รีเซต

“โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา” รุนแรงมากแค่ไหนและจะระบาดมาถึงไทยหรือไม่?

“โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา” รุนแรงมากแค่ไหนและจะระบาดมาถึงไทยหรือไม่?
TNN ช่อง16
19 พฤษภาคม 2569 ( 07:45 )

ติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างใกล้ชิด 

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการนำเข้าโรคจากต่างประเทศ และขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคติดต่ออันตราย

ทั้งนี้ นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่ออันตรายที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Orthoebolavirus สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรืออวัยวะของผู้ติดเชื้อ รวมถึงพื้นผิวหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ ตลอดจนการสัมผัสสัตว์ป่าที่มีเชื้อ เช่น ค้างคาว ลิง หรือสัตว์ป่าอื่น ๆ ที่เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ 

โรคไม่ติดต่อผ่านทางอากาศ 

ทั้งนี้โรคไม่ติดต่อผ่านทางอากาศ ผู้ป่วยมักมีอาการเริ่มต้น ได้แก่ ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และเจ็บคอ ตามด้วยอาการท้องเสีย อาเจียน ผื่น ไตและตับไม่ทำงาน บางรายมีเลือดออกร้ายแรง โดยโรคนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 2 – 21 วัน และถือเป็นโรคที่มีอัตราป่วยตายสูง

ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา

ขณะที่ นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา แต่ยังคงยกระดับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการติดตามผู้เดินทางจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สาธารณรัฐยูกันดา หรือพื้นที่เสี่ยงภายใน 21 วัน อย่างใกล้ชิด 

ควบคู่กับการคัดกรองผู้ป่วยสงสัยในสถานพยาบาลทุกระดับ และการสอบสวนโรคอย่างรวดเร็วเมื่อพบความผิดปกติ พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของระบบบริการสาธารณสุขอย่างรอบด้าน ทั้งห้องแยกผู้ป่วย อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และระบบห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจยืนยันเชื้อ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคขอความร่วมมือประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอโดยล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือผู้เสียชีวิตด้วยโรค ติดเชื้อไวรัสอีโบลา รับประทานอาหารปรุงสุก และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าหรือซากสัตว์โดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางไปยังประเทศพื้นที่เสี่ยง คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา หากเดินทางกลับมาแล้วภายใน 21 วัน มีอาการไข้หรืออาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

อีโบลาจะระบาดมาถึงไทยหรือไม่?

ด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาถึงแนวโน้มอีโบลาจะระบาดมาถึงไทยไหม ว่า เป็นไปไม่ได้ยากที่อีโบลา จะระบาดมาถึงไทย โรคที่มีความรุนแรงมีอัตราการสูงถึงร้อยละ 50  

อีโบลา เป็นไปได้ยากมาก โรคที่จะระบาดใหญ่ทั่วโลก 

ผู้ที่ติดเชื้อ จะป่วยและมีอาการรุนแรง โอกาสที่จะขึ้นเครื่องบิน หรือเดินทางไกลข้ามทวีป เป็นไปได้ยากมาก โรคที่จะระบาดใหญ่ทั่วโลก อย่างโควิด จะต้องเป็นโรคที่มีความรุนแรงน้อยกว่ามาก เช่นไข้หวัดใหญ่ วันนี้ป่วยอยู่กรุงเทพฯ พรุ่งนี้ไปอยู่เชียงใหม่ ไปแพร่เชื้อให้เชียงใหม่ เดินทางไกลได้ จึงจะระบาด ได้รวดเร็ว โควิดก็เช่นเดียวกัน

เมื่อมาดูอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรงในกลุ่ม viral hemorrhagic fever เกิดจากไวรัสใน genus Ebolavirus วงศ์ Filoviridae มีอัตราการเสียชีวิตสูงตั้งแต่ 25–90% ขึ้นกับสายพันธุ์และระบบสาธารณสุข โรคนี้อยู่ในสัตว์ป่าในแอฟริกา มานานหลายร้อยปี 

ตั้งชื่ออีโบลา เพราะในการตรวจพบและแยกเชื้อได้ ครั้งแรกที่ริมแม่น้ำอีโบลา สาธารณรัฐ คองโก (1976) หลังจากนั้นก็มีการระบาดเป็นครั้งคราวมาโดยตลอด โดยเฉพาะในชนบท

อีโบลา สายพันธุ์ ซาอี (Zaire ebolavirus) รุนแรงที่สุด

อีโบลามีหลายสายพันธุ์  สายพันธุ์ ซาอี (Zaire ebolavirus) รุนแรงที่สุด สายพันธุ์ที่มีความรุนแรงรองลงมาคือสายพันธุ์ซูดาน (Sudan ebolavirus) การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี 2013–2016 เกิดขึ้นที่ แอฟริกาตะวันตกประเทศ Guinea  แล้วแพร่ไป Liberia Sierra Leone มีผู้ป่วยถึง ร่วม 30,000 ราย เสียชีวิต 11,000 ราย เป็นสายพันธุ์ซาอี จึงเป็นเหตุให้มีการพัฒนาวัคซีน สายพันธุ์นี้ และนำมาใช้ในการป้องกันทำให้โรคสงบลง

การระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นในประเทศสาธารณรัฐคองโก และอูกานดา ดังที่เป็นข่าว อยู่ทุกวันนี้ มีผู้ป่วยมากกว่า 250 คนและเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 80 คน เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงปานกลาง สายพันธุ์ที่ระบาดคือ สายพันธุ์ บุน-ดิ-บู-โย (Bundibugyo ebolavirus)  ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนต่อสายพันธุ์นี้

การติดต่อที่สำคัญคือการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยหรือสัตว์รังโรค โดยเฉพาะชาวพื้นเมืองแอฟริกา กับประเพณีการทำความสะอาดศพ ก่อนทำพิธี ทำให้สัมผัสได้โดยตรง 

โรคอีโบลาระบาดแต่ละครั้งมักจะเกิด ระบาดในชนบท เชื่อมโยงกับสัตว์ป่า การติดเชื้อในโรงพยาบาลสูง และทำให้บุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตจำนวนมาก เพราะความรุนแรงของโรคและเป็นการติดต่อระหว่างคนสู่คน

อาการของโรคอีโบลา ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน เพลีย ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อ และเจ็บคอ ต่อมาจะมีอาการอาเจียน ท้องเสีย ผื่นขึ้นตามตัว มีเลือดออกง่ายทั้งภายในและภายนอกร่างกาย อาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ในระยะเวลาอันสั้น

ความรุนแรงของโรค เป็นข้อจำกัดที่ทำให้โรคไม่ระบาดออกไปในวงกว้าง ข้ามประเทศหรือทวีปได้ง่าย ที่จะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก

องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญในการป้องกันโรค โดยเฉพาะการสัมผัสกับผู้ป่วย หรือการสัมผัสกับแหล่งรังโรค และมีการพัฒนาวัคซีนที่จำเพาะกับสายพันธุ์  ขณะนี้มีวัคซีนที่จำเพาะกับสายพันธุ์สายซาอี 

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยังอยู่ห่างไกลกับแหล่งระบาดของโรค 

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยังอยู่ห่างไกลกับแหล่งระบาดของโรค และความรุนแรงของโรคจะเป็นข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งในการแพร่กระจายของโรค ดังนั้นจึงยังไม่น่าเป็นที่วิตก จนเกินเหตุ แต่จำเป็นที่จะต้องให้ความรู้และความเข้าใจของโรค Ebola ที่ถูกต้อง


ข้อมูลจาก ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ / กรมควบคุมโรค

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง