การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ... กระแสใหม่ที่มาแรงของจีน ( ตอน 1)

ในยุคหลังโควิด-19 ที่เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตหวือหวาดังเช่นในอดีต จีนได้พยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยหันไปให้ความสำคัญกับ “กำลังภายใน” ในระดับที่สูงเพื่อช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสูง
เพื่อให้ภาคการบริโภคภายในประเทศมีบทบาทต่อภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม จีนได้คลอดนโยบายและยุทธศาสตร์การกระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจออกมามากมาย อาทิ แคมเปญเก่าแลกใหม่ เศรษฐกิจสีคราม ราตรีโคโนมี และหนึ่งในนั้นก็ได้แก่ การท่องเที่ยวภายในประเทศ ...
ข้อมูลจากกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจีนที่ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2018 ระบุว่า การท่องเที่ยวภายในประเทศฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในระยะหลัง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยในปี 2024 จำนวนนักเดินทางของนักท่องเที่ยวภายในประเทศพุ่งทะลุ 5,600 ล้านคน เพิ่มขึ้น 14.8% ของปีก่อน ขณะที่การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวก็มีมูลค่าราว 5.8 ล้านล้านหยวน ขยายตัว 17.1% ของปีก่อน
ในทำนองเดียวกัน จีนยังประสบความสำเร็จจากการดำเนินนโยบายวีซ่าฟรี (Visa Free) และการขยายระยะการพำนักในจีนของ Transit Visa ทำให้ชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวจีนมากถึง 132 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 60% ประการสำคัญ นักท่องเที่ยวเหล่านี้ยังใช้จ่ายเงินเกือบ 100,000 ล้านหยวน ขยายตัวเกือบ 80% ของปีก่อน
การท่องเที่ยวยังเพิ่มประสบการณ์ของชาวต่างชาติ กระตุ้นการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของจีนในฐานะจุดหมายปลายทางและแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลก
แต่การเติบโตคุณภาพสูงดังกล่าว “ไม่ได้หล่นลงมาจากฟากฟ้า” ส่วนสำคัญเกิดขึ้นจากแรงผลักดันด้านนโยบายของรัฐบาลจีน นอกเหนือจากการพัฒนาระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวและนโยบายวีซ่าฟรีแล้ว จีนยังให้ความสำคัญกับ “การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ที่บูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
ในทางปฏิบัติ จีนได้ประสานมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เข้ากับการท่องเที่ยวในจีน และยกระดับเข้าสู่ “ช่วงใหม่” ของการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ภายใต้แนวคิดดังกล่าว วัฒนธรรมได้กลายเป็น “จิตวิญญาณของการท่องเที่ยว” ทั้งนี้ จากการสำรวจของสถาบันการท่องเที่ยวจีน (China Tourism Academy) นักท่องเที่ยวจีนแสดงความสนใจในกิจกรรมทางวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น โดยเกือบ 30% ของผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางวัฒนธรรม และเกือบ 80% แสดงความกระตือรือร้นสำหรับการมีส่วนร่วมด้านวัฒนธรรมในระหว่างการเดินทาง
ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงที่มีเทศกาลสำคัญของจีนส่วนใหญ่เป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางกันมาก ยกตัวอย่างเช่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ คนจีนจำนวนมากต่างแห่แหนไปวัดเพื่อทำบุญ และเยี่ยมชมงานฉลองปีใหม่เพื่อดูการเชิดมังกรและอื่นๆ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียนไว้ ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลอื่นของจีน
นอกจากนี้ จีนยังพยายามนำเสนอมาตรการเฉพาะเพื่อส่งเสริมการบริโภคการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างจริงจัง อาทิ การส่งเสริมสถาบันทางวัฒนธรรมสาธารณะ พัฒนาประสบการณ์ทางวัฒนธรรม และบริการการศึกษาด้านศิลปะเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับการจัดหาผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและความบันเทิง
ในทางกลับกัน รัฐบาลจีนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว สถานีและโครงข่ายเส้นทางรถไฟ และสนามบิน เส้นทาง และความถี่ของการบินภายในประเทศและการเชื่อมต่อกับต่างประเทศ รวมทั้งพิธีการตรวจคนเข้าเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดเกิดใหม่ตามแนวหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง หรือในช่วงฤดูการท่องเที่ยว
รวมทั้งอนุญาตให้รัฐบาลท้องถิ่นจัดสรรกองทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องและอื่นๆ ในเชิงอุปทาน รวมทั้งสนับสนุนโครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านการขายพันธบัตรพิเศษ
จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นรัฐบาลจีนในทุกระดับใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเพิ่มความน่าสนใจของนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2024 ปักกิ่งได้จัดงานเทศกาลเรือมังกรระหว่าง 31 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน ทำให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 8.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวราว 10,770 ล้านหยวน
พื้นที่ทางวัฒนธรรม (Cultural Spaces) ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ เมืองประวัติศาสตร์ เมืองโบราณ ย่านวัฒนธรรม การแสดงทางวัฒนธรรม และเทศกาลดนตรี ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สามารถทำหน้าที่เป็นสถานที่ใหม่สำหรับการสร้างเสริมประสบการณ์และความประทับใจด้านการท่องเที่ยวและการบริโภค
นั่นหมายความว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจีนได้ถูกกระตุ้นผ่านการผสมผสานอย่างสร้างสรรค์ระหว่างการสร้างความกระชุ่มกระชวยในพื้นที่ชนบทและมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
สิ่งนี้ยังจะช่วยสร้างแตกต่างของจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูง
และเพื่อให้ “อดีตสร้างแรงบันดาลใจอนาคต” และ “เพิ่มทางเลือกใหม่” ด้านสุนทรียศาสตร์และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลจีนได้กำหนดให้ “พิพิธภัณฑ์” เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ด้วยการส่งเสริมของภาครัฐและปัจจัยเชิงบวกอื่น อาทิ อินเตอร์เน็ตบนสมาร์ตโฟนและเทคโนโลยีวัฒนธรรมดิจิตัล รวมทั้งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จีนสามารถปลุกกระแส “ความคลั่งไคล้ในพิพิธภัณฑ์” (Museum Fever) ให้เกิดขึ้นในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบัน จีนมีสถาบันคุ้มครองและจัดแสดงวัตถุโบราณทางวัฒนธรรมมากกว่า 5,000 แห่ง และมีโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมที่สามารถเคลื่อนย้ายไม่ได้ 760,000 ชิ้นทั่วประเทศ และโบราณวัตถุที่เคลื่อนย้ายได้ถึง 108 ล้านชิ้นในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ
อย่างไรก็ดี โดยที่การปกป้องและเผยแพร่โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นงานที่ท้าทายมาก นอกจากรายการโทรทัศน์ที่นำเสนอโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมแล้ว สถานีโทรทัศน์ยังพยายามสร้างสรรค์วิธีการนำเสนอเพื่อขยายการรับรู้ของผู้ชมและความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน และคงความเป็นที่นิยมเอาไว้ต่อไป
อ่านต่อตอนหน้าครับ ...
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
