รีเซต

ประชาชนได้อะไร? สรุปภาพรวมนโยบายรัฐบาลก่อนวันแถลงจริง 9-10 เม.ย. นี้

ประชาชนได้อะไร? สรุปภาพรวมนโยบายรัฐบาลก่อนวันแถลงจริง 9-10 เม.ย. นี้
TNN ช่อง16
8 เมษายน 2569 ( 17:52 )

ก่อนจะมีการแถลงนโยบายในวันพรุ่งนี้ เรามาดูกันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมวางทิศทางประเทศไว้อย่างไรบ้าง ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยแรงกดดันจากสงคราม ความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การเข้ามาบริหารประเทศในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่งานง่าย เพราะรัฐบาลต้องรับมือทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและโจทย์โครงสร้างที่สะสมมานานพร้อมกัน

บรรยากาศก่อนการแถลงนโยบายครั้งนี้แตกต่างจากหลายรัฐบาลก่อนหน้าอยู่ไม่น้อย เพราะเงื่อนไขภายนอกประเทศรุนแรงและส่งผลถึงชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ตลาดพลังงานโลกปั่นป่วน ราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่งมีแนวโน้มขยับขึ้นเป็นระยะ เมื่อพลังงานแพงขึ้น ผลกระทบก็ลามไปถึงต้นทุนอาหาร การเดินทาง การผลิตไฟฟ้า ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และค่าครองชีพโดยรวม รัฐบาลจึงต้องเริ่มต้นด้วยโจทย์ที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที นั่นคือ จะพยุงค่าครองชีพอย่างไร จะรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจอย่างไร และจะประคองความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจอย่างไรในช่วงที่ความผันผวนยังไม่จบ

ภาพใหญ่ที่ปรากฏจากแนวคิดนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ คือความพยายามบริหารประเทศในภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” โดยไม่มองแค่ปัญหาระยะสั้นเรื่องราคาน้ำมันหรือค่าครองชีพเท่านั้น แต่พยายามโยงไปถึงการปรับระบบราชการ การอุดช่องโหว่ทางเศรษฐกิจ การแก้หนี้ การเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และการยกระดับมาตรฐานประเทศให้แข่งขันกับต่างชาติได้ดีขึ้น รัฐบาลจึงวางน้ำหนักไปพร้อมกันทั้งการแก้ปัญหาเร่งด่วนและการจัดระเบียบใหม่ในระยะยาว

หนึ่งในความเสี่ยงที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาพลังงานโลกจะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และเงินเฟ้อในประเทศ นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองตรงกันว่า ไทยอาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ แต่ค่าครองชีพยังสูงอยู่ ซึ่งเป็นจุดที่น่ากังวลสำหรับครัวเรือนที่รายได้ยังเปราะบางอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง หากเศรษฐกิจขยับช้า แต่รายจ่ายไม่ลดลง โอกาสฟื้นตัวของกำลังซื้อก็ยิ่งยากขึ้น

ภาคการท่องเที่ยวที่เคยเป็นความหวังสำคัญของเศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้อยู่พ้นแรงกระแทกนี้ ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน กระทบทั้งสายการบิน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ หากสถานการณ์โลกยังไม่คลี่คลายตามคาด จำนวนนักท่องเที่ยวก็อาจต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และการจ้างงานในเมืองท่องเที่ยวหลายแห่ง

ในภาคการผลิต ผลกระทบยิ่งกว้างกว่าเดิม เพราะพลังงานเป็นต้นทุนของเกือบทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โรงไฟฟ้ารับแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงโดยตรง อุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุเผชิญภาระด้านขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบ ขณะที่ภาคเกษตรก็ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยและเชื้อเพลิงสำหรับการเพาะปลูกและขนส่งผลผลิต เมื่อทุกภาคส่วนรับต้นทุนเพิ่มพร้อมกัน ราคาสินค้าในตลาดก็มีโอกาสปรับขึ้นตาม ซึ่งสุดท้ายกลับมาลงที่ผู้บริโภค

ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ รัฐบาลอนุทิน 2 จึงไม่ได้วางนโยบายในลักษณะต่างกระทรวงต่างทำ แต่พยายามปรับวิธีคิดใหม่ผ่านการบริหารแบบ “กลุ่มยุทธศาสตร์” หรือ Cluster เพื่อให้ประเด็นที่เชื่อมโยงกันถูกจัดการในทิศทางเดียวกัน แนวคิดนี้เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และสวัสดิการในปัจจุบัน ล้วนซ้อนทับกันอยู่ หากยังใช้วิธีทำงานแบบแยกส่วน ก็ยากที่จะตอบสนองสถานการณ์ได้ทัน

โครงสร้างการบริหารที่รัฐบาลเตรียมวางไว้ แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะเป็นแกนหลักในการดูแลเสถียรภาพทางการคลัง การดึงเม็ดเงินลงทุน และการวางอนาคตเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากการพึ่งพาเครื่องยนต์เดิมเพียงไม่กี่ตัว รัฐบาลมองถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่อย่าง AI เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่แข่งขันสำคัญของโลกในทศวรรษหน้า หากไทยเข้าไปยืนในห่วงโซ่เหล่านี้ได้เร็ว ก็มีโอกาสเพิ่มฐานรายได้และยกระดับคุณภาพการจ้างงาน

กลุ่มที่สองคือการผลิต การค้า และบริการ ซึ่งมีเป้าหมายชัดในการยกระดับภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมแปรรูป และธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม รัฐบาลพยายามทำให้ SMEs ไม่ได้อยู่แค่ปลายน้ำในตลาดในประเทศ แต่สามารถเชื่อมเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตที่ใหญ่ขึ้น ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ประเด็นนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะเศรษฐกิจไทยในภาพรวมจะโตไม่เต็มศักยภาพ หากธุรกิจรายย่อยจำนวนมากยังติดอยู่กับปัญหาทุนต่ำ เทคโนโลยีต่ำ และเข้าถึงตลาดได้จำกัด

กลุ่มที่สามคือโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นฐานรองรับการเติบโตในระยะยาว รัฐบาลให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เพราะปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจเต็มตัว ทั้งการลงทุนจากต่างประเทศที่มองเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้มขึ้น หรือผลกระทบจากภัยแล้ง น้ำท่วม และมลพิษที่ทำให้ต้นทุนภาคเกษตรและคุณภาพชีวิตประชาชนเสียหายโดยตรง

กลุ่มที่สี่คือสังคมและสวัสดิการ ซึ่งจะเป็นสนามหลักของการรับมือกับหนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย คุณภาพการศึกษา และโอกาสในการเข้าถึงบริการของรัฐ รัฐบาลมองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่มีความหมายมากนัก หากคนจำนวนมากยังแบกรับภาระหนี้สูง รายได้ไม่พอรายจ่าย และขาดโอกาสพัฒนาทักษะเพื่อแข่งขันในตลาดแรงงานใหม่ นโยบายด้านนี้จึงเชื่อมกับการสร้างฐานข้อมูลดิจิทัล การพัฒนาสวัสดิการแบบตรงเป้า และการยกระดับทุนมนุษย์ในระยะยาว

อีกด้านคือกลุ่มการต่างประเทศและความมั่นคง ซึ่งถูกยกขึ้นมาเป็นยุทธศาสตร์หลักในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนสมดุลอำนาจ การทูตของไทยจึงไม่ได้มีหน้าที่รักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ต้องทำงานเชื่อมกับเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่นคงชายแดนไปพร้อมกัน รัฐบาลวางเป้าหมายให้ไทยมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในเวทีโลก และใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศให้ได้มากที่สุด

สำหรับมาตรการที่ประชาชนน่าจะรอเห็นเร็วที่สุด คือการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน รัฐบาลยกเรื่องนี้ขึ้นมาอยู่แถวหน้าของวาระประเทศ เพราะหนี้ในครัวเรือนไทยไม่ใช่ภาระส่วนบุคคลธรรมดาอีกต่อไป แต่กลายเป็นตัวถ่วงการบริโภค การลงทุน และคุณภาพชีวิตในวงกว้าง แนวทางที่วางไว้คือการช่วยเหลือแบบเบ็ดเสร็จ โดยพยายามเชื่อมข้อมูลจากหลายสถาบันการเงินเข้าด้วยกัน เพื่อลดปัญหาลูกหนี้ต้องวิ่งแก้ปัญหาทีละแห่งโดยไม่มีใครเห็นภาพรวม

หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกพูดถึงคือโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งจะใช้กลไกของบริษัทบริหารสินทรัพย์เข้ามาช่วยลูกหนี้กลุ่มหนี้เสียที่ยังมีโอกาสฟื้นตัว ให้สามารถปรับโครงสร้างหนี้และเคลียร์ประวัติเครดิตได้เร็วขึ้น แนวคิดนี้สำคัญตรงที่รัฐบาลไม่ได้มองแค่การพักปัญหาไว้ชั่วคราว แต่ต้องการเปิดทางให้คนกลับเข้าระบบเศรษฐกิจได้จริง นอกจากนี้ยังมีแนวทางใช้โค้ชแก้หนี้หรือที่ปรึกษาทางการเงินเข้ามาช่วยลูกหนี้จัดการรายรับรายจ่าย และเจรจากับเจ้าหนี้ในภาพรวม เพื่อลดโอกาสกลับมาเป็นหนี้ซ้ำ

ในภาคเกษตรและรายย่อย รัฐบาลยังส่งสัญญาณถึงมาตรการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และการช่วยประคองสภาพคล่องในช่วงที่ต้นทุนยังสูง จุดนี้มีความหมายมากสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กและเกษตรกรที่อยู่กลางแรงบีบจากราคาต้นทุนกับกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมาเต็มที่ หากไม่มีมาตรการประคองระยะสั้น ธุรกิจจำนวนมากอาจไปไม่รอดก่อนที่เศรษฐกิจจะฟื้น

อีกนโยบายที่ถูกจับตาคือ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งมีแนวโน้มจะถูกออกแบบใหม่ให้มากกว่าการช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพรายวัน รัฐบาลพยายามต่อยอดมาตรการลักษณะนี้ให้เชื่อมกับเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาทักษะพื้นฐาน โดยมองว่าการอัดฉีดเม็ดเงินอย่างเดียวอาจช่วยประคองการใช้จ่ายได้ช่วงหนึ่ง แต่ถ้าต้องการให้ประชาชนแข่งขันในระบบเศรษฐกิจใหม่ได้ ก็ต้องทำให้มาตรการกระตุ้นใช้จ่ายไปสัมพันธ์กับการยกระดับทักษะ การใช้เทคโนโลยี และการสนับสนุนสินค้าในประเทศมากขึ้น

ในมิติการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหากฎหมายและระบบราชการที่ล่าช้า เพราะนี่เป็นต้นทุนแฝงที่ภาคธุรกิจและประชาชนต้องจ่ายมานาน การขออนุญาตที่ซับซ้อน ขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และกฎหมายที่ไม่ทันกับโลกยุคใหม่ ล้วนทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจหลุดมือไปจำนวนมาก รัฐบาลจึงวางเป้าหมายผลักดัน “Super License” หรือระบบใบอนุญาตแบบจุดเดียวจบ เพื่อให้การติดต่อรัฐทำได้ง่ายขึ้นในระบบออนไลน์ ลดภาระเอกสาร ลดเวลารอ และเพิ่มความโปร่งใส

ควบคู่กันนั้นคือแนวคิด “Omnibus Law” ซึ่งเป็นการยกเครื่องกฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน โดยมุ่งแก้กฎหมายที่ล้าสมัยหรือสร้างภาระเกินความจำเป็นให้ประชาชนและธุรกิจ ตัวอย่างเช่น กฎหมายเกี่ยวกับโรงแรม ที่พัก การโฆษณา หรือธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหลายเรื่องยังไม่สอดคล้องกับรูปแบบเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคที่แพลตฟอร์มดิจิทัลและโมเดลธุรกิจใหม่เติบโตเร็วมาก หากรัฐยังช้ากว่าตลาดอยู่ตลอด ประเทศก็ยากจะดึงดูดการลงทุนใหม่ได้เต็มที่

ในระยะยาว รัฐบาลชูเป้าหมายการผลักดันไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เป้าหมายนี้มีความหมายในเชิงมาตรฐานมากกว่าภาพลักษณ์ เพราะการเข้าสู่กลไกของ OECD จะผลักให้ไทยต้องยกระดับกฎระเบียบ ความโปร่งใส การแข่งขัน และธรรมาภิบาลในหลายด้าน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่นักลงทุนใช้ประเมินประเทศปลายทางในการลงทุน ถ้ารัฐบาลทำให้เรื่องนี้เดินหน้าได้จริง ก็จะมีผลทั้งต่อความเชื่อมั่น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และโอกาสของธุรกิจไทยในการเชื่อมกับตลาดโลก

ในภาคเกษตร รัฐบาลชูแนวคิดเกษตรแม่นยำและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงมากคือ Biochar หรือถ่านชีวภาพ ซึ่งถูกมองว่าอาจกลายเป็นเครื่องมือใหม่ในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างรายได้ควบคู่กันไป เพราะหากเกษตรกรเปลี่ยนเศษวัสดุเหลือใช้จากการเผาทิ้งมาเป็นการผลิตถ่านชีวภาพ ก็จะช่วยลดปัญหาฝุ่นควัน ลดการเผาในที่โล่ง ช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน และอาจต่อยอดไปสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต หากระบบรองรับมีความชัดเจนมากพอ

ด้านความมั่นคง รัฐบาลมีแนวคิดปรับรูปแบบกำลังพลให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่มากขึ้น โดยผลักดันระบบทหารอาสาในรูปแบบสมัครใจ และเพิ่มทักษะให้ผู้เข้าร่วมสามารถต่อยอดอาชีพหลังพ้นการรับใช้ชาติ นโยบายนี้เชื่อมกับความพยายามปรับบทบาทกองทัพให้ทันสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกันยังมีแผนใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมงานด้านชายแดน ทั้งหอคอยอัจฉริยะ โดรน ระบบเฝ้าระวัง และการเชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด เครือข่ายสแกมเมอร์ และการลักลอบข้ามแดนที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิมมาก

ในด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลพยายามเปลี่ยนวิธีคิดจากการเน้น “จำนวนคน” ไปสู่การสร้าง “มูลค่าต่อหัว” ให้สูงขึ้น ผ่านแนวทางที่เชื่อมการท่องเที่ยวเข้ากับวัฒนธรรม สุขภาพ งานสร้างสรรค์ และการทูตเชิงวัฒนธรรม นโยบายลักษณะนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ไทยไม่ควรแข่งขันด้วยจำนวนเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้จุดแข็งด้านอาหาร ศิลปะ วิถีชีวิต และบริการ มาสร้างความต่างในตลาดโลก รวมถึงเปิดรับกลุ่มนักท่องเที่ยวหรือผู้พำนักระยะยาวที่มีคุณภาพและมีกำลังใช้จ่ายสูง

อีกประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ ซึ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นทุกปีจากผลกระทบของสภาพอากาศที่แปรปรวน รัฐบาลมองว่าการแก้น้ำท่วม น้ำแล้ง หรือภัยธรรมชาติแบบรอให้เกิดแล้วค่อยเยียวยา ไม่เพียงพออีกแล้ว แนวทางใหม่จึงเน้นการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่และระบบพยากรณ์ที่แม่นขึ้น เพื่อเตือนภัยล่วงหน้าและวางแผนจัดการน้ำระดับพื้นที่อย่างจริงจัง

อีกประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ ซึ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นทุกปีจากผลกระทบของสภาพอากาศที่แปรปรวน รัฐบาลมองว่าการแก้น้ำท่วม น้ำแล้ง หรือภัยธรรมชาติแบบรอให้เกิดแล้วค่อยเยียวยา ไม่เพียงพออีกแล้ว แนวทางใหม่จึงเน้นการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่และระบบพยากรณ์ที่แม่นขึ้น เพื่อเตือนภัยล่วงหน้าและวางแผนจัดการน้ำระดับพื้นที่อย่างจริงจัง พร้อมทั้งวางแนวคิดเรื่องระบบประกันภัยพิบัติในระดับประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินของประชาชนเมื่อเกิดเหตุร้าย

เมื่อมองรวมกันทั้งหมด จะเห็นว่ากรอบนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 พยายามวางตัวเองเป็นรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหาพร้อมกันหลายชั้น ชั้นแรกคือการประคองเศรษฐกิจในภาวะโลกผันผวน ไม่ให้ค่าครองชีพกระแทกประชาชนหนักไปกว่านี้ ชั้นที่สองคือการแก้โจทย์สะสมของประเทศ ทั้งหนี้ครัวเรือน ระบบราชการล่าช้า และความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย ชั้นที่สามคือการวางฐานใหม่ให้ไทยมีที่ยืนในเศรษฐกิจอนาคต ทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี มาตรฐานสากล และการลงทุนสีเขียว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมจะจับตาหลังการแถลงนโยบายไม่ใช่แค่ถ้อยคำหรือกรอบวิสัยทัศน์ แต่คือจังหวะการลงมือทำและผลลัพธ์ที่ประชาชนจะรับรู้ได้จริง เพราะหลายเรื่องที่ถูกหยิบขึ้นมาล้วนเป็นปัญหาเก่าที่พูดกันมาหลายรัฐบาลแล้ว ความต่างของรัฐบาลชุดนี้จึงอยู่ที่ว่าจะทำให้มาตรการระยะสั้นเกิดผลเร็วพอจะประคองสถานการณ์ได้หรือไม่ และจะขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างให้พ้นจากกระดาษนโยบายได้แค่ไหน

ในอีกความหมายหนึ่ง การแถลงนโยบายครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการประกาศว่า รัฐบาลจะรับมือกับแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างไร ในวันที่โจทย์ไม่ได้มีแค่เรื่องการเมืองในสภา แต่รวมถึงราคาน้ำมัน ค่าไฟ หนี้สิน การลงทุน การท่องเที่ยว คุณภาพชีวิต และอนาคตการแข่งขันของประเทศไปพร้อมกัน หากรัฐบาลเดินได้ตามที่วางไว้ ก็อาจพอสร้างแรงส่งใหม่ให้เศรษฐกิจไทยในช่วงเปราะบางนี้ได้ แต่หากทำได้ไม่ทันสถานการณ์ ภาระก็จะกลับไปตกอยู่กับประชาชนและภาคธุรกิจเหมือนเดิม

วันพรุ่งนี้จึงไม่ใช่แค่วันแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ แต่เป็นวันเริ่มต้นที่สังคมจะได้เห็นชัดขึ้นว่า ประเทศไทยภายใต้รัฐบาลอนุทิน 2 จะเดินไปทางไหน และจะใช้เครื่องมืออะไรฝ่าความผันผวนที่กำลังกดทับทั้งเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนในเวลานี้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง