่อรอรับแรงปะทะตลอดเวลา และไม่เคยกลับสู่โหมดที่รู้สึกปลอดภัยได้จริงๆ


Compassion Fatigue ต่างจากความเหนื่อยธรรมดาอย่างไร และรู้ตัวได้ยากแค่ไหน


ความเหนื่อยธรรมดานั้น แค่ได้นอนหลับพักผ่อนหรือลางานไปเที่ยว ร่างกายและพลังใจก็มักฟื้นกลับมาได้ แต่ Compassion Fatigue ไม่ใช่ความเหนื่อยจากการทำงานทั่วไป เป็นความเหนื่อยล้าที่เกิดจากการต้องรับฟังและบำบัดทุกข์ของคนอื่นซ้ำๆ 

จนเกิดความชินชาด้านอารมณ์ ความเห็นอกเห็นใจค่อยๆ จางลง และมีความเฉยชามากขึ้น


ภาวะนี้มักเกิดขึ้นเงียบๆ โดยไม่รู้ตัว เพราะภายนอกยังดูปกติและยังทำงานได้ หลายคนเมื่อรู้ตัวแล้วก็มักปลอบใจตัวเองว่า "เรายังไหว เดี๋ยวก็หาย"

การ "ชา" หรือตัดอารมณ์ออกได้เก่ง เป็นกลไกป้องกันตัวเอง หรือสัญญาณอันตราย

การตัดอารมณ์ออกได้เก่งอาจดูเหมือนกลไกการป้องกันตัวเองที่ดี เพราะช่วยให้ทำงานต่อได้ในยามคับขัน แต่ถ้าหากกดอารมณ์ไว้นานเกินไปจนไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เคยกระทบใจเลย และติดค้างกลับมาจนกลายเป็นการตัดขาดจากอารมณ์ความรู้สึกในชีวิตประจำวัน นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าจิตใจข้างในแตกสลายปิดสนิทจนเกินกว่าจะรับรู้อารมณ์ใดๆ เพิ่มเติมได้แล้ว


เรื่องที่เห็นในที่ทำงานสะสมในจิตใต้สำนึกได้ไหม แม้ไม่ได้รู้สึกอะไรในตอนนั้น

แม้ในวินาทีที่เกิดเหตุจะรู้สึกว่า "ไม่ได้คิดอะไร งานก็คืองาน" แต่ภาพ เสียง หรือบรรยากาศจากเหตุการณ์ที่มีความเข้มข้นทางอารมณ์สูง เช่น ญาติที่กำลังร้องไห้ ภาพบาดแผลรุนแรง หรือความรู้สึกสิ้นหวังในห้องฉุกเฉิน ล้วนสะสมอยู่ในใจได้ เสมือนร่างกายเก็บร่องรอยความเจ็บปวดของคนอื่นไว้โดยไม่รู้ตัว


เรื่องนี้อธิบายได้ด้วยแนวคิด Vicarious Trauma ที่เชื่อว่าบาดแผลทางจิตใจสามารถแพร่เชื้อผ่านการรับรู้ได้ เมื่อต้องรับรู้ความสูญเสียของผู้อื่นซ้ำๆ จิตใต้สำนึกจะค่อยๆ ซึมซับความรู้สึกไม่ปลอดภัย ความสิ้นหวัง และความเจ็บปวดเหล่านั้นเข้ามา จนโลกทัศน์เปลี่ยนไป จากคนที่เคยรู้สึกว่าโลกปลอดภัย อาจกลายเป็นมองว่าโลกเต็มไปด้วยอันตรายและพร้อมจะพังทลายได้ทุกเมื่อ


ถ้าองค์กรไม่มีระบบ Psychological Debriefing ดูแลตัวเองได้อย่างไร

หากองค์กรที่สังกัดไม่มีระบบดูแลสุขภาพจิต มีวิธีเยียวยาตัวเองเบื้องต้นที่ทำได้จริงดังนี้


1.    รีเซ็ตตัวเองหลังเลิกงานอย่างเป็นรูปธรรม เช่น อาบน้ำสระผมหรือเปลี่ยนชุดทำงานออกทันที

2.    ฝึกการหายใจหรือเทคนิค Grounding เพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นและดึงตัวเองออกจากอาการคิดวน

3.    หาเวลาให้ตัวเองได้หยุดพัก และทำในสิ่งที่ชอบ

4.    พูดคุยกับคนใกล้ชิดที่ไว้วางใจหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต 

เพื่อปรับคลายอารมณ์

5.    หมั่นสังเกตอาการตัวเอง และถ้ามีอาการที่เริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน ควรรีบพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยเร็ว

หากสนใจปรึกษาจิตแพทย์ และนักจิตวิทยาคลินิก ติดต่อได้ที่

    Me Center คริสตัล ดีไซน์ เซนเตอร์ (CDC) ชั้น 2 

โทร 085-355-2255

    Me Center ศูนย์สมองและสุขภาพจิต ชั้น 8 โรงพยาบาลอินทรารัตน์ 

โทร 02-481-5555 ต่อ 8300

    Line Official: @mecenter (https://lin.ee/mCheDsu)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง