รีเซต

สถิติน่าตกใจ! คนทำงานไทย"ใจพัง"สูงถึง 27% แต่ยังฝืนไปทำงาน แม้มีภาวะซึมเศร้า หมดไฟไม่รู้ตัว

สถิติน่าตกใจ! คนทำงานไทย"ใจพัง"สูงถึง 27% แต่ยังฝืนไปทำงาน แม้มีภาวะซึมเศร้า หมดไฟไม่รู้ตัว
TNN ช่อง16
13 กันยายน 2569 ( 15:40 )

กรมสุขภาพจิต ผนึกกำลัง สสส. ภาคีเครือข่ายแรงงาน เดินหน้าขับเคลื่อน “Holistic Health Advisor : HHA” สร้างพลังเครือข่ายดูแลสุขภาพจิตวัยทำงาน สร้างองค์กรสุขภาวะ ฮู ประกาศ ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลของแรงงานทั่วโลก วันทำงานหายไป 12 พันล้านวัน สสส. ไม่นิ่งนอนใจ เร่งโค้ชสุขภาพจิตในสถานประกอบการทั่วไทย ปลื้มผลงานช่วยคัดกรองแรงงาน 3.5 แสนกว่าคน พบกลุ่มเสี่ยงสุขภาพจิต 3.2 หมื่นคน ช่วยฟื้นสุขภาพจิตดีขึ้น 99.98% ปรับพฤติกรรมเสี่ยงทางกายดีขึ้น 91.96% สุขภาพการเงินดี 70%

นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต

นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานกว่า 38.66 ล้านคน ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการทำงานที่ซับซ้อน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาวะ ทั้งความเครียด ภาวะหมดไฟ และปัญหาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิตจึงได้ร่วมกับสสส.พัฒนา Holistic Health Advisor (HHA) ขึ้น เพื่อสร้างบุคลากรภายในองค์กรให้ทำหน้าที่เป็น "เพื่อนคู่คิด ดูแลใจ" ให้คำปรึกษาเบื้องต้นครอบคลุมทั้งด้านกาย ใจ และการเงิน พร้อมคัดกรอง และเชื่อมโยงผู้มีปัญหาเข้าสู่ระบบช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถขยายเครือข่ายสถานประกอบกิจการและองค์กรได้ถึง 222 แห่ง และดูแลประชาชนวัยทำงานรวมแล้วกว่า 1.2 ล้านคน


นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสนับสนุนการสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า กลุ่มโรคด้านสุขภาพจิต ทำให้เกิดการสูญเสียปีสุขภาวะสูงถึง 13% ของความสูญเสียที่เกิดจากความเจ็บป่วยและการบาดเจ็บทั้งหมด อีกทั้งยังส่งผลต่อเศรษฐกิจ ในปี 2565 WHO ระบุว่าภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของประชากรทั่วโลก ทำให้วันทำงานหายไป 12 พันล้านวัน 


สำหรับสถานการณ์ในไทย ข้อมูลการประเมินตนเองในระบบ Mental Health Check in ของกรมสุขภาพจิต ปี 2568 พบประชากรวัยทำงานอายุ 20-59 ปี เผชิญกับความเครียดในระดับสูง กว่า 11% โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานตอนต้น อายุ 20-29 ปี สูงถึง 28% ขณะที่ผลสำรวจของ TIMS พบคนวัยทำงานฝืนไปทำงาน (Presenteeism) แม้มีปัญหาสุขภาพจิตกว่า 27%


ดังนั้นการดูเชิงรุกพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพจิตในสถานประกอบการหรือองค์กร จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่บั่นทอนสุขภาพ รวมทั้งศักยภาพขององค์กรในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สสส. กำหนดให้ประเด็นสุขภาพจิตเป็น 1 ใน 7 เป้าหมายยุทธศาสตร์การทำงาน สอดคล้องกับแผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติฉบับที่ 1 มุ่งเน้นการสร้างเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ก่อนที่จะเจ็บป่วย โดยดำเนินการ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาองค์ความรู้ การส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชน โรงเรียน สถานประกอบการ การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต พร้อมร่วมกับกรมสุขภาพจิตและภาคีเครือข่ายพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์คัดกรองภาวะซึมเศร้า "DMind" และเว็บแอปพลิเคชัน "ต่อ-เติม-ใจ" เพื่อดูแลสุขภาพจิตเบื้องต้นและเชื่อมระบบส่งต่อการรักษา

“สสส. ได้สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร HHA ทดลองรูปแบบในสถานประกอบการ พัฒนาวิทยากรและโค้ชเพื่ออบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตองค์รวมให้แก่สถานประกอบการ ผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบันประกอบการ 222 แห่ง มีผู้เข้าร่วม 358,560 คน พบกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจิต 32,536 คน ได้รับการดูแลช่วยเหลือจนดีขึ้น 99.98% ที่เหลือได้รับการส่งต่อและอยู่ระหว่างการรักษา ส่วนกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพกาย 25,600 คน ได้รับความรู้เรื่องสุขภาวะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีขึ้น 91.96% และกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพการเงินได้รับการดูแลช่วยเหลือ 70%” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง