วิกฤตตะวันออกกลาง : กระทบอย่างไร? กับนโยบาย “ข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ของจีน ( ตอน 2)

เราไปคุยกันต่อเลยว่า ประเทศในภูมิภาคต่างๆ คิดอะไร อย่างไรกับนโยบาย BRI ...
กรณีศึกษาหนึ่งที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์และแฝงไว้ซึ่งความย้อนแย้งในการดำเนินโครงการ ได้แก่ โครงการ “Ice Silk Road” ที่จีนร่วมกับนานาประเทศในการพัฒนาเส้นทางเดินเรือใหม่ของโลก และการขยายอิทธิพลทางการทหารในขั้วโลกเหนือ
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ประกาศว่าจีนจะสร้างเส้นทางเดินเรือใหม่ที่เรียกว่า “เส้นทางสายไหมสายขั้วโลก” (Polar Silk Road) ซึ่งเป็นเส้นทางสายพิเศษที่เชื่อมโยงแปซิฟิกตะวันตก-ขั้วโลกเหนือ-ยุโรป “เพิ่มเติม” จากเส้นทาง “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ที่ประกาศไว้เดิม
ในอดีต การเดินเรือตามเส้นทางนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย โดยมีแต่กองเรือสำรวจทางวิทยาศาสตร์ เรือรบและเรือดำน้ำทางการทหารเท่านั้นที่ใช้เป็นทางผ่าน แต่เนื่องจากสภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น และน้ำแข็งขั้วโลกเริ่มละลาย ทำให้จีนมองเห็นโอกาสที่จะพัฒนาเส้นทางเดินเรือสายนี้
ในการประชุมกลุ่มประเทศในเขตอาร์กติก (ประเทศที่อยู่ล้อมขั้วโลกเหนือ) เมื่อปี 2019 รัสเซียประกาศว่าจะร่วมมือกับจีน เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่นี้ ให้ตั้งเป้าหมายให้มีการขนส่งสินค้าให้ได้ 80 ล้านตันภายใน 6 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะประหยัดเวลาขนส่งสินค้าที่เดิมเคยอ้อมผ่านสิงคโปร์ได้ถึง 2 สัปดาห์
พอพิจารณาเข้ากับ “วิกฤตคลองสุเอซ” ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ก็ทำให้จีนยิ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาเส้นทางเดินเรือใหม่นี้เข้าไปอีก โดยเดิมคาดว่าจะเริ่ม “นำร่อง” เปิดใช้งานให้ได้ภายในปี 2025
อันที่จริง จีนไม่ใช่ประเทศในเขตอาร์กติก และการพัฒนาเส้นทางเดินเรือสายนี้ในเชิงพาณิชย์ก็ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล และใช้เวลานาน แต่จีนก็มีวิสัยทัศน์กว้างไกล “เก่งในการเล่นเกมส์ยาว” มีความกระตือรือร้นและความพร้อมในการเป็น “แกนหลัก” ด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่จะใช้ในการพัฒนาเส้นทางเดินเรือนี้
สิ่งนี้สะท้อนถึงผลประโยชน์มหาศาลที่รออยู่ ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่า นอกเหนือจากเส้นทางเดินเรือแล้ว เขตอาร์กติกยังเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ ทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์น้ำ ซึ่งทำให้นานาประเทศออกมาสนับสนุนการดำเนินโครงการดังกล่าว อาทิ แคนาดา และประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย
แม้ว่าประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรงจะสนับสนุนการดำเนินโครงการใดๆ แต่ก็อาจมีมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วย เราจึงเห็นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขอซื้อเกาะกรีนแลนด์ที่อยู่ในความดูแลของเดนมาร์กบ้าง หรือการเชื้อเชิญให้แคนาดามาเป็นมลรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ บ้าง กรณีศึกษานี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของการดำเนินนโยบาย BRI ที่รออยู่ข้างหน้า
ในส่วนของประเทศกำลังพัฒนาหรือกลุ่มโลกใต้ (Global South) เนื่องจากกลุ่มนี้มีจำนวนประเทศมากและกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค อาทิ อาเซียน เอเซียกลาง ตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา กอปรกับรูปแบบการดำเนินโครงการที่มีความหลากหลาย ทำให้ทัศนะและจุดยืนของประเทศในกลุ่มนี้มีความแตกต่างกัน
โดยทั่วไป นโยบาย BRI ยังคงถูกประเมินอยู่ใน “แดนบวก” ผู้นำส่วนใหญ่ของประเทศในกลุ่มนี้ดูจะ “รู้สึกดี” และ “สนับสนุน” การดำเนินนโยบาย BRI โดยในด้านหนึ่ง มองว่า BRI เป็นแหล่งเงินทุนที่จำเป็นสำหรับการพัฒนา ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกลายเป็น “ทางเลือก” ให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่ต้องถูกกดขี่หรือกดดันจากประเทศในกลุ่มขั้วอำนาจเก่าที่ผูกขาดเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน
ยกตัวอย่างเช่น Rafael Correa ประธานาธิบดีเอกวาดอร์ กล่าวในงานเปิดตัวโครงการโรงผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำว่า “เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยก่อสร้างในประเทศ” โดยมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 1,500 เมกกะวัตต์ ซึ่งสามารถจัดหากระแสไฟฟ้าให้แก่บ้านทุกหลังคาเรือนของเอกวาดอร์
นั่นเท่ากับว่า ชาวเอกวาดอร์มีไฟฟ้าใช้อย่างถ้วนหน้า ความพร้อมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการประกอบธุรกิจ การดำเนินชีวิต และอื่นๆ และคาดว่าจะมีประโยชน์มากขึ้นท่ามกลางโลกที่ขยับเข้าความเป็นดิจิตัลในวงกว้างในอนาคต
ขณะที่หลายประเทศในกลุ่มอาเซียนก็พัฒนาความร่วมมือกับจีนอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น ลาวและอินโดนิเซียที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ซึ่งช่วยให้การเดินทางระหว่างหัวเมืองภายในประเทศได้รับความสะดวกและรวดเร็วขึ้นเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่กระจายตัวในวงกว้าง และนำไปสู่โครงการความร่วมมือใหม่ที่รออยู่
ยิ่งเมื่อสอบถามความคิดเห็นของชาวอินโดนิเซียก็พบว่า ประเทศและประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างมากเช่นกัน โดยให้ข้อมูลว่า ปกติการเดินทางระหว่างหัวเมืองระหว่างตะวันตก-ออกต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงหรือมากกว่า แต่ด้วยรถไฟความเร็วสูง การเดินทางลดเวลาเหลือเพียง 1-2 ชั่วโมง
หรือในกรณีการลงทุนในทวีปแอฟริกา ซึ่งหลายปีก่อน นักวิชาการตะวันตกต่างตั้งคำถามสงสัย
และไม่เข้าใจในการดำเนินนโยบายดังกล่าว เพราะไม่อาจเล็งเห็นประโยชน์และความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้น
แน่นอนว่าสภาพตลาดในแอฟริกามีลักษณะเฉพาะ เพราะเมื่อนักวิชาการเหล่านั้น “อยู่บนหอคอยงาช้าง” และพิจารณาจาก “ตัวเลขอย่างเป็นทางการ” ที่ตีพิมพ์โดยองค์การระหว่างประเทศ ก็มักสรุปว่าคนท้องถิ่นไม่มีกำลังซื้อ แต่แท้ที่จริงแล้ว กำลังซื้อจำนวนมากอยู่นอกระบบ
ปัจจุบัน แอฟริกากำลังเติบใหญ่ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และจะยกระดับเป็นภูมิภาคที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
ในอีกด้านหนึ่ง การปรับปรุงการดำเนินนโยบาย BRI อย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์ ก็ทำให้ประเทศในกลุ่มขั้วใต้มี “ลมใต้ปีก” ช่วยยกระดับการพัฒนาและได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ดี ด้วยความกังวลและข้อวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยั่งยืนของหนี้ (Debt Sustainability) ที่เรียกว่า “โครงการช้างเผือก” (White Elephant) ที่มีการใช้งานน้อยและประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ท้องถิ่นที่จำกัด ส่งผลให้ผลประกอบการของโครงการเหล่านี้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า และทำให้ประเทศเจ้าภาพมีปัญหาเรื่องสัดส่วนของหนี้ต่อจีดีพีที่สูงกว่าระดับที่เหมาะสมและขาดความยั่งยืนในที่สุด
ขณะเดียวกัน หลายโครงการก็ขาดความโปร่งใส (Lack of Transparency) ในด้านการจัดซื้อ ซึ่งทำให้โครงการประสบกับความยากลำบากในการประเมินต้นทุนและผลตอบแทน
นอกจากนี้ การดำเนินงานในบางโครงการยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Impact) อาทิ ก่อให้เกิดมลพิษ ทำลายที่อยู่อาศัย และล้มเหลวในการจัดหางานในท้องถิ่น (นำเข้าแรงงานจีน) ซึ่งมีแนวโน้มของระดับความอ่อนไหวของปัญหาที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีหลัง ส่งผลให้ผู้บริหารของกลุ่มประเทศเหล่านี้บางส่วนต้องคิดทบทวนความเหมาะสมของโครงการภายใต้ BRI อย่างหนักก่อนตัดสินใจดำเนินงาน
กำลังสนุกเลย แต่ผมขอยกยอดไปคุยกันต่อในตอนหน้าครับ ...
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
