สรุปแนวคิดบิ๊กธุรกิจเปลี่ยนเป็น Action Plan เสนอ ครม.

การประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังรัฐบาลเตรียมนำข้อเสนอจากภาคเอกชนที่สะท้อนผ่านเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เข้าสู่การพิจารณา เพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจชั้นนำของประเทศ เพื่อรับฟังข้อเสนอโดยตรงจากภาคเอกชน ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในข้อเสนอที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ แนวคิดของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเสนอให้รัฐบาลยกระดับ “การบริหารจัดการน้ำ” เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างรากฐานใหม่ให้เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร
นายธนินท์ ระบุว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงทั้งด้านภูมิอากาศ พื้นที่เพาะปลูก และความสามารถในการผลิตอาหาร แต่สิ่งที่ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ คือ การเข้าถึงแหล่งน้ำและระบบชลประทานที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ
ข้อเสนอสำคัญ คือ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ทั้งอ่างเก็บน้ำ ระบบกระจายน้ำ และการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ โดยเปรียบเทียบกับการพัฒนาไฟฟ้าและถนนในอดีต ที่เคยช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศอย่างก้าวกระโดด
นายธนินท์มองว่า หากเกษตรกรสามารถเข้าถึงน้ำได้อย่างทั่วถึง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกได้อย่างมีนัยสำคัญ สามารถเพิ่มรอบการผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้นให้กับเกษตรกรไทย
พร้อมกันนี้ ยังเสนอแนวคิด “น้ำมันบนดิน” โดยมองว่าภาคเกษตรและอาหาร คือ ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูง และสามารถสร้างมูลค่าได้อย่างต่อเนื่องในโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การผลักดัน “นิคมอุตสาหกรรมเกษตร” เพื่อเชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรม การแปรรูป และโลจิสติกส์ไว้ในระบบเดียวกัน ช่วยลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
นายธนินท์ ยังเสนอให้ประเทศไทยใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ดึงการลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่เข้ามาต่อยอดภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศ
ด้านนายอนุทิน ย้ำว่า รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติ พร้อมลดข้อจำกัดจากกฎระเบียบและขั้นตอนที่ล่าช้า เพื่อให้ภาครัฐและภาคเอกชนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายหลังการประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมนำข้อเสนอทั้งหมดไปจัดทำเป็น Action Plan พร้อมฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ให้กลับมาทำงานเชิงรุกอีกครั้ง
ข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี พลังงานสะอาด AI และการยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
