รถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า (Maglev) เจนใหม่ของจีน ... เครื่องบินยังอาย (ตอนจบ)

สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ แม้ว่าความเร็วจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่การใช้พลังงานกลับอยู่ที่เพียง 1/10 ของเครื่องบินเท่านั้น นี่ไม่ใช่แค่การปฏิวัติด้านความเร็วเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีการเดินทางอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย!
ผมกำลังพูดว่า จีนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยี Maglev โดยมีเป้าหมายไม่ใช่เพียงการสร้างรถไฟที่เร็วที่สุด แต่เป็นการพัฒนา “ระบบการขนส่งแห่งอนาคต” ที่จะเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูง เครื่องบิน และระบบโลจิสติกส์เข้าด้วยกัน
ในอีกด้านหนึ่งที่สะท้อนถึง “ความลึก” ในการพัฒนาก็ได้แก่ การที่จีนไม่ได้พัฒนาเฉพาะ “รถไฟ” แต่พัฒนาทั้ง “ระบบนิเวศ” โดยเป็นเจ้าของสิทธิบัตร 100%
ตั้งแต่ระบบควบคุมสัญญาณ การจัดเส้นทางด้วยเอไอ แม่เหล็กตัวนำยิ่งยวด (Superconducting Magnets) ระบบเบรค และการจัดการพลังงานสีเขียว รวมทั้งฝาแฝดดิจิตัล (Digital Twin) และการนำทางด้วยดาวเทียมเป๋ยโต่ว (BeiDou Navigation) ที่ช่วยให้สามารถกำกับควมคุมการใช้งานผ่านจอจากทางไกล และสร้างเครือข่ายการเดินทางหลายระดับ (Multi-Layer Transport Network)
อย่างไรก็ตาม การพัฒนานวัตกรรมนี้ในเชิงพาณิชย์ยังคงเป็นเสมือน “หนังเรื่องยาว” เพราะทีมงานวิจัยยังต้องผ่านความยากลำบากอีกมากก่อนจะสามารถนำออกมาใช้งานจริงได้
ประการแรก การปิดผนึกและการบำรุงรักษาท่อสุญญากาศ ท่อสุญญากาศยาวหลายร้อยกิโลเมตรนั้น จะรักษาการปิดสนิทได้อย่างไร? หากไม่ปิดสนิทจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? และมีระบบอัตโนมัติที่จะสามารถตรวจสอบ “จุดรั่ว” ก่อนและขณะการใช้งานจริงหรือไม่? อย่างไร?
ความปลอดภัยนับเป็นความท้าทายประการที่ 2 ในสภาวะการทำงานด้วยความเร็วสูงอย่างยิ่ง แม้แต่ความเบี่ยงเบนเล็กน้อยก็อาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงได้ นี่ก็เหมือนกับการขับรถ ยิ่งขับเร็วเท่าไร ความต้องการด้านทักษะการขับก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ยิ่ง Maglev ให้บริการด้วยความเร็วมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ต้องมีระบบเบรคและระบบควบคุมที่ไว้วางใจได้
ขณะเดียวกัน แม้ว่าผลการวิจัยจำนวนมากรองรับว่า การแผ่รังสีของรางแม่เหล็กไฟฟ้าต่ำกว่าของเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป และท่อสุญญากาศทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากลมแรง ฝนตกหนัก หิมะและสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่ก็มีคนตั้งคำถามสงสัยอยู่ว่า หากมีแผ่นดินไหวและภัยธรรมชาติอื่น Maglev ต้องปรับลดความเร็วหรือหยุดให้บริการหรือไม่? อย่างไร? นั่นอาจหมายถึงข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ให้บริการในอนาคต
ประการสุดท้ายคือ ปัญหาด้านความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจถือเป็นความท้าทายที่ “ใหญ่หลวงที่สุด” ของการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ เพราะเรากำลังพูดถึงต้นทุนจำนวนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนา การก่อสร้างตัว Maglev รางแม่เหล็กไฟฟ้า ระบบควบคุม ท่อสุญญากาศ และอื่นๆ
และเมื่อพิจารณาจากการพัฒนา Maglev ที่ผ่านมา ต้นทุน Maglev ในท่อสุญญากาศก็อาจสูงถึง 500-1,000 ล้านหยวนต่อกิโลเมตรเลยทีเดียว ก็ได้แต่หวังว่าจีนจะพัฒนาโนว์ฮาว วัสดุใหม่ และอื่นๆ รวมทั้งขยายโครงข่ายจนสามารถลดต้นทุนต่อหน่วยจนเกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้
ขณะเดียวกัน ในประเด็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จากประสบการณ์การให้บริการของ Maglev สายพันธุ์เยอรมนีในเซี่ยงไฮ้ ก็พบว่ามีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่ำกว่าของรถรางแบบล้อธรรมดา 15-20%
แต่การเปิดให้บริการ Maglev ในท่อสุญญากาศคาดว่าจะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การบำรุงรักษา และอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาค่าตั๋วรถไฟ และเป็นตัวกำหนดว่า Maglev แห่งโลกอนาคตนี้จะได้รับการยอมรับของประชาชนหรือไม่
ในกรณีของจีนที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรและเชี่ยวชาญในการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ “ทั้งระบบ” ผมจึงไม่ค่อยกังวลใจในเรื่องแหล่งเงินทุนและหน่วยงานวิจัยและดำเนินงาน เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนน่าจะจัดสรรเงินงบประมาณให้แก่มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องในการวิจัยและพัฒนา และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง ก่อนมอบหมายให้กิจการรัฐวิสาหกิจเป็นแกนหลักในการผลิต Maglev “ต้นแบบ” เพื่อการทดสอบทดลองและดำเนินงานในที่สุด
นอกจากนี้ คู่เมืองที่จะเปิดให้บริการก็ต้องมี “ขนาด” ที่ใหญ่มากพอ โดยในชั้นนี้ มีกระแสข่าวว่า มี 6 คู่เมืองที่เสนอตัวเป็น “จุดแรก” ของการใช้ Maglev ในอนาคต ซึ่งเซี่ยงไฮ้-หังโจวดูจะมีความพร้อมในเชิงเศรษฐกิจและได้คะแนนนำในการคัดเลือกอยู่ โดยจะมีอุโมงค์ระยะทาง 150 กิโลเมตรรวมอยู่ด้วย
แต่ผมก็ยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า ภายใต้หลักคิด “เดินข้ามลำธารโดยใช้เท้าสัมผัสหิน” จีนจะขยายบริการนี้ไปยังคู่เมืองใหญ่อื่นในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปักกิ่ง-เทียนจิน ปักกิ่ง-สวงอัน กวางโจว-เซินเจิ้น เฉิงตู-ฉงชิ่ง หรือแม้กระทั่งซีอาน-อู่ฮั่นในระยะยาว
ทั้งนี้ หลังจากนี้ จีนน่าจะเร่งเดินหน้าขยายการทดสอบต่อไปเพื่อไต่ระดับความเร็วในระยะทางที่ยาวขึ้นก่อนปูทางสู่การใช้งานในอนาคต แต่หาก Maglev ในท่อสุญญากาศถูกนำมาใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้จริง ก็อาจจะช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเกี่ยวกับ “ระยะทาง” ในมุมมองใหม่
ผมลองจินตนาการถึง “เศรษฐกิจหนึ่งชั่วโมงเดินทาง” ของผู้คนในแต่ละกลุ่มเมืองของจีนที่มีบริการ Maglev ในท่อก็อาจมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ตอนเช้าอาจเคลียร์งานอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ตอนเที่ยงไปประชุมระหว่างอาหารกลางวันที่หังโจว และต่อไปจิบชากับเพื่อนตอนบ่ายที่ซูโจว ก่อนกลับไปรับประทานอาหารเย็นและพักผ่อนกับครอบครัวที่เซี่ยงไฮ้
หากโครงข่ายถูกพัฒนาอย่างกว้างขวาง ขอบเขตระหว่างเมืองในกลุ่มเมืองปากแม่น้ำแยงซีเกียงจะ “พร่ามัว” ไป แต่จะเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นขึ้น และนี่อาจเป็น “แม่เหล็ก” ตัวใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจากทั่วโลกหลั่งไหลไปผ่าน “ประสบการณ์สุดล้ำ” กันก็เป็นได้
นวัตกรรม Maglev ในท่อสุญญากาศนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงความเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเสริมสร้างภาพลักษณ์ในความทันสมัยด้านเทคโนโลยีการขนส่งของจีน แต่สิ่งนี้จะยังไม่เข้ามาแทนที่รถไฟความเร็วสูงในเร็ววัน นั่นหมายความว่า สำหรับท่านผู้อ่านที่อยากไป “ทดลองนั่ง” อาจต้องอดใจรออีกหน่อย เพราะกระแสข่าวระบุว่า โครงการนี้คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการแก่สาธารณชนในราวปี 2035 ซึ่งเป็น “เป้าหมายระยะกลาง” ของจีนที่ต้องการเป็น “สังคมนิยมที่ทันสมัย”
ถึงวันนั้น เราก็คงได้ยกย่องจีนในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการขนส่งของโลก และชื่นชมความพยายามของจีนในการมอบภูมิปัญญาและวางรากฐานให้เทคโนโลยีนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบคมนาคมแห่งโลกอนาคตให้แก่มวลมนุษยชาติ ...
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
