ทำไม "ราคาน้ำมันพุ่ง?" เมื่ออิหร่านส่งออกน้ำมันแค่ 4% ทำความรู้จัก “ช่องแคบฮอร์มุซ” ตัวแปร "สงครามตะวันออกกลาง"

ทำไม"น้ำมันโลกพุ่ง?" ถ้า “ช่องแคบฮอร์มุซ” ถูกปิด เปิดความเสี่ยง "วิกฤตพลังงานโลก"
ความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่อาจพุ่งขึ้น กลับมาเป็นประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง เหตุการณ์นี้ทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกตอบสนองอย่างรวดเร็ว และคำถามที่ถูกถามมากที่สุดคือ ทำไมโลกต้องกังวลเรื่องราคาน้ำมัน ทั้งที่อิหร่านไม่ได้เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก
คำตอบสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำมันของอิหร่านเพียงอย่างเดียว แต่ไปอยู่ที่ “เส้นทางขนส่งน้ำมัน” ที่สำคัญที่สุดของโลก นั่นคือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียใช้ส่งออกพลังงานไปยังตลาดโลก หากเส้นทางนี้เกิดความเสี่ยง แม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกสั่นสะเทือนได้ทันที
เมื่อข่าวการโจมตีแพร่กระจายออกไป สื่อเศรษฐกิจระดับโลกอย่าง Reuters และ Bloomberg รายงานตรงกันว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นทันที ทั้งน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ในตลาดล่วงหน้า เหตุการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าน้ำมันหายไปจากตลาดในทันที แต่เป็นเพราะนักลงทุนเริ่มประเมิน “ความเสี่ยงต่ออุปทาน” ใหม่ทั้งหมด
ตลาดน้ำมันมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง คือไม่ได้รอให้เกิดปัญหาจริงก่อนแล้วจึงค่อยปรับราคา แต่จะตั้งราคาจากความคาดหวังล่วงหน้า หากนักลงทุนเชื่อว่าในอีกไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า การขนส่งน้ำมันอาจสะดุด ราคาจะสะท้อนความกลัวนั้นทันที นักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สจำนวนมากจึงรีบเข้าซื้อสัญญาน้ำมันเพื่อป้องกันความเสี่ยง ส่งผลให้ราคาน้ำมันถูกดันขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นี่คือธรรมชาติของตลาดพลังงานซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ไวต่อข่าวภูมิรัฐศาสตร์มากที่สุดในโลก
เหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ในอิหร่านส่งผลต่อตลาดน้ำมันโลกอย่างมาก เพราะโครงสร้างของระบบพลังงานโลกกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่หลายประเทศตั้งอยู่ในพื้นที่นี้ ไม่ว่าจะเป็น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต กาตาร์ รวมถึง อิหร่าน เองด้วย น้ำมันจากประเทศเหล่านี้หากต้องการส่งออกไปยังตลาดเอเชีย ยุโรป หรืออเมริกา แทบทั้งหมดต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
แม้อิหร่านจะส่งออกน้ำมันดิบเพียงประมาณ 4–5 เปอร์เซ็นต์ของตลาดโลก แต่เส้นทางช่องแคบฮอร์มุซกลับมีน้ำมันไหลผ่านมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในห้าของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก และหากนับเฉพาะน้ำมันที่ขนส่งทางทะเล สัดส่วนนี้จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก นั่นหมายความว่า หากเส้นทางนี้เกิดปัญหา แม้เพียงช่วงสั้น ๆ ก็สามารถกระทบตลาดพลังงานทั่วโลกได้ทันที
ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมันดิบเท่านั้น ก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG จากประเทศอย่างกาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกก๊าซรายใหญ่ของโลก ก็ต้องผ่านเส้นทางนี้เช่นกัน หากพื้นที่ดังกล่าวเกิดความไม่ปลอดภัย ผลกระทบจะไม่เกิดเฉพาะตลาดน้ำมัน แต่จะลามไปถึงตลาดก๊าซและต้นทุนผลิตไฟฟ้าในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในยุโรปและเอเชียที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG ในปริมาณมาก
สำหรับอิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นไพ่ต่อรองสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์มาโดยตลอด ประเทศตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือของช่องแคบ และมีกำลังทางทหารที่สามารถควบคุมพื้นที่ทะเลบริเวณนั้นได้ หากถูกกดดันหนักจากมาตรการคว่ำบาตรหรือความขัดแย้งกับมหาอำนาจ อิหร่านมักใช้การขู่รบกวนการเดินเรือหรือแม้แต่การขู่ปิดช่องแคบเป็นเครื่องมือกดดัน เพราะเพียงแค่ประกาศเช่นนี้ ตลาดน้ำมันทั่วโลกก็ปั่นป่วนได้ทันที
หากมองในแผนที่ จะเห็นว่าช่องแคบฮอร์มุซเป็นคอขวดของระบบพลังงานโลกอย่างแท้จริง จุดที่แคบที่สุดของช่องแคบมีความกว้างเพียงประมาณ 34 กิโลเมตร และมีความยาวราว 167 กิโลเมตร เส้นทางเดินเรือถูกแบ่งเป็นร่องขาเข้าและขาออกอย่างจำกัด เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ต้องเดินเรือผ่านเลนที่กำหนดอย่างเคร่งครัด หากเกิดเหตุการณ์ไม่ปลอดภัย บริษัทเดินเรืออาจหยุดเดินเรือทันที ขณะที่บริษัทประกันภัยก็อาจเพิ่มค่าเบี้ยประกันการเดินเรือ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่มีการปิดช่องแคบจริง ๆ ก็ตาม
อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดพลังงานอ่อนไหวต่อสถานการณ์นี้ คือระดับสต็อกน้ำมันของหลายประเทศไม่ได้สูงมากนักเมื่อเทียบกับความต้องการใช้ในแต่ละวัน ตัวอย่างเช่นประเทศไทย กระทรวงพลังงานเคยระบุว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงประมาณ 60 วันเท่านั้น หากเกิดการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงานระยะยาว ความเสี่ยงต่อระบบพลังงานก็จะเพิ่มขึ้นทันที
คำถามสำคัญคือ หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง โลกจะเผชิญอะไร และประเทศไทยจะได้รับผลกระทบมากแค่ไหน คำตอบคือไทยมีความเสี่ยงโดยตรง เพราะน้ำมันดิบที่นำเข้าเพื่อป้อนโรงกลั่นจำนวนมากมาจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย แม้ไทยจะไม่ได้ซื้อน้ำมันจากอิหร่านโดยตรง แต่แหล่งนำเข้าหลักของไทย ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และบางส่วนจากกาตาร์ เมื่อนำมาคำนวณตามเส้นทางขนส่ง พบว่าน้ำมันดิบมากกว่าครึ่งของการนำเข้าทั้งหมดต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
นั่นหมายความว่า หากเส้นทางนี้เกิดปัญหา น้ำมันจำนวนมากที่ป้อนเข้าสู่โรงกลั่นของไทยจะได้รับผลกระทบทันที และผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มเท่านั้น เพราะเมื่อราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ต้นทุนโรงกลั่นจะสูงขึ้น ราคาดีเซลและเบนซินในประเทศก็จะถูกกดดันให้ปรับตัวขึ้นตาม ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ต้นทุนของผู้ผลิตอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้างก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน สุดท้ายต้นทุนทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในรูปแบบของราคาสินค้าที่แพงขึ้น
นอกจากนี้ยังมีอีกมิติหนึ่งคือห่วงโซ่อุปทานโลก หากเส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลางมีความเสี่ยงสูง เรือสินค้าบางส่วนอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางหรืออ้อมเส้นทาง ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นและเวลาขนส่งนานขึ้น สินค้าจะถึงปลายทางช้าลง และราคาสินค้าในตลาดโลกก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น แรงกดดันเงินเฟ้อก็จะตามมา ธนาคารกลางหลายประเทศอาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรือแม้แต่พิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น กำลังซื้อของประชาชนลดลง และเศรษฐกิจมีความเสี่ยงชะลอตัว
ในขณะเดียวกัน ตลาดการเงินทั่วโลกก็มักตอบสนองต่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วยความผันผวน นักลงทุนมักจะลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น แล้วหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ หรือพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์มักแข็งค่าในช่วงที่โลกมีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้ค่าเงินของประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศในเอเชีย มีโอกาสอ่อนค่าลง
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการโจมตีอิหร่านจึงทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะตลาดไม่ได้กลัวเพียงแค่สงคราม แต่กลัวว่าหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซอาจเกิดการหยุดชะงัก หากสถานการณ์ลุกลามจนกระทบเส้นทางนี้ โลกอาจต้องเผชิญกับราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยกดดัน และความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว
สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียมากกว่าครึ่ง แรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย
ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่เป็นบททดสอบสำคัญของระบบพลังงานโลกอีกครั้ง และตัวแปรสำคัญที่ทั้งโลกกำลังจับตาอยู่ ก็คือช่องแคบฮอร์มุซ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
