รีเซต

จับตา “ลงทุนพุ่งแรง” พระเอกดัน GDP

จับตา “ลงทุนพุ่งแรง” พระเอกดัน GDP
TNN ช่อง16
19 พฤษภาคม 2569 ( 08:22 )

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศ (GDP) ในไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 2.8 จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 2.5 ในไตรมาสที่สี่ของปี 2568  ถือว่าดีกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ร้อยละ 2.3 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวจากไตรมาสที่สี่ของปี 2568 ร้อยละ 0.7 (QoQ_SA)

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์  ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวได้ดีเกินคาด มาจากเครื่องชี้เศรษฐกิจขยายตัวดีทุกด้าน  โดยเฉพาะด้านการลงทุนรวม  การส่งออก และการอุโภคบริโภค

โดยการลงทุนรวมขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 9.9 เร่งขึ้นจากร้อยละ 8.1 ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส หรือในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558  โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึงร้อยละ 10.1 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรอุตสาหกรรม และหมวดยานพาหนะเป็นสำคัญ 

ด้านการลงทุนภาครัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.4 ชะลอลงจากร้อยละ 13.3 ในไตรมาสก่อน สอดคล้องกับการชะลอตัวของการลงทุนในหมวดก่อสร้าง สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 15.1 (ต่ำกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 19.0 ในไตรมาสก่อนหน้า แต่สูงกว่าร้อยละ 14.4 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน)

สำหรับการส่งออกสินค้าและบริการยังขยายตัวได้ดีถึงร้อยละ 12.6 YoY โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวถึงร้อยละ15.5  โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อุปกรณ์โทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และรถกระบะ ส่วนการส่งออกบริการอยู่ที่ร้อยละ 1.0   แต่การนำเข้าสินค้าก็ขยายตัวสูงร้อยละ 33.1  นับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าวัตถุดิบ และสินค้าทุน ที่นำไปผลิตเพื่อการส่งออก รวมถึงการนำเข้าทองคำ และอัญมณี เครื่องประดับ  

ดังนั้นการนำเข้าที่เร่งขึ้นมากกว่าการส่งออก ส่งผลให้ดุลการค้า “ขาดดุลเป็นครั้งแรก” ในรอบ 14 ไตรมาส 0.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,900 ล้านบาท  แต่หากหักการนำเข้าทองคำมูลค่า 300,000 ล้านบาทออกจะยังคงเกินดุลการค้าเกินดุล   

ส่วนด้านการอุปโภคและการใช้จ่ายของภาครัฐเร่งตัวขึ้นร้อยละ 3.4 YoY เนื่องจากมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ทั้งในส่วนของรายจ่ายประจำและรายจ่ายการโอนเพื่อสวัสดิการสังคม  ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวในเกณฑ์ดีร้อยละ 3.2 ต่อเนื่องจากร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวของการใช้จ่ายในทุกหมวด 

ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงหลังสภาพัฒน์ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปีนี้ว่า GDP ที่ออกมาดีเกินคาด จากการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสแรก ของปี 2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 10.1 ซึ่งเป็นการเติบโตในระดับสองหลัก (2 digit) เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี  เป็นผลจากการดำเนินนโยบายเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และโครงการ “BOI Fast Pass” ที่ช่วยปลดล็อกการลงทุนให้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น 

พร้อมระบุว่า การนำเอาเครื่องยนต์นี้ (การลงทุน) มาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถือเป็นเครื่องยนต์ที่ดีที่สุด  และเป็นสิ่งสะท้อนว่า รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว โดยหลังจากนี้ รัฐบาลจะส่งเสริมให้การลงทุนของภาคเอกชน และภาครัฐขับเคลื่อนต่อไป

“การลงทุนที่กลับมาเป็นพระเอกในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังเป็นการสร้างศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว หลังประเทศไทยเผชิญภาวะลงทุนต่ำต่อเนื่องมาหลายปี แต่ตัวเลข GDP ไทยไตรมาสแรกปีนี้ยังเป็นเพียงภาพสะท้อนในกระจกหลัง เพราะยังไม่รวมผลกระทบเต็มรูปแบบจากวิกฤตพลังงานโลกที่จะเริ่มกดดันเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 เป็นต้นไป” ดร.เอกนิติกล่าว 


ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปีนี้จะขยายตัวดีกว่าคาด แต่เมื่อเทียบอัตราการขยายตัว GDP กับเศรษฐกิจกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกาลังพัฒนาในเอเชีย พบว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวรั้งท้ายคู่กับฟิลิปปินส์ โดย GDP ขยายตัวเท่ากันที่ร้อยละ 2.8  

ขณะที่เวียดนาม และใต้หวัน เติบโตค่อนข้างดีตามการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 สภาพัฒน์คงประมาณการ GDP ขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.5 - 2.5 (ค่ากลางการประมาณการร้อยละ 2.0) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย (1) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน  โดยปรับประมาณการการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 2.4 และร้อยละ 3.7 ตามลำดับ

(2) การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ  โดยคาดว่าการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 จากเดิมคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.7 และ (3) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก ซึ่งคาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ร้อยละ 9.6  จากเดิมคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 

สภาพัฒน์ระบุว่าการปรับเครื่องชี้เศรษฐกิจดังกล่าวนั้นได้รวมผลของ (1) การขยายตัวดีกว่าที่คาดในไตรมาส 1/2569 (2) แรงสนับสนุนจากงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานที่คาดว่าปีนี้จะมีการเบิกจ่ายได้ราว 170,000-200,000 ล้านบาท  และ (3) ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โดยในกรณีฐานหากความขัดแยงในตะวันออกกลางยุติภายในกลางปีนี้ คาดว่า GDP จะขยายตัวร้อยละ 2.0  แต่หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อไปจนถึงช่วงสิ้นปีนี้ คาดว่า GDP จะขยายตัวเหลือเพียงร้อยละ 1.0  และกรณีเลวร้ายหากสถานการณ์ความขัดแยงยืดเยื้อข้ามปี ไปถึงครึ่งแรกของปี 2570 คาดว่า GDP ปีนี้จะเติบโตเพียงร้อยละ 0.8 


สำหรับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2569 สภาพัฒน์เสนอว่า ควรให้ความสำคัญกับ  6 ด้านดังนี้ 

1) การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง 

โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงานเพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อ การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแลผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน  การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบในภาคการผลิตอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

2) การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน 

โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับ การอำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุนผ่านการเร่งดำเนินการระบบ Thailand FastPass การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน และการสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ

3) การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง 

โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยการเตรียมความพร้อมต่อกระบวนการไต่สวนตามมาตรา 301 และรองรับความเสี่ยงของการใช้มาตรา 201  การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 – 2570 ได้แก่ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และข้อกฎหมายด้านการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรป การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ  และการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการขนส่งสินค้าเพื่อให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

4) การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง 

โดยการให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90.7 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบลงทุนที่ควรเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด และการรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต

5) การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 

โดยการเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยการนำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลาง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยสั่งตัดหรือปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงการบรรเทาผลกระทบทางด้านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของการใช้เครื่องจักรกลเพื่อการเกษตรและการขนส่งสินค้าเกษตร และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรเนื่องมาจากผลกระทบของปรากฏการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวนาปีในปีการเพาะปลูก 2569/2570

6) การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน 

โดยให้ความสำคัญแก่การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือนครัวเรือน โดยเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้และปิดจบหนี้ตามมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้  การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพ และการสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน โดยเฉพาะทัศนคติในการวางแผนการใช้จ่ายเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง