รีเซต

ทำไม "ทุเรียนไทย" ยังชนะใจจีน? เบื้องหลังส่งออกทะลุเป้า 1 ล้านตัน คือ อะไร?

ทำไม "ทุเรียนไทย" ยังชนะใจจีน? เบื้องหลังส่งออกทะลุเป้า 1 ล้านตัน คือ อะไร?
TNN ช่อง16
2 สิงหาคม 2569 ( 08:00 )

"ทุเรียนไทย" เบอร์ 1 โลก! ส่งออกทะลุ 1 ล้านตัน โกยรายได้แสนล้าน ฝ่าศึกคู่แข่งอาเซียน


ประเทศไทยยังคงตอกย้ำสถานะ "ราชาแห่งทุเรียนโลก" ได้อย่างแข็งแกร่ง หลังสร้างสถิติใหม่ส่งออกทุเรียนสดไปจีนทะลุ 1 ล้านตันเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของภาคเกษตรไทย และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในปีนี้


ตัวเลขล่าสุดระหว่างวันที่ 1 มกราคม-19 กรกฎาคม 2569 ไทยส่งออกทุเรียนสดไปจีนได้แล้ว 1,000,763 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 114,818 ล้านบาท ทำลายเป้าหมายก่อนเข้าสู่ช่วงปลายฤดูกาลส่งออก สะท้อนว่าทุเรียนยังคงเป็นผลไม้ส่งออกที่สร้างรายได้สูงที่สุดชนิดหนึ่งของประเทศ


ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงตัวเลขการค้า แต่ยังหมายถึงรายได้ที่กระจายไปยังเกษตรกร ผู้ประกอบการล้ง โรงคัดบรรจุ โรงงานแปรรูป ธุรกิจโลจิสติกส์ และแรงงานที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม


จีนยังเป็นตลาดทองของทุเรียนไทย


ตลาดจีนยังคงเป็นหัวใจของการส่งออกทุเรียนไทย โดยมีสัดส่วนมากกว่า 90% ของการส่งออกทุเรียนสดทั้งหมด สาเหตุกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวจีน โดยเฉพาะคนเมือง คนรุ่นใหม่ และกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลไม้คุณภาพสูงได้รับความนิยมมากขึ้น


ในบรรดาทุเรียนทั้งหมด "หมอนทอง" ยังคงเป็นพันธุ์ที่ครองใจผู้บริโภคจีนมากที่สุด เพราะมีรสชาติ เนื้อสัมผัส และมาตรฐานคุณภาพที่ได้รับการยอมรับมายาวนาน


แม้จีนจะเปิดตลาดให้กับประเทศคู่แข่งมากขึ้น ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่สำหรับตลาดพรีเมียม ผู้นำเข้าจำนวนมากยังคงเลือกทุเรียนไทยเป็นอันดับแรก เพราะเชื่อมั่นในมาตรฐานและความสม่ำเสมอของสินค้า


ผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่ต้องบริหารให้ทัน


อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ปีนี้มีความท้าทาย คือผลผลิตทุเรียนไทยเพิ่มขึ้นราว 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน ผลผลิตจำนวนมากช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออก แต่ก็สร้างแรงกดดันด้านการบริหารจัดการ หากระบายสินค้าไม่ทัน อาจส่งผลให้ราคาภายในประเทศปรับลดลง


หลังจากผลผลิตภาคตะวันออกสิ้นสุดฤดูกาล ทุเรียนภาคใต้ก็ทยอยออกสู่ตลาดต่อเนื่อง โดยคาดว่ามีผลผลิตมากกว่า 300,000 ตัน ซึ่งต้องเร่งกระจายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ


ปัจจุบันผลผลิตภาคใต้เข้าสู่ตลาดแล้วมากกว่าครึ่งของฤดูกาล โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร ซึ่งมีผลผลิตกว่า 243,000 ตัน และมี "ตลาดมรกต" อำเภอหลังสวน เป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายผลผลิตสำคัญ





4 มาตรการเร่งระบายผลผลิต


เพื่อรองรับผลผลิตจำนวนมาก กรมการค้าภายในได้วางแนวทางดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่


* เร่งระบายผลผลิตผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ประสานรถบรรทุกและเชื่อมโยงผู้ซื้อจากต่างประเทศ เพื่อลดปัญหาคอขวดในการขนส่ง

* รักษามาตรฐานคุณภาพ ตั้งแต่การตัดทุเรียนแก่ การคัดแยก และการควบคุมคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อ

* ส่งเสริมการแปรรูป เช่น ทุเรียนทอด ทุเรียนกวน และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและรองรับผลผลิตส่วนเกิน

* ประชาสัมพันธ์เชิญผู้ค้าทั้งในและต่างประเทศเข้าซื้อผลผลิตจากแหล่งผลิตโดยตรง


มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายสำคัญ คือทำให้ผลผลิตออกจากสวนได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงด้านราคา และรักษาเสถียรภาพของตลาด


ตลาดมรกต กลไกสำคัญของทุเรียนภาคใต้


ผู้ประกอบการในตลาดมรกตระบุว่า ทุเรียนไทยยังได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่ผู้บริโภคชาวจีน โดยเฉพาะหมอนทอง ขณะที่ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษก็เริ่มได้รับการยอมรับในฐานะสินค้าพรีเมียม


ปัจจุบันทุเรียนหมุนเวียนผ่านตลาดแห่งนี้เฉลี่ยวันละประมาณ 5,000 ตัน โดยราว 80% ส่งออกต่างประเทศ และในช่วงผลผลิตสูงสุดระหว่างกลางเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ปริมาณอาจเพิ่มเป็นกว่า 10,000 ตันต่อวัน


ทั้งฤดูกาล ตลาดมรกตมีศักยภาพรองรับและกระจายทุเรียนภาคใต้ได้ประมาณ 200,000-300,000 ตัน ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ผลผลิตจำนวนมากเดินทางออกจากพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ




คู่แข่งเพิ่มขึ้น ไทยต้องขาย "คุณภาพ" มากกว่า "ปริมาณ"


แม้ไทยยังครองแชมป์ตลาดโลก แต่การแข่งขันกำลังรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน เช่น เวียดนามใช้ข้อได้เปรียบด้านระยะทางและต้นทุนขนส่ง ขณะที่มาเลเซียพยายามเจาะตลาดพรีเมียมด้วยพันธุ์มูซังคิง ส่วนฟิลิปปินส์ก็เริ่มขยายการส่งออกเข้าสู่จีนมากขึ้น


นั่นทำให้การแข่งขันในอนาคตไม่ได้วัดกันแค่ปริมาณผลผลิต แต่จะตัดสินกันที่คุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยของอาหาร และความแข็งแกร่งของแบรนด์


ประเทศไทยจึงต้องรักษาจุดแข็งที่สั่งสมมานาน ทั้งมาตรฐานการผลิต ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการแปรรูป บรรจุภัณฑ์ และการพัฒนาแบรนด์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น


ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของไทยอาจไม่ใช่เพียงการส่งออกให้ได้มากที่สุดอีกต่อไป แต่คือการทำให้ "ทุเรียนไทย" กลายเป็นแบรนด์ผลไม้พรีเมียมระดับโลก เช่นเดียวกับกาแฟ ไวน์ หรือช็อกโกแลตจากประเทศผู้ผลิตชั้นนำ เพื่อให้ทุเรียนหนึ่งลูกสร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม และทำให้คำว่า Made in Thailand ยังคงเป็นเครื่องหมายแห่งคุณภาพบนตลาดผลไม้โลกต่อไป

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง