รถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า (Maglev) เจนใหม่ของจีน ... เครื่องบินยังอาย ( ตอน 2 )

เมื่อกล่าวถึงมหาวิทยาลัยของจีนที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาระบบรางแม่เหล็กไฟฟ้าระดับปานกลางและต่ำรวม 5 เส้นทางก็พบว่า จีนมีหลายสถาบันที่เก่งกาจกระจายอยู่ทั่วประเทศจีน
อาทิ National Defense Science and Technology University (ฉางซา) และ Southwest Jiaotong University (เฉินตู) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของระบบรถรางแม่เหล็กความเร็วต่ำในจีน (ระยะทาง 204 เมตร) เมื่อเดือนเมษายน 2001 และนำไปสู่ “Changsha Maglev” ที่เริ่มเปิดใช้งานเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2016 บนระยะทาง 18.55 กิโลเมตรที่ใช้เวลาเพียง 10 นาที
Chengdu University of Science and Technology ที่แรกเริ่มถูกก่อตั้งเป็นสถาบันด้านวิศวกรรมศาสตร์แห่งเฉินตูเมื่อปี 1954 และประสบความสำเร็จในการทดลองระบบรางแม่เหล็กไฟฟ้า (ระยะทาง 420 เมตร) เมื่อปี 2006 ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าจีนมีความชำนาญในเทคโนโลยีแกนหลักของ Maglev ความเร็วต่ำและปานกลางของตนเองในแง่ของการใช้งานจริงแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีมหาวิทยาลัยในเซี่ยงไฮ้ (ระยะทาง 1.72 กิโลเมตร) ที่นำไปสู่มาตรฐานแห่งชาติและการออกแบบการจราจรแม่เหล็กความเร็วปานกลางและต่ำ และแก้ไขปัญหา “วิธีการสร้าง” ในเวลาต่อมา รวมทั้ง CRRC ในหลายสาขาที่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาระบบ ขยายระยะทาง และการผ่านทางลาดชันและเส้นทางโค้งได้อย่างต่อเนื่อง
จีนได้ออกแบบการทดสอบระบบรางแม่เหล็กไฟฟ้าใน 5 เส้นทางดังกล่าวที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การพิสูจน์หลักการ มาตรฐานทางวิศวกรรม สมรรถนะของยานพาหนะ ความน่าเชื่อถือในเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมทั้งเพิ่มระยะทางอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการให้บริการ Maglev ความเร็วปานกลางในเชิงพาณิชย์ในหลายหัวเมืองของจีนในปัจจุบัน
ภายหลังการพัฒนาจน “ตกผลึก” และได้ CF600 ออกมา จีนก็กำหนดให้เทคโนโลยีนี้เป็นแกนหลักในยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนากลุ่มเมือง (City Cluster) เพื่อบูรณาการห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงหัวเมืองใกล้เคียงในกลุ่มเมืองเศรษฐกิจสำคัญในรัศมีหนึ่งชั่วโมงเดินทาง (One-Hour Economy) ซึ่งเป็นพื้นฐานของความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่ต้องมีจำนวนผู้โดยสารหนาแน่นบนเส้นทางที่เหมาะสม
อาทิ กลุ่มเมืองจิงจินจี้ (Jing-Jin-Ji) ที่ครอบคลุมปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ยในบริเวณ “คอไก่” ของจีน กลุ่มเมืองปากแม่น้ำแยงซีเกียง (Yangtze River Delta) ที่มีเซี่ยงไฮ้เป็นหัวมังกรและเชื่อมโยงกับหลายสิบเมืองรอบด้านในบริเวณ “อกไก่” และกลุ่มเมือง GBA (Greater Bay Area) บริเวณ “ท้องไก่” ที่ครอบคลุมหลายหัวเมืองในมณฑลกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า รวมทั้งวงแหวนเศรษฐกิจรอบเฉินตูและฉงชิ่งในด้านซีกตะวันตกของจีน
หลายฝ่ายยังประเมินว่า Maglev เจนใหม่นี้จะใช้เพื่อเชื่อมโยง “ระหว่างกลุ่มเมือง” อีกด้วย โดยคาดว่าเส้นทางปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้จะเป็นเส้นทางแรก ซึ่งจะลดเวลาในการเดินทางระหว่าง 2 มหานครเหลือเพียง 2.5-3 ชั่วโมงเท่านั้น
เมื่อเทียบกับการบินระหว่างปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ที่ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงแล้ว การใช้บริการ Maglev ก็ดูจะมีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะนอกจากจะไม่ต้องเสียเวลาเข้าออกเมือง-สนามบินและรอขึ้นเครื่องแล้ว ผู้โดยสารยังไม่ต้องเสี่ยงกับการดีเลย์ของเครื่องบิน สามารถใช้โทรศัพท์มือถือ และนั่งพูดคุยหารือกับญาติและเพื่อนร่วมงานได้ตลอดการเดินทาง คุณสมบัติดังกล่าวสะท้อนว่า ประสิทธิภาพในการเดินทางโดย Maglev เหนือกว่าเครื่องบินพาณิชย์อย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกัน ระบบลดแรงสั่นสะเทือนรองรับทั้งการเคลื่อนที่ด้วยล้อที่ระดับความเร็วต่ำและการลอยตัวด้วยแม่เหล็กที่ระดับความเร็วสูง ระบบนี้ได้รับการออกแบบให้ตรงตามมาตรฐานขั้นสูงสำหรับการทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ โดยผสานการสื่อสารระบบ 5G ระบบตรวจสอบด้วยปัญญาประดิษฐ์ การตรวจจับเสียง และการป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพสูง ความปลอดภัย และความสะดวกสบายของผู้โดยสารที่ใช้บริการ
Maglev รุ่นดังกล่าวจึงมีเป้าหมายที่จะ “เติมเต็ม” ช่องว่างระหว่างการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงและเครื่องบิน มอบทางเลือกการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กระแสข่าวระบุว่า แม็กเลฟสัญชาติจีนจะเปิดให้บริการได้ใน 1-2 ปีข้างหน้า
ขณะเดียวกัน บางกระแสข่าวยังระบุว่า เป้าหมายเชิงพาณิชย์ของ Maglev ความเร็วสูงเจนใหม่นี้อยู่ที่ 600-800 กม./ชม. และปัจจุบัน ตัวขบวนรถต้นแบบขนาดเต็ม (Full-Scale Prototype) ได้ออกจากสายการผลิตและอยู่ระหว่างการทดสอบระบบบูรณาการเพื่อเตรียมเปิดให้บริการในเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมศูนย์กลางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งจะช่วยลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางระหว่างหัวเมืองใหญ่ของจีนได้อย่างมาก
ประการสำคัญ Maglev ความเร็วสูงนี้มี CRRC Corporation Limited เป็นแกนหลักในการพัฒนา ทำให้จีนเคลมว่าเทคโนโลยีนี้เป็น “สายพันธุ์มังกร” อย่างแท้จริง ซึ่งนั่นเท่ากับว่าจีนได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างแท้จริง ทำให้สามารถเปลี่ยนจากการพึ่งพาองค์ความรู้ของเยอรมนีและญี่ปุ่นเป็นการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเอง
และจนถึงปัจจุบันก็สามารถสร้าง “ต้นแบบ” ของ Maglev นี้บนพื้นฐานของการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเองได้ครบชุดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการควบคุมอัจฉริยะ ระบบปฏิบัติการอัตโนมัติและการวิเคราะห์ด้วยเอไอ และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ขณะเดียวกันก็กำลังเดินหน้าทดสอบในหลายด้านเพื่อรองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคตอันใกล้
ตอนหน้าผมจะพาไปเจาะลึกถึงเคล็ดลับที่อยู่เบื้องหลัง Maglev แห่งโลกอนาคตกันครับ ...
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
