รีเซต

"เงินหยวน" ท้าชน ดอลลาร์สหรัฐ? แข็งค่าสวนกระแสโลก เปิด 3 ปัจจัย ดันจีนขึ้นแท่น หลุมหลบภัยทางการเงิน

"เงินหยวน" ท้าชน ดอลลาร์สหรัฐ? แข็งค่าสวนกระแสโลก เปิด 3 ปัจจัย ดันจีนขึ้นแท่น หลุมหลบภัยทางการเงิน
TNN ช่อง16
10 มิถุนายน 2569 ( 08:00 )
11

โลกหนีความเสี่ยงเข้าจีน! "เงินหยวน" แข็งค่าสูงสุดในรอบ 4 ปี ขึ้นแท่น Safe Haven ใหม่ของเอเชีย


ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปกคลุมหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและมีแนวโน้มลุกลาม ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนครั้งสำคัญ นักลงทุนจำนวนมากต่างเร่งปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยง และมองหาสินทรัพย์ที่สามารถทำหน้าที่เป็น "หลุมหลบภัย" หรือ Safe Haven ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


หากเป็นในอดีต คำตอบของนักลงทุนส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นทองคำหรือเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปี 2569 ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป เมื่อ "เงินหยวน" ของจีนกลับกลายเป็นสกุลเงินที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และกำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดการเงินเอเชีย


เงินหยวนแข็งค่าทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี


รายงานของ Bloomberg ระบุว่า ค่าเงินหยวนของจีนเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินของประเทศคู่ค้าหลัก ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปีในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญของกระแสเงินทุนโลก ซึ่งกำลังไหลออกจากสินทรัพย์ที่เผชิญความเสี่ยงสูง และเคลื่อนเข้าสู่ตลาดการเงินจีนมากขึ้น


นักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองว่าจีนมีความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ดีกว่าหลายประเทศ ส่งผลให้สินทรัพย์จีนได้รับสถานะใหม่ในสายตาตลาดโลกในฐานะ Safe Haven แห่งใหม่ของเอเชีย


นักลงทุนเริ่มมองจีนเป็นหลุมหลบภัยทางการเงิน


ความน่าสนใจของปรากฏการณ์นี้อยู่ตรงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งสงคราม ความผันผวนของราคาพลังงาน และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ


หลายประเทศในเอเชียยังเผชิญแรงกดดันต่อค่าเงินของตนเอง ขณะที่บางประเทศต้องเผชิญกับปัญหาเงินทุนไหลออกและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น


อย่างไรก็ตาม เงินหยวนกลับสามารถฟื้นตัวจากช่วงอ่อนค่าในอดีต และกลับมาแข็งค่าขึ้นได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคเอเชียในเวลานี้


การแข็งค่าของเงินหยวนจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินของจีน


1. ปัจจัยแรก: จีนลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง


หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อจีนมากขึ้น คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานของประเทศ


แม้จีนยังเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้ลงทุนมหาศาลในพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่


การกระจายแหล่งพลังงานดังกล่าวช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจจีนต่อความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ทำให้นักลงทุนมองว่าจีนมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตพลังงานมากกว่าที่เคยเป็นในอดีต


เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ประเทศที่มีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานได้ดีกว่าจึงได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นตามไปด้วย


2. ปัจจัยที่สอง: แรงซื้อจากนักลงทุนภายในประเทศ


นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ตลาดการเงินจีนยังได้รับแรงสนับสนุนจากภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ


ข้อมูลจาก Bloomberg อ้างอิงแหล่งข่าวในตลาดทุน ระบุว่าสถาบันการเงินและนักลงทุนภายในประเทศจีนได้กลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิเงินหยวนอีกครั้ง


แรงซื้อดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงค่าเงิน และลดแรงกดดันจากการเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติ


ในช่วงที่เงินดอลลาร์สหรัฐพยายามฟื้นตัว เงินทุนภายในประเทศจีนกลับทำหน้าที่เป็นเสมือนกันชน ช่วยเสริมเสถียรภาพให้กับค่าเงินหยวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


3. ปัจจัยที่สาม: ธนาคารกลางจีนไม่ขวางการแข็งค่าของหยวน


อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาด คือท่าทีของธนาคารกลางจีน หรือ PBOC


โดยปกติแล้ว เมื่อเงินหยวนแข็งค่ารวดเร็ว ทางการจีนมักเข้ามาแทรกแซงเพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาคการส่งออก ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ


อย่างไรก็ตาม ในรอบนี้ตลาดกลับไม่เห็นสัญญาณความวิตกกังวลจากทางการจีนมากนัก


Fiona Lim นักกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนอาวุโสจาก Malayan Banking ระบุว่า การกำหนดอัตรากลางรายวันของ PBOC ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนว่าทางการจีนไม่ได้แสดงความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินหยวนอย่างมีนัยสำคัญ


นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า จีนกำลังใช้ประโยชน์จากค่าเงินหยวนที่แข็งค่า เพื่อช่วยลดผลกระทบจาก "เงินเฟ้อนำเข้า" หรือ Imported Inflation





หยวนแข็ง ช่วยจีนรับมือเงินเฟ้อได้อย่างไร?


ในภาวะที่สงครามและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น การมีค่าเงินที่แข็งค่าจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้า


กล่าวอีกนัยหนึ่ง จีนสามารถซื้อน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบต่าง ๆ ได้ในราคาที่ถูกลงเมื่อคำนวณเป็นเงินหยวน


ผลลัพธ์คือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในประเทศลดลง ขณะที่ภาคธุรกิจและผู้บริโภคได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศที่ค่าเงินอ่อนตัวลง


ด้วยเหตุนี้ ทางการจีนจึงอาจมองว่าการปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นในระดับหนึ่ง เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญแรงกดดันด้านราคา


ความเสี่ยงที่จีนต้องระวัง


อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินหยวนไม่ได้มีแต่ข้อดี


นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence เตือนว่า หากค่าเงินหยวนแข็งค่ามากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกจีน


เมื่อสินค้าและบริการของจีนมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อจากต่างประเทศ อาจทำให้ยอดส่งออกชะลอตัวได้ในระยะยาว


Stephen Chiu หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดเกิดใหม่ของ Bloomberg Intelligence มองว่า ทางการจีนยังคงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอันดับแรก


หากค่าเงินหยวนแข็งค่าจนเริ่มกระทบเศรษฐกิจจริง PBOC ยังมีเครื่องมือหลายรูปแบบในการดูแลสถานการณ์

3 เครื่องมือที่จีนอาจใช้หากหยวนแข็งเกินไป


เครื่องมือแรก คือ การกำหนดอัตรากลางรายวันให้อ่อนค่ากว่าที่ตลาดคาด เพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังนักเก็งกำไร


เครื่องมือที่สอง คือ การใช้เครือข่ายธนาคารของรัฐเข้ามาช่วยบริหารสภาพคล่องและลดแรงกดดันต่อค่าเงิน


ส่วนเครื่องมือที่สาม ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เข้มข้นกว่า คือ การปรับเพิ่มอัตราการกันสำรองเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ หรือ Foreign Currency RRR เพื่อดูดซับสภาพคล่องดอลลาร์ออกจากระบบธนาคาร


มาตรการเหล่านี้ทำให้จีนยังคงมีศักยภาพในการควบคุมทิศทางค่าเงินได้ หากเห็นว่าการแข็งค่าของหยวนเริ่มสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากเกินไป


หยวนกำลังท้าทายบทบาทดอลลาร์หรือไม่?


แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเงินหยวนจะสามารถทดแทนบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินหลักของโลกได้ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2569 กำลังสะท้อนแนวโน้มสำคัญของระบบการเงินโลก


นั่นคือ นักลงทุนเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในการกระจายความเสี่ยง และจีนกำลังได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว


การที่เงินหยวนแข็งค่าขึ้นจนได้รับการยอมรับในฐานะ Safe Haven ของเอเชีย จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในสมดุลอำนาจทางเศรษฐกิจและการเงินโลกที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง