รีเซต

วิกฤตตะวันออกกลาง : มุมมอง - ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบาย “ข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ( ตอนที่ 1)

วิกฤตตะวันออกกลาง : มุมมอง - ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบาย “ข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ( ตอนที่ 1)
TNN ช่อง16
19 มีนาคม 2569 ( 16:12 )
23

ในช่วงที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังร้อนแรง  ก็มีข้อสังเกต กรณีที่จีนเดินเกมส์เรียกร้องให้นานาประเทศร่วมกัน “ถอนฟืนออกจากกองไฟ” เพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้งที่เกิดขึ้น  และเป็นเสมือนการส่งสัญญาณ “ช่วยเหลือ” และแอบ “สนับสนุน” อิหร่านอยู่ในที

อิหร่านมีความสำคัญยิ่งต่อจีนในหลายมิติ ในด้านเศรษฐกิจและการเงิน ภายหลังการถูกสหรัฐฯ แซงชั่นทางเศรษฐกิจ อิหร่านก็ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ การพัฒนาความร่วมมือกับจีนช่วย “ปลดล็อก” ในหลายส่วน

โดยเฉพาะด้านการค้าระหว่างประเทศ จีนเป็นเสมือน “ท่อน้ำเลี้ยง” แก่อิหร่าน โดยจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่สุดของอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมัน ขณะเดียวกัน จีนก็ยังเป็นแหล่งซัพพลายสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญของอิหร่าน 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่สุดของอิหร่าน คิดเป็นสัดส่วนถึงราว 80% ของการส่งออกน้ำมันของอิหร่านโดยรวม ขณะเดียวกัน จีนมีแนวโน้มนำเข้าจากอิหร่านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2021 การนำเข้าของจีนจากอิหร่านพุ่งขึ้นแตะระดับ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเพิ่มขึ้นเป็นราว 1.2-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงก่อนสงคราม

เท่านั้นไม่พอ น้ำมันนับเป็นสินค้าหลักของสินค้าส่งออกของอิหร่าน โดยมีสัดส่วนราว 2 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกของอิหร่านสู่ตลาดจีน ในด้านหนึ่ง ก็ช่วยประหยัดต้นทุนพลังงานให้แก่จีนได้มาก เพราะอิหร่านขายน้ำมันให้จีนใน “ราคาพิเศษ” ที่ต่ำกว่าราคาตลาดราว 8-10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแก่จีนในอีกด้านหนึ่ง

ในด้านการเงิน จีนและอิหร่านร่วมมือด้านการเงินกันในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในทำธุรกรรมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาระบบ SWIFT ที่กำกับควบคุมโดยสหรัฐฯ และสนับสนุนการพัฒนา “เงินหยวนให้เป็นสกุลเงินสากล” ในระยะยาว 

ประการสำคัญ อิหร่านซึ่งเป็นเสมือนประเทศ “หน้าด่าน” ในการเชื่อมจีนกับตะวันออกกลาง นั่นหมายความว่า อิหร่านเป็น “จิ๊กซอว์” ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับการดำเนินนโยบาย “ข้อริเริ่ม หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) ในภูมิภาคนี้ในระยะยาว 

เลยทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจจาก FC ตามมาว่า “แต่ละประเทศและผู้เชี่ยวชาญในวงการคิดและรู้สึกอะไร อย่างไรบ้างกับนโยบาย BRI ของจีน ...

อันที่จริง ด้วยความพร้อมทางเศรษฐกิจและการกำหนด “นโยบายบุกโลก” (Go-Global Policy) จีนได้กลายเป็นประเทศที่ให้เงินอุดหนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างกว้างขวางทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นถนน สะพาน อุโมงค์ ท่าเรือ รถไฟความเร็วสูง และอื่นๆ และเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนนับแต่ปี 2013 ที่จีนเริ่มประกาศนโยบายลูกที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นอย่าง “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (One Belt, One Road) ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น BRI ในเวลาต่อมา

นอกจากมีลักษณะเป็นนโยบาย “เชิงสัญลักษณ์” แล้ว BRI ยังเป็น “เบบี้โปรเจ็ก” ของผู้นำจีน จีนมองว่า BRI จะเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนา “ผลประโยชน์ร่วม” เพื่อการเชื่อมต่อและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจโลก 

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า BRI เป็นการนำเสนอ “ซอฟท์พาวเวอร์” ของจีนสู่เวทีโลก และนำไปสู่การรักษาตำแหน่งทางเศรษฐกิจ ความเป็นโรงงานของโลก และการส่งออกกำลังการผลิต และวิศวกรรม โนวฮาว และประสบการณ์การก่อสร้างของจีนไปพร้อมกัน

ผมจึงเชื่อมั่นว่า นโยบายนี้จะคงความสำคัญและอยู่ในเวทีโลกไปอีกนาน อย่างน้อยถึงปี 2050 เมื่อจีนฉลอง 100 ปีของการก่อตั้งประเทศสาธารณประชาชนจีน นั่นหมายความว่า การดำเนินกิจกรรมและโครงการตามนโยบายดังกล่าวจะอยู่ในกรอบของการพัฒนาในระยะยาว 

นอกจากจีนในฐานะ “ผู้สนับสนุน” หลักของนโยบาย BRI แล้ว ประเทศอื่นๆ คิดเห็นอย่างไรกันบ้าง? มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และพันธมิตรในกลุ่ม G7 ดูจะมีจุดยืนอยู่ฝั่ง “ตรงข้าม” กับนโยบายดังกล่าว ทั้งนี้ เหตุผลไม่ใช่เพราะวิธีการดำเนินโครงการและผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ แต่ผมคิดว่าเป็นเพราะนโยบาย BRI มี “จีน” เป็นผู้ริเริ่ม ผลักดัน และกำกับควบคุมหลัก

เราจึงเห็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้พยายามต่อต้านและจำกัดอิทธิพลของจีนในเวทีโลก โดยโจมตีว่า BRI ถูกออกแบบเพื่อขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์อันจะนำไปสู่ “กับดักหนี้สิน” หรือ “หนี้และการทำลายล้าง” และเปิดตัวโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน “ทางเลือก” 

ด้วยศักยภาพและความสามารถที่ถดถอยลงโดยลำดับ ญี่ปุ่นถือว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะมีมุมมองเชิงลบต่อนโยบาย BRI ของจีน แต่ญี่ปุ่นก็มองการให้บริการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในภูมิภาคเอเซียผ่านธนาคารพัฒนาเอเซีย (Asian Development Bank) เป็นเรื่องรอง 

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็ไม่มี “ทางเลือก” มากนัก เพราะปัญหา “ส่วนลึก” ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ของ “พื้นที่ทับซ้อน” ในบริเวณทะเลจีนใต้ จึงพยายามสร้าง “สมดุล” เพื่อให้การดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องของจีนและญี่ปุ่นดำเนินต่อไปตามแต่นโยบายของผู้นำของทั้งสองประเทศ

ขณะที่ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปก็อาจมีจุดยืนที่แตกต่างกันไป โดยในระยะแรก สหภาพยุโรปโดยรวมมีความ “ระมัดระวัง” ในการพัฒนาความร่วมมือในโครงการที่เกี่ยวข้อง เพราะมองว่า BRI เป็นความท้าทายทางเศรษฐกิจของตนเองและอาจเป็นที่มาของความแตกแยกทางการเมืองระหว่างสมาชิก

Karen Donfried ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการยุโรปและยูเรเซีย ให้ทัศนะต่อประเด็นนี้ว่า ภายหลังจีนรุกเข้าสู่ตลาดยุโรปและกว้านซื้อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ยุโรปก็เริ่ม “ตื่นจากภวังค์” และมีมุมมองที่ “ระมัดระวัง” มากขึ้น ซึ่งทำให้เป็นความท้าทายที่จีนต้องเผชิญในการดำเนินนโยบาย BRI ในยุโรปในระยะแรก ยกตัวอย่างเช่น การถอนตัวจากโครงการความร่วมมือของอิตาลี

อย่างไรก็ดี ด้วยความโปร่งใสที่มากขึ้นนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องและศักยภาพด้านเศรษฐกิจของการดำเนินนโยบาย BRI ที่รออยู่ข้างหน้า ยุโรปได้เปลี่ยนไปสู่แนวทางการแสวงหา “การจัดการความเสี่ยง” ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของจีนอย่างแข็งขัน 

อ่านต่อตอนหน้าครับ ...

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง