ไม่ใส่กุญแจมือ-อัดบุหรี่ฉุย ความเป็นจริงทำได้หรือไม่?

ภาพระหว่างการควบคุมตัว “ฉลอง เรี่ยวแรง” อดีต สส.นนทบุรี ที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ได้รับความสนใจ หลังปรากฏภาพว่าในบางช่วงไม่ได้ใส่กุญแจมือ รวมถึงมีการสูบบุหรี่ภายในสถานีตำรวจ
นำมาสู่ข้อสงสัยว่า ผู้ต้องหาระหว่างอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องใส่กุญแจมือตลอดเวลาหรือไม่ ขณะเดียวกัน หากผู้ต้องหาเกิดความเครียดและขออนุญาตเจ้าหน้าที่ จะสามารถสูบบุหรี่ภายในสถานีตำรวจได้หรือไม่
เมื่อพิจารณาตามกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง พบว่า ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น เนื่องจากการใช้กุญแจมือขึ้นอยู่กับความจำเป็นและการประเมินความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ ส่วนการสูบบุหรี่ภายในสถานีตำรวจอยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและข้อกำหนดเรื่องเขตปลอดบุหรี่โดยตรง
ผู้ต้องหาไม่ใส่กุญแจมือได้หรือไม่?
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 86 วางหลักเกี่ยวกับการควบคุมผู้ถูกจับ โดยกำหนดไม่ให้ใช้วิธีควบคุมเกินกว่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันมิให้ผู้ถูกจับหลบหนี
หลักดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้ผู้ต้องหาทุกคนต้องถูกใส่กุญแจมือตลอดเวลาหลังการจับกุม แต่การใช้เครื่องพันธนาการต้องพิจารณาตามความจำเป็นและสถานการณ์เป็นรายกรณี
ขณะเดียวกัน คู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งอ้างถึงระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ข้อ 146 วางแนวทางว่า ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องพันธนาการในทุกกรณี โดยเจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณา ได้แก่ ฐานความผิด โดยเฉพาะความผิดอุกฉกรรจ์ สถานที่ควบคุมตัว โอกาสในการหลบหนี ตลอดจนพฤติการณ์ของผู้ถูกควบคุม
เอกสารเกี่ยวกับการใช้เครื่องพันธนาการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังระบุวัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องพันธนาการไว้ทั้งการป้องกันการหลบหนี การป้องกันผู้ถูกจับทำร้ายเจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่น รวมถึงการควบคุมกรณีผู้ถูกจับขัดขืน
ดังนั้น การปรากฏภาพผู้ต้องหาไม่ได้ใส่กุญแจมือในบางช่วง ยังไม่สามารถใช้ภาพเพียงอย่างเดียวสรุปได้ว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติผิดระเบียบ เนื่องจากต้องพิจารณาข้อมูลขณะควบคุมตัว การประเมินความเสี่ยง และมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าวประกอบด้วย
ที่มา: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 86, ระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ข้อ 146 และคู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหลักสิทธิมนุษยชน
หากเป็นคดีร้ายแรง ต้องใส่กุญแจมือตลอดเวลาหรือไม่?
ความร้ายแรงของฐานความผิดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เจ้าหน้าที่ต้องนำมาพิจารณา แต่จากหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติข้างต้น ไม่ได้กำหนดว่าผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงทุกคนจะต้องถูกใส่กุญแจมือตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ
เจ้าหน้าที่ต้องประเมินหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งฐานความผิด ความเสี่ยงในการหลบหนี พฤติการณ์ของผู้ถูกควบคุม สถานที่ จำนวนเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมตัว และมาตรการรักษาความปลอดภัยในขณะนั้น
สำหรับกรณีของนายฉลอง การจะระบุว่าช่วงเวลาที่ไม่ได้ใส่กุญแจมือตามภาพที่ปรากฏเป็นการดำเนินการถูกต้องหรือผิดระเบียบ จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการควบคุมตัวและการประเมินความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม
หลักสำคัญจึงอยู่ที่ว่า กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องใส่กุญแจมือผู้ถูกจับทุกคนตลอดเวลา แต่การควบคุมต้องอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็นและความปลอดภัยตามสถานการณ์
สูบบุหรี่ในโรงพัก กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร?
กรณีการสูบบุหรี่มีหลักกฎหมายแตกต่างจากเรื่องกุญแจมือ เนื่องจากอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 และประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดเรื่องเขตปลอดบุหรี่ไว้โดยตรง
วันที่ 10 สิงหาคม 2569 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกคำชี้แจงภายหลังปรากฏภาพข่าวกรณีนายฉลอง โดยระบุว่า จากภาพที่ปรากฏว่ามีการสูบบุหรี่ภายในห้องประชุมของสถานีตำรวจขณะถูกควบคุมตัว การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย
กรมควบคุมโรคระบุว่า พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 และประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้สถานที่สาธารณะ สถานที่ทำงาน และสถานที่ราชการ ซึ่งรวมถึงสถานีตำรวจ อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเขตปลอดบุหรี่
พื้นที่ภายในอาคาร โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างของสถานที่ราชการเป็นเขตปลอดบุหรี่ จึงครอบคลุมพื้นที่ภายในสถานีตำรวจ ทั้งห้องประชุม ห้องสอบสวน ห้องสืบสวน และห้องทำงาน
ที่มา: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560
เครียดและขออนุญาตเจ้าหน้าที่ สูบบุหรี่ได้หรือไม่?
มาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 กำหนดห้ามบุคคลสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ เว้นแต่เป็นพื้นที่ที่จัดเป็นเขตสูบบุหรี่ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้กำหนดข้อยกเว้นสำหรับกรณีผู้สูบมีความเครียด หรือกรณีได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสถานที่
นั่นหมายความว่า หากบริเวณดังกล่าวมีสถานะเป็นเขตปลอดบุหรี่ การอนุญาตของบุคคลไม่ได้ทำให้พื้นที่นั้นเปลี่ยนเป็นเขตสูบบุหรี่ตามกฎหมาย
ส่วนสถานที่ราชการที่จัดเขตสูบบุหรี่ จะต้องดำเนินการในพื้นที่ภายนอกอาคารและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงไม่สามารถกำหนดห้องประชุมหรือห้องสอบสวนภายในอาคารเป็นพื้นที่สูบบุหรี่เฉพาะกรณีได้
ที่มา: พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 มาตรา 42 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องเขตปลอดบุหรี่ พ.ศ. 2561
สูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ ปรับเป็นพินัยสูงสุด 5,000 บาท
กรมควบคุมโรคระบุว่า ผู้ฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่มีโทษตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 โดยมาตรา 67 กำหนดอัตราไว้ไม่เกิน 5,000 บาท
ปัจจุบันความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวในลักษณะดังกล่าวอยู่ภายใต้ระบบการปรับเป็นพินัย จึงมีค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 5,000 บาท
ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับค่าปรับ 2,000 บาท เป็นข้อมูลตามกฎหมายหรือหลักเกณฑ์เดิม ไม่ใช่อัตราที่ใช้กับกรณีตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ตามข้อมูลที่กรมควบคุมโรคชี้แจง
ที่มา: กรมควบคุมโรค และ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 มาตรา 42 ประกอบมาตรา 67
ผู้ดูแลสถานที่มีหน้าที่ห้ามปราม
ข้อกำหนดตามกฎหมายไม่ได้มีเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่เท่านั้น โดยมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 กำหนดหน้าที่ของผู้ดำเนินการหรือผู้รับผิดชอบสถานที่ ให้ประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือน ควบคุมดูแล หรือดำเนินการตามความจำเป็น เพื่อไม่ให้มีการสูบบุหรี่ภายในเขตปลอดบุหรี่
กรมควบคุมโรคระบุในคำชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า หากผู้ดำเนินการ เจ้าของ หรือผู้ดูแลสถานที่ปล่อยปละละเลย ไม่ประชาสัมพันธ์ ไม่ห้ามปราม หรือยินยอมให้มีการสูบบุหรี่ในพื้นที่รับผิดชอบ อาจมีค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 3,000 บาท
กรณีการสูบบุหรี่ภายในเขตปลอดบุหรี่จึงมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ส่วน ได้แก่ การกระทำของผู้สูบ และหน้าที่ของผู้รับผิดชอบสถานที่ในการควบคุมดูแลไม่ให้เกิดการสูบบุหรี่ในพื้นที่
ที่มา: กรมควบคุมโรค และ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 มาตรา 46
หลักกฎหมายเรื่องกุญแจมือ
ป.วิ.อ. มาตรา 86 และแนวปฏิบัติของตำรวจ วางหลักให้การควบคุมและใช้เครื่องพันธนาการพิจารณาตามความจำเป็น ความเสี่ยงหลบหนี ฐานความผิด สถานที่ และพฤติการณ์
หลักกฎหมายเรื่องบุหรี่
พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 กำหนดให้พื้นที่ภายในสถานที่ราชการเป็นเขตปลอดบุหรี่ ผู้ฝ่าฝืนมีค่าปรับเป็นพินัยสูงสุด 5,000 บาท ขณะที่ผู้รับผิดชอบสถานที่ซึ่งไม่ดำเนินการตามหน้าที่อาจมีค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 3,000 บาท
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
