กกร.หั่น GDP ปี 69 เหลือโต 1.2-1.6% ศึกตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจ

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการร่วม ภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยที่ประชุม กกร. ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 ลงเหลือ 1.2-1.6% (จากเดิม 1.6- 2.0%) และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ มาอยู่ที่ 2.0-3.0% (จากเดิม 0.2-0.7%) ส่วนประมาณการส่งออก ยังคงเดิมที่ -1.5 ถึง - 0.5%
ทั้งนี้ เนื่องจาก กกร. มองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังวางใจไม่ได้ และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยอาจสูงกว่าที่ เห็นในปัจจุบัน โดยเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังคงมีความท้าทาย จำเป็นต้องติดตามผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อ ราคาวัตถุดิบ และปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นปัญหาระลอกใหม่ พร้อมเห็นว่า ประเทศไทยควรเร่งการลงทุน ปรับโครงสร้างด้านพลังงาน เพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซ และเร่งการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพ ภายใต้ Reinvent Thailand ซึ่งจะยิ่งช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 และยังไม่เห็นฉากจบ ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีในช่วงที่ผ่านมา ต้องใช้เวลา ระยะหนึ่งในการซ่อมแซม ความกังวลต่อ physical damage กดดันให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง โดยผลกระทบต่อกิจกรรมทาง เศรษฐกิจจากสินค้าขาดแคลนเริ่มเห็นแล้วในภาคการบิน กระทบนักท่องเที่ยวที่โดยสารผ่านเที่ยวบินจากตะวันออกกลางมายังไทย
สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1/69 ขยายตัวที่ 2.8% แต่จำกัดอยู่ในบางภาคส่วน จากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตได้ ดี ภาครัฐที่มีการเร่งเบิกจ่าย ประกอบกับภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูง จากสินค้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ตามกระแสโลก ส่งผลให้ สินค้ากลุ่ม tech ขยายตัวกว่า 45% และเป็นการขยายตัวติดต่อกัน 12 ไตรมาส อย่างไรก็ตาม การส่งออกกระจุกตัวสูง และไม่ได้ส่งผลดี ไปยังภาคการผลิตอย่างทั่วถึง
นางพิมพ์ใจ ระบุว่า กกร. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น อย่างเร่งด่วน โดยตระหนักว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ต้องคำนึงถึงทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสมดุล อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ กกร. เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนในระยะเร่งด่วน การ ต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวที่พำนัก และทำงานอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นมาตรการจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงาน จำนวนมากหายไปจากระบบในทันที
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้อง กับความต้องการของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านแรงงานและความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศ
"กกร. จะนำเสนอข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และรมว.แรงงาน เพื่อพิจารณาเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วต่อ ไป" นางพิมพ์ใจ กล่าว
พร้อมกันนี้ กกร. ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ที่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการ ทุจริต เมื่อวันที่ 18 พ.ค.69 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และ แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส เสริมสร้างธรรมาภิบาล และยกระดับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชน
ทั้งนี้ กกร. เห็นว่า การมีคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (กรอ.) จะช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาการทุจริต ได้อย่างบูรณาการ ครอบคลุมทั้งด้านการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ กระบวนการอนุญาตภาครัฐ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มความ โปร่งใส ลดดุลยพินิจ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของ ประเทศไทย และสนับสนุนเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
