รีเซต

“ไทยช่วยไทย พลัส” เติมเงินเข้าระบบ แต่เงินเฟ้อยังน่าห่วง ประเมิน GDP โต 2 %

“ไทยช่วยไทย พลัส” เติมเงินเข้าระบบ แต่เงินเฟ้อยังน่าห่วง ประเมิน GDP โต 2 %
TNN ช่อง16
18 พฤษภาคม 2569 ( 14:17 )

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ยังคงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวได้ในกรอบ 1.5-2.5% หรือมีค่ากลางอยู่ที่ 2% แม้สถานการณ์ภายนอกจะกดดันหลายด้านก็ตาม

การประเมินดังกล่าวสะท้อนว่า ภาครัฐยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยมีแรงประคองสำคัญจากการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายของภาครัฐ และภาคส่งออกที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด โดยเฉพาะตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ขยายตัวได้ถึง 2.8% สูงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. ระบุว่า การคาดการณ์ครั้งนี้ได้รวมผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง รวมถึงแรงส่งจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเข้าไว้แล้ว ทั้งในส่วนมาตรการบรรเทาค่าครองชีพ และการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจะยังเดินหน้าได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นคือ “เงินเฟ้อ” ที่เริ่มเร่งตัวชัดเจน โดยสภาพัฒน์ปรับประมาณการเงินเฟ้อทั้งปีขึ้นมาอยู่ที่ 2-3% จากเดิมที่เคยคาดไว้ต่ำมากเพียง -0.3 ถึง 0.7% ขณะที่มูลค่าการส่งออกถูกปรับเพิ่มเป็นเติบโต 9.6% จากเดิม 2% และดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลประมาณ 1% ของ GDP

สงครามตะวันออกกลาง จุดเปลี่ยนต้นทุนเศรษฐกิจไทย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพเศรษฐกิจปีนี้เปลี่ยนไป คือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยโดยตรง โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น

สภาพัฒน์มองว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไทยจำเป็นต้องเร่งบริหาร “ความมั่นคงทางพลังงาน” ควบคู่กับการใช้มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เพื่อประคองภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงติดตามปัญหาวัตถุดิบนำเข้าที่อาจขาดแคลน โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพาตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยสนับสนุนพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนมากขึ้น เพื่อรับมือความผันผวนด้านพลังงานในระยะยาว

“ไทยช่วยไทย พลัส” เติมเงินเข้าระบบ แต่หยุดเงินเฟ้อไม่ได้

อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่รัฐบาลใช้ประคองเศรษฐกิจปีนี้ คือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีการเบิกจ่ายในปีนี้ประมาณ 1.7-2 แสนล้านบาท ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส”

สภาพัฒน์ประเมินว่า เม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยเพิ่ม GDP ปีนี้ได้ราว 0.4% โดยเฉพาะการพยุงกำลังซื้อของประชาชนในช่วงค่าครองชีพสูง แต่ยอมรับตรงกันว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง

นายดนุชาอธิบายว่า เงินเฟ้อรอบนี้เกิดจาก “ต้นทุน” ไม่ใช่จากกำลังซื้อ จึงเป็นลักษณะ Cost-push Inflation ที่มาจากราคาพลังงาน วัตถุดิบ และต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งเริ่มส่งผ่านจากฝั่งผู้ผลิตมาสู่ผู้บริโภคแล้วอย่างชัดเจน

ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเมษายน 2569 ที่พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.8% หลังเดือนมีนาคมยังติดลบ สะท้อนว่าภาคธุรกิจกำลังเริ่มผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้า

“ถ้าไม่มีมาตรการช่วยค่าครองชีพเลย ประชาชนจะได้รับผลกระทบหนักกว่าเดิม เพราะราคาสินค้าสูงขึ้น แต่รายได้เท่าเดิม” เลขาธิการ สศช. ระบุ พร้อมชี้ว่าการแก้ปัญหาเงินเฟ้ออย่างแท้จริง ต้องไปจัดการต้นทุนต้นทางมากกว่าอัดเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว

ส่งออกและลงทุนเอกชน กลายเป็นแรงพยุงเศรษฐกิจหลัก

ในภาพรวม สภาพัฒน์มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคส่งออกที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้จะเผชิญมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

รัฐบาลจึงถูกแนะนำให้เร่งเปิดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงทางการค้า และลดต้นทุนการผลิต รวมถึงบริหารระบบขนส่งสินค้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย

อีกด้านหนึ่ง การลงทุนภาคเอกชนเริ่มเห็นสัญญาณบวกชัดขึ้น โดยเฉพาะการก่อสร้างโรงงาน อาคารพาณิชย์ และโครงการอุตสาหกรรมใหม่ที่ต่อเนื่องมาจากปลายปี 2568

สภาพัฒน์มองว่า เมื่อโรงงานเริ่มเปิดดำเนินการ จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นตามมา แต่โจทย์สำคัญคือ “ทักษะแรงงาน” ที่ต้องเร่งปรับให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และ PCB

หนี้ครัวเรือน-เอสเอ็มอี ยังเป็นจุดเปราะบางของระบบเศรษฐกิจ

แม้อัตราว่างงานของไทยยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.9% แต่สภาพัฒน์ยอมรับว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงกดดันเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ SMEs

ข้อเสนอสำคัญคือ การเร่งปรับโครงสร้างหนี้รายย่อย ผ่านมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” พร้อมทั้งออกมาตรการเฉพาะกลุ่มเพื่อช่วย SMEs ขนาดเล็กและรายย่อยที่ยังมีศักยภาพ แต่ขาดสภาพคล่องจากผลกระทบเศรษฐกิจและต้นทุนที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ภาคเกษตรยังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ โดยเฉพาะแนวโน้ม “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง กระทบผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงต้นทุนปุ๋ยที่ยังผันผวนจากปัญหานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลาง

ในมุมของสภาพัฒน์ ภาพเศรษฐกิจไทยปี 2569 จึงเป็นปีแห่ง “การประคองตัว” มากกว่าการเร่งเติบโต ท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอกที่รุนแรงขึ้น ขณะที่โจทย์สำคัญของรัฐบาล คือการรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลค่าครองชีพ และการรักษาวินัยการคลัง เพื่อให้ไทยยังมีพื้นที่รับมือความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในระยะต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง